โชว์ปราศรัยเวทียูเอ็น ลั่นลดความเหลื่อมล้ำ เข้าถึงบริการสธ.ทุกที่ อ้วนเฟ้นกก.ประชามติ

จับเข่าซีอีโอผู้นำบริษัทด้านการเงินรายใหญ่ของโลก พร้อมกับอีก 8 บริษัทชั้นนำ ‘เศรษฐา’ กล่อมให้มาลงทุนในประเทศไทย พร้อมโพสต์ขยายความจากถ้อยแถลงในเวทียูเอ็น ให้คำมั่นลดความเหลื่อมล้ำจากรุ่นสู่รุ่นภายในปี 2573 รวมทั้งจัดให้คนไทยทุกคนมีหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ด้านภูมิธรรมเผยเร่งทาบทามบุคคลจากทุกภาคส่วนร่วมคณะกรรมการจัดทำประชามติไม่เกิน 30 คน คาดเสนอครม.ให้พิจารณาเห็นชอบได้ภายใน 2 สัปดาห์ ‘หมออ๋อง’ ชี้ ‘เจี๊ยบ-อมรัตน์’ ทำไม่เหมาะบุกไล่ล่าสาวเสื้อแดงผู้เห็นต่าง ราชทัณฑ์ต่อให้อีก 30 วัน ‘ทักษิณ’ นอนรักษาตัวที่ร.พ.ตำรวจต่อ เนื่องจากเพิ่งผ่าตัด

เศรษฐาพบซีอีโอแบล็กร็อก
เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 19 กย. ตามเวลาท้องถิ่นนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา (สหรัฐช้ากว่าไทย 11 ชั่วโมง) นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง พบกับนายลาร์รี ฟิงก์ (Mr.Larry Fink) ซีอีโอกลุ่มบริษัท Black Rock บริษัทผู้นำการบริหารการเงินและการลงทุนของโลก เพื่อศึกษาแนวทางในการลงทุนในประเทศไทย ทั้งในภาคการลงทุนขนาดเล็ก ขนาดกลางและขนาดใหญ่ โดยเฉพาะการสนับสนุนธุรกิจที่เกี่ยวกับ Clean Energy เพื่อขยายฐานการลงทุนและการผลิตในประเทศไทย นอกจากนี้ ยังให้ความสนใจลงทุนในหุ้นกู้ส่งเสริมความยั่งยืน (Sustainability-Linked Bond) ที่จะออกโดยรัฐบาลไทย ซึ่งบริษัทมีแนวโน้มลุงทุนในบริษัทในประเทศไทยเร็วๆ นี้ด้วย

สำหรับ Black Rock เป็นบริษัทจัดการลงทุนที่ใหญ่เป็นอันดับ 1 ของโลก มีสินทรัพย์ภายใต้การจัดการสิ้นไตรมาส 2 ปี 2023 อยู่ที่ 9.43 ล้านล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ โดยมีหลายๆ กองทุนใหญ่ๆ ของไทยเช่น ประกันสังคม และกบข. ได้ลงทุนผ่านการซื้อหน่วย Exchange Traded Fund (ETF) ของ Black Rock อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ Black Rock ให้ความสำคัญในการลงทุนด้านความยั่งยืนโดยมีแผนลงทุนในหลายประเทศทั่วโลก และสนใจจะลงทุนในหุ้นกู้ส่งเสริมความยั่งยืน ที่จะออกโดยรัฐบาลไทยในปีหน้า

โอกาสนี้ นายลาร์รี ฟิงก์กล่าวว่า เอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวมถึงไทยเป็นภูมิภาคที่มีศักยภาพสูงและจะมีการลงทุนในภูมิภาคนี้อย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ ผลของการพบปะกันครั้งนี้จะนำไปสู่การลงทุนของ Black Rock ใน Sustainability Linked Bond และการลงทุนด้านการเงินในประเทศไทยที่เป็นรูปธรรมและยั่งยืนต่อไป

โชว์โลก – นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี กล่าวถ้อยแถลงในการประชุมระดับผู้นำว่าด้วยเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนประจำปี 2023 ณ สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ นครนิวยอร์ก สหรัฐ เมื่อวันที่ 20 ก.ย. (ตามเวลาประเทศไทย)

ย้ำมุ่งมั่นยกระดับ 3 คุณภาพชีวิต
เวลา 17.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น ที่ Trusteeship Council Chamber สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ นายเศรษฐากล่าวถ้อยแถลงในการประชุมระดับผู้นำว่าด้วยเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนประจำปี ค.ศ.2023 หรือ SDG Summit 2023 ยืนยันสนับสนุนกรอบความร่วมมือพหุภาคี และสถาปัตยกรรมทางการเงินระหว่างประเทศให้เข้มแข็ง ไทยพร้อมประกาศความมุ่งมั่นระดับประเทศเพื่อขับเคลื่อน SDGs รวมถึงยกระดับคุณภาพชีวิต ดังนี้ 1. มุ่งมั่นพัฒนาที่ยั่งยืนโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ลดความยากจนภายในปี ค.ศ.2027 2. มุ่งมั่นส่งเสริมสิทธิมนุษยชนและความเท่าเทียมทางเพศ ให้ความสำคัญกับสิทธิด้านสุขภาพ 3. มุ่งมั่นรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ส่งเสริมการเข้าถึงบริการพลังงานสมัยใหม่ภายในปี ค.ศ 2030

