วิปเคาะ-ไม่ต้องแสดงวิสัยทัศน์‘อนุทิน’โทร.ยัน71เสียงให้หมดพปชร.กับรทสช.เทหนุนแน่นอน
วิป 3 ฝ่ายมีมติ‘เศรษฐา’ ไม่ต้องแสดงวิสัยทัศน์ในวันโหวตนายกฯ 22 ส.ค. เพื่อไทยเผยเตรียม สส.ชี้แจงแทนแคนดิเดต พร้อมแจ้งในวงประชุมวิปแถลง เปิดตัวพรรคร่วมรัฐบาล 314 เสียงจันทร์นี้ เร่งเดินสายขอเสียงสว.เพิ่ม มั่นใจผ่านฉลุย ‘ไผ่’ ย้ำพปชร.เทให้หมด 40 เสียง ยัน ‘ลุงป้อม’ ไม่มีข้อแม้ทั้งสิ้น รทสช.ไม่เกี่ยงยกมือหนุนแคนดิเดตเพื่อไทยทุกคน ‘เศรษฐา’ ขอบคุณ ‘อนุทิน’ โทร.มาการันตี 71 เสียงไม่แตกแถว ลั่นพร้อมเป็นนายกฯ แก้วิกฤตชาติ ย้ำแสนสิริโปร่งใสไร้นอมินี-เงินทอน แฉกลับ ‘ชูวิทย์’ ส่งคนข่มขู่ให้ซื้อที่ดินสุขุมวิท 2 พันล้าน ‘หมออ๋อง’ ใช้งบรองประธานสภาราว 1 แสนบาทเลี้ยงหมูกระทะแม่บ้านสภา
มติวิป‘เศรษฐา’ไม่ต้องโชว์กึ๋น
เมื่อวันที่ 18 ส.ค. เวลา 12.00 น. ที่รัฐสภา นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา แถลงภายหลังการประชุมคณะกรรมการประสานงาน (วิป) 3 ฝ่าย ว่า ในวันที่ 22 ส.ค. เวลา 10.00 น. จะนัดประชุมร่วมกันของรัฐสภา เพื่อลงมติบุคคลที่เหมาะสมดำรงตำแหน่งนายกฯ กำหนดเวลา 5 ชั่วโมง แบ่งเป็นของ สว. 2 ชั่วโมง สส.ไม่เกิน 3 ชั่วโมง คาดว่าจะลงมติในเวลา 15.00 น. และเสร็จสิ้นภายในเวลา 17.30 น.
นอกจากนี้ ในที่ประชุมยังมีความเห็นว่า ผู้ที่ถูกเสนอชื่อให้เป็นนายกฯ ไม่จำเป็นต้องแสดงวิสัยทัศน์ต่อที่ประชุมรัฐสภา เนื่องจากตามรัฐธรรมนูญและข้อบังคับการประชุมรัฐสภาไม่ได้กำหนดไว้ ประกอบกับช่วงที่มีการยกร่างข้อบังคับที่เกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าว ที่ประชุมของรัฐสภาเคยมีมติว่าเห็นชอบให้แสดงวิสัยทัศน์เพียง 47 เสียง และไม่เห็นชอบ 370 เสียงโดยประมาณ
สำหรับญัตติที่นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ โฆษกพรรคก้าวไกล เสนอค้างไว้ตั้งแต่ การประชุมรัฐสภาที่ผ่านมา ที่ประชุมวิป 3 ฝ่าย เห็นว่าให้นายรังสิมันต์สามารถอภิปรายได้ ในการประชุม 22 ส.ค. แต่มีความเห็นว่า เมื่อมีการวินิจฉัยตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภาข้อที่ 151 ไม่สามารถนำมาทบทวนได้ ไม่เช่นนั้นจะเกิดปัญหาว่าเมื่อรัฐสภามีมติ ในเรื่องใดเรื่องหนึ่งแล้วจะสามารถพิจารณาทบทวนได้ตลอดเวลา ซึ่งที่ประชุมวิป 3 ฝ่าย ได้ตกลงกันว่าเมื่อมีการเสนอเรื่องนี้เข้ามาให้ประธานแจ้งต่อที่ประชุมยืนยันอำนาจของประธานรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 80 และข้อบังคับการประชุมรัฐสภาข้อที่ 5 ประกอบ ข้อที่ 151 รวมทั้งศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้ชี้ว่า ที่ประชุมรัฐสภาต้องทบทวนมติในวันที่ 19 ก.ค. ที่ผ่านมา
ทั้งนี้ พรรคเพื่อไทย (พท.) ยังยืนยันเสนอชื่อนายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย ให้ที่ประชุมรัฐสภาพิจารณาเลือกเป็นนายกฯ
ออกคำสั่งนัดโหวตนายกฯ 22 ส.ค.
วันเดียวกัน นายวันมูหะมัดนอร์ มีคำสั่งให้นัดประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 4 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) ในวันอังคารที่ 22 ส.ค.2566 เวลา 10.00 น. ณ ห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชั้น 2 อาคารรัฐสภา โดยมีวาระการประชุมสำคัญเรื่องด่วนที่ 1 พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้ง เป็นนายกฯ ตามมาตรา 272 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เรื่องด่วนที่ 2 ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไข เพิ่มเติม (ฉบับที่…) พ.ศ. (ยกเลิกมาตรา 272) โดยนายชัยธวัช ตุลาธน สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล กับคณะ เป็นผู้เสนอ
ทั้งนี้ ไม่มีการบรรจุวาระการเสนอญัตติ ขอให้รัฐสภามีมติทบทวนการพิจารณามติ เมื่อวันที่ 19 ก.ค. การเสนอชื่อบุคคลเดิม ให้รัฐสภาเห็นชอบเป็นนายกฯ นั้นไม่สามารถเสนอคนเดิมได้ ของนายรังสิมันต์ ที่ค้างมาตั้งแต่วันศุกร์ที่ 4 ส.ค. แต่อย่างใด
ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) ส่งหนังสือแจ้งถึงคณะรัฐมนตรี (ครม.) ผู้เข้าร่วมประชุม และผู้ประสานงานประจำกระทรวง เพื่อแจ้งเลื่อนการประชุมครม. ครั้งถัดไปในวันพุธที่ 23 ส.ค.เวลา 09.00 น. ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล แบบครบองค์ประชุม หลังจากได้รับหนังสือแจ้ง จากสำนักงานเลขาธิการสภาว่าในวันอังคารที่ 22 ส.ค. มีการ ประชุมร่วมของรัฐสภา
เพื่อไทยจัดสส.ชี้แจงแทน
นายสุทิน คลังแสง สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ว่า ในประเด็นที่มีข้อติดใจต่างๆ พรรคเพื่อไทยเตรียมกระบวนการชี้แจง แถลงข้อกล่าวหา และแสดงวิสัยทัศน์ของผู้ที่จะเสนอชื่อโหวตเป็นนายกฯเท่าที่พอจะทำได้ภายนอก ก่อนถึงวันโหวตนายกฯ แต่หากในการประชุมรัฐสภา มีการตั้งคำถามหรือซักถาม เป็นหน้าที่ของสส.พรรคเพื่อไทยที่จะรับผิดชอบ
ส่วนการที่พรรคเพื่อไทยข้ามขั้วจับมือกับพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) นายสุทินกล่าวว่า พรรคเพื่อไทยชี้แจงเหตุที่ต้องไปรวมเพราะมีเหตุผล และมีคนที่เป็นต้นเหตุให้ไปรวม ซึ่งเป็นประเด็นบีบบังคับให้เราต้องไปรวม เจตนารมณ์ของประชาชนต้องการให้จัดตั้งรัฐบาลให้ได้ แต่เมื่อขั้วเราบางพรรคเขาไม่ยอมรับ ทำให้เสียงไม่พอ ดังนั้นเพื่อให้การตั้งรัฐบาลได้ตามเจตนารมณ์ของประชาชน จึงเป็น ความจำเป็น
เมื่อถามว่าหลังจากที่จับมือกับพรรค รวมไทยสร้างชาติ สังคมทวงถามถึงการลาออก จากหัวหน้าพรรคของนพ.ชลน่าน ศรีแก้ว สส.น่าน หัวหน้าพรรคเพื่อไทย นายสุทินกล่าวว่า เป็นธรรมดาของสังคม ยอมรับว่า การพูดของนพ.ชลน่านป็นการแสดงจุดยืนจริง แต่เมื่อผลการเลือกตั้งผิดความคาดหมาย และเพื่อให้ตั้งรัฐบาลบนเจตนารมณ์ของประชาชนเป็นไปได้ เป็นความจำเป็นต้องไปรวม
“ตามเจตนารมณ์ของประชาชน ไม่มีอะไรที่ได้ทุกอย่าง หรือเสียทุกอย่าง ส่วนจะต้องรับผิดชอบคำพูดหรือไม่ หรือจะลาออกหรือไม่ต้องถามนพ.ชลน่าน ผมมองว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เทคนิคการหาเสียง แต่เมื่อสถานการณ์เปลี่ยน แปลงไป บริบทความเป็นจริงเปลี่ยนแปลงไป จึงเป็นความจำเป็นต้องทำไม่เหมือนสิ่งที่พูดไป” นายสุทินกล่าว
มั่นใจได้เสียงเกิน 375
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันเดียวกันนี้ทีมเจรจาของพรรคเพื่อไทย ประกอบด้วย นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรค นายภูมิธรรม เวชยชัย รองหัวหน้าพรรค นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรค ได้เดินสายพูดคุยกับพรรค การเมืองต่างๆ ที่แสดงตัวสนับสนุนแคนดิเดต นายกฯ ของพรรคเพื่อไทย เพื่อยืนยันเสียงสนับสนุนนายเศรษฐา ซึ่งทุกพรรคยืนยันสนับสนุน ทำให้ตอนนี้มีเสียงที่แน่นอนแล้ว 314 เสียง
นอกจากนี้ ยังได้ไปพูดคุยแลกเปลี่ยน ความคิดเห็นและขอเสียงสนับสนุนจากสว. ซึ่งมีความคืบหน้าไปได้ด้วยดี ทำให้พรรค เพื่อไทยมั่นใจว่าวันที่ 22 ส.ค. จะมีเสียง เกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกรัฐสภา หลังจากนี้ เมื่อทุกอย่างชัดเจนแล้วพรรคเพื่อไทยจะเชิญตัวแทนทุกพรรคที่ร่วมสนับสนุนมาแถลงข่าวร่วมกับพรรคเพื่อไทยอย่างเป็นทางการ ก่อนโหวตเลือกนายกฯ วันที่ 22 ส.ค.
‘อดิศร’เชื่อ 22 ส.ค.มีข่าวดี
ด้านนายอดิศร เพียงเกษ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์กรณีมีสว.หลายคน อยากให้นายเศรษฐา มาแสดงวิสัยทัศน์ในที่ประชุมรัฐสภาว่า เราก็อยากให้มา แต่ทราบว่านายเศรษฐาจะเปิดแถลงข่าวในวันที่ 21 ส.ค. ซึ่งเป็นคู่กรณีระหว่างบุคคลกับบุคคล
ผู้สื่อข่าว ถามว่า จะมีผลอะไรหรือไม่เพราะมีกระแสข่าว ว่าสว.บางคนจะไม่โหวตให้ นายอดิศรกล่าวว่า ขอร้องให้ชาติบ้านเมืองเดินต่อไปได้ ข่าวสารบ้านเมืองที่เกิดขึ้นไม่เกี่ยวกับคุณสมบัตินายกฯ เพราะนายเศรษฐา และ แคนดิเดตนายกฯ ทุกพรรค เป็นการเสนอต่อพี่น้องประชาชน มีการกลั่นกรองโต้เถียงตรวจสอบกันอย่างละเอียด ซึ่งข้อบังคับก็ไม่เปิดโอกาส ดังนั้น จะมาก็ได้หรือไม่มาก็ได้ เช่นพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ก็ไม่ได้มา
ผู้สื่อข่าวถามว่าเชื่อว่านายเศรษฐา จะผ่านการเลือกนายกฯ ในวันที่ 22 ส.ค. หรือไม่ นายอดิศรกล่าวว่า นักข่าวมีสิทธิ์คิด แต่พวกตนมั่นใจว่าพรรคเพื่อไทยมีความอ่อนน้อมถ่อมตน มีประสบการณ์ในการแก้ปัญหาบ้านเมืองให้เดินหน้าได้ คิดว่าวันที่ 22 ส.ค.จะมีข่าวดี ประเทศไทยจะมีนายกฯ แน่นอน เพราะมั่นใจในการหารือกับทุกภาคส่วน และสว.ก็ใช้ระยะเวลาในการไตร่ตรอง ตนเชื่อมั่นในเกียรติของสว.ต่อข้อถามว่ากังวลอะไร จึงไม่ให้นายเศรษฐา มาชี้แจง นายอดิศรกล่าวว่า ในข้อบังคับบอกไม่ต้องมา ซึ่งจะมาก็มาได้ แต่วันที่ 21 ส.ค. นายเศรษฐาจะแถลงแล้วก็ไปซัดกันตรงนั้น เพราะนายเศรษฐาไม่ได้เป็นสส.
ร่ายกลอนเจ็บใจผิดคำพูด
ผู้สื่อข่าวถามว่า กระแสสังคมบอกจี้นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ลาออกจากตำแหน่งเพราะมีการจับมือตั้งรัฐบาลกับพรรครวมไทยสร้างชาติ นายอดิศรกล่าวว่า ตนไม่ได้มองอะไร แต่การเมืองบังคับให้เราทำ ตอนแรกเราให้พรรคก้าวไกลทำ แต่ไม่สามารถนำเรือเข้าไปสู่ฝั่งได้
ระหว่างการให้สัมภาษณ์ นายอดิศรได้อ่านกลอนที่ตัวเองเขียนว่า “เตือนตนตลอดเวลา ที่ผ่านมาเห็นอย่างไร เจ็บเนื้อลึกในๆ และเจ็บใจไม่อยากทำ” และกล่าวต่อว่า โลกนี้ไม่มีใครได้อะไรทั้งหมด เพื่อให้ชาติบ้านเมือง เดินทางต่อไปได้ ตนคิดว่าน่าจะเป็นนิมิตหมายที่ดี ซึ่งกลอนดังกล่าวข้างต้นตนเขียน ให้ตัวเอง
ต่อข้อถามว่า เคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า ถ้าพรรคเพื่อไทยไปร่วมกับพรรครวมไทยสร้างชาติ จะลาออกไปเป็นฝ่ายอิสระ นายอดิศรกล่าวว่า ตนมานั่งพิจารณาว่าสส. ตนก็ชอบมา 17 ปีแล้วกว่าจะได้มา ตนจะทำหน้าที่สส.ตรงนี้ให้ดีที่สุด ไม่ว่าจะอยู่ในฐานะไหน “กลอนดังกล่าวเขียนให้ตัวเอง ที่รู้สึกเจ็บใจที่พูดไปแบบนั้น เป็นสส.รอมาตั้ง 17 ปี และ 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา ผมก็ทำหน้าที่ได้ดี และจะเป็นสส.ต่อไป แต่ถ้าไปเป็นสส.ฝ่ายค้าน ไม่รู้ว่าเขาจะรับผมหรือเปล่า และสถานการณ์บ้านเมืองภายใต้ตัวละคร 750 คน ที่จะเลือกนายกฯ ให้ได้เกินครึ่ง ไม่สามารถเอาคนอื่นมาเลือกแทนได้”
