นายกฯโชว์นโยบาย ทั้งส่งเสริมการอ่าน ฟื้นอำนาจผู้ว่าซีอีโอ ครม.พร้อมแถลงสภา
‘เศรษฐา’ ประชุมครม.นัดพิเศษ โชว์ร่างนโยบายพร้อมแถลงต่อรัฐสภา 11 ก.ย.นี้ เผยเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจ แก้ปัญหาปากท้อง ฟื้นผู้ว่าฯ ซีอีโอ ส่งเสริมการอ่าน-เรียนรู้ ลั่นมีอิสระทางความคิด ขอเวลา 3-6 เดือนพิสูจน์ตัวเอง นายกฯ ลุยตรวจราชการ 8-9 ก.ย.ที่ขอนแก่น อุดรฯ หนองคาย ‘สุริยะ’ ยันไม่เกิน 2 ปีได้ตีตั๋วรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ‘ธรรมนัส’ ประกาศสางปัญหาเกษตรกรใน 100 วัน ‘สุทิน’ ชื่นมื่นเดินสายคุย ‘บิ๊กเหวียง’ สว. เตรียมบี้กระเป๋าดิจิทัล 1 หมื่น-แก้รธน. ‘วันชัย’ ชี้ปลายปีนี้เข้าสู่ยุคเมืองไทยศิวิไลซ์ ครม. ตั้ง ‘หมอมิ้ง’ นั่งเลขาฯ นายกฯ แล้ว
‘เศรษฐา’ถกครม.-ตั้ง‘มิ้ง’เลขาฯ
เมื่อวันที่ 6 ก.ย. นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เดินทางเข้าทำเนียบรัฐบาล เวลา 07.40 น. และนำนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯ และรมว.พาณิชย์ นายปานปรีย์ พหิทธานุกร รองนายกฯ และรมว.ต่างประเทศ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รอง นายกฯ และรมว.มหาดไทย นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกฯและรมว.พลังงาน พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และรมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รองนายกฯ นางพวงเพ็ชร ชุนละเอียด รมต.สำนักนายกฯ และนายจักรพงษ์ แสงมณี รมช.ต่างประเทศ สักการะพระพรหม ที่ยอดตึกไทยคู่ฟ้า สักการะ พระภูมิเจ้าที่ศาลตาศาลยาย
นายเศรษฐากล่าวว่า สบายใจ ได้ขอพรให้คุ้มครองปกป้องบ้านเมืองในทุกๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นภัยเศรษฐกิจ ภัยสังคม ภัยของความแตกแยก
เวลา 09.00 น. นายเศรษฐา เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (นัดพิเศษ) เน้นย้ำว่า ขอให้ทุกคนตั้งใจทำงาน ขอให้ทุกกระทรวงทำงานอย่างตรงไปตรงมา เน้นความโปร่งใส ให้เร่งทำงาน ขอให้ครม.ตระหนักว่าเป็นรัฐบาลเพื่อประชาชน ขอให้เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน อย่าแบ่งแยกพรรรคพวก เป็นรัฐบาลที่ทำงานเพื่อประชาชนจริงๆ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประชุมครม.นัดพิเศษ พิจารณาเพียง 6 วาระ อาทิ มีมติเห็นชอบตามที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) ร่างคำแถลงนโยบายของครม.ต่อรัฐสภาและมอบหมายให้สลค.รับไปประสาน รวมทั้งดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง เช่น การจัดพิมพ์ และแจกจ่ายเอกสารคำแถลงนโยบายของครม.ต่อรัฐสภาต่อไป นอกจากนี้ที่ประชุมเห็นชอบกำหนดวันแถลงนโยบายของครม.ต่อรัฐสภา วันจันทร์ที่ 11 ก.ย., กำหนดวิธีการ ประชุมครม.ทุกวันอังคาร ตั้งแต่เวลา 09.00 น. เป็นต้นไป ที่ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล เป็นต้น
ขณะที่วาระแต่งตั้ง เห็นชอบแต่งตั้ง ‘หมอมิ้ง’ นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เป็นเลขาธิการนายกฯ ตามที่สำนักเลขาธิการ นายกฯ เสนอ ตั้งแต่วันที่ 6 ก.ย.

ต้านโกง – นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ร่วมงาน ‘วันต่อต้านคอร์รัปชัน 2566’ พร้อมปาฐกถาพิเศษ ประกาศจัดการให้ปัญหาทุจริตหมดไปโดยนำเทคโนโลยีเข้ามาตรวจสอบเพื่อความโปร่งใส ที่สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ เมื่อวันที่ 6 ก.ย.
ลั่นมีอิสระ-ขอพิสูจน์ 3-6 เดือน
นายเศรษฐาให้สัมภาษณ์ถึงการบริหารงานจะเป็นอิสระอย่างไร ขณะที่ยังมีพรรคเพื่อไทย (พท.) นายทักษิณ ชินวัตร ที่เปรียบเสมือนเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณ และคนในตระกูล ชินวัตร ยังเคลื่อนไหวว่า ขอเวลาในการบริหารราชการ 3-6 เดือน สื่อมวลชนค่อยมาถามอีกครั้ง แต่เชื่อว่าตนมีอิสระด้านความคิด ไม่ใช่แค่ครอบครัวชินวัตร ถ้าใครมีข้อมูลดีๆ หรือคำแนะนำดีๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนพร้อมรับฟัง
ผู้สื่อข่าวถามว่ารู้สึกกดดันหรือไม่ที่ประชาชนคาดหวังรัฐบาลสูง นายเศรษฐากล่าวว่า มีความกดดันอยู่แล้ว เพราะปัญหาของพี่น้องประชาชนเป็นเรื่องใหญ่อาสาเข้ามาทำงานแล้วต้องยอมรับเรื่องพวกนี้ มีความตั้งใจจริง ขอเวลานิดหนึ่ง ต่อข้อถามว่าจะเข้ากระทรวงการคลังเมื่อไร นายเศรษฐากล่าวว่า ขอดูฤกษ์ที่ดีนิดหนึ่ง เมื่อถามว่าจะใช้ฤกษ์สะดวกหรือใช้ฤกษ์ตามฮวงจุ้ย นายกฯ กล่าวว่า คงทั้ง 2 อย่าง
ส่วนกรณีเกษตรกรได้รับผลกระทบจาก เอลนีโญ ทำให้การส่งออกและผลผลิตลดลง นายเศรษฐากล่าวว่า เรื่องการเกษตรและ ปากท้องรัฐบาลนี้ตระหนักดี มี 2 เรื่องที่อาจย้อนแย้งคือ การขยายรายได้ให้เกษตรกรโดยต้องมีการส่งออก แต่จากคำถามที่ว่าจะส่งออกอะไรเพราะส่งออกแล้วไม่มีให้คนไทยกินจึงต้องมาดูให้ดี จะประชุมครม.ครั้งแรกวันที่ 13 ก.ย. จะมีมาตรการต่างๆ ออกมาเกี่ยวกับเรื่องเอลนีโญ ขอให้รมว.เกษตรและสหกรณ์รวบรวมข้อมูลนิดหนึ่ง
สั่งโยกย้ายข้าราชการเป็นธรรม
ต่อข้อถามกรณีนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายไม่ได้บรรจุอยู่ในคำแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา นายเศรษฐากล่าวว่า เป็น คำแถลงกว้างๆ เพราะเราจะดูเรื่องการขนส่งทั้งหมด ทั้งเรื่องน้ำ อากาศ บก ล้อและราง ส่วนรถไฟฟ้าต้องดูว่าเชื่อมต่อทุกสายให้เข้ากันและใช้บัตรใบเดียว จึงต้องดึงเรื่องกลับมาดูว่าค่าใช้จ่ายที่เหมาะสมเท่าไร รัฐบาลต้องชดเชยจุนเจือเท่าไร ดังนั้นขอเวลานิดหนึ่ง แต่ถูกบรรจุไว้เป็นเรื่องคร่าวๆ อยู่แล้ว
ผู้สื่อข่าวถามว่าหมายความว่าอีก 2 ปี ค่อยทำใช่หรือไม่ เพราะช่วงแรกต้องใช้งบไปทำนโยบายอื่นที่จำเป็นมากกว่า นายเศรษฐากล่าวว่า ไม่ใช่ เราจะทำทันที เริ่มดูแลทันที ต้องเอาระบบขนส่งทางรางทั้งหมดมาเชื่อมต่อให้เป็นรูปธรรมและเป็นบัตรใบเดียว อยู่ที่ว่าค่าใช้จ่ายทั้งหมดจะเท่าไร เมื่อถามว่าคาดจะได้เห็นภายในกี่ปี นายเศรษฐากล่าวว่า ขอทำงานก่อน นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.คมนาคม ยังไม่ได้เข้ากระทรวงเลย
เมื่อถามว่าการแต่งตั้งโยกย้ายได้กำชับอะไรเป็นพิเศษหรือไม่ นายเศรษฐากล่าวว่า เป็นฤดูกาลโยกย้ายพอดี และเป็นที่ทราบกันดีว่าเรื่องพวกนี้มักมีเกิดขึ้นอยู่ตลอด หลายๆ ช่วงรัฐบาลไหนก็ตามที การปูนบำเหน็จทั้งหลายอยากให้เป็นธรรมด้วยผลงาน ไม่ใช่จากการซื้อขายตำแหน่ง หวังว่ารัฐมนตรีทุกท่านจะให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นพิเศษ ครม.มีนโยบายดีๆ ที่จะแถลงต่อรัฐสภา หลายๆ เรื่องต้องการการขับเคลื่อนจากภาคข้าราชการ หากไม่ให้เกียรติหรือไม่ให้ความเป็นธรรมกับเขาการขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ ก็จะเป็นไปได้ด้วยความลำบาก
เผยสลับใช้รถประจำตำแหน่ง
เวลา 11.10 น. กองยานพาหนะทำเนียบรัฐบาลได้นำรถเบนซ์กันกระสุน รุ่น S 600 Guard sedan long ทะเบียน 4 กค 29 กรุงเทพมหานคร มาให้นายเศรษฐาทดลอง นั่งเพื่อทดสอบ เนื่องจากนายกฯ สูง 192 เซนติเมตร เพื่อใช้ในระหว่างปฏิบัติภารกิจ นายเศรษฐากล่าวว่า ทดลองนั่งแล้วสบายดี เมื่อถามว่าจะใช้รถคันดังกล่าวหรือไม่ นายเศรษฐากล่าวว่า “ใช้ครับ ดีครับ ไม่ต้องซื้อใหม่”
ที่พรรคเพื่อไทย นายเศรษฐาให้สัมภาษณ์ว่า ตนอยากทดลองนั่งเนื่องจากมีคนบอกว่ากระจกหนา จึงอยากทดลองนั่งแล้วมองออกไป แต่ที่มีการรายงานข่าวว่าศีรษะติดเพดานรถและนั่งไม่สบายนั้น ยืนยันว่าไม่ได้ติดตามที่เป็นข่าว พูดกันไปเอง
“ไม่ติดหรอกครับ ใครบอกว่าติด เขาพูดกันเอง เขาพูดไม่ใช่ผมพูด เมื่อลองนั่งแล้วสบายมาก ไม่ต้องซื้อใหม่ ก็เหมือนรถธรรมดา นั่งได้ตามปกติ เพราะตนสูงแบบนี้มาตั้งแต่อายุ 15 ปีแล้ว และหลังจากนี้คงใช้รถคัน ดังกล่าว เพราะเป็นรถประจำตำแหน่ง และอาจมีสลับใช้รถส่วนตัวบ้าง” นายเศรษฐากล่าว
เมื่อถามว่าหากเป็นรถคันเดียวกับที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกฯ เคยใช้ นายเศรษฐากล่าวว่า ยังไงได้หมด เป็นรถที่พล.อ.ประยุทธ์ เคยใช้ก็ไม่เป็นไร เพราะเป็นรถที่ยังดีอยู่ รวมถึงยังใช้งานได้ดี
ทั้งนี้ วันนี้นายเศรษฐา ยังใช้รถเลกซัสป้ายแดงเหมือนเดิม สำหรับเบนซ์กันกระสุนที่นำมาเป็นรถประจำตำแหน่งนายกฯ ไม่ใช่คันเดิมที่ พล.อ.ประยุทธ์ เคยใช้ แต่เป็นรถรุ่นเดียวกัน ที่สำนักงานเลขาธิการนายกฯ ซื้อไว้ 4 คัน เมื่อปี 2559 วงเงิน 78 ล้านบาท เป็นรถกันกระสุน คันละ 19.5 ล้าน 2 คันใช้รับรองแขกคนสำคัญของรัฐบาล อีก 2 คัน เป็นรถประจำตำแหน่งใหม่ให้นายกฯ
เล็งออกหวยแก้เหลื่อมล้ำ
เวลา 16.00 น. นายเศรษฐาต้อนรับ ผู้บริหารกองทุนเพื่อความเสมอภาคทาง การศึกษา (กสศ.) และหารือเกี่ยวกับการทำงานของ กสศ. นำโดยนายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ประธานบอร์ดกสศ. นาย ไกรยส ภัทราวาท ผจก.กสศ.
นายเศรษฐากล่าวว่า ช่วง 2-3 ปีตนได้คุยกับนายไกรยสเกี่ยวกับความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษา ซึ่งเป็นปัญหาที่ตนและเพื่อนในภาคธุรกิจพูดคุยกันตลอด ส่วนใหญ่เป็นการด้อยค่าพูดคุยเรื่องปัญหาการศึกษาแบบสนุกปาก แต่ไม่มีใครสนใจหารือถึงทางออก เมื่อได้พบนายไกรยสจึงระบุจะไม่พูดเฉยๆ แล้ว ต้องเริ่มทำอะไรกันบ้าง ที่ผ่านมาแสนสิริจึงได้ออกกองทุนช่วยการศึกษาที่จ.ราชบุรี ได้เงินประมาณ 100 ล้าน โฟกัสจังหวัดใดจังหวัดหนึ่งในพื้นที่ที่พรรคไม่ได้มีสส. หวังว่าจะมีบริษัทอื่นๆ ไปทำต่อบ้าง แต่เสียใจที่ยังไม่มีใครเข้ามาทำต่อ ยอมรับเป็นเรื่องยาก เมื่อวันนี้ตนเข้ามาการเมือง หน่วยงานนี้อยู่ในสำนักนายกฯ ยังไม่ได้ดูงบว่ามีมากน้อยแค่ไหน แต่ยืนยันจะให้การช่วยเหลือและดำเนินการอย่างต่อเนื่อง
ส่วนข้อเสนอของกสศ.ที่ระบุถึงการออกสลากการกุศลเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงการคลัง วันที่ 7 ก.ย.จะเชิญสำนักงานงานสลากกินแบ่งรัฐบาลเข้ามาหารือ ส่วนที่ออกกองทุนนั้นไม่อยากให้ตั้งเป้าไว้สูง เพราะถ้าตั้งไว้ไม่เยอะน่าสามารถทำได้ และตนจะไปช่วยพูดให้คนเข้ามามองถึงการแก้ปัญหา ข้อเสนอต่างๆ ตนเห็นถึงความมุ่งมั่นตั้งใจ คิดว่าอาจจะยาก แต่ไม่ขัดอะไร
เปิดคำแถลงนโยบาย‘เศรษฐา1’
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายเศรษฐาเตรียมถ้อยแถลงนโยบายต่อรัฐสภาในวันที่ 11 ก.ย. มีสาระสำคัญ ในการวางกรอบนโยบายในการบริหารและพัฒนาประเทศ ตามกรอบความเร่งด่วน ทั้งกรอบกรอบระยะสั้น กรอบระยะกลาง และระยะยาว ส่วนนโยบายรัฐบาล 1 กระตุ้น เป็นนโยบายกระเป๋าเงินดิจิทัล 1 หมื่นบาท ให้คนไทยทุกคนที่มีอายุ 16 ปีขึ้นไป สำหรับจับจ่ายใช้สอยสินค้าที่จำเป็นในการดำรงชีวิต ในร้านค้าชุมชนและบริการที่อยู่ในรัศมี 4 กิโลเมตร เพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจและกระจายรายได้สู่ชุมชน โดยกระเป๋าเงินดิจิทัลจะมีอายุการใช้งาน 6 เดือน เพื่อให้เกิดเงินหมุนเวียน กระตุ้นเศรษฐกิจใหญ่
นโยบายรัฐบาล 3 เร่ง 1.นโยบายเร่งแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยรัฐบาลยังคงรูปแบบการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยจะมีการตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนและผ่านขั้นตอนการออกเสียงลงประชามติโดยประชาชน
2.นโยบายเร่งลดหนี้ประชาชน ด้วยการพักหนี้เกษตรกร 3 ปี เพื่อลดภาระเกษตรกรในการชำระหนี้จากความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจ 3 ปี และพักหนี้ธุรกิจที่เดือดร้อนจากโควิด 1 ปี รวมทั้งสนับสนุน Pico Finance เพื่อ แก้ปัญหาหนี้นอกระบบ
3.นโยบายเร่งลดราคาพลังงาน ลดค่า ครองชีพประชาชน คือ ราคาน้ำมัน และราคาไฟฟ้า เพื่อให้เกิดความเหมาะสมและเป็นธรรมกับประชาชน อีกทั้งยังช่วยค่าครองชีพ อื่นๆ เพราะพลังงานเป็นต้นทุนการผลิตสินค้าเครื่องอุปโภคบริโภค
นโยบายรัฐบาล 3 สร้าง 1.นโยบายสร้างรายได้ อาทิ การสร้างรายได้จากการท่องเที่ยว รวมทั้งมีนโยบายเพิ่มรายได้เกษตรกร และราคาสินค้าเกษตร นโยบายค่าแรงขั้นต่ำ 600 บาท เงินเดือนคนจบปริญญาตรี 25,000 บาท
2.นโยบายสร้างโอกาสและลดความเหลื่อมล้ำ เช่น การแจกโฉนดที่ดินให้แก่เกษตรกร, ปรับปรุงระบบประกันสุขภาพ 30 บาท ด้วยการนำระบบเทคโนโลยีมายกระดับการให้บริการ เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายแก่ประชาชนมากขึ้น
3.นโยบายสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เช่น การแก้ปัญหายาเสพติด รวมถึงนโยบายแก้ไขกฎหมายยกเลิกการเกณฑ์ทหาร ให้เข้ารับราชการทหารโดยสมัครใจ
นอกจากนี้ยังมีนโยบายยกระดับคุณภาพการศึกษาทั้งระบบ ภายใต้หลักปรัชญา “เรียนรู้เพื่อรายได้” รัฐบาลจะดำเนินนโยบายปฏิรูปการศึกษาและสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต มุ่งส่งเสริมให้เป็นคนดี มีวินัย ภูมิใจ ในชาติ เสริมสร้างศักยภาพของผู้เรียนตามความถนัด ส่งเสริมการอ่าน เพื่อสร้างอนาคต สร้างรายได้ กระจายอำนาจการศึกษาให้ ผู้เรียนได้เข้าถึงการเรียนรู้อย่างทั่วถึง
