เมื่อวันที่ 27 ส.ค. ศ.เกียรติคุณ นพ.สารเนตร์ ไวคกุล ที่ปรึกษาภาควิชาศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิกส์และกายภาพบำบัด คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล เผยว่า โรคกระดูกพรุนเป็นหนึ่งในภัยเงียบที่มาพร้อมกับความชรา ต้องเตรียมพร้อมเฝ้าระวัง เพื่อป้องกันการเกิดภาวะกระดูกเปราะบางจนเสี่ยงต่อการแตกหัก อาจเป็นสาเหตุให้ต้องสูญเสียโอกาสที่จะมีคุณภาพชีวิตที่ดีต่อไปในช่วงบั้นปลายชีวิต โดยโรคกระดูกพรุนสามารถป้องกันได้ด้วยการเลือกรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมให้ได้ประมาณ 800-1,000 มิลลิกรัมต่อวัน โดยควรพิจารณาจากแหล่งอาหารประเภทนมเป็นอันดับแรก เนื่องจากเป็นแหล่งอาหารแคลเซียมที่ดีที่สุด มีองค์ประกอบของกลุ่มโปรตีน เคซีนที่ง่ายต่อการดูดซึม

ขณะที่การรับประทานกระดูกปลา ซึ่งอุดมไปด้วยฟอสฟอรัส แต่ดูดซึมได้ยากกว่า และการรับประทานธัญพืช ซึ่งอุดมไปด้วยผลึกแคลเซียมออกซาเลตและไฟเตตดูดซึมได้ยากกว่าเช่นกัน แต่การดื่มนมให้ได้ 1-1.5 ลิตร หรือเนยแข็งประมาณ 2 แผ่น จะได้รับแคลเซียมในปริมาณที่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายในแต่ละวัน โดยไม่ต้องรับประทานแคลเซียมสังเคราะห์

อย่างไรก็ตาม ควรเสริมด้วยการรับประทานวิตามินดี พร้อมให้ร่างกายได้รับแสงแดดในช่วงเวลา 10.00-14.00 น. อย่างสม่ำเสมอ เพื่อกระตุ้นการทำงานของวิตามินดี ปัจจุบันมีจำหน่ายใน 3 ประเภท โดยวิตามินดี 2 เป็นวิตามินที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ในราคาเพียงเม็ดละ 1-1.50 บาท รับประทานเพียงสัปดาห์ละ 1 เม็ด (20,000 ยูนิต) จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับผู้สูงวัย นอกเหนือไปจากวิตามินดี 3 และวิตามินดี แอ๊กทีฟ ซึ่งมีราคาสูงกว่านับ 10 เท่า

รวมถึงควรเสริมด้วยการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อกระตุ้นการสร้างมวลกระดูกที่แข็งแรงอย่างยั่งยืน ซึ่งในผู้สูงวัยควรออกกำลังกายด้วยท่าที่ไม่รุนแรงจน เกินไป มิเช่นนั้นอาจทำอันตรายต่อระบบเอ็น กระดูก โดยทั่วไปใช้หลักการบริหารโดยการเกร็งกล้ามเนื้อ ให้กล้ามเนื้อหดเกร็ง โดยไม่ต้องมีการเคลื่อนไหว เช่น นั่งบนเก้าอี้แล้วยกขาขึ้นเกร็งไว้ เพื่อสร้างแรงกระทำต่อบริเวณขาและต้นขา ให้เกิดการ สร้างกระดูกที่ดี บริหารในส่วนคอ ด้วยการเกร็งกล้ามเนื้อคอ โดยใช้มือดันศีรษะแล้วเกร็งกล้ามเนื้อคอสู้แรงมือ หรือจะนั่งตัวตรงแล้วใช้มือสอดเข้าไปตรงบริเวณปกหลังแล้วออกแรงดัน เพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อกระดูกสันหลัง โดยไม่ต้องอาศัยการเคลื่อนไหว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน