เมื่อวันที่ 19 ส.ค. สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสงขลา รายงานว่าพบผู้ป่วยยืนยันฝีดาษวานรรายแรกของจังหวัดสงขลา นายแพทย์สงกรานต์ ไหมชุม นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสงขลา ระบุว่าผู้ป่วยเป็นชายไทย อายุ 31 ปี ภูมิลำเนาจังหวัดสงขลา ประวัติเริ่มป่วย เมื่อ วันที่ 7 สิงหาคม เข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล ตั้งแต่วันที่ 16 สิงหาคมจนถึงปัจจุบัน และวันที่ 17 สิงหาคม ผลตรวจทางห้องปฏิบัติการพบสารพันธุกรรมที่ระบุว่าเป็นโรคฝีดาษวานร จึงได้แยกผู้ป่วยเข้ารับการรักษาที่ห้องแยกโรคตั้งแต่ 16 สิงหาคม จนถึงปัจจุบัน และได้เร่งค้นหาผู้สัมผัสผู้ป่วย พบผู้สัมผัสเสี่ยงสูง 1 ราย เสี่ยงต่ำ 1 ราย ผู้สัมผัสใกล้ชิดไม่มีความเสี่ยง 48 ราย พร้อมให้คำแนะนำการสังเกตอาการตนเองและการปฏิบัติตัวแก่ผู้สัมผัส จัดการสิ่งแวดล้อมโดยการทำลายเชื้อในบริเวณที่ปนเปื้อนให้คำแนะนำด้านการดูแลร่างกาย จิตใจ ทั้งผู้ป่วยและญาติที่ใกล้ชิด นอกจากนั้น ยังอยู่ระหว่างดำเนินการ ติดตามเฝ้าระวังผู้สัมผัสเสี่ยงสูงและเสี่ยงต่ำ ตามแนวทางกรมควบคุมโรค เป็นเวลา 21 วันและเก็บตัวอย่างเพิ่มกรณีผู้สัมผัสที่มีอาการ และกลุ่มเสี่ยงสูง เมื่อครบ 21 วัน
นพ.สงกรานต์ ไหมชุม สสจ.สงขลา กล่าวว่าสถานการณ์โรคฝีดาษวานรในประเทศไทย ข้อมูลกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ณ วันที่ 8 สิงหาคม มีรายงานผู้ป่วยโรคฝีดาษวานร รวมจำนวน 189 ราย เป็นสัญชาติไทย 161 ราย ชาวต่างชาติ 28 ราย มีแนวโน้มระบาด ผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย และมีติดเชื้อเอชไอวีร่วมด้วยจำนวน 82 ราย (ร้อยละ 43) และพบว่าปัจจัยเสี่ยงคือการมีเพศสัมพันธ์กับคนแปลกหน้าที่ไม่รู้จักที่เป็น ผู้ติดเชื้อฝีดาษวานร
สำหรับผู้ที่มีประวัติพฤติกรรมเสี่ยงนั้น การตรวจสอบอาการเบื้องต้นได้ด้วยตนเอง หากมีผื่น/ตุ่มขึ้นบริเวณอวัยวะเพศ ทวารหนัก ปาก หรือตามร่างกาย และมีประวัติสัมผัสใกล้ชิด สัมผัสแนบชิด หรือมีเพศสัมพันธ์กับผู้สงสัยหรือผู้ป่วยฝีดาษวานร ภายหลังสัมผัสผู้ป่วยภายใน 21 วัน หากมีอาการ ไข้ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อย ต่อมน้ำเหลืองโต มีผื่น หรือตุ่มน้ำหรือ ตุ่มหนองขึ้นบริเวณอวัยวะเพศ หรือทวารหนัก หรือบริเวณรอบๆ ตามมือ เท้า หน้าอก ใบหน้า หรือบริเวณปาก ให้รีบเข้ารับการตรวจที่โรงพยาบาลทันที โดยแจ้งอาการและประวัติเสี่ยงประกอบการวินิจฉัย ทั้งนี้ โรคฝีดาษวานรสามารถป้องกันได้โดยงดมีเพศสัมพันธ์กับคน แปลกหน้า ไม่สัมผัส แนบเนื้อกับผู้ที่มีผื่น ตุ่มหรือหนอง แนะนำให้ล้างมือบ่อยๆ และไม่ใช้ของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น หากประชาชนมีข้อสงสัยหรือต้องการคำแนะนำในการปฏิบัติตน สามารถสอบถามข้อมูลได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร.1422