เมื่อถามว่าสส.ในพรรคมีความเห็นอย่างไรที่พรรครวมไทยสร้างชาติเข้าร่วมรัฐบาลด้วย นายอดิศรกล่าวว่า เป็นไปตามมติพรรค ตามมติ ของคนที่ไปเจรจา ไม่ได้อึดอัดอะไร
‘ไผ่’ย้ำเท 40 เสียงให้เพื่อไทย
นายไผ่ ลิกค์ สส.กำแพงเพชร พรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) ให้สัมภาษณ์ถึงความชัดเจน ในการร่วมรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทยว่า ยืนยันคำเดิมว่า พรรคพลังประชารัฐที่มี 40 เสียง ไม่อยากมีข้อแม้ใดๆ ทั้งสิ้น อยากทำให้การจัดตั้งรัฐบาลครั้งนี้เสร็จสิ้นโดยเร็ว
ส่วนที่หลายฝ่ายมองว่าอยากให้เปิดหน้าไปร่วมรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทยนั้น จากที่ได้ประชุมร่วมกับวิป 3 ฝ่ายวันนี้ พรรคเพื่อไทยแจ้งอย่างชัดเจนแล้วว่าจะมีการแถลงว่า แคนดิเดตนายกฯ ที่จะเสนอในที่ประชุมรัฐสภาวันที่ 22 ส.ค. เป็นใคร และจะมีใครร่วมรัฐบาลเพิ่มเติมบ้าง เพราะมีคำถามมาจากฝ่ายสว.ว่ายังไม่เห็นความชัดเจน คาดว่าก่อนมีการโหวต จะเห็นความชัดเจน พรรคเพื่อไทยบอกว่าจะเคลียร์ทั้งหมด โดยเฉพาะประเด็นที่นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ออกมาแฉเกี่ยวกับภาษีที่ดินเชื่อมโยง นายเศรษฐา
ผู้สื่อข่าวถามว่า พรรคพลังประชารัฐ จะร่วมแถลงข่าวกับพรรคเพื่อไทยด้วยหรือไม่ นายไผ่กล่าวว่า ยังไม่รู้ว่าจะร่วมหรือไม่ พรรคเพื่อไทยจะชวนหรือไม่ เอาให้พรรค เพื่อไทยชวนค่อยว่ากัน ขณะนี้ยังไม่ได้พูดคุยอะไรกันมากเท่าไหร่กับพรรคเพื่อไทย ต่อข้อถามว่า การที่พรรครวมไทยสร้างชาติ ประกาศร่วมรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทย จะทำให้พรรคพลังประชารัฐตัดสินใจง่ายขึ้นหรือไม่ นายไผ่กล่าวว่า เราตัดสินใจชัดเจนไปก่อนหน้านั้นแล้ว ทุกคนอยากให้มีการจัดตั้งรัฐบาลโดยเร็วเพราะมีปัญหาที่รอการแก้ไขอยู่มาก
ต่อข้อถามว่า การสนับสนุนแคนดิเดต นายกฯ ของพรรคเพื่อไทย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ยินยอมแล้วหรือไม่ นายไผ่กล่าวว่า ขอย้ำจุดยืนเดิมคือไม่ขอเปิดประเด็นใหม่ เพราะการเปิดประเด็นใหม่ กระสุนไม่ได้ตกแค่ที่พวกตน แต่จะทำให้ตกไปที่คนอื่นด้วย เราไม่อยากให้ทำอย่างนั้น ให้เป็นไปตามครรลอง อีกไม่กี่วัน คิดว่าน่าจะดีขึ้น
ปัดเรียกสินสอดแพง-ป้องลุงป้อม
ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีกระแสข่าวพรรคพลังประชารัฐเรียกสินสอดจากพรรคเพื่อไทยแพง นายไผ่กล่าวว่า ยังไม่ได้เรียกเลย เลยไม่รู้ว่า จะแพงหรือไม่ ต่อข้อถามว่า ไม่ได้เกี่ยวกับโควตาคณะรัฐมนตรี ที่กำลังต่อรองกันหรือไม่ นายไผ่กล่าวว่า ยังไม่ได้คุยอะไรกันทั้งนั้น ต่อข้อถามว่า 22 ส.ค.นี้ จบแน่ใช่หรือไม่ เพราะมีข่าวหากนายเศรษฐาไม่ได้รับการโหวตเป็นนายกฯ พล.อ.ประวิตรกำลังรอต่อคิว นายไผ่กล่าวว่า “ใจเย็นๆ อย่าเปิด ประเด็น ผมเชื่อว่าลุงป้อมน่ารักกว่าที่คิดเยอะ ลุงป้อมไม่ได้จะมาสร้างข้อแม้ใดๆ ทั้งสิ้น เอาแค่ ตรงนี้ก่อน”
ต่อข้อถามว่าในที่ประชุมวิป 3 ฝ่าย พรรคเพื่อไทย ยืนยันเสนอชื่อนายเศรษฐาหรือไม่ นายไผ่กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยยืนยันว่าเป็นนายเศรษฐา ส่วนพรรคพลังประชารัฐจะทำเต็มที่ เรามี 40 เสียง ถ้าเรามี 300 เสียงเราโหวตให้อยู่แล้ว เมื่อถามว่า ถ้านายเศรษฐาไม่ผ่าน หากตกมาที่พรรคพลังประชารัฐ จะเต็มที่กับพล.อ.ประวิตร หรือไม่ นายไผ่กล่าวว่า ตนมั่นใจในตัวหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ว่ามีความเหมาะสม แต่เรื่องสมการตัวเลขต้องดูความเป็นจริงด้วย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังการประชุมวิป 3 ฝ่าย นายไผ่ได้เดินมาเจอกับนายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล โดยได้หยอกล้อเสียงดัง ก่อนที่จะจับมือกัน โดยนายไผ่ บอกว่าเป็นเพื่อนกันคุยกันบ่อย นายรังสิมันต์ ตอบกลับนายไผ่ว่า เดี๋ยวเขาจะไปเป็นรัฐบาลแล้ว จังหวะนี้ทำให้นายอรรถกร ศิริลัทธยากร สส.บัญชีรายชื่อพรรคพลังประชารัฐ ชี้มือหันมาแซว นายรังสิมันต์ว่า “เป็นฝ่ายค้านเหรอ” ซึ่งนายรังสิมันต์ พูดย้ำกับนายไผ่ อีกว่า เดี๋ยวก็ได้ ไปเป็นรัฐบาลแล้ว ก่อนกลับ นายไผ่ได้ตบไหล่ ให้กำลังใจ นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกลด้วย
‘สุพัฒนพงษ์’รูดซิปดีลค้าง
นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พลังงาน ทีมเศรษฐกิจพรรครวมไทยสร้างชาติ ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวการดีลตั้งรัฐบาลระหว่างพรรคเพื่อไทย และพรรครวมไทยสร้างชาติไม่ลงตัว เพราะการ จัดสรรตำแหน่งรมว.พลังงานว่า ตนไม่ทราบ
ผู้สื่อข่าวถามว่าพรรครวมไทยสร้างชาติ ต้องการเก้าอี้รมว.พลังงานใช่หรือไม่ นายสุพัฒนพงษ์กล่าวว่า ไม่ทราบเหมือนกัน พร้อมปฏิเสธจะตอบว่าจำเป็นต้องนั่งตำแหน่งรัฐมนตรีเดิมหรือไม่
