สลดเมืองพิจิตร ฝนถล่มบ้านพังทับยาย วัย 67 เสียชีวิตคาบ้าน ผู้ว่าฯ สั่งสำรวจบ้านใกล้เคียงหากไม่ปลอดภัยให้อพยพ ลำน้ำปาย เอ่อทะลักท่วมพื้นที่เกษตรเสียหายอื้อ ด้านอุดรธานี ผญบ.รุดช่วยระทึกสองตายายบ้านถูกน้ำเขื่อนห้วยหลวงบ่ากลางดึก กู้ภัยช่วยอุ้มตายายไต่เชือกออกมาได้ทันก่อนถูก น้ำท่วมบ้านจมมิดกว่า 2 เมตร ขอนแก่นเร่งระบายน้ำบึงแก่นนครทะลักท่วมเมือง แม่มูนอุบลฯ ระดับน้ำเหลือแค่ 30 ซ.ม.จะเสมอตลิ่ง เร่งระบายท่วมขัง น้ำเขาพนมดงรักเอ่อล้นสปิลเวย์ ไหลบ่าสมทบเส้นทางน้ำอุบลฯ-ศรีสะเกษ กรมชลฯ เตือนฝนถล่มอีสานยาวถึงกลางต.ค. ห่วงหมดฝนภัยเอลนีโญทำแล้งซ้ำ
ลำปายบ่าท่วมไร่นา
เมื่อวันที่ 19 ก.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากสถานการณ์ฝนตกและมีน้ำท่วมในหลายพื้นที่ของประเทศไทย ที่จ.แม่ฮ่องสอน นายสังคม คัดเชียงแสน นายอำเภอเมือง จ.แม่ฮ่องสอน เปิดเผยว่า ฝนที่ยังคงตกหนักอย่างต่อเนื่อง และเกิดดินสไลด์ลงปิดทับ เส้นทาง ไปบ้านห้วยปูลิง ต.ห้วยปูลิง อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน และอีกหลายพื้นที่ กีดขวางทางจราจร ทำให้การคมนาคมระหว่างหมู่บ้านที่อยู่บนยอดเขา ประสบกับปัญหา จึงขอเตือนให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยงระมัด ระวังในการสัญจรตามเส้นทางต่างๆ ไว้ด้วย รวมไปถึงเกษตรกรที่อาศัยอยู่ตามที่ลุ่ม ติดแม่น้ำปาย ให้ระมัดระวังน้ำท่วมพื้นที่การเกษตรด้วย ทั้งนี้ล่าสุด กระแสน้ำในแม่น้ำปายเอ่อสูงขึ้น และเริ่มท่วมพื้นที่การเกษตรบางส่วนแล้ว
ในส่วน อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน มีหลายหมู่บ้านที่ประสบกับเหตุอุทกภัยและเสียหายอย่างหนักมากที่สุดในรอบ 50 ปี และกำลังอยู่ระหว่างการบูรณะซ่อมแซมถนน เหมือง ฝาย ต่างๆ ซึ่งบางแห่งยังอยู่ระหว่างการซ่อมแซมและยังไม่แล้วเสร็จ ส่งผลกระทบต่อราษฎรเป็นอย่างมาก
ด้าน สถานีวัดระดับน้ำท่าเรือท่าโป่งแดง Sw.5A ต.ผาบ่อง อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน รายงานสถานการณ์น้ำในแม่น้ำปายว่า เวลา 06.00 น. ระดับน้ำ + 2.52 เมตร ปริมาณน้ำฝน 21.4 ม.ม. เฉพาะบ้านท่าโป่งแดง
ดินถล่มบ้านทับยายดับ
ที่จ.พิจิตร เกิดเหตุสลดขึ้น ดินทรุดบ้านถล่ม ทับผู้อยู่อาศัยภายในบ้าน เหตุเกิดที่ต.หัวดัง อ.เมือง จ.พิจิตร โดยที่เกิดเหตุเป็นบ้านไม้ ชั้นเดียวมีอายุเก่าแก่หลายสิบปี ได้ทรุดตัว และพังถล่มลงมา ทับนางอักษร ครุทศรี อายุ 67 ปี ซึ่งเป็นผู้พักอาศัยในบ้านหลังดังกล่าว และเป็นผู้ป่วยติดเตียง ถูกโครงสร้างบ้าน พังลงมาทับ โดยเจ้าหน้าที่ ปภ.