ลั่นลุยรถไฟทางคู่เฟส2 ขนส่งสินค้าไปลาว-จีน จ่อครม.สัญจรหนองบัว สุทินชงเปลี่ยนเรือดำน้ำเป็นซื้อปุ๋ยช่วยเกษตรกร
‘เศรษฐา’ เดินสายอีสานวันที่สอง อุดรฯ-หนองคาย ปลื้มชาวบ้าน รุมเชียร์ ‘เศรษฐามาชาวนาเศรษฐี’ ลั่นเดินหน้ารถไฟทางคู่เฟส 2 เชื่อมส่งสินค้าไปลาว-จีน เล็งจัดครม.สัญจร ประเดิมหนองบัวลำภู ปัดตอบ ‘บิ๊กรอย’ ข้ามห้วยนั่งเลขาฯ สมช. ‘สุทิน’ จ่อชงเปลี่ยนจากซื้อเรือดำน้ำเป็นซื้อปุ๋ยจากจีนแทน ย้ำจากนี้จะซื้ออาวุธน้อยลง เปิดชื่อ 13 กุนซือกลาโหม ทีมผสมทหาร-พลเรือน-ตำรวจ แกนนำนปช. หวัง‘ทักษิณ’ ได้พักโทษเร็ว ช่วยงานครม.อีกแรง นายกฯ พร้อมนำครม. แถลงนโยบายต่อรัฐสภา 11-12 ก.ย.นี้ ทั้งแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต-พักหนี้- แก้รธน. ‘ชลน่าน’ ถกผู้บริหารสธ.เตรียมข้อมูลชี้แจงในสภา ‘พิธา’ เสียดายไม่ได้ร่วมทีมอภิปราย วางกรอบ 30 ขุนพล ขยี้ปม 3 ไม่ ‘ไม่พอ-ไม่จริง-ไม่ถึง’
จับตาแถลงนโยบายรัฐบาล
วันที่ 9 ก.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันที่ 11-12 ก.ย.มีการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 5 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) เป็นพิเศษ โดยมีวาระคณะรัฐมนตรี (ครม.) แถลงนโยบายรัฐบาล ต่อรัฐสภา ตามมาตรา 162 ของรัฐธรรมนูญ โดยผลการประชุมวิป 3 ฝ่ายได้ข้อสรุปว่าจะเปิดให้อภิปรายรวม 30 ชั่วโมง แบ่งเป็นประธานรัฐสภา 1 ชั่วโมง ฝ่ายครม.แถลง และชี้แจง 5 ชั่วโมง ฝ่ายสมาชิกวุฒิสภา (สว.) 5 ชั่วโมง ฝ่ายรัฐบาล 5 ชั่วโมง ฝ่ายค้าน 14 ชั่วโมง
สำหรับถ้อยแถลงนโยบายต่อรัฐสภาใน วันที่ 11 ก.ย.นี้ ที่มีการเผยแพร่มีรายละเอียด 55 หน้า สาระสำคัญในการวางกรอบนโยบายในการบริหารและพัฒนาประเทศตามกรอบความเร่งด่วน ได้แก่ กรอบระยะสั้น รัฐบาล มีความจําเป็นที่จะต้องกระตุ้นการใช้จ่าย จุดประกายให้เครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจกลับมาเติบโตอีกครั้ง ประกอบกับการเร่งแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าของประชาชนอย่างเร่งด่วนและรวดเร็ว
กรอบระยะกลางและระยะยาว รัฐบาลจะเสริมขีดความสามารถให้กับประชาชนผ่านการสร้างรายได้ ลดรายจ่าย สร้างโอกาส ลดความเหลื่อมล้ำและสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้กับประชาชนทุกคน
แจกเงินดิจิทัล-พักหนี้-แก้รธน.
สำหรับนโยบายเร่งด่วน ได้แก่ การแก้ปัญหาเศรษฐกิจด้วยนโยบาย 10,000 บาท ผ่านดิจิทัลวอลเล็ต จะทำหน้าที่เป็นตัวจุดชนวนที่จะกระตุกเศรษฐกิจประเทศให้ตื่น ขึ้นมาอีกครั้ง ให้เกิดหมุนเวียนในเศรษฐกิจระบบฐานราก
นอกจากนี้ ยังมีการแก้ปัญหาหนี้สิ้น การพักหนี้ ทั้งภาคเกษตร ภาคธุรกิจ และภาคประชาชน การลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานให้ประชาชน โดยรัฐบาลจะสนับสนุนให้เกิดการบริหารจัดการราคาพลังงาน ทั้งค่าไฟฟ้า ค่าก๊าซหุงต้ม นโยบายผลักดันการสร้างรายได้จากการท่องเที่ยว
นโยบายเร่งด่วนสุดท้ายคือ การแก้ปัญหาความเห็นที่แตกต่างในเรื่องรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 เพื่อให้คนไทยได้มีรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น โดยยึดรูปแบบการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และไม่แก้ในหมวดพระมหากษัตริย์ โดยรัฐบาลจะหารือแนวทางในการทำประชามติที่ให้ความสำคัญกับการทำให้ประชาชนทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการออกแบบกฎกติกาที่เป็นประชาธิปไตยทันสมัยและเป็นที่ยอมรับร่วมกัน รวมถึงการหารือแนวทางการจัดทำรัฐธรรมนูญในรัฐสภา เพื่อให้ประเทศเดินไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง
เศรษฐาเดินตลาด-ชาวอุดรฯรุมกรี๊ด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภารกิจการลงพื้นที่ติดตามปัญหาประชาชนวันที่สองที่จ.อุดรธานี โดยเมื่อเวลา 09.00 น. นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง พร้อมด้วยนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯ และรมว.พาณิชย์ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รองนายกฯ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.คมนาคม นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รมว.วัฒนธรรม นายไชยา พรหมา รมช.เกษตรและสหกรณ์ นายเกรียง กัลป์ตินันท์ รมช.มหาดไทย และคณะ ลงพื้นที่ตลาดร่มเขียวอุดรธานี โดยบรรยากาศคึกคัก มีประชาชนมาต้อนรับอย่างเนืองแน่น และรุมกรี๊ดเมื่อเจอนายกฯ ก่อนพูดว่า “ตัวจริงสูงและหล่อกว่าในทีวี”
ด้านนายกฯ ได้ยกมือไหว้สวัสดีทักทายประชาชนตลอดทาง ซึ่งทุกร้านค้าพยายาม นำเสนอสินค้าให้นายกฯ ได้ชิมทั้งข้าวจี่ ปลาร้าบอง ถั่วคั่ว กล้วย และก๋วยเตี๋ยวหลอด ซึ่งนายกฯ ได้ทดลองชิมเพียงบางอย่างเพราะ ทานไม่เป็น ขณะเดียวกันยังอุดหนุนสินค้าการเกษตร อาทิ ผักสวนครัว ข้าวไรซ์เบอร์รี่ และถั่วคั่วทรายที่เป็นของขึ้นชื่อของจ.อุดร ธานี ทั้งนี้ นายกฯ ยังให้คำแนะนำกับพ่อค้าแม่ค้าพัฒนาแพ็กเกจจิ้งเพื่อส่งออก รวมถึงอยากให้ใส่รายละเอียดเพื่อจูงใจให้ผู้บริโภคซื้อสินค้า เพราะสินค้าบางอย่างของไทยเป็นที่ต้องการในต่างประเทศ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าระหว่างเดินตลาดมีชายวัยกลางคนเดินมาท้านายกฯ ว่า “นายกฯ ต้องทำให้ประเทศนี้เป็นรัฐสวัสดิการให้ได้ แล้วผมจะยอมรับ” ซึ่งนายกฯ ตอบกลับทันทีว่า พูดแบบนี้คนอาจจะไม่เข้าใจ รัฐสวัสดิการคือ รัฐดูแลประชาชน ย้ำว่ารัฐดูแลประชาชน
พาคณะนั่งรถไฟไปหนองคาย
จากนั้นเวลา 09.50 น. นายเศรษฐาและคณะเดินทางมายังสถานีรถไฟอุดรธานีเพื่อขึ้นรถไฟดีเซลรางนั่งปรับอากาศชั้นสองขบวนพิเศษโบกี้ที่ 2516 ไปยังจ.หนองคาย โดยระหว่างนั่งรถไฟนายเศรษฐาได้พูดคุยกับ นายณรงค์ศักดิ์ พุทธพรมงคล ประธานหอการค้าไทย-จีน นายวรายุส์ ตรีวัฒนสุวรรณ ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดอุดรธานี และนายนิรุฒ มณีพันธ์ ผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย ถึงเส้นทางรถไฟทางคู่ ซึ่ง ขณะนี้ระยะ 1 ที่ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2558 เสร็จถึงแค่ขอนแก่น ส่วนระยะที่ 2 จะเชื่อมต่อจากจ.ขอนแก่นมายังจ.หนองคาย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจและการขนส่งให้เชื่อมต่อจากไทยไปลาวและจีนได้ ซึ่งทางหอการค้าไทย-จีนและสภาอุตสาหกรรม จ.อุดรธานี ต้องการให้รัฐบาลเร่งรัดการก่อสร้างรถไฟทางคู่ให้เสร็จก่อนปี 2569 ที่อุดรธานีเป็นเจ้าภาพจัดงานมหกรรมพืชสวนโลก ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจทั้งเรื่องการค้าและการท่องเที่ยว

เนืองแน่น – นายเศรษฐา ทวีสิน นายกฯและรมว.คลังและคณะเดินทางถึงสถานีรถไฟหนองคาย ท่ามกลางประชาชนแห่มาต้อนรับ เผยเตรียมผลักดันรถไฟทางคู่เฟส 2 จากขอนแก่นถึงหนองคาย เชื่อมต่อไทย-ลาว-จีน เมื่อวันที่ 9 ก.ย.
กระหึ่ม‘นายกเศรษฐา-ชาวนาเศรษฐี’
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขบวนรถไฟของนายกฯ ได้จอดที่สถานีรถไฟนาทา จ.หนองคาย ซึ่งเป็นจุดที่จะก่อสร้างศูนย์กระจายสินค้าไปยังประเทศเพื่อนบ้าน โดยนายกฯ ได้ขอรายละเอียดการพัฒนาพื้นที่นาทา ซึ่งมีแนวคิดต้อง การให้เป็นจุดเปลี่ยนถ่ายสินค้าแบบ One stop service ที่มีหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนถ่ายสินค้าจุดเดียว อาทิ ศุลกากร ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง และองค์การอาหารและยา
จากนั้นเวลา 10.50 น.ขบวนรถไฟมาถึงสถานีรถไฟหนองคาย มีประชาชนจำนวนมากรอต้อนรับอยู่ โดยได้มอบดอกกุหลาบ ผูกผ้าขาวม้า และขอถ่ายรูปกับนายกฯ ด้วยความคึกคัก พร้อมตะโกนด้วยว่า “นายกฯ เศรษฐา ชาวนาจะเป็นเศรษฐี” นอกจากนี้ ยังมีสภาเกษตรกรจังหวัดสภาเกษตรกรหนองคายยื่นหนังสือร้องเรียนกับนายกฯ เพื่อขอให้แก้ไขปัญหาเรื่องสิทธิทำกินและปัญหาแหล่งน้ำ
ดันหนองคายเชื่อมสินค้าไปจีน