ขณะเดียวกัน รัฐบาลตั้งใจที่จะสร้างและขยายโอกาสให้กับประชาชนผ่านการดำเนินนโยบาย อาทิ ใช้การบริหารในรูปแบบของการกระจายอำนาจ (ผู้ว่าฯซีอีโอ) เพื่อสร้างประสิทธิภาพในการบริหารงานในแต่ละจังหวัดและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนที่แตกต่างกันในแต่ละพื้นที่
(อ่านรายละเอียดหน้า 7)
นายกฯ ลุย 3 จังหวัดอีสาน
นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รมว.วัฒนธรรม ให้สัมภาษณ์ถึงการลงพื้นที่ จ.ขอนแก่น อุดร ธานี และหนองคาย 8-9 ก.ย.ว่า นายเศรษฐา จะลงไปดูเรื่องชลประทาน การค้าชายแดน และเยี่ยมเยียนข้าราชการและประชาชน ตนจะติดตามคณะนายกฯ ไปด้วย เพราะเคยเป็นผู้ว่าฯ ขอนแก่น โดยเฉพาะเรื่องโครงการแก้มลิงของรัชกาลที่ 9 ที่ตนติดตามมาตลอด
พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และรมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) กล่าวว่า กำหนดเข้ากระทรวงทส. วันที่ 8 ก.ย. หรือ 11 ก.ย. ส่วนงานของกระทรวงจะแบ่งอย่างไรต้องดูเนื้องานก่อน
ด้านนายปานปรีย์ พหิทธานุกร รองนายกฯ และรมว.ต่างประเทศ กล่าวว่า จะเข้ากระทรวงหลังแถลงนโยบายแล้ว
นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และรมว.มหาดไทย กล่าวว่า เช้าวันที่ 6 ก.ย. จะเข้าปฏิบัติหน้าที่ที่กระทรวงมหาดไทยเพื่อเริ่มต้นทำงานครั้งแรก ที่ผ่านมาได้ฟังและสรุปสถานการณ์ต่างๆ จากปลัดกระทรวงมหาดไทยมาตลอด เมื่อแถลงนโยบายเสร็จสิ้นจะสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มที่ จากนั้น จะมีการแต่งตั้งบุคลากรที่ต้องเข้ามาช่วยงานในทุกตำแหน่ง
ผู้สื่อข่าวถามถึงการกระจายอำนาจจะ ผลักดันอย่างไร นายอนุทินกล่าวว่า ส่วนที่เกี่ยวข้องกับประชาชนโดยตรงคือการถ่ายโอนโรงพยาบาลสุขภาพตำบล (รพ.สต.) สู่ท้องถิ่น เรื่องสถานที่พยาบาลการถ่ายโอนไม่มีปัญหา แต่ต้องมั่นใจว่าบุคลากรสาธารณสุขทางการแพทย์ต้องให้บริการประชาชนโดย ยืนบนขาตัวเองได้ ต้องประสานงานไปยัง ท้องถิ่น ไม่ใช่เอาไปแล้วรักษาไม่ได้ต้องส่งไปโรงพยาบาลใหญ่ซึ่งจะไม่เกิดประโยชน์ เมื่อถามว่าจะกำกับกทม.ด้วยหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า รมว.กำกับทุกหน่วยงานอยู่แล้ว รมช.ก็มาช่วยกำกับ ส่วนรถไฟฟ้าสายสีเขียวจะเข้ามาดูแลเองหรือไม่ ต้องดูทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงมหาดไทย
รมต.-สส.แห่ยินดี‘สมศักดิ์’
ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รองนายกฯ พร้อมนางอนงค์วรรณ เทพสุทิน อดีตรมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้เชิญพระพุทธรูปเก่าแก่จ.สุโขทัย บูชาที่ห้องทำงานที่ตึกบัญชาการ เพื่อความเป็นสิริมงคล โดยมีรัฐมนตรี และสส.พรรคเพื่อไทย กว่า 30 คน มาร่วมแสดงความยินดี อาทิ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.คมนาคม นางมนพร เจริญศรี รมช.คมนาคม น.ส.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ นางพรรณสิริ กุลนาถศิริ สส.สุโขทัย นายชูศักดิ์ คีรีมาศทอง สส.สุโขทัย นายจักรวาล ชัยวิรัตน์นุกูล สส.สุโขทัย น.ส.ประภาพร ทองปากน้ำ สส.สุโขทัย นายนพพล เหลืองทองนารา สส.พิษณุโลก นายเชิงชาย ชาลีรินทร์ สส.ชัยภูมิ นายนิพนธ์ คนขยัน สส.บึงกาฬ รวมทั้งนายอนุชา นาคาศัย รมช.เกษตรฯ พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.)
นายสมศักดิ์กล่าวว่า ขอบคุณรัฐมนตรีทั้ง 3 คนและสส.ที่มาร่วมแสดงความยินดีและให้กำลังใจตน ที่ได้ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี เป็นครั้งที่ 15 ยอมรับว่าเป็นตำแหน่งที่ถูกใจ จะนำประสบการณ์รัฐมนตรีหลายสมัย มาทำงานเพื่อประชาชน ส่วนนายอนุชา ถึงแม้จะอยู่คนละพรรค แต่ไม่ใช่ปัญหาอุปสรรค สามารถทำงานร่วมกันได้ และในอนาคตจะทำโครงการร่วมกัน ถือเป็นสัญญาณดีที่จะมาช่วยกันขับเคลื่อนงาน ให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ไม่มีปัญหาความขัดแย้ง ตนอยู่ตรงไหนก็ทำงานได้ และร่วมงานได้กับทุกฝ่าย
‘สุริยะ’ให้รอ2ปี-ตั๋วรถไฟฟ้า 20 บ.
นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.คมนาคม กล่าวถึงนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายว่า เป็นนโยบายเร่งด่วนแต่ต้องใช้เวลา เพราะต้องเจรจากับหลายหน่วยงาน เนื่องจากเรื่องรถไฟฟ้ามีหลายสี แต่ละสีมีระยะสัมปทานที่แตกต่างกันไป นโยบายเรื่องนี้มีแน่นอน แต่อาจต้องใช้เวลา คิดว่าไม่น่าจะเกิน 2 ปี ในรัฐบาลเพื่อไทยจะได้ใช้รถไฟฟ้า 20 บาทแน่นอน
ผู้สื่อข่าวถามว่าจำเป็นต้องใส่นโยบายนี้ในคำแถลงนโยบายหรือไม่ นายสุริยะกล่าวว่า คำแถลงนโยบายจะพูดถึงระบบโลจิสติกส์ เรื่องการขนย้ายประชาชน ส่วนนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายจะเป็นส่วนหนึ่งในนั้นที่ตนจะเข้าไปอธิบายให้ฟังว่ารัฐบาลตั้งใจจะทำ แต่คงไม่ได้เขียนว่านโยบายรถไฟฟ้า 20 บาท เพราะเป็นเพียงส่วนย่อยของนโยบายใหญ่ เมื่อถามว่าจะให้ความมั่นใจกับประชาชนอย่างไร นายสุริยะกล่าวว่า “ผมคิดว่า เมื่อผมชี้แจงแล้ว คำพูดของผมก็เป็นส่วนหนึ่งของคำสัญญา”
ส่วน นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว รมว.สาธารณสุข กล่าวถึงนโยบายแรกที่จะดำเนินการของกระทรวงสาธารณสุขว่า สิ่งหนึ่งที่จะทำเลยคือการยกระดับนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรคหรือบัตรทองโดยจะปรับเปลี่ยนให้ดีขึ้น ผู้สื่อข่าวถามว่าจะปรับให้มีการร่วมจ่ายหรือไม่ นพ. ชลน่านกล่าวว่า สิทธิประโยชน์ 30 บาทรักษาทุกโรค เป็นโครงการเดิมสมัยรัฐบาลพรรคไทยรักไทย ในระยะเริ่มต้น ผู้เข้ารับบริการ จะจ่ายค่ารักษา 30 บาท เมื่อปรับปรุงมาเรื่อยๆ ก็ไม่ต้องจ่ายเงินค่ารักษาแล้ว ฉะนั้นนโยบายใหม่จะไม่พูดถึงเรื่องการเงิน แต่จะเน้นการยกระดับให้ประชาชนเข้าถึงระบบบริการทางการแพทย์มากขึ้น โดยใช้บัตรประชาชนเพียงใบเดียวก็เข้ารับการรักษาได้ทุกที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพและคุณภาพ เมื่อระบบมีความสมบูรณ์สามารถดำเนินการได้ทันที ส่วนใช้ระยะเวลานานเท่าใดขอไปดูรายละเอียดก่อน
นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ รมช.คลัง กล่าวว่า นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รอง นายกฯ และรมว.พลังงาน ในฐานะหัวหน้าพรรค ได้หารือกับพรรคเพื่อไทยและพรรคร่วมไปแล้ว และได้นำนโยบายของพรรครวมไทยสร้างชาติ ใส่ไว้ในนโยบายที่แถลงต่อรัฐสภา นโยบายส่วนใหญ่มีความใกล้เคียงกัน และยืนยันจะสานต่อโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐของรัฐบาลที่ผ่านมา

เข้ากระทรวง – ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นายอนุชา นาคาศัย และนายไชยา พรหมา รมช.เกษตรฯ เข้าสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ประจำกระทรวงก่อนเข้าทำงานที่กระทรวงเกษตรฯ โดยมีข้าราชการและเจ้าหน้าที่ต้อนรับคับคั่ง เมื่อวันที่ 6 ก.ย.
‘ธรรมนัส’โชว์ฝีมือใน 100 วัน
เวลา 08.09 น. ที่กระทรวงเกษตรฯ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรฯ พร้อม นายไชยา พรหมา และนายอนุชา นาคาศัย รมช.เกษตรฯ เข้าสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ก่อนถ่ายภาพร่วมกับผู้บริหาร ข้าราชการและเจ้าหน้าที่
ร.อ.ธรรมนัสเผยว่า ได้สั่งการให้ปลัดกระทรวง ประชุมผู้บริหารและหัวหน้าส่วนราชการทั้งหมดเพื่อหารือมาตรการและการขับเคลื่อนงานที่มีความเร่งด่วน อาทิ การแก้ปัญหาภัยแล้งในภาคเหนือตอนบนและภาคอีสาน การแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย การปราบปรามการลักลอบนำเข้าเนื้อสัตว์ผิดกฎหมาย และนโยบายพักหนี้เกษตรกร ล้วนเป็นปัญหาเร่งด่วนที่นายกฯ ให้ความเป็นห่วง จะมีความชัดเจนหลังแถลงนโยบาย 11 ก.ย. ส่วนการแบ่งงานจะประชุมภายหลังแถลงนโยบายรัฐบาล ภายในสัปดาห์หน้าจะสามารถเดินหน้าทำงานได้ทันที
“ฝากถึงพี่น้องเกษตรกรทั่วประเทศ กระทรวงเกษตรฯ ตั้งใจจะช่วยเหลือและยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรไทยให้อยู่ดีกินดีอย่างยั่งยืน ซึ่งนโยบายเร่งด่วนต่างๆ ที่กล่าวข้างต้นต้องชัดเจนและเห็นผลภายใน 100 วันด้วย” ร.อ.ธรรมนัสกล่าว
นายอนุชา นาคาศัย รมช.เกษตรฯ กล่าวว่า สบายใจและไม่ลำบากใจในการทำงานร่วมกับรัฐมนตรีพรรคอื่น และร.อ.ธรรมนัส ให้เกียรติในการทำงานร่วมกัน ล่าสุดได้ลงพื้นที่ติดตามปัญหาราคามังคุดตกต่ำ ที่จ.นครศรีธรรมราช ด้วยกัน จึงเชื่อว่าทุกคนจะทำงานร่วมกันได้ ด้วยดี รัฐมนตรีทั้ง 3 คนได้พูดคุยกันอย่างเป็นเอกภาพ เพื่อร่วมกันทำงานเชิงรุกและเร่งด่วน และจะสานต่อโครงการโคล้านครอบครัว แต่ต้องรอการแบ่งงานจาก รมว.ก่อน
‘ประเสริฐ’ไม่หนักใจ-ถล่มรบ.
เมื่อเวลา 13.10 น. ที่รัฐสภา นายทวี อภิชาติเสณีย์ ประธานมวลชนคนเสื้อแดง 20 จังหวัดภาคอีสาน นำคณะเข้ามอบกระเช้าแสดงความยินดีกับนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) พร้อมยืนยันสนับสนุนพรรคเพื่อไทยไม่เปลี่ยนแปลง
นายประเสริฐให้สัมภาษณ์ถึงการแถลงนโยบายของรัฐบาลว่า รัฐบาลไม่ได้หนักใจเรื่องอะไร หากสมาชิกมีอะไรแนะนำก็สามารถอภิปรายในสภาได้ รัฐบาลยินดีรับฟังความคิดเห็น ผู้สื่อข่าวถามว่า พรรคเพื่อไทยจะตั้งทีมองครักษ์พิทักษ์การอภิปรายหรือไม่ นายประเสริฐกล่าวว่า เราได้เตรียมคนอภิปรายเอาไว้ และเตรียมเรื่องการดูแลให้สภาประชุมไปด้วยความเรียบร้อย เรามีความพร้อมในการดำเนินการ ผู้สื่อข่าวถามว่า ขณะนี้พรรค ก้าวไกล (ก.ก.) จับตาเรื่องการแถลงนโยบายเป็นอย่างมาก นายประเสริฐกล่าวว่า ไม่มีอะไร ตนคิดว่าพรรคก้าวไกลจะอภิปราย ในเชิงสร้างสรรค์ และเป็นประโยชน์กับประเทศชาติ ซึ่งรัฐบาลพร้อมรับฟัง
ส่วนไทม์ไลน์การประชุมคณะกรรมการบริหาร (กก.บห.) พรรคเพื่อไทย นายประเสริฐกล่าวว่า วันที่ 8 ก.ย. พรรคจะประชุมกก.บห.ชุดรักษาการ มีนายชูศักดิ์ ศิรินิล สส.บัญชีรายชื่อ เป็นรักษาการหัวหน้าพรรค วาระสำคัญคือการกำหนดวันประชุมใหญ่สามัญประจำปี ซึ่งจะมีขึ้นประมาณกลางเดือน ก.ย. เพื่อเลือกหัวหน้าพรรค และกก.บห.ชุดใหม่ ขณะนี้ยังไม่มีการพูดคุยถึงการวางตัวบุคคลที่จะเป็นหัวหน้าพรรค แต่เชื่อว่าหลังการแถลงนโยบายรัฐบาลเสร็จสิ้น พรรคน่าจะมีการพูดคุยเรื่องนี้ เมื่อถามว่า มีกระแสข่าวว่าน.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย อาจเป็นหัวหน้าพรรค คนใหม่ นายประเสริฐกล่าวว่า สมาชิกบางท่านมีการเสนอว่ามีความเหมาะสม

ขอคำชี้แนะ – นายสุทิน คลังแสง รมว.กลาโหม เข้าพบพล.อ.เชษฐา ฐานะจาโร อดีต รมว.กลาโหม และอดีตผบ.ทบ. เพื่อขอคำชี้แนะในการปฏิบัติหน้าที่รมว.กลาโหม ที่สโมสรราชพฤกษ์ โดยมีพล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก อดีตปลัดกระทรวงกลาโหม เข้าร่วมด้วย เมื่อวันที่ 6 ก.ย.
‘สุทิน’หารือ‘บิ๊กเหวียง’
เวลา 12.00 น. ที่สโมสรราชพฤกษ์ นายสุทิน คลังแสง รมว.กลาโหม เข้าพบ พล.อ.เชษฐา ฐานะจาโร อดีตรมว.กลาโหม และอดีตผบ.ทบ. เพื่อขอคำชี้แนะในการปฏิบัติทำงาน โดยมีพล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก ว่าที่ผู้ช่วยรมว.กลาโหม นายปองพล อดิเรกสาร อดีตรองนายกฯ ร่วมหารือประมาณ 40 นาที แล้วพากันไปรับประทานอาหารจีน
นายสุทินให้สัมภาษณ์ว่า พล.อ.เชษฐามีความเมตตา ให้กำลังใจ และแสดงความเชื่อมั่นว่าตนจะทำได้ มองว่าการเป็นพลเรือนไม่ใช่อุปสรรค หากเราสนใจที่จะหาความรู้ ทำความเข้าใจเรื่องในกองทัพ และย้ำให้ยึดหลักการให้เกียรติกองทัพ แสดงเจตนาที่ชัดเจนว่าเข้ามาทำประโยชน์ให้กองทัพ ไม่แสวงหาผลประโยชน์เพื่อตนเอง ซึ่งทหารจะรับได้ และท่านเชื่อว่าตนเป็นคนแบบนั้น การพูดคุยไม่ได้ลงรายละเอียดนโยบาย เช่น เรื่องการยกเลิกการเกณฑ์ทหาร พล.อ.เชษฐา แนะนำในกรอบกว้างๆ และไม่ได้เตือนให้ระวังอะไรเป็นพิเศษ แต่นโยบายของรัฐบาลที่จะแถลงต่อรัฐสภามีเรื่องกองทัพหลายเรื่อง เพียงแต่ไม่ใช้คำว่า “ปฏิรูป” นายกฯ ให้ใช้คำว่า “พัฒนาร่วมกันกับกองทัพ”