และทีมกู้ภัย ต้องระดมกำลังกันค้นหาร่างผู้เสียชีวิตดังกล่าว ซึ่งใช้เวลานานกว่า 30 นาที จึงพบศพหญิงชราดังกล่าว ในสภาพมีบาดแผลฉกรรจ์ ที่บริเวณลำคอ ใบหน้า จากสาเหตุถูกไม้แปหลังคาบ้านพังทับ ทำให้เสียชีวิตภายในบ้านพักหลังดังกล่าว นางวรรณา อึ้งศรีวงค์ อายุ 70 ปี สมาชิกสภาเทศบาลตำบลหัวดง เผยว่า บ้านหลังดังกล่าวเดิมเคยเป็นที่พักอาศัยของสายตรวจตำบลหัวดง โดยก่อสร้างมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2516 ก่อนที่สายตรวจจะย้ายออกไปอยู่ในที่แห่งใหม่ และเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา ผู้เสียชีวิตที่ป่วยติดเตียงซึ่งไม่มีบ้านอยู่อาศัย ประกอบกับลูกชายคนโตมาเสียชีวิตไป ส่วนคนรอง ก็มาถูกดำเนินคดีอยู่ในเรือนจำ จึงเข้ามาอยู่อาศัยแทน โดยเพื่อนบ้านที่อยู่ใกล้เคียงกับที่เกิดเหตุจะคอยมาป้อนข้าวป้อนน้ำอย่างต่อเนื่อง
นางสะอาด จรูญศักดิ์ อายุ 70 ปี ซึ่งเป็นพี่สาวของผู้เสียชีวิต เล่าว่า ขณะเกิดเหตุ มีเพื่อนบ้านไปตามที่บ้านว่า บ้านของน้องสาวพังถล่ม จึงเดินทางมาดูบริเวณที่เกิดเหตุ และพบว่า น้องสาวเสียชีวิตแล้ว เพราะถูกไม้แปของหลังคาบ้านที่พังลงมาถล่มทับที่บริเวณ ลำคอและใบหน้าจนเป็นรอยเขียวช้ำเป็นสาเหตุ ทำให้เสียชีวิตดังกล่าว

บ้านพังทับ – เจ้าหน้าที่ช่วยเหลือน.ส.อักษร ครุฑศรี อายุ 67 ปี ผู้ป่วยติดเตียง ถูกบ้านพักในต.หัวดัง อ.เมือง จ.พิจิตร พังถล่มลงมาทับเสียชีวิต หลังจากฝนตกหนักติดต่อกัน หลายวัน ทำให้ดินอ่อนทรุดตัวเสาคอนกรีตรองรับตัวบ้านไม่ไหวพังลงมา เมื่อวันที่ 19 ก.ย.
ผู้ว่าฯพิจิตรสั่งพร้อมอพยพ
ต่อมา นายพยนต์ อัศวพิชยนต์ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร ลงพื้นที่ตรวจสอบหลังได้รับรายงานเหตุจากนายรณรงค์ สิทธิเขตกรณ์ นายอำเภอเมือง โดยได้สั่งการให้นายอำเภอ และส่วนที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ติดตามสถานการณ์ ในพื้นที่อย่างใกล้ชิด แจ้งเตือนให้ผู้ที่พักอาศัยในจุดเสี่ยงภัยทราบ และระวังป้องกันชีวิตและทรัพย์สิน หากเห็นว่าจำเป็นต้องอพยพเคลื่อนย้าย ให้ทางอำเภอได้ดำเนินการตามแผนโดยเร็ว พร้อมให้รายงานปริมาณน้ำฝน ระดับน้ำในจุดวัด ในแม่น้ำสายหลัก เพื่อเตรียมการเฝ้าระวัง และแจ้งเตือนอย่างต่อเนื่อง
ด้านนายมนูญ ดิษเสถียร รองนายกเทศมนตรี ตำบลหัวดง เผยว่า บ้านหลังที่เกิดเหตุดังกล่าวมีการก่อสร้างมามากว่า 50 ปี เดิมใช้เป็นชมรมลูกเสือชาวบ้านและที่พักสายตรวจเก่า โดยปัจจุบันเปิดเป็นที่พักอาศัยสำหรับคนที่ไม่มี ที่อยู่มาพักอาศัย และก่อนเกิดเหตุบ้านหลังนี้ไม่แข็งแรงค่อนข้างโอนเอนอยู่แล้ว ประกอบกับความสูงที่สูงจากพื้นดินค่อนข้างมาก
