ต้นตอคดีสลด พ่อฆ่ายกครัว
‘บิ๊กโจ๊ก’เผยตามรวบอีก 4 แก๊งคอล ลวงโอน 1.7 ล้าน ชนวนเหตุฆ่าปาดคอลูกเมีย เพราะเครียดหนี้ หลังร่วมมือตำรวจกัมพูชาติดตามตัวผู้ต้องหา เตรียมส่งทั้ง 4 กลับมาดำเนินคดีในไทย ออกหมายจับไป 30 ตามรวบได้แล้ว 16 ที่เหลือยังเร่งไล่ล่าจับกุม
จากกรณีนายสาณิช ดอกไม้ เกิดความเครียดใช้อาวุธมีดปาดคอฆ่าภรรยา และบุตร 2 คน อายุ 13 ปี และ 11 ขวบ เสียชีวิตรวม 3 ศพ จากนั้นได้ปาดคอตัวเองหวังฆ่าตัวตายตาม เหตุเกิดในเขตพื้นที่ สภ.บางแก้ว ภ.จว.สมุทรปราการ เมื่อ วันที่ 28 ส.ค.2566 ที่ผ่านมา โดยมีสาเหตุเกิดจากความเครียดจากปัญหาหนี้สินค้ำประกันการซื้อรถให้เพื่อนบ้านเป็นเงิน 8 แสนบาท จนถูกฟ้องและกรมบังคับคดีจะยึดบ้าน นอกจากนี้ ภรรยายังถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกเป็นแอพฯ เงินกู้และสูญเงินไปกว่า 1.7 ล้านบาท ต่อมาวันที่ 4 ก.ย.66 พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร. เดินทางไปยังประเทศกัมพูชา เพื่อประสานขอความร่วมมือกับ พล.ต.อ.ซอ เทศ ผบ.ตร.กัมพูชา ติดตามจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับคดีแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ที่อยู่ในประเทศกัมพูชา จึงได้มีการวางแผนร่วมกันระหว่างกำลังตำรวจของทั้งสองประเทศเพื่อปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ดังกล่าว

ข้ามชาติ – พล.ต.อ. สุรเชษฐ์ หักพาล รองผบ.ตร. ร่วมกับพล.ต.ท. เสียง เทีย ริต รองผบ. รักษาความปลอดภัยแห่งชาติกัมพูชา แถลงจับเพิ่ม 4 ผู้ต้องหาแก๊งคอล ได้ในประเทศกัมพูชา ต้นตอคดีสลดฆ่ายกครัว เมื่อวันที่ 10 ก.ย.
ความคืบหน้าล่าสุดเมื่อวันที่ 10 ก.ย. พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจไทย ร่วมกับพล.ต.ท.เสียง เทีย ริต รอง ผู้อำนวยการกองบัญชาการรักษาความปลอดภัยแห่งชาติกัมพูชา พลตำรวจจัตวา ดารา สุเภีย รองผู้อำนวยการ สำนักงานข่าวกรองแห่งชาติกัมพูชา พ.ต.อ.ฮุง วี แรก ผู้บังคับการต่อต้านการก่อการร้ายและอาชญากรรมข้ามชาติกัมพูชา และพ.ต.ท. ชิ โคโบตร้า เลขาธิการผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติกัมพูชา ร่วมกันติดตามจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับที่หลบหนีอยู่ในกัมพูชาได้อีก 4 คน
ประกอบด้วย 1.นายสุพล วงเวียน อายุ 21 ปี ทำหน้าที่หัวหน้าคนไทยควบคุมพนักงานคอลเซ็นเตอร์ฝั่งกัมพูชา และจัดหาบัญชีธนาคารของผู้อื่น (บัญชีม้า) 2.น.ส.นิศารัตน์ สุขเกษม อายุ 22 ปี ทำหน้าที่พนักงานในคอลเซ็นเตอร์ 3.น.ส.กนกพร ไกรสุข อายุ 19 ปี ทำหน้าที่พนักงานในคอลเซ็นเตอร์ 4.น.ส.กรกนก สิงทิศ อายุ 19 ปี ทำหน้าที่ พนักงานในคอลเซ็นเตอร์ โดยกล่าวหาว่า “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน, ร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน, มีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ”
จากการจับกุมผู้ต้องหา เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถตรวจยึดของกลาง อาทิ โทรศัพท์มือถือ, บัตรเอทีเอ็ม, สมุดบัญชีธนาคาร และอื่นๆ รวมทั้งสิ้นกว่า 100 รายการ และเงินสดจำนวนกว่า 240,000 บาท
โดยคดีนี้ได้ออกหมายผู้ต้องหาไปแล้วทั้งสิ้น 30 หมายจับ สามารถจับกุมได้ 16 ราย แบ่งหน้าที่กันดังนี้ กลุ่มเจ้าของบัญชีม้ารับโอนเงิน 16 ราย จับกุมได้ 9 ราย หลบหนี 7 ราย, กลุ่มผู้ถอนเงิน 4 ราย จับกุมได้ 2 ราย หลบหนี 2 ราย, กลุ่มจัดหาบัญชีม้า 2 ราย จับกุมได้ 2 ราย, กลุ่มพนักงานในคอลเซ็นเตอร์ 6 ราย หลบหนีอยู่ในกัมพูชา 6 ราย, กลุ่มชาวจีน ผู้ควบคุมพนักงานในคอลเซ็นเตอร์ 2 ราย หลบหนีอยู่ในกัมพูชา 2 ราย
พล.ต.อ.สุรเชษฐ์กล่าวว่า จากกรณีคดีของ สภ.บางแก้ว ซึ่งสาเหตุเกิดมาจากหนี้สินหลายอย่าง รวมทั้งการถูกหลอกลวงจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ซึ่งหลอกโอนเงินผ่านแอพฯ เงินกู้ หลังจากที่ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่สืบสวนขยายผลออกหมายจับ ผู้ต้องหาทั้งขบวนการที่เกี่ยวข้องกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ดังกล่าวทั้งหมด ตั้งแต่บัญชีม้าจนถึงหัวหน้าขบวนการชาวจีนมากถึง 30 ราย โดยจับกุมแล้ว 12 ราย และสืบทราบว่ากลุ่มเหล่านี้ตั้งออฟฟิศอยู่ที่ ปอยเปต กัมพูชา จึงได้ประสานงานกับ พล.ต.อ.ซอ เทต ผบ.ตร.กัมพูชา เพื่อทลายจุดคอลเซ็นเตอร์ดังกล่าว
“ในวันนี้ได้ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจกัมพูชา สามารถจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับได้เพิ่มเติมอีก 4 ราย ซึ่งทำหน้าที่โทร.หลอกลวงผู้เสียหายให้โอนเงิน โดยจะนำตัวกลับไทยเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย หลังจากนี้จะได้ร่วมกันกับเจ้าหน้าที่ทางการกัมพูชา เพื่อติดตามจับกุมผู้ต้องหาที่ยังหลบหนีอยู่ทั้งหมด เพื่อนำกลับมาดำเนินคดีที่ไทยจนถึงที่สุดต่อไป” พล.ต.อ.สุรเชษฐ์กล่าว