ผู้สื่อข่าวถามว่า พล.อ.เชษฐาได้แนะนำวิธีรับมือกับทหารเกเรหรือไม่ นายสุทินกล่าวว่า พล.อ.เชษฐา มั่นใจว่าไม่มีทหารเกเร แต่ถ้ามีตนเชื่อว่าทุกกระทรวง จะมีทั้งคนดี และคนเกเร แต่ไม่หนักใจ ตนทำงานได้กับคนทุกประเภทอยู่แล้ว และส่งเสริมคนดีให้ทำงาน ส่วนคนดีจะป้องกันคนไม่ดี
ยอมรับว่า ตั้งแต่รับตำแหน่งรมว.กลาโหม ชีวิตเปลี่ยนไป ขาดความเป็นอิสระ และยังไม่ชินกับชุดรักษาความปลอดภัย ที่เฝ้าอยู่หน้าบ้าน จากเดิมที่ตนเป็นคนง่ายๆ ไม่ต้องมีพิธีรีตองอะไร เมื่อมาอยู่ในกองทัพ เป็นธรรมเนียมและความรับผิดชอบของทหาร ซึ่งเราต้องปรับตัวให้เข้ากับระบบเขา หากไม่ยอมรับก็เหมือนเขาทำงานบกพร่อง ส่วนมีคนเรียกว่า ‘บิ๊กทิน’ ตนได้ยินแล้วก็ขนลุก
ก้าวไกลจับผิดคำแถลงนโยบาย
ที่รัฐสภา นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล (ก.ก.) ให้สัมภาษณ์ถึงการเตรียมความพร้อมในการอภิปรายนโยบายรัฐบาลว่า เราวางแผนและทำการบ้านไว้ล่วงหน้า ตอนนี้มีข้อมูล 2 ส่วนคือ กรอบเวลาการอภิปราย มีข่าวว่าอาจแถลงแค่ 1 วัน ซึ่งมองว่าสั้นมาก รัฐบาลของพล.อ.ประยุทธ์ มีกรอบเวลาอภิปราย 2 วัน ส่วนเนื้อหาสาระนโยบายถ้าตามเอกสารที่ออกมาขาดรายละเอียดหลายอย่าง เช่น เรื่องค่าแรง รวมถึงคำว่าสภาร่างรัฐธรรมนูญ ยังใช้ข้อความที่คลุมเครือว่าตกลงจะมีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ รวมถึงใช้สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ใหม่หรือไม่ ประชาชนจับตาดูว่าในส่วนนโยบายแต่ละพรรคที่ขัดแย้งกันอยู่บ้าง การพูดคุยกันระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลจะตกผลึกและขับเคลื่อนเป็นนโยบายส่วนไหน
ส่วนนโยบายเกณฑ์ทหาร มี 2 วิธี แบบ 1 เรียกว่ายกเลิกลุ้นปีต่อปี คือการพยายามลดช่องว่างระหว่างตัวเลขที่กองทัพขอกับที่ สมัครใจ ซึ่งเป็นแนวทางที่กองทัพชี้แจงใน แผนปฏิรูปกองทัพของสภากลาโหม 2566 ที่พยายามลดตัวเลขส่วนนี้ลงมาเรื่อยๆ จนที่สุดไม่มีใครถูกบังคับไปเกณฑ์ทหารได้ แบบที่ 2 เรียกว่า การยกเลิกแบบการันตีว่าไม่มีเกณฑ์ทหารเลย คือการแก้ที่ตัวกฎหมายคือแก้พ.ร.บ.ราชการทหาร เพื่อทำให้กองทัพไม่มีอำนาจในการเกณฑ์ทหารในช่วงที่ไม่มีสงคราม กองทัพจะเต็มไปด้วยยอดคนสมัครใจ การยกเลิกการบังคับเกณฑ์ทหารจะเป็นแรงกระเพื่อมสำคัญให้กองทัพต้องปฏิรูปตัวเอง
“คงต้องจับตาดูนโยบายของรัฐบาลที่จะแถลงว่าแนวทางการยกเลิกจะเป็นเช่นไร การให้สัมภาษณ์ของนายสุทิน คลังแสง รมว.กลาโหม เป็นไปในแนวทางที่ 1 มากกว่า หากออกมาเป็นแบบหนึ่งเราหวังว่ารัฐบาลจะมีความชัดเจนเรื่องกรอบเวลา แต่หากเป็นแนวทางที่สองพรรคก้าวไกลยินดีร่วมมือกับรัฐบาลในการผลักดันการ แก้กฎหมาย” นายพริษฐ์กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลางดึกวันที่ 5 ก.ย. พรรคก้าวไกลเผยแพร่เอกสารแถลงนโยบายรัฐบาล พร้อมทวีตข้อความว่า “ด่วน! ช่วยกันตรวจคำสัญญาหาเสียงจากเอกสารที่ถูก คาดการณ์ว่าเป็นคำแถลงนโยบายรัฐบาล เศรษฐา 1 ไม่มีเรื่องให้เลือกตั้งสมาชิกสภา ร่างรัฐธรรมนูญ ไม่มีร่างใหม่ทั้งฉบับ ไม่มีขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ไม่มีรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย คำสัญญาหาเสียงหายไปเยอะขนาดนี้ เราหวังว่าเอกสารนี้จะยังไม่ใช่ฉบับจริง มารอลุ้นเอกสารทางการอีกครั้ง พร้อมจับตาการแถลงนโยบายรัฐบาลและติดตามการอภิปรายของพรรคก้าวไกล เร็วๆ นี้”
สว.เล็งบี้เงินดิจิทัล-แก้รธน.