เมื่อถามว่าการแบ่งตำแหน่งรัฐมนตรีพลังงาน ไม่ลงตัวเนื่องจากมีกลุ่มทุนเข้ามาเกี่ยวข้องใช่หรือไม่ นายสุพัฒนพงษ์ กล่าวว่า “ผมไม่ทราบ อะไร เป็นเรื่องของหัวหน้าพรรค”
‘เอกนัฏ’ยันไร้ต่อรองเก้าอี้
ส่วนนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ ให้สัมภาษณ์ถึงการเข้าร่วมตั้งรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทยว่า มีการพูดคุยกันมาตลอด โดยคณะเจรจามีเพียง นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรคและตนที่เข้าไปคุยกับทีมบริหารของพรรคเพื่อไทย เป็นการคุยอย่างเป็นทางการได้ระบุเงื่อนไขว่าต้องไม่มีการแก้ไขมาตรา 112 ก็ได้รับการยืนยันว่าไม่มีการแก้ไข พรรคเพื่อไทยยืนยันว่า อยากรีบจัดตั้งรัฐบาล เพราะบ้านเมืองไม่มีรัฐบาลจะแก้ปัญหาให้กับประชาชนลำบาก จึงขอความร่วมมืออย่าไปจมกับความขัดแย้งในอดีตควรเดินหน้าด้วยความปรองดองสมานฉันท์ดีกว่า
ผู้สื่อข่าวถามถึงความขัดแย้งในอดีตของกลุ่ม กปปส.กับกลุ่มเสื้อแดง นายเอกนัฏกล่าวว่า ประวัติศาสตร์ลบไม่ได้อยู่แล้ว ตนไม่สามารถปฏิเสธสิ่งที่เคยทำมาได้ แต่ต้องดูว่าเหตุผล ที่เคยทำมาตอนนั้นคืออะไร มีความพยายามจะผ่านกฎหมายนิรโทษกรรม จึงได้ออกมาชุมนุมต่อต้าน แต่ขณะนี้กฎหมายดังกล่าวไม่มีแล้ว เหตุการณ์ผ่านมากว่า 10 ปี ความขัดแย้งที่คนเข้าใจว่ามีระหว่างเสื้อเหลือง เสื้อแดง กปปส.ควรยุติ ควรร่วมมือกันเดินหน้าประเทศ ให้โอกาสซึ่งกันและกัน
ต่อข้อถามว่าการคุยเรื่องโควตารัฐมนตรี มีการต่อรองหรือไม่ นายเอกนัฏกล่าวว่า ไม่มี ตนและหัวหน้าพรรคไม่ได้ให้ความสำคัญเรื่อง ตำแหน่ง โดยเฉพาะนายพีระพันธุ์ และตนก็ไม่ สามารถเป็นอะไรได้เพราะติดคดี จึงต้องตัดสินใจบนพื้นฐานการเดินหน้าประเทศ เมื่อถามว่ามั่นใจหรือไม่ว่าการโหวตนายเศรษฐา จะผ่าน นายเอกนัฏกล่าวว่า ไม่มั่นใจจนกว่าจะโหวต พรรครวมไทยสร้างชาติมี 36 เสียง ไปทางไหนไปทางเดียวกัน แต่การรวบรวมเสียง เป็นหน้าที่ของพรรคเพื่อไทย
หนุนหมดทั้ง‘เศรษฐา-อุ๊งอิ๊ง’
นายธนกร วังบุญคงชนะ รมต.ประจำสำนัก นายกฯ รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวถึงกระแสข่าวพรรครวมไทยสร้างชาติจะขอโควตา รมว. 3 เก้าอี้ รมช. 1 เก้าอี้ว่า ไม่ได้มีเงื่อนไขตรงนั้น และพรรคมอบหมายให้นายพีระพันธุ์ และนายเอกนัฏ เป็นคนไปเจรจา เท่าที่ฟังทุกอย่างไม่ได้มีปัญหาอะไร เราไม่ได้มีเงื่อนไขเรื่องกระทรวงต่างๆ ในทางปฏิบัติเรื่องเก้าอี้รัฐมนตรีควรพูดคุยให้จบก่อนการโหวตนายกฯ ในหลักการของการเมือง เป็นแบบนี้ และการโหวตนายกฯ 22 ส.ค.นี้ ต้องมีการพูดคุยประสานงานกันก่อน หากไม่มี การพูดคุยประสานงานกันคิดว่าอาจจะไม่จบ ในพรรครวมไทยสร้างชาติจบแล้ว แต่พรรคอื่น ตนไม่รู้
เมื่อถามว่าชื่อแคนดิเดตนายกฯ ไม่ว่าจะเป็น นายเศรษฐา หรือน.ส.แพทองธาร ชินวัตร พร้อมยกมือโหวตให้ใช่หรือไม่ นายธนกรกล่าวว่า คิดว่าถ้าเราตัดสินใจร่วมรัฐบาลแล้วก็อยู่ที่สิทธิ์ของพรรคแกนนำจะเสนอนายกฯ พวกเราพร้อมดำเนินการตามมติพรรค ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร เมื่อถามว่าสว.ตั้งแง่เรื่องคุณสมบัตินายเศรษฐา จะราบรื่นหรือไม่ นายธนกรกล่าวว่า ต้องให้ความเป็นธรรมกับนายเศรษฐา เขาต้องอธิบาย และนายเศรษฐาระบุว่าอธิบายได้ ดังนั้นทุกฝ่ายต้องฟัง
ชพก.ขอทำหน้าที่ดันตั้งรบ.
ที่เอ็มซีซีฮอลล์ชั้น 3 ห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์ จ.นครราชสีมา นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานพรรคชาติพัฒนากล้า (ชพก.) ให้สัมภาษณ์ถึงการจัดตั้งรัฐบาลล่าสุดมีพรรครวมไทยสร้างชาติว่า เป็นเรื่องที่พรรคเพื่อไทยในฐานะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล เป็นผู้ดำเนินการเนื่องจากต้องพยายามรวบรวมเสียงสนับสนุนเพื่อโหวตนายกฯ ให้ได้อย่างน้อย 376 เสียงขึ้นไป ขณะนี้จากการเปิดตัวพรรคร่วมรัฐบาลล่าสุดได้แล้ว 314 เสียง แต่ยังไม่พอ ยังต้องขอเสียงสนับสนุนจาก สว.ให้ได้อีกกว่า 50 เสียง ต้องรอดูในวันที่ 22 ส.ค.ว่าผลการลงมติโหวตนายกฯ จะเป็นอย่างไร
ผู้สื่อข่าวถามถึงกระแสข่าวการต่อรองตำแหน่งรัฐมนตรี นายสุวัจน์กล่าวว่า พรรคชาติพัฒนากล้ายังไม่เคยคุยกันเลย ตนมองว่าเราผ่านการเลือกตั้งมาแล้วกว่า 3 เดือน ยังไม่ได้ จัดตั้งรัฐบาล ทำให้เป็นสุญญากาศ ซึ่งจะกระทบ กับเศรษฐกิจของบ้านเมืองอย่างมาก ความมั่นใจ ของนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ ก็ลดลง ในส่วนของพรรคชาติพัฒนากล้าอะไรที่สามารถช่วยสนับสนุนในการสร้างเสถียรภาพ ทางการเมือง หรือสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ให้กับประเทศได้ ถือเป็นหน้าที่สำคัญของพรรคการเมือง เราไม่ได้มีข้อแม้ว่าจะต้องได้ตำแหน่งนั้นตำแหน่งนี้ ตอนนี้มีหน้าที่เดียว คือทำอย่างไร จะทำให้มีนายกฯ มีรัฐบาล เข้ามาบริหารประเทศ พรรคชาติพัฒนากล้า จะสนับสนุนภารกิจนี้ให้สำเร็จ
สว.เผยพท.แจ้งโชว์ปึ้ก 21 ส.ค.
