เมื่อวันที่ 9 ก.ย. งานประชาสัมพันธ์และสื่อสารองค์กรสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เชิญชวนผู้สนใจรอชมดาวหางนิชิมูระ (C/2023 P1) ระหว่างวันที่ 8 ถึง 17 ก.ย.
นายศุภฤกษ์ คฤหานนท์ ผู้อำนวยการศูนย์บริการวิชาการและสื่อสารทางดาราศาสตร์ สดร. เปิดเผยว่า ขณะนี้ดาวหางนิชิมูระกำลังจะโครจรเฉียดโลกในวันที่ 12 ก.ย. และจะเข้าใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุดวันที่ 17 ก.ย. ซึ่งคาดว่าจะเป็นช่วงที่สว่างที่สุด และยังมีมุมห่างจากดวงอาทิตย์ที่มากพอจนอาจสังเกตเห็นได้ด้วยตาเปล่าในช่วงหัวค่ำ “ดาวหางนิชิมูระ” ถูกค้นพบครั้งแรกโดยฮิเดโอะ นิชิมูระ นักดาราศาสตร์สมัครเล่นชาวญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 11 ส.ค. 2566 โดยใช้กล้องโทรทรรศน์ถ่ายภาพท้องฟ้าในช่วงรุ่งเช้า พบว่ามีวัตถุบนท้องฟ้าบางอย่างที่ไม่สามารถระบุได้บริเวณกลุ่มดาวคนคู่ปรากฏในภาพและเมื่อตรวจสอบภาพถ่ายในวันก่อนหน้าก็พบวัตถุเดียวกันนี้แต่มีตำแหน่งปรากฏเปลี่ยนไปเล็กน้อย จึงคาดว่าน่าจะเป็นดาวหางดวงใหม่ที่ไม่เคยค้นพบมาก่อน
ดาวหางดวงนี้ได้รับการยืนยันการค้นพบในวันที่ 15 ส.ค.2566 และกำหนดชื่ออย่างเป็นทางการว่า C/2023 P1 (Nishimura) จัดเป็นดาวหางคาบยาว มีแหล่งที่มาจากเมฆออร์ต (Oort Cloud) มีคาบการโคจรรอบดวงอาทิตย์ 437 ปี ขณะนี้กำลังโคจรเข้าใกล้โลกและดวงอาทิตย์มากขึ้นเรื่อยๆ สำหรับช่วงเวลาสังเกตการณ์ ตั้งแต่วันที่ 8 ก.ย.ดาวหางจะปรากฏในช่วงรุ่งเช้าทางทิศตะวันออก อยู่บริเวณกลุ่มดาวสิงโต ใกล้กับดาวเรกูลัส ห่างจากดวงอาทิตย์เป็นมุมประมาณ 20 องศา มีเวลาสังเกตการณ์ประมาณ 1 ชั่วโมงก่อนดวงอาทิตย์ขึ้น ค่าความสว่างปรากฏ 5.2 ในวันที่ 12 ก.ย.ดาวหางจะโคจรเข้าใกล้โลกมากที่สุด ระยะห่าง 125 ล้านกิโลเมตร แต่เป็นช่วงที่ดาวหางมีตำแหน่งปรากฏบนท้องฟ้าใกล้กับดวงอาทิตย์มากจึงยากต่อการสังเกตการณ์ จนกระทั่งหลังวันที่ 15 ก.ย. ดาวหางจะเปลี่ยนตำแหน่งมาปรากฏทางทิศ ตะวันตกในช่วงหัวค่ำ มีมุมปรากฏบนท้องฟ้าห่างออกจากดวงอาทิตย์มากขึ้นเรื่อยๆ เริ่มเคลื่อนตำแหน่งออกจากกลุ่มดาวสิงโต