เวลา 11.10 น. นายเศรษฐา และคณะ เดินทางมาถึงด่านพรมแดนหนองคาย มี นายเอกธนัช อินทร์รอด น.ส.ชนก จันทาทอง สส.หนองคาย และนายกฤษฎา ตันเทอดทิตย์ อดีตสส.หนองคาย มารอต้อนรับ โดยนายกฯ ได้พูดคุยกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งสินค้า เกี่ยวกับขั้นตอนพิธีการศุลกากร การค้าชายแดน และการพัฒนา One Stop Service ระหว่างไทย ลาว และจีน
นายเศรษฐากล่าวว่า วันนี้รู้สึกเป็นเกียรติ ที่ได้มาจ.หนองคาย ซึ่งเป็นจังหวัดแรกๆ โดยมารับฟังปัญหาเพื่อประกอบการทำงาน หากแถลงนโยบายต่อรัฐสภาเรียบร้อย ตนจะเดินหน้าทำงานอย่างเต็มที่ ซึ่งจ.หนองคายเป็นจังหวัดเล็ก แต่สร้างรายได้สูงเป็นอันดับที่ 4 ของภาคอีสาน ซึ่งเราต้องให้ความสำคัญมาก ตนได้พูดคุยกับปลัดกระทรวงคมนาคม เรื่องการเชื่อมต่อเส้นทางไปถึง สปป.ลาวและสาธารณรัฐประชาชนจีน เรามีสินค้าที่มาจากหลายจังหวัด รวมถึงท่าเรือแหลมฉบังด้วย ต้องการให้ จ.หนองคาย เป็นจุดเปลี่ยนถ่ายสินค้า และต้องแก้ไขเรื่องสะพานที่จะรับน้ำหนักสินค้า ส่วนเรื่องวันสต๊อปเซอร์วิส เป็นเรื่องที่เราต้องการให้มีความง่ายในการส่งสินค้าไปยังจีน
จากนั้นนายเศรษฐาให้สัมภาษณ์ถึงการพัฒนาสถานีรถไฟนาทาว่า คงต้องใช้เวลาพอสมควร ตอนนี้ต้องนับหนึ่งก่อน เมื่อกลับไปกรุงเทพฯ จะประชุมกับนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.คมนาคม เพื่อตั้งคณะทำงานขึ้นมา ต้องมีคณะกรรมการการเจรจาการค้าระหว่างประเทศด้วย เพื่อไม่ให้มีอุปสรรคในการทำงาน และอาจเชิญ รมว.ต่างประเทศร่วมด้วย และในการลงพื้นที่ครั้งนี้ ทั้งขอนแก่น และอุดรธานี เป็นจังหวัดใหญ่ที่มีศักยภาพสูงที่จะพัฒนาต่อไปได้ จ.อุดรธานี มีแนวคิดสร้างนิคมอุตสาหกรรมขึ้นมา
เดินหน้ารถไฟทางคู่เฟส 2
เมื่อถามถึงรถไฟทางคู่เฟส 2 จาก จ.ขอนแก่นมาหนองคาย ต้องนำเรื่องเข้า ที่ประชุมครม.หรือเดินหน้าระยะที่ 1 ต่อได้เลย นายเศรษฐากล่าวว่า ตนเข้าใจว่า นำเข้าครม.ครั้งเดียวก็จบแล้ว มีเรื่องและงบประมาณที่กันไว้เรียบร้อยแล้ว คาดว่าจะได้กลับมา จ.หนองคาย อีกครั้งในช่วงปลายเดือนหน้า เพื่อรับฟังความคืบหน้าเรื่องนี้
เมื่อถามถึงการจัดงานมหกรรมพืชสวนโลก ที่จ.อุดรธานี มีการของบประมาณเพิ่มเป็นเท่าตัว และระยะเวลาก่อนเริ่มงานเหลืออีก 3 ปี จะเพิ่มงบให้หรือไม่และจะบริหารจัดการอย่างไร นายเศรษฐากล่าวว่า เป็นเรื่องที่ แปลกใจ เมื่อวันที่ 8 ก.ย.มารับฟังความคืบหน้า เหลือเวลาอีก 3 ปีก็ต้องดูให้ดี หากสร้างไม่ทันก็จะเป็นปัญหา ต้องกลับไปช่วยกันดูให้เหมาะสม ลดค่าใช้จ่ายทำให้อยู่ในกรอบงบประมาณที่ทำได้ หากเพิ่มมานิดหน่อยก็น่าจะพิจารณาได้ แต่สำคัญที่สุดคือจุดเริ่มต้น ที่ต้องเริ่มแล้วไม่เช่นนั้นไม่ทัน จะเสียหน้า หวังว่าอบจ.จะเข้าใจ และบางนโยบายเป็นเรื่องยาก ตนจึงอยากลงพื้นที่ให้ได้มากที่สุดเพื่อมารับฟังปัญหา ซึ่งหลายเรื่องยังไม่ได้ถูกหยิบยก มาพูด ไม่ว่าปัญหายาเสพติด ซึ่งกลับไปกรุงเทพฯ วันที่ 10 ก.ย. จะประชุมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แล้วเร่งบริหารจัดการต่อไป นอกจากเรื่องปากท้องแล้ว ปัญหายาเสพติดก็เป็นปัญหาสำคัญของภาคอีสานเช่นกัน รัฐบาลต้องดูทุกเรื่อง
เล็งครม.สัญจรหนองบัวลำภู
เมื่อถามถึงการประชุมครม.สัญจร จังหวัดแรกจะไปที่ไหนและเมื่อไหร่ เพราะเคยระบุว่าจ.หนองบัวลำภู เป็นจังหวัดที่มีรายได้ต่อหัวน้อยที่สุดในประเทศ จะเป็นจังหวัดแรกที่ไปหรือไม่ นายเศรษฐากล่าวว่า การที่ตนมาภาคอีสาน ทำให้ทราบปัญหาจริงๆ ไม่อยากใช้คำว่าอิน แต่ดูจากแววตาเห็นว่าประชาชนเดือดร้อนจริงๆ มาจังหวัดที่เจริญที่สุดในภาคอีสานแล้ว แต่ยังเห็นว่ามีความยากลำบาก ตนก็มีคำถามว่าเรื่องครม.นอกสถานที่ ซึ่งได้คุยกับรองนายกฯ และเลขาธิการนายกฯ แล้วว่าหากเรามีครม.สัญจร ก็จะบอกอีกครั้งว่าเมื่อไหร่ แต่หวังว่า จะไม่เกินเดือนพ.ย. ซึ่งคิดว่าจังหวัดแรกที่น่าจะไป คือจ.หนองบัวลำภู
“การลงพื้นที่อีสานรอบนี้ แตกต่างจากตอนหาเสียง เพราะครั้งนี้รู้สึกได้ถึงความเป็นธรรมชาติมากกว่า มีความอบอุ่นในแววตาของคนที่ได้พบเห็น หากผมมีเรื่องหนักใจ ก็อยากเดินทางมาอีสานเพราะเหมือนเป็นการฮีลใจ” นายเศรษฐากล่าว
ปัด‘รอย’ข้ามห้วยนั่งเลขาฯสมช.