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า น้ำจากเทือกเขาเพชรบูรณ์ และน้ำฝนที่ตกในจ.พิจิตร ยังคงไหลเข้าเติม ระดับน้ำที่ท่วมขังในชุมตลาดใต้ เขตเทศบาลตำบลทับคล้อ อ.ทับคล้อ จ.พิจิตร เป็นชุมชนบ้านเรือนที่ปลูกติดกัน 100 หลังคาเรือน ระดับ น้ำท่วม 40-50 ซ.ม. ขึ้นจากเดิม 5- 10 ซ.ม. บางจุด ท่วมสูงถึง 1 เมตร ชาวบ้านต้องเร่งเก็บข้าวของหนีน้ำไว้บนที่สูง รวมถึงต้องเดินลุยน้ำเข้าออกในชุมชน และบริเวณบ้าน ส่วนถนนสายหลักทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 113 บริเวณเทศบาลตำบลทับคล้อ มีน้ำท่วมผิว การจราจร 1 ช่อง ทางเจ้าหน้าที่ทางหลวงดำเนินการติดป้ายแจ้งเตือนการใช้รถใช้ถนน
เขื่อนระบายเพิ่ม-อุดรสั่งอพยพ
ที่จ.อุดรธานี หลังเขื่อนห้วยหลวงปล่อยน้ำออกจากตัวเขื่อนอย่างต่อเนื่อง จากฝนตกหนักติดต่อกันหลายวัน ทำให้มวลน้ำมหาศาลไหลท่วมไร่นา ต้นข้าว และบ้านเรือนประชาชน ที่อยู่ใต้เขื่อนเป็นวงกว้าง โดยวันเดียวกันทางสำนักงานโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษา ห้วยหลวงได้ออกประกาศให้ประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ำ ที่ติดกับลำห้วยหลวงและลำห้วย สาขา ตั้งแต่ ต.โคกสะอาด, ต.เชียงยืน, ต.หมูม่น, ต.นากว้าง อ.เมือง จ.อุดรธานี อ.กุดจับ ต.กุดจับ และต.เมืองเพียง รวมถึงปากห้วยหลวงที่ อ.โพนพิสัย จ.หนองคาย เก็บของมีค่าขึ้นที่สูงโดยด่วน เพราะการระบายน้ำครั้งนี้จะทำให้น้ำในลำห้วยหลวงและลำห้วยสาขามีระดับน้ำสูงขึ้น ซึ่งอาจสร้างความเสียหายให้กับทรัพย์สิน ประชาชนที่อยู่ทั้งสองฝั่งลำห้วยได้
นายวิมล สุระเสน นายอำเภอเมือง จ.อุดรธานี เปิดเผยว่า สถานการณ์ปริมาณน้ำยังไหลท่วมพื้นที่ไร่นา บ้านเรือนประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยมวลน้ำที่ท่วมนั้นมาจากเขื่อนห้วยหลวงได้ปล่อยน้ำเพื่อระบายน้ำออกจากเขื่อน โดยหมู่บ้านที่ได้รับผลกระทบจากการสำรวจเบื้องต้นในหลายตำบลของอ.เมือง โดยเฉพาะ ต.เชียงยืน และต.นากว้าง ได้สั่งการให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้าช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัยน้ำท่วมอย่างเร่งด่วนและให้สำรวจ ความเสียหายทั้งบ้านเรือนประชาชนและพื้นที่การเกษตรรายงานให้ทางอำเภอทราบจะได้แจ้ง หน่วยเหนือให้การช่วยเหลือต่อไป
สำหรับสถานการณ์ระดับที่เขื่อนและอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ในพื้นที่จ.อุดรธานี ล่าสุดเขื่อนห้วยหลวง ความจุอ่าง 135.57 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ปัจจุบันมีปริมาณ อยู่ที่ 128.28 ล้านลบ.ม. ส่วนที่ฝายกุมภวาปี (อ่างหนองหาน) ความจุ 102.00 ระดับปัจจุบัน 105.27 ลบ.ม. ทำให้ต้องปล่อยน้ำ เพื่อระบายออกจากเขื่อนและอ่างเก็บน้ำเพื่อป้องกันเขื่อนแตก

น้ำห้วยท่วม – เขื่อนห้วยหลวงเร่งระบายน้ำลงท้ายเขื่อนทำให้น้ำหลากท่วมถนนสายบ้านหนองหลอด ต.เชียงยืน อ.กุดจับ จ.อุดรธานี รถยนต์ผ่านไปมาด้วยความยากลำบาก ขณะที่หลายพื้นที่ในภาคอีสานยังประสบภัยน้ำท่วม เมื่อวันที่ 19 ก.ย.
