เหยื่อลั่นเอาเรื่องถึงที่สุด ไม่ยอมตร.นัดไกล่เกลี่ย
2 หนุ่มพนักงานบริษัทร้องขอ ความช่วยเหลือจาก‘สายไหมต้องรอด’ หวั่นไม่ได้รับความเป็นธรรม หลังถูกทหารแซงคิวแย่งโต๊ะในร้านสุกี้ดังย่านวงเวียนใหญ่ และถูกรุมทำร้ายบาดเจ็บ ผ่านมากว่า 2 สัปดาห์คดีไม่คืบ เผยคนก่อเหตุมี 4 คน เป็นทหารยศร.ท. อีกคนเป็นจ่ารวมอยู่ด้วย ตร.ขอให้รับเงินจากผู้ต้องหาเพื่อไกล่เกลี่ย แต่ผู้เสียหายไม่เอา ยันต้องการดำเนินคดีให้ถึงที่สุด ขณะที่ผู้การนครบาล 8 ระบุออกหมายเรียกไปแล้วแต่ผู้ต้องหายังไม่มาพบ เตรียมออกหมายเรียกครั้งที่ 2
เมื่อวันที่ 26 ส.ค. ที่ซอยสายไหมซอย 38 ถนนสายไหม แขวงสายไหม เขตสายไหม กรุงเทพฯ พนักงานบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งจำนวน 2 คน ซึ่งเป็นผู้เสียหายถูกทหารแซงคิวแย่งโต๊ะในร้านสุกี้ย่านวงเวียนใหญ่ พื้นที่ สน.สมเด็จเจ้าพระยา ก่อนยกพวก รุมทำร้ายร่างกาย เหตุเกิดเมื่อคืนวันที่ 11 ส.ค. ต่อเนื่อง 12 ส.ค.ที่ผ่านมา แต่คดีไม่มี ความคืบหน้า และเกรงว่าจะไม่ได้รับความ เป็นธรรม จึงเข้าร้องทุกข์กับเพจสายไหมต้องรอดให้ช่วยเหลือติดตามคดี
โดยผู้เสียหายยืนยันว่าที่ผ่านมาไม่เคยรู้จักกับกลุ่มผู้ก่อเหตุมาก่อน แต่หลังจากเกิดเรื่องตนได้รับการประสานจากพนักงาน สอบสวน สน.สมเด็จเจ้าพระยา ขอให้ รับเงินเยียวยาจากกลุ่มผู้ต้องหาเพื่อเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยยอมความ แต่ตนไม่ต้องการรับเงินและยืนยันจะดำเนินคดี ให้ถึงที่สุด หลังจากนั้นตนทราบว่าในจำนวน กลุ่มผู้ก่อเหตุ 4 คน เป็นนายทหาร 2 นาย คนหนึ่งยศร.ท. ตำแหน่งรองหัวหน้าชุด ต่อต้านข่าวกรอง อีกคนมียศเป็นจ่า ไม่ทราบ สังกัดชัดเจน อีกทั้งยังมีข้อมูลว่าผู้ก่อเหตุเคยเมาแล้วทะเลาะวิวาทลักษณะนี้มาก่อนในพื้นที่จ.ประจวบคีรีขันธ์ เมื่อสอบถามไปยังผู้บังคับบัญชาของคู่กรณีเพื่อสอบถาม ถึงบทลงโทษได้รับคำชี้แจงว่า ได้ทำโทษทางวินัยทหารนายดังกล่าวด้วยการกักขังเป็นเวลา 7 วันแล้ว แต่หากผู้เสียหาย ไม่พอใจก็จะต้องไปดำเนินคดีฟ้องศาล เพื่อให้ศาลมีคำสั่งลงโทษใหม่

ทหารตื้บ – สองหนุ่มพนักงานบริษัทเข้าร้องขอความช่วยเหลือจากเพจสายไหมต้องรอด ถูกทหารยศร้อยโทและจ่า พร้อมพวกรวม 4 คนรุมทำร้ายบาดเจ็บ สาเหตุแย่งโต๊ะในร้านสุกี้ เกรงไม่ได้รับความเป็นธรรม ที่สำนักงานสายไหมต้องรอด เมื่อวันที่ 26 ส.ค.
ผู้เสียหายกล่าวต่อว่า ตนมองว่าการเป็นทหารแต่กลับมาทำร้ายประชาชนเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง อีกทั้งบาดแผลที่ได้รับบาดเจ็บอยู่บริเวณใต้ตา เย็บ 8 เข็ม และยังส่งผล กระทบต่อการมองเห็นถึงปัจจุบัน มีอาการตาพร่ามัว มองเห็นเพียง 85-90% ต้องรักษา ต่อเนื่อง จึงรู้สึกว่าการแจ้งข้อหาทำร้ายร่างกายของพนักงานสอบสวนเป็นโทษ ที่เบาไป และอยากให้แจ้งข้อหาทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้ได้รับบาดเจ็บสาหัสมากกว่า และเกรงว่าคดีจะไม่ได้รับความเป็นธรรม ยอมรับว่าหลังเกิดเหตุไม่กล้า ไปนั่งกินสุกี้ที่ร้านอีกแล้ว มีความระแวงและกังวลกลัวจะถูกทำร้ายอีก
ด้านนายเอกภพ เหลืองประเสริฐ ผู้ก่อตั้ง เพจสายไหมต้องรอดเปิดเผยว่า ได้สอบถาม ไปยังพล.ต.ต.มานพ สุคนธ์ธนพัฒน์ ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 8 ทราบว่าพนักงานสอบสวนสอบปากคำและโทร.สอบถามนายทหารรายดังกล่าวเพื่อให้มาลองพูดคุยไกล่เกลี่ย ตามพ.ร.บ.ไกล่เกลี่ยข้อพิพาท 2526 แต่นายทหารดังกล่าว กลับพูดจาไม่ดี ฝ่ายสืบสวนจึงเห็นว่าคงไม่สามารถไกล่เกลี่ยได้และได้ออกหมายเรียกครั้งที่ 1 ไปแล้ว ให้เข้ามารับทราบข้อหาภายใน 15 วัน ครบกำหนดในวันนี้ หากเจ้าตัวไม่มาก็จะออกหมายเรียกครั้งที่ 2 ไปตามขั้นตอน