ผู้สื่อข่าวถามถึงพล.อ.สุพจน์ มาลานิยม เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) จะเกษียณอายุราชการเดือนก.ย.นี้ และมีกระแสข่าว พล.ต.อ.รอย อิงคไพโรจน์ รองผบ.ตร. จะข้ามขั้วมารับตำแหน่งดังกล่าว นายเศรษฐากล่าวว่า ไม่ทราบเลย ตนให้นโยบายไปคร่าวๆ เกี่ยวกับการแต่งตั้งข้าราชการ ควรให้การเลื่อนตำแหน่งต่างๆ อยู่บนพื้นฐานความสามารถ ซื่อสัตย์สุจริต เรื่องการซื้อขายตำแหน่งหรือการใช้เส้นสาย หรือการให้นายทุนมามีส่วนร่วมในการโยกย้ายตำแหน่ง เป็นเรื่องที่รัฐบาลนี้ไม่เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง
เมื่อถามว่าหากเป็นเช่นนั้น ตำแหน่งเลขาฯ สมช.จะให้หน่วยงานเป็นผู้เสนอใช่หรือไม่ นายเศรษฐา กล่าวว่า ต้องเป็นอย่างนั้น และต้องดูที่ความเหมาะสมด้วย ไม่เช่นนั้นขวัญและกำลังใจของข้าราชการจะเสีย
เมื่อถามถึงความพร้อมในการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาวันที่ 11-12 ก.ย. นายเศรษฐากล่าวว่า พร้อม ซึ่งมีการมอบหมายและได้พูดคุยกันแล้วว่ารัฐมนตรีแต่ละกระทรวงก็ต้องช่วยกัน

รับอบอุ่น – นายเศรษฐา ทวีสิน นายกฯ และรมว.คลัง เดินทางไปสักการะหลวงพ่อพระใส ที่วัดโพธิ์ชัยมีประชาชนมาต้อนรับเนืองแน่น เผยเตรียมผลักดันรถไฟทางคู่เฟส 2 ถึงหนองคาย ให้เชื่อมต่อถึงลาวและจีน เมื่อวันที่ 9 ก.ย.
ไหว้หลวงพ่อพระใสหนองคาย
ต่อมาเวลา 13.30 น. นายเศรษฐาและคณะ เดินทางมายังวัดโพธิ์ชัย จ.หนองคาย เพื่อเข้าสักการะหลวงพ่อพระใส วัดโพธิ์ชัย หรือบ้านหลวงพ่อพระใส ซึ่งเป็นอารามหลวง ทันทีที่นายเศรษฐามาถึง มีชาวบ้านเข้ามาขอถ่ายรูป พร้อมนำผ้าขาวม้ามาผูกเอวและกล่าวว่า ต้องผูกแน่นๆ จะได้อยู่นานๆ พวกเรา รอมานานแล้ว นายกฯต้องอยู่นานๆ
จากนั้นนายเศรษฐากราบสักการะพระ พุทธรูปหลวงพ่อพระใส พระพุทธรูปสำคัญคู่เมืองหนองคาย และนมัสการ พระเทพ วชิรคุณ (รศ.ดร.พิศิษฐ์ สุวีโร) เจ้าอาวาสวัดโพธิ์ชัย พร้อมรับพรจากเจ้าอาวาสที่ระบุว่า “ได้ติดตามพวกท่านทั้งหมด รู้จักชื่อรัฐมนตรีทุกคน ขอให้ช่วยกันบริหารประเทศให้ดี” จากนั้นนายเศรษฐาได้ก้มกราบรับน้ำมนต์จากเจ้าอาวาส โดยเจ้าอาวาสได้ใช้ตอกพรมน้ำมนต์แตะไปที่ศีรษะของนายกฯ
ยันครม.นัดแรก-ลดค่าไฟฟ้าน้ำมัน
จากนั้นเวลา 15.00 น. นายเศรษฐาและคณะได้เดินทางมาที่ตลาดผ้าบ้านนาข่า อ.เมืองอุดรธานี ซึ่งเป็นการร่วมกลุ่มทอผ้าของ ชาวบ้าน ซึ่งได้รับการต้อนรับที่ดีจากพ่อค้าแม่ขายในพื้นที่เข้ามาขอถ่ายรูปกันคึกคัก
นายเศรษฐากล่าวว่า อยากได้ผ้าไทยเป็นชุดสำหรับใส่ไปประชุม ครม. แต่เดินจนสุดซอยแล้วยังไม่ได้สิ่งที่ถูกใจ แต่เห็นผ้าสีเหลือง ซึ่งเป็นผ้ายกดอกสุรินทร์ จึงอุดหนุนแม่ค้า 1 ผืน ในราคา 8,500 บาท เพื่อเอาไปฝาก น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย
อย่างไรก็ตาม นายเศรษฐาได้ถ่ายรูปที่ จุดถ่ายรูปที่ระลึกของตลาดผ้านาข่า พร้อมกล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับสินค้า โอท็อป แต่เข้าใจว่าตอนนี้มีปัญหาเรื่องค่าใช้จ่ายที่สูง ยืนยันว่าในการประชุมครม.นัดแรก จะลดค่าไฟฟ้าและค่าน้ำมัน เพื่อบรรเทาทุกข์เบื้องต้น ส่วนปัญหาหนี้สินก็จะดูแลด้วย
จากนั้นนายกฯและคณะได้เดินทางต่อไปยังสนามบินนานาชาติจ.อุดรธานี เพื่อเดินทางกลับกรุงเทพฯ
ชลน่านถกบิ๊กสธ.เตรียมแจงนโยบาย
นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว รมว.สาธารณสุข เปิดเผยถึงการประชุมร่วมกับผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุข เมื่อวันที่ 8 ก.ย. ที่ผ่านมาว่า หารือเตรียมความพร้อมที่จะตอบข้อชี้แจงในการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ในวันที่ 11-12 ก.ย.นี้ อย่างไรก็ตาม ตนจะมีการแถลงนโยบายขับเคลื่อนภารกิจงานกระทรวงสาธารณสุขและระบบสุขภาพของประเทศ ไทยอย่างเป็นทางการอีกครั้งหลังวันที่ 13 ก.ย.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นพ.ชลน่าน และ นายสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.สาธารณสุข มีกำหนดการเข้ากระทรวงสาธารณสุขอย่าง เป็นทางการในวันที่ 11 ก.ย. เวลา 07.00 น. เพื่อสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวง 7 จุด จากนั้นจะขึ้นห้องทำงานเพื่อลงนามรับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ จากนั้นเวลา 08.30 น. จะเดินทางออกจากกระทรวงไปยังอาคารรัฐสภาเพื่อเข้าร่วมประชุมแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา
ประเสริฐควงสุดาวรรณหารือเอกชน
เมื่อเวลา 13.30 น. ที่ห้องประชุมชั้น 3 ศาลากลางจังหวัดนครราชสีมา นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) พร้อมด้วย น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา และคณะสส.นครราชสีมา พรรคเพื่อไทยทั้ง 12 คน ประชุมหารือนอกรอบกับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนในการพัฒนาพื้นที่ จ.นครราชสีมา โดยมีนายสยาม ศิริมงคล ผู้ว่าฯ นครราชสีมา ผู้แทนส่วนราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หอการค้า และตัวแทนภาคเอกชนต่างๆ ร่วมประชุมกว่า 200 คน ทั้งนี้ มีมวลชนคนเสื้อแดงโคราช มาให้กำลังใจกันอย่างเนืองแน่น
นายประเสริฐกล่าวว่า วันนี้ประชุมนอกรอบกับทุกภาคส่วนในจ.นครราชสีมา เพื่อบริหารงานพัฒนาพื้นที่นครราชสีมาร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม ส่วนกรณีแก๊งคอลเซ็นเตอร์นั้น กระทรวงได้ยกระดับการป้องกันและปราบปรามอย่างเข้มข้น จากนี้จะตั้งคณะอนุกรรมการป้องกันและปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ขึ้นมาโดยเฉพาะ เพื่อติดตามพฤติกรรมที่น่าสงสัย โดยจะไปคุยกับธนาคาร สถาบันการเงิน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งประสานกับฝ่ายต่างประเทศ นอกจากนี้ยังต้องแก้ไขกฎหมายอาญาเรื่องการฉ้อโกง ซึ่งทางกระทรวงดูแลอยู่ เพื่อให้รู้เท่าทัน และป้องกันปราบปรามให้สิ้นซากไปได้ ซึ่งนโยบายเหล่านี้จะดำเนินการทันที หลังรัฐบาลแถลงนโยบายแล้ว

เวทีนักศึกษา – นายสุทิน คลังแสง รมว.กลาโหม ร่วมงานเสวนานำเสนอและรับฟังรายงาน “ความมั่นคงไทยในระเบียบโลก ความท้าทายทางภูมิรัฐศาสตร์” จัดโดยนักศึกษาหลักสูตรปริญญาดุษฎีบัณฑิต ผู้นำทางสังคม ธุรกิจและการเมือง วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม ที่มหาวิทยาลัยรังสิต
สุทินลั่นกห.จะซื้ออาวุธน้อยลง
เมื่อเวลา 09.00 น. ที่มหาวิทยาลัยรังสิต นายสุทิน คลังแสง รมว.กลาโหม ร่วมงานเสวนานำเสนอและรับฟังรายงานความมั่นคงไทยในระเบียบโลก ความท้าทายทางภูมิรัฐ ศาสตร์ จัดโดยนักศึกษาหลักสูตรปริญญาดุษฎีบัณฑิต ผู้นำทางสังคม ธุรกิจและการเมือง วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต
นายสุทินกล่าวตอนหนึ่งว่า ความมั่นคง คือ การขจัดและต่อสู้กับภัยคุกคาม 9 ด้าน คือความขัดแย้งในสังคม ความไม่เชื่อมั่นสถาบันการเมือง การขาดความสมดุลของสภาวะแวดล้อม ปัญหาโรคระบาด สถานการณ์ 3 จังหวัดชายแดนใต้ ก่อการร้าย-อาชญากรรมข้ามชาติ ปัญหาแรงงาน-ผู้หลบหนีเข้าเมือง ยาเสพติด และความยากจน ซึ่งถือว่าตรงกับนักวิชาการที่ได้รับฟังมาหลายที่ ดังนั้น ในมุมมองกระทรวงกลาโหมต่อไปนี้ จะซื้ออาวุธน้อยลง
ชงนายกฯซื้อปุ๋ยแทนเรือดำน้ำ
ส่วนปัญหาเรื่องเครื่องยนต์เรือดำน้ำนั้น ตนถูกตั้งคำถามมาตั้งแต่รับตำแหน่งรัฐมนตรี ซึ่งได้ย้ำกับกองทัพเรือว่า ต้องดูว่าเรือดำน้ำมีความจำเป็นแค่ไหน หากมีอย่างอื่นทดแทนได้จะมีอะไรทดแทน หากรับไม่ได้ว่าจำเป็นต้องใช้เครื่องยนต์จากจีนมาใส่ รัฐบาลอาจต้องช่วยกระทรวงกลาโหมเจรจาด้วย เพื่อให้ได้เครื่องยนต์จากเยอรมัน แต่จะทับซ้อนกับปัญหายุทธศาสตร์ระหว่างสหรัฐอเมริกา และเยอรมัน ที่กำลังขัดแย้งกับจีน ถ้าใช้แนวทางนี้ปัญหาก็อาจไม่จบ