ช่วยตา-ยายบ้านถูกท่วมมิด
ขณะเดียวกัน เมื่อคืนที่ผ่านมา นายอัมรินทร์ ทองมี ผู้ใหญ่บ้านบ้านดงยาง หมู่ 7 ต.นากว้าง ได้พาชาวบ้านเข้าไปช่วยเหลือ ตาวี อายุ 72 ปี และยายเง็ก อายุ 70 ปี หลังจากถูกน้ำท่วมบ้านเกือบมิดคอและไหลมาเรื่อยๆ แต่คุณตาและคุณยายไม่ยอมออกจากบ้านเพราะเป็นห่วงสุนัข เจ้าหน้าที่ได้ขอร้องให้ทั้งสองคนออกมาก่อนและรับปากจะเข้ามารับสุนัขช่วยชีวิตอีกครั้งในตอนเช้า จากนั้นก็ได้พาคุณตาคุณยายไต่ไปตามเชือกท่ามกลางกระแสน้ำที่ไหลเชี่ยวกราก เพียงแค่อึดใจเดียวน้ำได้ไหลท่วมบ้านจนมิดเห็นแต่หลังคาปริ่ม เป็นการไปช่วยเหลือ ได้อย่างหวุดหวิดจากถูกน้ำท่วม
นายอัมรินทร์ ผู้ใหญ่บ้านบ้านดงยาง เปิดเผย นาทีช่วยระทึกว่าเมื่อคืนนี้น้ำจากเขื่อนห้วยหลวงไหลท่วมมาเร็วมาก ปกติบ้านคุณตา น้ำจะไม่ท่วม แต่มวลน้ำได้เอ่อท่วมสูงกว่า 2 เมตร จึงได้พาชาวบ้านเข้าไปช่วยเหลือคุณตาและคุณยายที่อยู่กันเพียง 2 คน ตอนแรก จะไม่ยอมออกมาเพราะเป็นห่วงหมา เราก็บอกจะเข้ามาเอาให้ในตอนเช้า ให้รักษาชีวิตก่อนตอนออกมาน้ำไหลเชี่ยว ต้องช่วยกันอุ้มคุณตา ไต่ตามเชือกออกมาอย่างทะลักทุเล และตอนเช้า ก็พาคุณตาเข้าไปเอาสุนัขออกมาได้อย่างปลอดภัย และชาวบ้านก็ไปขนสัตว์เลี้ยง สุกร ขนทรัพย์สิน ต่างๆ ออกมา น้ำท่วมครั้งนี้ถือว่าหนักมาก
ขณะเดียวกัน มีชาวบ้านที่บ้านบ่อน้อย ต.เชียงยืน ลอยคออยู่ในน้ำหลังน้ำท่วมบ้านจนมิดคอ โดยบอกว่าน้ำท่วมหนักไม่สามารถออกไปทำงานวิ่งแกร็บได้เลย เดือดร้อน อย่างมาก ขอเจ้าหน้าที่เข้ามาช่วยเหลือ โดยสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่จ.อุดรธานี ยังอ่วม เพราะทางเขื่อนห้วยหลวงยังคงปล่อยน้ำออกจากความจุที่อาจเกินพิกัดของอ่างทำให้เขื่อนแตกได้
ที่จ.หนองคาย ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำห้วยบังพวน อ.เมือง หนองคาย รองรับน้ำ ในปริมาณมากขึ้นจนล้นสปิลเวย์ เจ้าหน้าที่ ที่รับผิดชอบต้องระบายน้ำให้อยู่ในปริมาณ ที่เหมาะสมกับความจุของอ่างเก็บน้ำ โดยเริ่มมีน้ำท่วมพื้นที่ทางการเกษตรของชาวบ้านพื้นที่บ้วนกรวด ต.นาข่า อ.ท่าบ่อ ส่วนใหญ่ท่วมทุ่งนา เนื่องจากบริเวณดังกล่าวเป็นพื้นที่ลุ่มลักษณะเป็นแอ่งกระทะ และรองรับน้ำ ในพื้นที่ อ.ท่าบ่อ รวมถึงน้ำจากเขตรอยต่อ อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี ไหลมาสมทบ ทำให้เกิด น้ำท่วมในพื้นที่ลุ่ม
ส่วนที่จ.เลย ลำน้ำสาขาต่างๆ ได้ล้นตลิ่ง โดยเฉพาะแม่น้ำเลยไหลทะลักล้นตลิ่งเข้าท่วมพื้นที่ทางการเกษตร และบ้านเรือนหลายพื้นที่ ทั้งอ.วังสะพุง อ.เมือง และอ.เชียงคาน โดยที่บ้านนาบอน หมู่ 11 ต.ชัยพฤกษ์ ถนนกลางหมู่บ้าน กลายเป็นคลอง ระดับน้ำสูง 60 ซ.ม. ชาวบ้านยังคงเร่งเก็บของขึ้นที่สูง ซึ่งระดับน้ำเลยยังขึ้นสูงต่อเนื่อง
ขณะที่ในเขตเทศบาลเมืองเลย น้ำเลยได้ล้น ตลิ่งไหลเข้าท่วมสนามกีฬากลาง โดยเฉพาะสนามฟุตบอลน้ำไหลเข้าท่วมระดับน้ำสูง 60-90 ซ.ม. ขณะที่สวนสาธารณะก็ถูกน้ำท่วมทั้งหมดของพื้นที่ ทำให้สถานที่ราชการ ทั้งสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเลย รวมทั้งสถานที่ออกกำลังกาย หรือฟิตเนสขององค์การบริการส่วนจังหวัดเลย ได้เร่งเก็บเอกสาร ส่วนราชการ และอุปกรณ์ออกกำลังกาย ออกจากพื้นที่เนื่องด้วยระดับน้ำที่เพิ่มระดับขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่คุ้มหลังไปรษณีย์เลย ชาวบ้านกว่า 20 หลังคาเรือนก็ถูกน้ำท่วมซ้ำซาก ทำให้บางครอบครัวได้อพยพออกมานอนบนรถที่จอดอยู่ข้างถนนแทน