นายสมชาย แสวงการ สว. ให้สัมภาษณ์ว่า ในที่ประชุมวิป 3 ฝ่าย วุฒิสภาขอเวลาในการอภิปรายโหวตนายกฯ 2 ชั่วโมง โดยจะอภิปราย เกี่ยวกับคุณสมบัติทั้งหมดของผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อ แต่วันนี้ยังไม่ชัดเจนว่าเป็นใคร ซึ่งในที่ประชุมได้ซักถามกันว่าตกลงจะเสนอชื่อใครเป็นนายกฯ พรรคเพื่อไทยยืนยันว่าเป็นนายเศรษฐา แต่จะมีการแถลงในวันที่ 21 ส.ค. อีกครั้งว่าเป็นใคร
ตนได้ข่าวว่าชื่อคนเป็นนายกฯ จะเป็นชื่ออื่น ไม่ใช่นายเศรษฐา ดังนั้น คิดว่าวันที่ 21 ส.ค. พรรคเพื่อไทยจะต้องทำให้เรียบร้อยว่า จะเสนอชื่อใครเป็นนายกฯ กันแน่ ส่วนการแสดงวิสัยทัศน์ของนายเศรษฐาต่อที่ประชุมนั้นตนเห็นว่าเป็นเรื่องดีถ้าเขาจะมาเพราะอาจจะมีคนถาม แต่ได้สอบถามในที่ประชุมวิป ไปยังตัวแทนพรรคเพื่อไทย ระบุว่านายเศรษฐา จะไม่มาแสดงวิสัยทัศน์ในที่ประชุม
ต่อข้อถามว่าล่าสุดที่พรรครวมไทยสร้างชาติ และพรรคพลังประชารัฐไปจับขั้วร่วมรัฐบาลกับเพื่อไทยด้วยจะส่งสัญญาณให้สว.เลิกแตกแถวหรือไม่ นายสมชายกล่าวว่า ไม่เกี่ยว สว.มีอิสระในการโหวตอยู่แล้ว และต้องพิจารณาเหมือนกับตรวจสอบคุณสมบัติและพฤติกรรมทางจริยธรรมองค์กรอิสระเหมือนเดิม และเกณฑ์ ที่สว.จะช่วยโหวตก็แล้วแต่สว.จะพิจารณา เพราะเราใช้ดุลพินิจอิสระอยู่แล้ว แต่ถ้าเสียงของเขาพอ ไม่ต้องใช้เสียงสว.ก็ดีนะ แต่คงเป็นไปไม่ได้ ส่วนตัวไม่สามารถตอบได้ว่า จะโหวตอย่างไร ขอดูหน้างานอีกที
ผู้สื่อข่าวถามว่ามีการมองว่าหากนายเศรษฐา ไม่ผ่านรอบนี้จะมีการดันให้พล.อ.ประวิตร ขึ้นเป็นนายกฯ แทน นายสมชายกล่าวว่า ไม่เกี่ยว ไม่มีไปไกลขนาดนั้น เพราะพรรคเพื่อไทย ยังมีแคนดิเดตคนอื่นอีก ทั้งน.ส.แพทองธาร ชินวัตร และนายชัยเกษม นิติสิริ ฉะนั้นสว. ทำหน้าที่ของตัวเองในการโหวตและพิจารณาตามปกติ
ข้องใจนโยบายแก้รธน.ทั้งฉบับ
“สิ่งที่เราอยากได้และยังไม่เห็นคือตกลงแล้วพรรคเพื่อไทยจะเสนอชื่อนายเศรษฐา ใช่หรือไม่ และคนจะเป็นนายกฯ ควรนั่งแถลง หากไม่แถลงในสภา ต้องนั่งแถลงข้างนอกโดยมีพรรคร่วมรัฐบาลทั้งหมดอยู่ด้วย จะได้ชัดเจนว่านโยบายหลอมรวมกันอย่างไร เพราะเท่าที่ดูนโยบายแตกต่างกันมาก วันนี้หากจะสลายขั้วมารวมกันก็ต้องเอาให้ชัดว่ามีกี่เสียง สว.ไม่ได้ขัดข้อง ส่วนตัวคนเป็นใครก็จะมาดูกัน
ที่ห่วงอีกอย่างคือเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ เพราะที่ผ่านมามีรายงานเกี่ยวกับเรื่องนี้ผ่านมาแล้ว 3 คณะ ทำไมต้องล้มรัฐธรรมนูญแล้วร่างใหม่ ทำไมไม่คิดแก้ไขรัฐธรรมนูญ ดังนั้น ต้องคุยให้เคลียร์ว่าจะเอาอย่างไร เพราะการร่างรัฐธรรมนูญกับการแก้ไขเป็นคนละเรื่องกัน การแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ใช้มา 6 ปี เหมือนบ้านหากเห็นว่าหลังคารั่ว ก็ต้องซ่อม แต่ถ้าบอกว่าเผาบ้านทิ้งแล้วสร้างบ้านใหม่กันดีกว่า อันนี้ยุ่ง และหากมีนโยบายล้มรัฐธรรมนูญ ทั้งฉบับต้องทำประชามติ 3 ครั้ง ใช้งบประมาณ 1.4 หมื่นล้านบาท
เมื่อถามว่ามีความเป็นไปได้หรือไม่ที่จะมีนายกฯ คนนอก นายสมชายกล่าวว่า เรื่องนี้ไม่ใช่ เพราะเป็นเรื่องที่ไกลโพ้น ส่วนกังวลหรือไม่ว่าจะมีม็อบมากดดัน นายสมชายกล่าวว่า ไม่กังวล เราชินกับม็อบอยู่แล้ว เมื่อถามว่า หากโหวตนายกฯ ครั้งที่ 3 ไม่ผ่าน ทางสว.อาจถูกมองว่าเป็นตัวถ่วงที่ทำให้การบริหารประเทศ เดินหน้าไม่ได้ นายสมชายกล่าวว่า ไม่เกี่ยวกัน สว.ทำหน้าที่ตรงไปตรงมา เราไม่ได้กังวล หรือขัดขวาง หากใครเหมาะสมเป็นนายกฯ เราก็โหวตให้ หากไม่เหมาะสมก็ไม่โหวตให้
จับตาดุเดือด-เลือดท่วมจอ
ส่วนนายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ สว. กล่าวว่า เสียงสว.ขณะนี้ยังไม่นิ่ง คาดว่าจะมีความชัดเจน ในวันที่ 21 ส.ค.หรือเช้าวันที่ 22 ส.ค.ที่เป็นวันโหวตนายกฯ แต่ดูแนวโน้มแล้วการลงมติเลือกนายกฯ วันที่ 22 ส.ค.ดุเดือดแน่นอน เพราะนอกจากสว.ยังติดใจประเด็นคุณสมบัติความซื่อสัตย์สุจริตของนายเศรษฐา ที่ถูกกล่าวหา เรื่องการเลี่ยงภาษีซื้อขายที่ดิน โดยนายเศรษฐา ไม่สามารถชี้แจงข้อกล่าวหาได้ชัดเจนแล้ว ขณะเดียวกันประเด็นยังลามไปเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ ที่พรรคเพื่อไทยยืนยันจะแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับตั้งแต่การประชุมครม. นัดแรก ดูแล้วเป็นการแก้เพื่อเอาใครกลับบ้านหรือไม่
การแก้รัฐธรรมนูญรอบนี้หนักกว่าการนิรโทษกรรม ใช้พิมพ์เขียวของพรรคก้าวไกลเข้ามาแก้ไข รัฐธรรมนูญแก้ไขได้ แต่ต้องแก้เป็นรายมาตรา ระบุให้ชัดเจนจะแก้ประเด็นใด จะมาฉีกทิ้งทั้งฉบับไม่ได้ ประชาชนไม่เดือดร้อน เรื่องรัฐธรรมนูญ มีแต่นักการเมืองที่เดือดร้อน ขอให้จับตาดูบรรยากาศการโหวตนายกฯ วันที่ 22 ส.ค. สว.จะอภิปรายเรื่องคุณสมบัตินายกฯ และการแก้รัฐธรรมนูญอย่างดุเดือด เลือดท่วมจอ มีการเตรียมทีมอภิปรายไว้แล้ว
‘เศรษฐา’ย้ำไร้นอมินี-เงินทอน
วันเดียวกัน นายเศรษฐา โพสต์คลิปลงในทวิตเตอร์และเฟซบุ๊ก ชี้แจงในฐานะอดีต ผู้บริหารบริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ว่า แสนสิริผ่านวิกฤตหลากหลายรูปแบบ บริหารงานอย่างโปร่งใสตามข้อบังคับของบริษัทและตลาดหลักทรัพย์ ตามหลักธรรมาภิบาล กรณีซื้อที่ดินของแสนสิริและเรื่องนอมินี ยืนยันตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันการซื้อขายที่ดินถูกต้อง ตามกฎหมาย ไม่มีวิธีการนอกระบบกฎหมายเพื่อเบียดบังผลประโยชน์ของรัฐ
ขอปฏิเสธข้อกล่าวหาที่นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ กล่าวอ้าง ซึ่งเป็นเท็จ บิดเบือน ทุก Episode ที่นำมาสร้างกระแส ที่ดินแปลงสารสินหรือที่ดินซอยทองหล่อเป็นเรื่องเเบบเดียวกัน แสนสิริในฐานะผู้ซื้อทำธุรกรรมกับผู้ขายรายต่างๆ โดยชำระค่าที่ดินตามราคาตลาดที่สมเหตุ สมผล แสนสิริคือผู้ซื้อไม่สามารถเข้าไปยุ่งเกี่ยว กับกระบวนการบริหารภายในของฝ่ายผู้ขายได้ ฝั่งผู้ซื้อไม่มีนอมินี ยืนยันไม่มีการทำสัญญากู้ ไม่มีการสมคบคิดใดๆ และไม่เคยมีเงินทอนใดๆ กลับมาที่ตนหรือพนักงานแสนสิริคนไหน แปลงโครงการคุณ บาย ยู มูลค่าที่ดินราคา 1,100,000 บาทต่อตารางวา เป็นราคาที่ถือว่าดีมาก ไม่มีเงินทอน

พร้อมแล้ว – นายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์พร้อมเป็นนายกรัฐมนตรี และชี้แจงกรณีถูกนายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ กล่าวหาการซื้อที่ดินของแสนสิริ ที่พรรคเพื่อไทย เมื่อวันที่ 18 ส.ค.