“ดังนั้น หากเปลี่ยนจากเรือดำน้ำมาเป็นการจัดหาเรือผิวน้ำ ซึ่งกองทัพเรือได้รับฟังแนวทางนี้ก็ไม่ขัดข้อง เพราะเห็นว่าหากหาเรือผิวน้ำมาทดแทนเรือหลวงสุโขทัยที่อับปางไปได้ ก็เป็นเรื่องดี หรืออาจจะแก้สัญญากับจีน เปลี่ยนสัญญาจากเรือดำน้ำเป็นการนำเข้าปุ๋ยจากจีน เทียบราคากับเรือดำน้ำราคา หมื่นกว่าล้าน ได้ปุ๋ยเท่าไร เกษตรกรจะได้ ปุ๋ยฟรี ปุ๋ยถูก ซึ่งทางกองทัพรับฟังแล้ว ก็คิดว่าไม่ติดใจ เพราะแล้วแต่รัฐบาลจะตัดสินใจ ซึ่งแนวทางนี้สังคมน่าจะยอมรับได้ เราแลกเปลี่ยนกันแล้ว สมมติว่าเปลี่ยนประเภท ไม่เอาเรือดำน้ำ เปลี่ยนเป็นเรืออย่างอื่น ถ้าเงินยังเหลือ ขอให้แถมมาเป็นปุ๋ย เป็นแนวทางที่ผมกำลังศึกษา และเตรียมจะเสนอต่อนายกฯ” นายสุทินกล่าว
เชื่อปีนี้คนสมัครทหารเยอะ
นายสุทินกล่าวถึงนโยบายการยกเลิกเกณฑ์ทหารว่า ตอนนี้ยังไม่ได้พูดคุยกันอีก แต่คิดว่าเป็นช่องทางที่ดี เชื่อว่าในปีนี้คนจะสมัครเยอะ และมั่นใจว่าปีหน้าแทบจะไม่ต้องเกณฑ์ จากมาตรการที่เราได้คิดไว้ ส่วนจะลดเหลือเท่าไรนั้น อย่างรอบล่าสุดก็ 9 หมื่นคน ยังเป็นจำนวนที่ค่อนข้างเยอะอยู่
ทั้งนี้ กองทัพพร้อมจะลด แต่ลดเท่าไรต้องไปดูกัน และพอปรับลดแล้ว ต้องมาปรับสวัสดิการ ปรับความหวาดระแวงหรือทัศนคติที่ชาวบ้านกลัว ซึ่งนโยบายนี้จะเป็นนโยบายแรกที่จะเห็นชัดที่สุดของกระทรวงกลาโหม โดยกองทัพมีนโยบายการปฏิรูปทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว ซึ่งเรื่องเป็นระยะสั้นจะทำทันที ทั้งลดทหารเกณฑ์หรือกำลังพล ทั้งการปฏิรูปครบวงจรก็จะมีตามมา โดยวันที่ 23 ก.ย.นี้ เข้ากระทรวงก็ค่อยไปรับฟังกัน
หนุนมหาดไทยขึ้นทะเบียนมาเฟีย
เมื่อถามว่าจะมีนโยบายควบคุมกรณีทหารอาจไปสนับสนุนผู้มีอิทธิพลหรือไม่ นายสุทินกล่าวว่า เป็นนโยบายที่กองทัพจะต้องควบคุมกำลังพลให้อยู่ในวินัยและมีประสิทธิภาพสูงสุด และเป็นหน้าที่กระทรวงมหาดไทย ที่จะขึ้นทะเบียนผู้มีอิทธิพล โดยกระทรวงกลาโหมพร้อมสนับสนุนภารกิจ เมื่อถามถึงคดีกำนัน ที่มีอิทธิพลในพื้นที่จังหวัดนครปฐมเข้าไปเกี่ยวข้องกับเหตุยิงตำรวจ นายสุทินกล่าวว่า ไม่ได้รับรายงานว่ามีทหารเข้าไปเกี่ยวข้อง
เปิดชื่อ 13 กุนซือรมว.กลาโหม
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสุทินได้คัดเลือกทีมงานให้คำปรึกษางานด้านความมั่นคง มีทั้งพลเรือน ตำรวจ ทหาร จำนวน 13 คน ประกอบด้วย พล.ต.ท.ธนาศักดิ์ ฤทธิเดชไพบูลย์ นายกำพลศักดิ์ คลังแสง ดร.ปณชัย แดงอร่าม นายอภิศักดิ์ พละวิชัย นายอภิชาติ ตุ้มวารี นายธิติภัทธ์ สมบัติศิริ ดร.วรรณ์มงคล ศิลประเสริฐ พล.อ.ชัยวิน ผูกพันธุ์ พล.อ.อ. สิทธิชัย แก้วบัวดี พล.ร.อ.พัชระ พุ่มพิเชฎฐ์ พล.อ.ธนสร ป้องอาณา พล.อ.รักศักดิ์ โรจน์พิมพ์พันธ์ พล.ท.กิตติยุทธ กิตติยุทธโยธิน
โดยมีชื่อ พล.อ.อ.สุรพล พุทธมนต์ อดีต รองผบ.ทอ. เป็น ผู้ช่วยรัฐมนตรี โดยมีชื่อ พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ เป็นเลขานุการ
‘พิธา’เสียดายไม่ได้ร่วมอภิปราย
ที่จ.ระยอง นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ให้สัมภาษณ์ถึงพรรควาง 30 ขุนพล อภิปรายการแถลงนโยบายรัฐบาลว่า ขอให้รัฐบาลเอาประชาชนเป็นที่ตั้ง ตนคิดว่ามีความสร้างสรรค์ ตนได้ให้คนพิมพ์นโยบายสมัยรัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และรัฐบาลชุดนี้ เพื่อมาเปรียบเทียบกัน ซึ่งมีเป้าหมายระดับหนึ่ง ทั้งนี้ รัฐบาลคงไม่ต้องกังวล หากทำได้ตรงตามมาตรฐานที่ควรจะเป็น หรือตรงกับที่ตัวเองได้หาเสียงไว้ ซึ่งคิดว่าในช่วงเวลาแบบนี้ ฝ่ายค้านคืออดีตของเขา
เมื่อถามว่ามีนโยบายอะไรที่ต้องถามเป็นพิเศษบ้าง นายพิธากล่าวว่า นโยบายที่สนใจ ในกระแสสื่อคงทราบกันอยู่ ขณะเดียวกัน 30 ขุนพลก็เป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านต่างๆ เช่น 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ชาติพันธุ์ ที่ดิน เสียดายที่ตนไม่ได้เข้าไปอภิปรายเอง เพราะกระดุม 5 เม็ด ผ่านมา 4 ปี ก็ยังไม่ตอบโจทย์
เล็งขยี้ 3 ไม่‘ไม่พอ-ไม่จริง-ไม่ถึง’