เร่งระบายท่วมบึงแก่นนคร
ที่จ.ขอนแก่น นายปรีดา สร้อยคำ ผอ.ส่วนป้องกันและปฏิบัติการศูนย์ ปภ.เขต 6 กล่าวภายหลังบินเฮลิคอปเตอร์สำรวจพื้นที่น้ำท่วมในอำเภอต่างๆ ว่า สภาพจริงที่เห็นจากการบินสำรวจ ทั้งน้ำตามไร่นา แหล่งน้ำขนาดเล็ก และเขื่อนอุบลรัตน์ ทำให้เบาใจได้ว่าจะมีน้ำต้นทุนเพียงพอในการใช้หน้าแล้งปีหน้า โดยเมื่อวานมีน้ำไหลเข้าเขื่อนอุบลรัตน์ 52 ล้านลบ.ม. รวมของเดิมเป็น 1,161 ล้านลบ.ม. หรือร้อยละ 47 ของความจุ แต่ทางผวจ.ขอนแก่น มีความห่วงใย โดยฝากกำชับประชาชนว่าให้เตรียมภาชนะหรือแหล่งน้ำกักเก็บไว้ใช้อย่างเพียงพอ ทั้งอุปโภค บริโภค และน้ำเพื่อการเกษตร เพื่อเตรียมการรับมือกับผลกระทบจากปรากฏการณ์เอลนิโญ ซึ่งจะกินเวลานานอีก 2 ปี
ส่วนพื้นที่เขตเมืองขอนแก่น รอยต่อเทศบาล นครขอนแก่น เทศบาลเมืองศิลา เทศบาลตำบลบ้านเป็ด และเทศบาลตำบลเมืองเก่า พบว่าสถานการณ์น้ำท่วมคลี่คลายแล้ว
ขณะที่นายธีระศักดิ์ ฑีฆายุพันธุ์ นายกเทศมนตรีนครขอนแก่น ได้ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำท่วมรอบบึงแก่นนครและปริมาณน้ำในบึงแก่นนคร โดยนำเครื่องสูบน้ำเส้นผ่าศูนย์กลาง 6 นิ้วมาติดตั้ง เพื่อเร่งสูบน้ำระบายลงสู่คลองร่องเหมืองแม้ว่าจะมีการ ยกบานประตูระบายน้ำ เพื่อเร่งระบายน้ำ
ส่วนที่หมู่บ้านกัญญารัตน์อยู่ติดกับบึง แก่นนคร มีน้ำท่วมขังภายในหมู่บ้านสูง 20-30 ซ.ม. ทำให้ผู้ที่อาศัยภายในหมู่บ้านกว่า 100 หลังคาเรือนได้รับความเดือดร้อน เทศบาลนครขอนแก่นนำเครื่องสูบน้ำมาช่วยในการสูบน้ำออกจากท่อระบายน้ำ เพื่อให้น้ำได้ลดระดับลง
เร่งดันน้ำคลองทะลักเมือง
ขณะที่ประตูระบายน้ำที่ 7 บึงทุ่งสร้าง เขตเทศบาลนครขอนแก่น สำนักงานชลประทานที่ 6 ขอนแก่น ได้นำเครื่องผลักดันน้ำมาติดตั้งเพื่อช่วยในการระบายน้ำออกสู่บึงทุ่งสร้าง หลังจากที่น้ำในคลองร่องเหมืองมีปริมาณมาก จึงได้มีการประสานสำนักงานชลประทาน ที่ขอนแก่น นำเครื่องผลักดันน้ำจำนวน 4 เครื่อง มาช่วยผลักดันน้ำ
นายธีระศักดิ์เปิดเผยว่า เมืองขอนแก่นกำลังประสบปัญหาเรื่องสถานการณ์น้ำท่วมขัง นอกจากฝนจะตกหนักติดต่อกันทุกๆ วัน แล้วทำให้น้ำไม่ใช่แค่น้ำในเขตเทศบาลนครขอนแก่นเท่านั้น ขณะนี้คลองร่องเหมือง ต้องรับมวลน้ำจากนอกเขตที่จะไหลรวมเข้ามา ซึ่งเป็นปัญหาเชิงภูมิศาสตร์ที่จะต้องไหลมารวมกัน อยู่ในเขตเทศบาลนครขอนแก่น ทำให้ปริมาณน้ำในคลองร่องเหมืองสูงมาก ส่งผลให้พื้นที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นท่อระบายน้ำที่เข้ามาเชื่อมหรือพื้นที่บึงแก่นนคร ที่ต้องเชื่อมน้ำจากคลองร่องเหมือง ทำให้เกิดปัญหาในการที่จะระบายจากตรงนั้นเคลื่อนตัวไม่ได้
นายธีระศักดิ์กล่าวว่า ขณะนี้ได้สรุปแนวทาง ในการแก้ปัญหาร่วมกันกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง คือแก้ปัญหาที่ตอนปลาย ในการเร่งผลักน้ำออกจากคลองร่องเหมืองให้ได้เร็วที่สุด ซึ่งได้ทางสำนักงานชลประทานที่ 6 ได้ให้ความร่วมมือ ติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำทำให้มีประสิทธิภาพเร็วขึ้น
ทั้งนี้ เทศบาลนครขอนแก่นขอประชาสัมพันธ์ ไปยังพี่น้องประชาชนในเขตเทศบาล หากประสบ เหตุการณ์ฉุกเฉิน ติดต่อที่ฝ่ายป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย 0-4322-1184 หรือ 199
เจ้าหน้าที่จากเทศบาลตำบลบ้านเป็ด ต้องนำป้ายห้ามรถผ่านบริเวณถนนบ้านกอก มุ่งหน้ามหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หลังระดับน้ำยังคงท่วมขังสูง 30-50 ซ.ม. เป็นระยะทางยาว 1 ก.ม. ซึ่งถูกน้ำท่วมสูง 2 ติดต่อกัน ทำให้ชาวบ้านต้องนำกระสอบทราย มาวางกั้นทางน้ำเอาไว้ที่บริเวณหน้าบ้าน เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำที่เข้าไปสร้างความเสียหาย กับทรัพย์สินภายในตัวอาคาร ขณะที่พ่อค้าแม่ค้าที่ขายอาหารอยู่สองข้างทาง ต้องหยุดร้าน อีกวัน เนื่องจากน้ำท่วมไม่สามารถเดินทาง มาซื้อขายได้ตามปกติ และน้ำได้ท่วมบริเวณร้านค้า
น้ำมูนต่ำตลิ่งแค่ 30 ซ.ม.
ด้านน.ส.พิศทยา ไชยสงคราม นายกเทศมนตรีเทศบาลนครอุบลราชธานี พร้อม เจ้าหน้าที่ปภ.ทน.อุบลราชธานี นำข้าวสารอาหารแห้ง แพมเพอร์ส นมผงและนมสด มอบให้กับชาวบ้านชุมชนวังแดง ทั้งเด็ก คนป่วยติดเตียงจำนวน 19 ครอบครัว ที่อพยพหนีน้ำท่วมมาพักอาศัยในศูนย์พักพิงชั่วคราวสวนสาธารณะห้วยม่วง หลังจากที่ชาวชุมชนได้ร้องขอความช่วยเหลือเพิ่มเติมจากเทศบาล เนื่องจากหลายครอบครัวได้อพยพหนีน้ำขึ้นมาอยู่ในศูนย์พักพิงเข้า 1 สัปดาห์ ทำให้มีอาหารและของใช้ไม่พอแก่การยังชีพ เนื่องจาก ส่วนใหญ่มีอาชีพรับจ้างรายวัน และร้อยพวงมาลัยขายตามสี่แยกไฟแดง เมื่อไม่ได้ทำงาน ทำให้ไม่มีเงินใช้จ่าย
น.ส.พิศทยากล่าวว่า ขณะนี้เปิดศูนย์พักพิงชั่วคราวในเทศบาลนครอุบลราชธานีแล้ว 2 จุด เพื่อช่วยเหลือชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากแม่น้ำมูนไหลท่วมที่พักอาศัย พร้อมขอให้ชาวชุมชนที่ได้รับการแจ้งเตือนเรื่องระดับน้ำในแต่ละวัน เพื่อเตรียมการอพยพ เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน
สำหรับระดับน้ำมูนที่สถานีวัดน้ำ M7 สะพานเสรีประชาธิปไตย อ.เมือง จ.อุบลราชธานี วันเดียวกันมีน้ำเพิ่มขึ้นอีก 13 ซ.ม. ทำให้มีน้ำสูง 6.70 เมตร และห่างจากตลิ่งเพียง 30 ซ.ม. แต่น้ำมีอัตราเพิ่มขึ้นแบบเริ่มชะลอตัวแล้ว รวมขณะนี้มีน้ำท่วม 2 อำเภอคือ อ.เมือง และอ.วารินชำราบ รวม 6 ชุมชน ต้องอพยพแล้ว 83 ครอบครัว
ส่วนที่ อ.ศีขรภูมิ จ.สุรินทร์ โดยเฉพาะ ในเขตเทศบาลตำบลศีขรภูมิ ปากทางเข้าซอยเทศบาล 1 และ 2 ติดกับเส้นทางหลวงหมายเลข 226 สุรินทร์-ศีขรภูมิ มีน้ำท่วมขังอยู่ตลอดเวลา และยังไม่มีท่าทีว่าจะลดลง ระดับน้ำสูง 20-30 ซ.ม. ทำให้น้ำเอ่อเข้าไปท่วมร้านค้าริมถนนบางแห่ง และทางเท้าของพี่น้องประชาชน ทำให้การสัญจรไปมาค่อนข้างจะลำบาก แต่รถยนต์และรถจักรยานยนต์ ยังสัญจรได้ตามปกติ
น้ำเขาพนมดงรักล้นสปิลเวย์