แฉกลับ‘ชูวิทย์’ส่งคนข่มขู่
คุณชูวิทย์ต้องใช้ความจริงที่ไม่บิดเบือน คุณโกรธเคืองที่บริษัทไม่ซื้อที่ดินคุณที่ซอยสุขุมวิท 24 เมื่อเดือนก.ย.ปีที่ แล้วเราตกลงกันจากราคา 2,000 ล้านเหลือ 1,800 ล้าน แต่ที่ดินคุณมีติดพันกับบริษัท ไรมอนแลนด์ จำกัด (มหาชน) แสนสิริไม่สามารถซื้อที่ดินที่มีนิติกรรมซ้อนได้ คุณไม่พอใจ ผมทำทุกอย่างถูกต้องตามกฎหมายทั้งหมด 100% ผ่านมา 10 เดือนตั้งแต่ก.ย.ปีที่แล้วจนมาถึงก.ค.ที่ผ่านมา
วันที่พรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล หลังข่าวออกมติพรรคเสนอชื่อผมเพื่อเป็น นายกฯ ผมโดนข่มขู่ คุณฝากข้อความผ่านคนใกล้ชิดมาสั่งให้ผมมัดจำเงินเพื่อซื้อที่ดินคุณ และทำเอ็มโอยูแบบไม่มีเงื่อนไข คุณติดต่อผู้ใหญ่มากมายให้มาบอกผมว่าคุณจะแฉและทำทุกอย่างเพื่อให้ผมไม่เหมาะสมเป็นนายกฯ แต่ถ้าจะไม่ให้แฉให้ผมซื้อที่ดินราคา 2,000 ล้านทันทีแบบไม่มีเงื่อนไข ไม่งั้นคุณชูวิทย์ จะเดินหน้าดิสเครดิตและด้อยค่าผมต่อไป บิดเบือนไปถึงเรื่องดิจิทัล วอลเล็ต ทำให้เข้าใจว่าเป็นการฟอกเงินผ่านทาง coin เลอะเทอะ
“ผมพูดความจริงครั้งนี้ รู้ว่าคุณชูวิทย์ ต้องไม่พอใจและอาจไปฟ้องศาล ผมก็พร้อมนำพยานหลักฐานไปสู้คดีกับคุณชูวิทย์ในศาล ผมเศรษฐา ทวีสิน ชีวิตผมตรวจสอบได้หมดทุกอย่าง วันนี้ผมตัดสินใจเอง เข้ามาตรงนี้เพราะอยากทำให้ประเทศชาติและเศรษฐกิจให้ดีขึ้น เพิ่มรายได้ให้ประเทศให้ประชาชน มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ผมย้ำอีกครั้งศัตรูของผม คือความยากจนและความไม่เสมอภาคของประชาชน เป้าหมายของผมคือความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของคนไทยทุกคน” นายเศรษฐาระบุ
ลั่นพร้อมเป็นนายกฯ
เวลา 13.00 น. ที่พรรคเพื่อไทย นายเศรษฐา ให้สัมภาษณ์ถึงความพร้อมที่พรรคเพื่อไทย จะเสนอชื่อให้ที่ประชุมรัฐสภาโหวตเป็นนายกฯ ในวันที่ 22 ส.ค.ว่า ปัจจุบันคณะเจรจามีการเจรจากับหลายพรรคแล้ว มีความคืบหน้าไปในทิศทางที่ดี มีพรรคการเมืองหลายพรรคตอบรับมาแล้วว่าจะโหวตให้ ซึ่งวันนี้นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) โทร.มาบอก 71 เสียงจะยกมือโหวตให้ ตนต้องขอขอบคุณ
นอกจากนี้ ยังมีอีกหลายพรรคที่แสดงเจตจำนงมาแล้ว หากพรรคเพื่อไทยเสนอชื่อตนในวันที่ 22 ส.ค. ตนมีความพร้อม และขอวิงวอนว่าเราต้องการเสียงของสว.ด้วย คิดว่าการกระทำและการชี้แจงของตน เป็นที่ประจักษ์ว่าตนมีความตั้งใจจริง มีความปรารถนาดีกับประเทศชาติ หวังว่าจะได้รับการสนับสนุนจากสว.