นายพิธากล่าวว่า ตนได้ให้ข้อสังเกตไว้ว่าการทำงานจะต้องมีกรอบในการอภิปราย น่าจะมี 3 ไม่ อันที่หนึ่งเลยคือไม่มี คือท้าทายประชาชน แต่ไม่มีในนโยบาย ก็ต้องท้วงติง อันที่สองคือไม่จริง ก็คือสัญญาไว้แต่ไม่ทำ และอันที่สามคือ ไม่พอ ก็คือสัญญาไว้แต่เขียนไม่ชัดเจนพอ ไม่มีเป้าหมาย เขียนลอยๆ รวมถึงกรอบเวลาในการทำนโยบายไม่ตรงกับที่สัญญาไว้กับประชาชน
เมื่อถามว่า 14 ชั่วโมงของฝ่ายค้าน ได้จัด สรรปันส่วนกับพรรคร่วมฝ่ายค้านอื่นหรือไม่ นายพิธากล่าวว่า เป็นหน้าที่ของนายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล ประธานวิปสส.พรรคก้าวไกล
ส่วนที่มีกระแสข่าวซื้อเสียงในการเลือกตั้งซ่อมสส.เขต 3 ระยอง ขนกล้วยลงมา 5-6 หวี เพื่อจะให้ได้ 30,000 คะแนน ชนะคะแนนของก้าวไกลเมื่อครั้งที่ผ่านมา นายพิธากล่าวว่า ตนมั่นใจว่าคนระยองซื้อไม่ได้ ฝากให้ด้อมส้มช่วยกันเป็น กกต. และต้องขอแรงในวันนับคะแนนช่วยกันตรวจสอบ
กกต.ลุ้นคนระยองใช้สิทธิ 65%
นายใจเพชร สาครพานิช ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดระยอง (กกต.ระยอง) กล่าวถึงการจัดการเลือกตั้งซ่อมสส.เขต 3 ระยอง แทนตำแหน่งที่ว่าง ในวันที่ 10 ก.ย.ว่า ขณะนี้เตรียมการเรียบร้อยทั้งหมด โดยจะเปิดหีบบัตรลงคะแนนในเวลา 08.00 น. เชื่อว่าการเลือกตั้งจะเรียบร้อยดีเพราะเป็นการเลือกตั้งบัตรใบเดียวและมีผู้สมัคร 3 คน เป็นบัตรที่สั่งทำพิเศษเฉพาะเขต 3 ระยอง ประชาชนจึงไม่น่าจะสับสน หวังว่าประชาชนจะมาใช้สิทธิ์ 65% ขึ้นไปก็โอเคแล้ว สำหรับรูปแบบการนับคะแนนหลังปิดหีบเลือกตั้ง 17.00 น. จะนับที่หน่วยเลือกตั้ง คาดว่าประมาณ 19.00 น.น่าจะรู้ผลแล้ว
นปช.หวัง‘ทักษิณ’ได้พักโทษเร็ว
นายก่อแก้ว พิกุลทอง ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และแกนนำ นปช. เปิดเผยว่า แม้ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลผสมสูตรปัจจุบันนี้ แต่เข้าใจในข้อจำกัดทางการเมือง และจากการติดตามการทำงานของนาย เศรษฐา ทวีสิน นายกฯ ในช่วง 10 กว่าที่ผ่านมา เห็นว่านายกฯ มีความตั้งใจอย่างแข็งขันและเป็นมืออาชีพในการทำงาน ถ้าเป็นไปได้ อยากให้นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ที่สร้างคุณประโยชน์และผลงานมากมาย ให้กับประเทศได้รับการพักโทษโดยเร็ว จะได้มาช่วยกันอีกแรง ในการคิดและแนะนำให้ นายกฯ และครม. แก้ปัญหาเศรษฐกิจและ ยกระดับประเทศ ในยามที่บ้านเมืองมีปัญหา เอาคนเก่งมาช่วยงาน ดีกว่าเก็บไว้ ในเรือนจำหรือผลักไสไปอยู่ต่างประเทศ
วอนให้โอกาสรัฐบาลเศรษฐา
“ด้วยศักยภาพ ความเป็นมืออาชีพ ของ นายกฯ ได้จุดประกายความหวังให้กับคนไทย หลังจากที่เหือดหายไปกว่า 9 ปี การตะโกนเชียร์ว่านายกฯ เศรษฐาจะพาประชาชนจะเป็นเศรษฐี ถึงแม้จะเรื่องที่ยาก แต่ถ้าชีวิตมีความหวัง พลังใจก็สร้างทุกอย่างได้ จึงอยากวิงวอนให้คนไทยที่ไม่เห็นด้วยกับการก่อเกิดรัฐบาลชุดนี้ ขอโอกาส ให้เวลาและให้ความร่วมมือกับนายกฯ และครม. เพื่อให้การทำงานแก้ปัญหาของประเทศในทุกๆ ด้าน ผ่านพ้นไปด้วยความราบรื่นและรวดเร็ว”
‘เศรษฐา’เสียใจดินไหวโมร็อกโก
เมื่อวันที่ 9 ก.ย. นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง รับทราบและติดตามรายงานสถานการณ์แผ่นดินไหว เมื่อช่วงกลางดึกของวันที่ 8 ก.ย. ที่ประเทศโมร็อกโก ซึ่งมีจุดศูนย์กลางอยู่ห่างจากเมืองมาร์ราเกซ 71 กิโลเมตร จากการรายงานข่าวเบื้องต้น 14.00 น. ตามเวลาประเทศไทย พบว่ามีผู้เสียชีวิตพุ่งสูงอย่างน้อย 632 รายและบาดเจ็บ 329 รายในเบื้องต้น
นายกฯ ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อสถานการณ์ภัยพิบัติที่เกิดขึ้น และรัฐบาลไทยพร้อมสนับสนุนการช่วยเหลือ โดยได้สั่งการให้กระทรวงการต่างประเทศติดตามประสาน ให้ความช่วยเหลือคนไทยที่อาศัยอยู่ในบริเวณแผ่นดินไหวและพื้นที่โดยรอบโดยด่วนและรายงานทุกระยะ เพื่อให้การช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน
ขณะที่กระทรวงมหาดไทยของโมร็อกโกประกาศปรับเพิ่มตัวเลขผู้เสียชีวิตและได้รับ บาดเจ็บดังกล่าวผ่านแถลงการณ์ทางโทรทัศน์ โดยระบุว่าจังหวัดที่ได้รับผลกระทบจาก แผ่นดินไหวครั้งนี้อย่างหนักประกอบด้วย ฮัล ฮาอูซ, วาร์ซาซาเต, มาร์ราเกซ, อาซิลาล, ชิเชาอา และทารูดันต์ จากตัวเลขดังกล่าวส่งผลให้แผ่นดินไหวครั้งนี้เป็นแผ่นดินไหวที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดของโมร็อกโกในรอบ 19 ปี นับตั้งแต่เกิดแผ่นดินไหวในปี 2547 ใกล้กับอัลฮอเคมา ทางตอนเหนือของเทือกเขาริฟ ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนไปมากกว่า 600 ราย
ด้านนายสเตฟาน ดูจาร์ริก โฆษกองค์การสหประชาชาติ ประกาศผ่านแถลงการณ์ว่า สหประชาชาติพร้อมที่จะให้การช่วยเหลือรัฐบาลโมร็อกโก ในความพยายามที่จะช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบในเมืองมาร์ราเกซ เมืองใหญ่ที่อยู่ใกล้กับศูนย์กลางของแผ่นดินไหวมากที่สุด มีรายงานว่าอาคารหลายหลังในเมืองที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกแห่งนี้พังทลายลงมา ขณะที่ในเมืองราบัต ซึ่งอยู่ห่างจากอิกิล ซึ่งเป็นศูนย์กลางของแผ่นดินไหวไปทางเหนือประมาณ 350 กิโลเมตร และเมืองอิมซูอาน ซึ่งตั้งอยู่ชายฝั่งทะเลทางตะวันตกห่างราว 180 กิโลเมตร ผู้คนต่างหนีตายออกจากบ้านเรือนเพราะกลัวว่าแผ่นดินไหวจะทวีความรุนแรงขึ้น
จี้นายกทบทวนโรงไฟฟ้านิวเคลียร์
เมื่อวันที่ 9 ก.ย. นายศรีสุวรรณ จรรยา กล่าวว่า ตามที่รัฐบาลต้องการผลักดันโครงการก่อสร้างเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์วิจัยขนาด 20 เมกะวัตต์ ที่อำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก ท่ามกลางความไม่เห็นด้วยของประชาชนตลอดมา ทำให้โครงการยืดเยื้อมาร่วม 30 ปี จนกระทั่งมีการกำหนดให้มีการประชาพิจารณ์ครั้งสุดท้ายในวันที่ 10 ก.ย.นี้ ในหลายท้องที่ของอำเภอองครักษ์ท่ามกลางแรงคัดค้านของคนนครนายก ปัญหาใหญ่ของโครงการนี้คือที่ตั้งของเตาปฏิกรณ์จะอยู่ติดกับฝั่งแม่น้ำนครนายกทำให้สาธารณชนกังวลใจต่อการแพร่ของสารกัมมันตรังสีสู่แหล่งน้ำอุปโภคบริโภคอันได้แก่ แม่น้ำบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา คลองรังสิต จังหวัดปทุมธานี และเข้าคลองซอยสู่ใจกลางกรุงเทพมหานคร เชื่อมสู่แม่น้ำเจ้าพระยา อีกทั้งเตาปฏิกรณ์ส่วนที่อยู่ใต้ดินก็จะฝังแช่ในน้ำและเสี่ยงต่อการปนเปื้อนของสู่น้ำบาดาล การเลือกพื้นที่ตั้งโครงการเมื่อปี 2533 เป็นข้อมูลที่ล้าสมัยและขาดหลักฐานยืนยันกระบวนการคัดเลือกดังกล่าว อีกทั้งยังขัดกับเกณฑ์ความปลอดภัยที่กำหนดโดยทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ หรือ IAEA อันได้แก่ พื้นที่ตั้งเป็นดินอ่อน น้ำท่วมถึง มีรอยเลื่อนแผ่นดินไหว น้ำใต้ดินอยู่ตื้น อยู่ใกล้ชุมชน และใกล้สนามบินเล็ก
นายศรีสุวรรณกล่าวต่อว่า ตลอดเวลากว่า 30 ปีที่รัฐบาลพยายามสร้างโครงการ สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ องค์การมหาชน หรือ สทน. ซึ่งเป็นเจ้าของโครงการไม่สามารถสร้างความไว้วางใจให้กับประชาชนในพื้นที่ได้ แต่กลับพบว่ามีกลุ่มบุคคลออกมาแจกเงินและสิ่งของเพื่อจูงใจในการทำประชาพิจารณ์ การปกปิดข้อมูลรายงานความคุ้มค่าในการทำประชาพิจารณ์ที่ผ่านมา และการเก็บกากกัมมันตรังสีในพื้นที่โดยไม่มีการทำประชาพิจารณ์ก่อน ปัญหาความปลอดภัยของนิวเคลียร์เป็นเรื่องระดับสากล เห็นได้จากการปล่อยน้ำปนเปื้อนกัมมันตรังสีของประเทศญี่ปุ่น ทำให้เกิดกระแสการต่อต้านรุนแรงในระดับโลก จึงใคร่ขอเรียกร้องไปยังนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลชุดใหม่ ได้สั่งให้มีการทบทวนการเลือกพื้นที่ดำเนินการเสียใหม่ และรักษาจังหวัดนครนายกให้เป็นเมืองน่าอยู่ เป็นอุทยานทางธรรมชาติอันบริสุทธิ์ของคนในจังหวัด และคนในพื้นที่ใกล้เคียงสืบไป