ขณะที่อ่างเก็บน้ำห้วยลำพอก อ.ศีขรภูมิ พบว่ายังคงมีมวลน้ำสะสมจำนวนมากไหลมาจากพื้นที่ต่างๆ โดยเฉพาะจากเทือกเขาพนมดงรัก ลงมาสมทบ ทำให้ปริมาณน้ำล้นสปิลเวย์ ขณะที่ประชาชนต้องสัญจรผ่านไปมาอย่างระมัดระวัง ก่อนที่มวลน้ำจะไหลลงไปสมทบตามเส้นทางน้ำในพื้นที่ จ.ศรีสะเกษ และ จ.อุบลราชธานี ต่อไป
นายสมชาย อังศิริลาวัลย์ ผอ.โครงการชลประทานสุรินทร์ กล่าวว่า ปริมาณที่มีน้ำท่วมขังบริเวณเส้นทางหมายเลข 226 ช่วงเขตเทศบาลตำบลศีขรภูมินั้น อาจมาจากสิ่งปฏิกูลไปอุดปิดทางเดินระบายน้ำ หรือไม่ก็วางท่อระบายน้ำ อาจเล็กไป ไม่เพียงพอกับการระบาย น้ำฝนที่ตกลงมาอย่างต่อเนื่องได้ ซึ่งปริมาณน้ำที่ฝนตกลงมาบริเวณพื้นที่ดังกล่าว ทางชลประทานได้สำรวจที่อ่างเก็บน้ำห้วยลำพอก ปริมาณน้ำยังไม่มีท่าทีว่าจะสูงขึ้นไปมากกว่านี้ และรถยังคงวิ่งสัญจรไปมาได้อย่างสะดวก ไม่เหมือนกับปีที่ผ่านมา ที่มีปริมาณน้ำ ค่อนข้างสูง ปีนี้สูงเพียงร้อยละ 20 เท่านั้น ซึ่งไม่มีผลกระทบกับปริมาณน้ำที่จะท่วมเอ่อมาถึงเทศบาล
ด้านนายทวีทรัพย์ โล้เจริญรัตน์ นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลศีขรภูมิ เปิดเผยว่า ทางเทศบาลเองได้นำรถแบ๊กโฮ ลงขุดลอกตามคลองและกวาดสิ่งปฏิกูลจำพวกผักตบชวา และสิ่งกีดขวางออกจากทางน้ำไหลและปากท่อ ในพื้นที่ปากทางเข้าเขตเทศบาล พร้อมกับ นำกรวยมาตั้งเอาไว้ให้กับประชาชนที่สัญจรไปมาได้ระมัดระวัง และเดินทางอย่างสะดวกและปลอดภัยให้กับผู้ที่ใช้รถใช้ถนน
23 เขื่อนโคราชยังน้ำน้อย
ขณะที่สำนักงานชลประทานที่ 8 โดยโครงการชลประทานนครราชสีมา รายงานสภาพน้ำเก็บกักในอ่างเก็บน้ำของจังหวัดนครราชสีมาว่า ในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 4 แห่งและขนาดกลาง 23 แห่ง มีปริมาตรน้ำเก็บกักปัจจุบัน อยู่ที่ 488.38 ล้านลบ.ม. หรือร้อยละ 40.14 แต่เป็นน้ำใช้การได้เพียง 425.90 ล้านลบ.ม. หรือร้อยละ 36.90 ซึ่งเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว มีปริมาตรน้ำเก็บกักมากเกือบเท่าตัว โดยปี 2565 มีปริมาตรน้ำเก็บกัก อยู่ที่ 911.76 ล้านลบ.ม. หรือร้อยละ 74.94 และเป็นน้ำใช้การได้ 849.28 ล้านลบ.ม. หรือร้อยละ 73.58 ทั้งนี้ เป็นผลพวง มาจากปรากฏการณ์เอลนีโญ ทำให้เกิดภาวะฝน ทิ้งช่วงนาน
ส่วนอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง 23 แห่งของ จ.นครราชสีมา มี 7 แห่ง ที่มีปริมาตรน้ำเก็บกักคงเหลือไม่ถึงร้อยละ 30 ได้แก่ อ่างเก็บน้ำห้วยบ้านยาง อ.เมือง, อ่างเก็บน้ำลำสำราย อ.ปักธงชัย, อ่างเก็บน้ำห้วยซับประดู่ อ.สีคิ้ว, อ่างเก็บน้ำห้วยปราสาทใหญ่ อ.ด่านขุนทด, อ่างเก็บน้ำลำเชียงไกร ตอนล่าง อ.โนนไทย, อ่างเก็บน้ำหนองกก อ.พระทองคำ และอ่างเก็บน้ำห้วยน้ำเค็ม อ.บัวใหญ่ ซึ่งในจำนวนนี้อ่างเก็บน้ำห้วยปราสาทใหญ่ และอ่างเก็บน้ำห้วยน้ำเค็ม เหลือน้ำใช้การได้ไม่ถึงร้อยละ 10
ขณะที่อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 4 แห่ง ได้แก่ อ่างเก็บน้ำลำตะคอง อ.สีคิ้ว, อ่างเก็บน้ำ ลำพระเพลิง อ.ปักธงชัย, อ่างเก็บน้ำมูลบน อ.ครบุรี และอ่างเก็บน้ำลำแชะ อ.ครบุรี พบว่าเหลือน้ำเก็บกักเฉลี่ยทั้ง 4 แห่งอยู่ที่ 363.63 ล้านลบ.ม. หรือร้อยละ 41.07 เป็นน้ำใช้การได้ 326.19 ล้านลบ.ม. หรือร้อยละ 38.46 เท่านั้น
อีสานฝนยาวถึงกลางตค.
วันเดียวกัน ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ขณะนี้สถานการณ์น้ำค่อนข้าง น่าเป็นห่วง เพราะประเทศไทยประสบปัญหาเอลนีโญ จากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ แต่ในบางพื้นที่เช่นอีสานกับมีน้ำท่วม มีเขื่อนหลายเขื่อนหรืออ่างเก็บน้ำขนาดเล็กมีน้ำ จำนวนมาก โดยขณะนี้ปริมาณน้ำทั่วประเทศ ณ วันที่ 18 ก.ย. มีปริมาณน้ำเก็บกัก 43,584 ล้านลบ.ม. หรือร้อยละ 61 ของความจุกอ่าง น้ำ ใช้การได้ 20,047 ล้านลบ.ม. หรือร้อยละ 42 ของความจุอ่าง หรือน้ำน้อยกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน 4,601 ล้านลบ.ม. ซึ่งมีเขื่อนหลายเขื่อนในภาคอีสาน โดยเฉพาะในจ.กาฬสินธุ์และร้อยเอ็ด ที่ได้รับผลกระทบจากปริมาณน้ำมากไป จนอาจเสี่ยงกับน้ำท่วม จึงต้องลงพื้นที่ ภาคอีสานเพื่อดูแลความเดือดร้อนที่เกษตรกร และประชาชน
ต่อมา เวลา 15.00 น. ร.อ.ธรรมนัสได้ลง พื้นที่ตรวจเยี่ยมพื้นที่ประสบภัยน้ำท่วม พร้อมให้กำลังใจผู้ประสบภัย ในพื้นที่อ.น้ำพอง จ.ขอนแก่น โดยร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่า เบื้องต้น ได้สั่งการให้กรมชลประทานดูแลเรื่องของการสร้างฝายชะลอน้ำเนื่องจากลำน้ำสาขาตลอดเส้นทาง 90 ก.ม.ไม่มีฝายชะลอน้ำเพื่อกักเก็บน้ำ นอกจากนี้ยังให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดูในเรื่องของการขุดลอกแหล่งน้ำขนาดใหญ่ในพื้นที่คือหนองโอกที่มีพื้นที่เกือบ 7 พันไร่ให้มีประสิทธิภาพในการกักเก็บน้ำได้มากขึ้น
นายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชล ประทาน กล่าวว่า ขณะนี้ในภาคอีสานมีร่องมรสุมส่งผลให้เกิดฝนตกหนักต่อเนื่องยาวนาน หลายวัน และเขื่อนหลายเขื่อนมีปริมาณน้ำมาก และล่าสุดคันกั้นน้ำยังซึ่งมีต้นน้ำจากภูพาน มีความยาว 22 ก.ม. มีความจุ ลำน้ำ 400-500 ลบ.ม./วินาที และบางช่วง 180 ลบ.ม./วินาที เกิดคันกั้นน้ำทางซ้ายชำรุด หลังฝนตกหนักต่อเนื่องนานหลายวัน มีปริมาณน้ำมาก จากหลายปีก่อนคันกั้นน้ำข้างขวาชำรุดและดำเนินการซ่อมแซมเสร็จแล้ว
ขณะนี้ฝนยังคงตกต่อเนื่อง น้ำท่วมพื้นที่การเกษตรจำนวนมาก แต่ได้ได้ท่วมพื้นที่ชุมชน ต้องยอมว่าทั้งประเทศตกต่ำกว่าค่าเฉลี่ย ที่ก่อนหน้าคาดว่าจะแล้งเพราะเอลนีโญ แต่สถานการณ์แล้งกับมีฝนตกหนักบางแห่งจนกระทบต่อคันกั้นน้ำยังที่ชำรุด ยังมีปริมาณน้ำที่มาก ไม่สามารถซ่อมแซมได้ ได้สั่งการให้อบจ.ดูแลในจุดนี้ ซึ่งประชาชนและเกษตรกร ต้องคอยติดตามข้อมูลตามประกาศกรมอุตุนิยม วิทยา โดยเฉพาะจ.กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด และอำนาจเจริญ เพราะยังมีฝนอยู่ และสถานการณ์ฝนยังคงยาวไปจนกว่าจะถึงกลางเดือนต.ค. ฝนถึงจะหมดไป” นายทวีศักดิ์กล่าว