ผู้สื่อข่าวถามว่ามั่นใจหรือไม่ว่าจะได้เป็นนายกฯ คนที่ 30 ของประเทศไทย นายเศรษฐา กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยมีความพร้อม และมั่นใจ ในคณะเจรจาว่าจะตกลงได้กับพรรคร่วมที่จะมา เป็นรัฐบาล ภายใต้การนำของพรรคเพื่อไทยเพื่อพาประเทศผ่านพ้นวิกฤตที่เราเผชิญอยู่ในปัจจุบัน คิดว่าวันนี้ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยต้องมีนายกฯ และรัฐบาลที่มาช่วยเหลือแก้ไขปัญหาของพี่น้องประชาชน และยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชน
ก.ก.ส่อยกมือ‘ไม่เห็นชอบ’
น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคก้าวไกล ให้สัมภาษณ์ถึงทิศทางการโหวตนายกฯของพรรคก้าวไกลว่า ขณะนี้การจัดตั้งรัฐบาลโดยมีพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำ น่าจะชัดเจนแล้วว่า มีพรรครวมไทย สร้างชาติเข้าร่วม และจากการสัมภาษณ์ของนายภูมิธรรม เวชชยชัย รองหัวหน้าพรรค เพื่อไทย ที่กล่าวว่า ได้เสียงครบ 314 เสียง น่าจะมีพรรคพลังประชารัฐมาร่วมด้วยเป็นพรรค สุดท้าย ซึ่งไม่น่าจะเหลือเหตุผลอะไรแล้ว ที่พรรคก้าวไกลจะงดออกเสียง ก็คงจะไม่ เห็นชอบ แต่ยังคงต้องมีมติจากที่ประชุมสส. ในวันที่ 21 ส.ค.อีกครั้งว่า จะโหวตทิศทางใด ยอมรับว่ารู้สึกผิดหวัง ไม่คิดว่าจะมาถึงวันนี้ คิดว่าหาก 8 พรรคร่วมเดิมจับมือกันแน่น จะสามารถต่อสู้กับอำนาจนอกระบบ หรืออำนาจ ที่ไม่เป็นประชาธิปไตยได้
ผู้สื่อข่าวถามว่า พูดได้เลยหรือไม่ว่า พรรคก้าวไกลจะเป็นผู้นำฝ่ายค้าน น.ส.ศิริกัญญากล่าวว่า ยังต้องพูดคุยกัน เนื่องจากวันนี้สถานะ ของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ยังอยู่ระหว่างการถูกสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่สส. เท่ากับว่าพรรคก้าวไกลไม่มีหัวหน้าพรรคในสภา จึงยังไม่รีบที่จะตัดสินใจ เรื่องจะรับตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านหรือไม่ ขอรอให้คดีของนายพิธาคลี่คลายก่อน แล้วค่อยมาคุยดีกว่า
นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ รองเลขาธิการ พรรคก้าวไกล กล่าวว่า การร่วมรัฐบาลของพรรครวมไทยสร้างชาติมีการบินวนมานานแล้วแต่เพิ่งแลนดิ้งเมื่อวันที่ 17 ส.ค. ไม่ได้เหนือความคาดหมาย การผลักพรรคก้าวไกลออกมาแนวทางจะไปต่อคงเหลือแนวทางเดียวคือ จับมือกับพรรค 2 ลุงเท่านั้น ที่เพื่อไทยอ้างในการตอบประชาชนไม่ได้ข้ามขั้วเป็นเพียง สลายขั้ว หรือการก้าวข้ามความขัดแย้ง ทั้งหมด ล้วนเป็นเกมของ 3 ป.ทั้งสิ้น สถานการณ์วุ่นวายตั้งแต่การจัดตั้งรัฐบาล จึงเชื่อว่าอายุของรัฐบาล 4 ปี ไปไม่ถึงแน่อน และยังไม่แน่นอนว่า 22 ส.ค.นี้ จะได้นายกฯ หรือไม่
ผิดหวังเป็นรัฐบาลลุง
นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล กล่าวว่า จุดยืนของพรรคเหมือนเดิมคือ ไม่โหวตให้กับนายกฯ ในชื่อของนายเศรษฐา จากพรรคเพื่อไทย หรือใครก็ตามหากมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น เรายืนยันไปหลายครั้ง ว่าถ้ามีลุงไม่มีเรามันก็จบ อย่างที่หาเสียงไว้ เป็นคำสัญญาที่ไม่สามารถลืมเลือนได้ ผู้สื่อข่าว ถามว่าการประกาศไม่ร่วมรัฐบาลข้ามขั้วจะถึงขั้นวอล์กเอาต์ในการโหวตนายกฯ หรือไม่ นายรังสิมันต์กล่าวว่า ยังไม่มีการตัดสินใจ ในลักษณะนั้น เบื้องต้นคงทำหน้าที่ในกลไกปกติในวันที่ 22 ส.ค. ซึ่งคงมีการพูดคุยกัน ในพรรคอีกครั้ง
ต่อข้อถามว่าความรู้สึก ส.ส.ของพรรคเป็นอย่างไรบ้างประเด็นมีลุงไม่มีเรา นายรังสิมันต์ กล่าวว่า ตนเป็นสส.ที่สัมผัสประชาชน พูดอย่างตรงไปตรงมาว่าเราได้รับความรู้สึกจากประชาชนว่าผิดหวังค่อนข้างเยอะ สุดท้ายประเทศเราอยู่แบบเดิม เพิ่มเติมคือพรรค ที่น่าจะเป็นพันธมิตรกับเรา ยอมรับว่าไม่อยากเห็นภาพแบบนี้ แต่สุดท้ายต้องมูฟออนแล้วเดินต่อ
เมื่อถามว่าสว.ส่วนใหญ่ไม่อยากโหวตให้นายเศรษฐาที่มีตำหนิตอนนี้ และมีการมองว่าอาจได้ลุงเป็นนายกฯ นายรังสิมันต์กล่าวว่า “หวังว่าจะไม่ไปถึงจุดนั้น ซึ่งไม่น่าเชื่อว่า 14 พ.ค.เราฝันตั้งรัฐบาลประชาชนกลายเป็นรัฐบาลลุง คงเป็นเรื่องยากที่สังคมจะรับไหว”
นักวิชาการคาดอาจไหลถึง‘ป้อม’
นายยุทธพร อิสรชัย รองศาสตราจารย์ประจำ สาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัย ธรรมาธิราช กล่าวว่า การโหวตนายกฯ วันที่ 22 ส.ค. โอกาสที่จะโหวตผ่านยัง 50 ต่อ 50 เสียงของ สส.ที่จะสนับสนุนพรรคเพื่อไทย ในขณะนี้ น่าจะโหวตให้ครบทั้งหมด แต่จุดที่ต้องจับตาคือเสียงของ สว.จะสนับสนุน หรือไม่ ถ้าวันนี้มีพรรคของสองลุงเข้ามา ครบถ้วน หรือมาเพียง 1 พรรค ตนก็ยังไม่มั่นใจว่าเสียงสว.จะได้ครบหรือไม่ เพราะมีเงื่อนไขหลายอย่างสำหรับพรรคเพื่อไทย โดยเฉพาะถ้ามีการเสนอชื่อนายเศรษฐาจะมีประเด็นที่นายชูวิทย์นำมาโจมตี ที่จะต้องชี้แจง สังคม
ผู้สื่อข่าวถามว่าเป็นไปได้หรือไม่ถ้า 2 ลุงสนับสนุนและสั่งให้สว.โหวตหนุนนายเศรษฐา นายยุทธพรกล่าวว่า หากพรรค 2 ลุงมาด้วยความจริงใจ ไม่ว่าลุงคนใดคนหนึ่ง หรือ 2 ลุง โอกาสที่จะได้เห็นเสียงจาก สว.มาสนับสนุน อย่างน้อย 100 เสียง เป็นไปได้ เมื่อบวกกับสส. 314 เสียงที่พรรคเพื่อไทยบอกว่ามีอยู่ตอนนี้ จะได้ 414 ซึ่งจะเกินว่า 376 เสียง เกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกรัฐสภา
เมื่อถามว่าจะมีเกมบีบให้ไปถึงการเสนอชื่อ พล.อ.ประวิตร นายยุทธพรกล่าวว่า มีความเป็นไปได้ เพราะจากการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 14 พ.ค. เรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร เราถึงไม่สามารถ ปฏิเสธได้ว่าพล.อ.ประวิตรจะไม่อยู่สมการการเมืองนี้แล้ว
‘ตู่’งดพูดการเมืองทำสมองตื้อ
เมื่อเวลา 10.00 น. ที่บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) สำนักงานใหญ่ ถนนวิภาวดีรังสิต เขตจตุจักร กรุงเทพฯ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม และคณะ อาทิ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พลังงาน นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คลัง เยี่ยมชมกิจการและรับฟังรายงานความคืบหน้าเรื่องการฟื้นฟูกิจการการบินไทย
พล.อ.ประยุทธ์ให้สัมภาษณ์ว่า การเมือง ไม่ต้องถาม อย่าถามเลย ไปไหนก็การเมืองๆ ทำให้สมองทำงานอื่นไม่ค่อยได้ เขาพูดกันไปกันมาก็ต้องปล่อยเขา กลไกมีอยู่แล้วกฎหมายก็มีอยู่แล้ว รัฐธรรมนูญว่าอย่างไรก็ตามนั้น ตนไปพูดอย่างอื่นไม่ได้อยู่แล้ว และวันนี้ อยากให้บ้านเมืองเดินหน้าไปให้ได้และได้รัฐบาลที่เข้มแข็ง เป็นอย่างที่ทุกคนต้องการทำให้ประเทศชาติดีขึ้นไปเรื่อยๆ ทุกคน ต้องทำต่อกันหมดทิ้งใครไม่ได้อยู่แล้ว ดังนั้นถ้าเรามองเป็นศัตรูกันไปตลอดก็ทำอะไรไม่ได้เหมือนเดิม
ผู้สื่อข่าวถามว่า นายกฯ เปรียบเป็นกัปตันตู่ ที่พาการบินไทยรอดได้หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ไม่ได้เป็น เป็นเรื่องของการท่าฯ ดีกว่า เพราะเครื่องบินมีหลายลำหลายพวก ฉะนั้นนายกฯ มีหน้าที่เป็นรัฐบาล ที่ดูและรองรับในทุกปัญหา เครื่องบินจะลงจะขึ้น จะลงดีหรือไม่ดี ตนมีหน้าที่ในการเตรียมความพร้อมทุกอัน ซึ่งเป็นหน้าที่ของรัฐบาล เราคงไม่ใช่ไปเก่งกาจสามารถ เมื่อกี้ไปลองบินแล้วพอใช้ได้ ลองบินขึ้นบินลงมีระบบ ออโตเมติกและแมนนวลเรียบร้อย เมื่อถามว่า ลองแลนดิ้งแล้วเรียบร้อยดีใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า “แน่นอน ไม่งั้น ตกไปแล้ว ไม่ได้มายืนตรงนี้หรอก ปัดโธ่ ก็ถาม ไปเรื่อย”
จากนั้นพล.อ.ประยุทธ์ถ่ายรูปเซลฟี่ร่วมกับแอร์โฮสเตสรุ่นใหม่ และส่งมินิฮาร์ตอย่างเป็นกันเอง ก่อนกลับได้หันมาส่งสัญลักษณ์ โบกมือให้กับพนักงานการบินไทยที่มารอส่ง และส่งสัญลักษณ์ I love you พร้อมระบุว่าวันนี้นายกฯ รักพวกเธอเท่าฟ้า ตนขอให้กำลังใจ ทุกคน
‘อ๋อง’ใช้งบรองปธ.เลี้ยงแม่บ้าน
เวลา 18.00 น. ที่ร้าน Factory หมูกระทะ นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภา คนที่ 1 พรรคก้าวไกล จัดเลี้ยงหมูกระทะ แม่บ้านอาคารรัฐสภา และหารือแลกเปลี่ยนความเห็นในการทำงานร่วมกัน จำนวน 370 คน ซึ่งร้านหมูกระทะห่างจากรัฐสภา 900 เมตร ในราคาหัวละ 269 บาท เมื่อทุกคนมาถึงร้านต้องแสดงกิฟต์เวาเชอร์ มีชื่อนายปดิพัทธ์ กำกับไว้
นายปดิพัทธ์กล่าวว่า จากการที่มีการตั้งคณะอนุกรรมาธิการเกี่ยวข้องกับการดูแลสวัสดิการเจ้าหน้าที่ ประชาชน และสื่อมวลชน จึงเห็นว่ากลุ่มคนที่เราหลงลืมมากที่สุดคือ แม่บ้าน ซึ่งมีแม่บ้านเฉพาะฝั่ง สส. 370 คน มีทั้งแบบจ้างเหมา ประจำ และอัตราจ้าง พูดคุยกันและแทนที่จะนั่งประชุมพูดคุยกันเครียดๆ ก็เปลี่ยนมานั่งกินหมูกระทะดีกว่า รวมถึงหลายคนที่หมดสัญญาจ้างด้วย จะได้มา พูดคุยหารือ เป็นบรรยากาศสบายๆ เขาอยากเล่าอะไรก็เล่า ส่วนงบประมาณที่ใช้เป็นงบรับรองที่จัดสัดส่วนให้รองประธานสภาคนที่ 1 ส่วนใหญ่ไม่ได้ใช้อะไรนอกจากใช้รับรองแขก ในการพาไปกินข้าวหรือที่ต่างๆ กลุ่มแม่บ้านชุดนี้เป็นแขกของตนเช่นกัน ในหนึ่งปีมีงบประมาณ 2 ล้านบาท ตนคงใช้ไม่หมด
ผู้สื่อข่าวถามว่ามีการตั้งคำถามว่าเป็นเหมือน การหาพวกในสภาหรือไม่ นายปดิพัทธ์กล่าวว่า อย่าคิดเยอะ ไม่อย่างนั้นทำไมนักการเมือง ไปกินข้าวกับคนนั้นคนนี้ ไม่ใช่การหาพวกหรือ หากจะบอกว่าสภาเป็นของประชาชน ประชาชน ที่เราต้องไม่ลืมคือประชาชนที่ทำงานให้กับเรา ให้สภาสะอาด ใหญ่ขนาดนี้ใครถูพื้น น้ำท่วมแล้วใครถู ฉะนั้นคนบริการเรา เราต้องมีโอกาส ที่จะขอบคุณเขา และฟังเสียงพวกเขาด้วย
กกต.แจงไต่สวน‘พิธา’ยังไม่จบ
นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการพิจารณาคำร้องยุบพรรคการเมืองว่า คำร้องยุบพรรคการเมือง มีจำนวน 135 เรื่อง พิจารณาเสร็จสิ้นไปแล้ว 111 เรื่อง คงเหลือพิจารณา 24 เรื่อง ประมาณ 10 พรรคการเมือง ส่วนใหญ่เป็นพรรคการเมืองขนาดใหญ่ ส่วนคำร้องเกี่ยวกับการยุบพรรคก้าวไกล กรณีนโยบายหาเสียงที่เสนอแก้ไขมาตรา 112 ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งสำนักงานกกต.โดยตน ในฐานะนายทะเบียนที่กำกับดูแลพรรคการเมือง ได้มอบหมายให้สำนักงานกกต.ไปตรวจสอบรายละเอียดเพิ่มเติมด้วย
ส่วนกรณีที่นายพิธาฝากคำถามมายังกกต. กรณีตั้งคณะกรรมการไต่สวนคดีอาญา มาตรา 151 กรณีรู้อยู่แล้วว่าไม่มีสิทธิสมัครเลือกตั้ง เนื่องจากขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม มิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งสส. ขอชี้แจงว่า สำนวนคำร้องดังกล่าวมีกระบวนการพิจารณา เรื่องมาตรา 151 ขณะนี้ยังไม่แล้วเสร็จ และเรื่องนี้มีความสัมพันธ์เกี่ยวกับเรื่องคุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม ต้องรอพิจารณาว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญออกมาอย่างไร โดยเฉพาะต้องดูที่เจตนา หากไม่มีเจตนาก็ไม่มีความผิด จะต้องพิสูจน์เจตนา เนื่องจากเป็นคดีอาญา คำร้องอยู่ในกระบวนการสืบสวนอยู่ หากเข้าข่ายการให้คุณให้โทษ จะต้องเชิญมาชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา แตกต่างจากเรื่องคุณสมบัติ และลักษณะต้องห้ามเป็นเรื่องเฉพาะตัวบุคคลและปรากฏในเอกสารราชการอยู่แล้ว โดยกระบวนการทั้งหมดอยู่ระหว่างพิจารณา
“เรื่องคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ เมื่อกกต.พิจารณาส่งศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งตามกฎหมายมีอยู่ 3 ลักษณะที่จะทำให้พ้นจากตำแหน่งกรณีการถือหุ้นสื่อ โดย 2 ลักษณะแรกมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญออกมาเป็นแนวทางแล้ว ขณะที่กรณีนี้มีข้อเท็จจริงอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งมีความแตกต่างกัน ซึ่งกกต.ไม่ใช่คนตัดสิน เพราะผู้ที่ ตัดสินคือศาลรัฐธรรมนูญ” นายแสวงกล่าว