เวลา 09.30 น. ที่รัฐสภา มีการประชุม คณะกรรมาธิการกิจการวุฒิสภา (วิปวุฒิสภา) มีนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานวุฒิสภา ทำหน้าที่ประธานการประชุม
นายคำนูณ สิทธิสมาน สว. โฆษกวิปวุฒิสภา กล่าวหลังประชุมว่า ได้หารือเตรียมการเพื่อประชุมร่วมกันของรัฐสภาในการแถลงนโยบายของรัฐบาล วันที่ 11 ก.ย.และ 12 ก.ย.นี้ ส่วนกรอบเวลาในการอภิปรายของฝ่ายต่างๆ จะหารือในการประชุมวิป 3 ฝ่าย วันที่ 7 ก.ย. เวลา 10.00 น. ผลออกมาอย่างไรวุฒิสภารับได้ทั้งสิ้น หากสรุปกรอบเวลาได้แล้ว สว.จะมาจัดสรรเวลาอภิปราย เบื้องต้นมอบหมายพล.อ.สิงห์ศึก สิงห์ไพร รองประธานวุฒิสภาคนที่ 1 ดำเนินการ โดยให้สมาชิกแจ้งความจำนงขออภิปรายเข้ามาได้ตั้งแต่บัดนี้จนถึง 8 ก.ย. ส่วนจะได้เวลาอภิปรายคนละกี่นาทีขึ้นอยู่กับภาพรวมการจัดสรรเวลา และจำนวนผู้อภิปราย เบื้องต้นอยากได้คนละไม่ต่ำกว่า 10 นาที
ขอตั้งข้อสังเกตว่าแน่นอนว่าเป็นการประชุม 2 วัน แต่เมื่อเปรียบเทียบกับการแถลงนโยบายของรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในปี 2562 ใช้เวลาทั้งสิ้น 2 วัน 30 ชั่วโมง ทำให้การประชุมเลิกถึงตี 2 ตี 3 ตนคิดว่าการใช้เวลาถึงขนาดนั้นมันเกินไป ถ้าเป็นไปได้อยากการประชุมแต่ละวัน สิ้นสุดที่ 3 ทุ่มบวกลบ แต่ผลจะเป็นอย่างไรขึ้นอยู่กับการหารือในวิป 3 ฝ่าย
ผู้สื่อข่าวถามว่ามีประเด็นใดที่สว.เน้นเป็นพิเศษในการอภิปราย นายคำนูณกล่าวว่า ในที่ประชุมไม่ได้หารือเรื่องนี้ แต่ขณะนี้เราได้รับคำแถลงนโยบายรัฐบาลอย่างไม่เป็นทางการมาแล้ว เนื้อหามีประมาณ 14 หน้า ถือว่าไม่หนามากนัก มีความกระชับ มีประเด็นสำคัญต่างๆ ที่จะสามารถมองภาพรวมได้ง่ายพอสมควร ส่วนตัวตนเห็นว่า นโยบายของรัฐบาลชุดนี้ที่ขึ้นต้นมา คือการแจกเงิน 1 หมื่นบาท ผ่านกระเป๋าเงินดิจิทัล เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ แล้วตามด้วยนโยบายเร่งด่วน 4 ประการ
“เป็นที่คาดหมายได้ว่าทิศทางการอภิปรายเริ่มจากเงินดิจิทัล 1 หมื่นบาท เพราะเป็นนโยบายที่แปลกใหม่ ไม่เคยทำมาก่อน ซึ่งยังมีข้อสงสัยในหลายแง่มุม คงจะมีการอภิปรายตั้งข้อสังเกตค่อนข้างมาก เช่นเดียวกับนโยบายเร่งด่วนในประการที่ 4 คือการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ถือว่าเขียนไว้ได้ดีพอสมควร ตรงหมวด 2 ที่หลายคนเป็นห่วง ชัดเจนว่าไม่มีการแก้ไข รวมถึงการจัดทำประชามติ เขียนว่าจะมีการปรึกษาหารือให้เกิดความสบายใจทุกฝ่าย แต่คงมีการอภิปรายซักถามเรื่องนี้มากเช่นกัน” นายคำนูณกล่าว
‘วันชัย’ชี้สู่ยุค‘มนต์รักสีชมพู’
ด้านนายวันชัย สอนศิริ สว. เลขานุการคณะกรรมาธิการวิสามัญวุฒิสภา กล่าวว่า คำแถลงนโยบายรัฐบาลชุดนี้ต่างจากนโยบายรัฐบาลชุดที่แล้ว เพราะมีความกระชับ สั้น เอาเนื้อหานโยบายทุกพรรคมาใส่ไว้ ไม่ได้พูดถึงรายละเอียดปลีกย่อยมาก ผู้สื่อข่าวถามว่า ประเมินว่า รัฐบาลนายเศรษฐาจะอยู่ได้นานหรือไม่ นายวันชัยกล่าวว่า ต้องอยู่ให้ได้และอยู่ให้นาน ถ้าแตกกันก็แพ้ตั้งแต่ตอนนี้ รัฐบาลต้องตั้งใจทำงานให้มีผลงานมากที่สุด เพื่อ ลดข้อครหาและใช้ต่อสู้กับฝ่ายค้าน ถ้ายุบสภาเร็วก็เสร็จฝ่ายค้าน รัฐบาลรู้เรื่องนี้ดี
“ผมเชื่อว่าปลายปีนี้บ้านเมืองจะเกิดการเปลี่ยนแปลงใหญ่ เป็นความศิวิไลซ์ของประเทศ จะเกิดความรัก ความปรองดองมากขึ้นในสังคม ใครที่ติดหล่มเก่าๆ ดูแต่หนัง ‘แผลเก่า’ ต้องเลิกดูได้แล้ว ตกยุค ต้องหันมาดูหนัง ‘มนต์รักสีชมพู’ ที่อำนวยการสร้างโดยหลายฝ่าย มีผู้อำนวยการสร้าง ผู้แสดง ผู้กำกับประกอบกันหลายคน ผมก็เป็นส่วนแสดงนิดๆ เพื่อต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใหญ่ เป็นความหวังใหม่ การที่นายเศรษฐามา ดวงดาวยังต้องย้ายหนี ราหูต้องไป มิเช่นนั้นประเทศจะมาถึงวันนี้ไม่ได้ ยุคคสช.จบไปตั้งแต่วันที่ 22 ส.ค.แล้ว ใครถามเรื่องรัฐประหารถือว่าตกยุค ถ้าจะเกิดการปฏิวัติแสดงว่า รัฐบาลชุดนี้ทำให้เกิดขึ้นเอง เพราะบริหารประเทศ ไม่ดี โกงกิน ทุจริต สร้างความแตกแยก ไม่มีผลงาน หากเป็นเช่นนั้นไม่ต้องปฏิวัติ ประชาชนจะลุกไล่เอง” นายวันชัยกล่าว
ต่อข้อถามว่าพลังของพรรคก้าวไกล (ก.ก.) และผู้สนับสนุนจะเป็นอย่างไร นายวันชัยกล่าวว่า พรรคก้าวไกลไม่ใช่ส่วนของความแตกแยก แต่เป็นเรื่องความเห็นต่างระหว่างวัย จำเป็นต้องมี ต่างจากคนอายุเท่ากันและทะเลาะกัน เช่น กลุ่มสีเสื้อต่างๆ ที่ถือเป็นความแตกแยก แต่หากสุดท้ายแล้วรัฐบาลทำผลงานดี ประชาชนยอมรับ ความเห็นต่างระหว่างวัยก็เป็นแค่ความเห็นเท่านั้น ไม่สามารถสร้างความแตกแยกได้ เสียงเห็นต่างจะเบาลง เสียงพรรคก้าวไกลจะเป็นเสียงไกลๆ ไม่กึกก้องเหมือนตอนเลือกตั้ง