จากนั้น นายเศรษฐาโพสต์เฟซบุ๊กถึงคำแถลงแรกดังกล่าว เพื่อยืนยันความมุ่งมั่นของไทยในการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน #SDGs 3 ข้อ อาทิ ภายในทศวรรษนี้ ตั้งใจสร้างความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่เข้มแข็ง สรรหาแหล่งเงินทุน สร้างความเสมอภาคในระบบการเงินระหว่างประเทศ การออกพันธบัตรสีเขียวช่วยระดมเงินทุนเพื่อลดก๊าซเรือนกระจก รวมถึงลดความเหลื่อมล้ำภายในปี 2573 ลดความเหลื่อมล้ำการเข้าถึงการรักษาพยาบาลให้เหลือต่ำกว่า 0.25% ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เหลือ 40% ให้เหลือ 0 ภายในปี 2608 (อ่านรายละเอียด น.7)

โพสต์กิจกรรมร่วมประชุมยูเอ็น
จากนั้น นายเศรษฐาโพสต์คลิป ภาพและข้อความในอินสตาแกรมแบบรัวๆ สะท้อนการทำงานระหว่างเข้าร่วมประชุม UNGA 78 ทั้งคลิปที่ได้พบประกับซีอีโอ Black Rock พร้อมข้อความ “พบกับ Larry Fink CEO Black Rock บริษัทจัดการลงทุนใหญ่อันดับหนึ่งของโลก ที่ให้ความสำคัญในการลงทุนด้านความยั่งยืนสนใจมาลงทุนเร็วเร็วนี้ที่ไทยครับ”

พร้อมโพสต์คลิปการเดินมาเข้าร่วมประชุม เนื่องการจราจรในนิวยอร์กค่อนข้างติดขัด ระบุข้อความ “มานิวยอร์กเจอรถติดเลยเดินมาประชุมแทน อากาศกำลังเย็นสบายเหมือนเปิดแอร์เบาเลยครับ”

ล่าสุดโพสต์คลิปวิดีโอคู่กับ พญ.พักตร์พิไล ทวีสิน ภริยา ที่สวมชุดไทยจักรีร่วมงานเลี้ยง พร้อมข้อความ “เดินทางเข้าร่วมงานเลี้ยงรับรองเพื่อเป็นเกียรติแก่หัวหน้ารัฐบาลที่เข้าร่วมประชุมและภริยาโดยประธานาธิบดีสหรัฐ โจเซฟ อาร์ ไบเดน จูเนียร์ เป็นเจ้าภาพที่ The Metropolitan Museum of Art ครับ”

โฆษกเผยคิวหารือทวิภาคีผู้นำ
ที่นครนิวยอร์ก นายชัย วัชรงค์ โฆษกสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงถึงเสียงวิจารณ์ต่อภารกิจเดินทางต่างประเทศครั้งแรกของนายเศรษฐาว่า น่าเสียดายที่ความตั้งใจของนายกฯ ที่มาปฏิบัติภารกิจครั้งแรกที่นครนิวยอร์กถูกด้อยค่าและจับผิด จนทำให้เกิดความเข้าใจผิดตลอดเวลา ยืนยันภารกิจนายกฯ มี 3 ด้านหลัก การประชุม UNGA78 มีประเด็นหลักเรื่อง เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (SDGs) ที่นายกฯ เป็นเจ้าภาพการประชุมในกรอบอาเซียน นายกฯ ยังได้แสดงวิสัยทัศน์เรื่องดังกล่าวและยังจะกล่าวถึงการเปลี่ยนแปลง สภาพภูมิอากาศของโลก ช่วงเย็น 19 ก.ย. จะเข้าร่วมงานเลี้ยงรับรองซึ่งประธานาธิบดี โจไบเดน จัดขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีกำหนดหารือทวิภาคีกับผู้นำโลก เช่น ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ นายกฯ เวียดนาม นายกฯ มาเลเซีย และเลขาธิการสหประชาชาติ UNSG รวมถึงประธาน FIFA ซึ่งนายกฯ มีเป้าหมายที่จะแสวงหาโอกาสพัฒนาทีมฟุตบอลไทยในเวทีโลก รวมถึงการจัดการแข่งขันระดับโลกในไทย สิ่งที่สำคัญที่สุดนายกฯ เน้นการพัฒนาเศรษฐกิจ และดึงการลงทุนจากต่างชาติให้ไหลเข้าไทย จากช่วง 8-9 ปีการลงทุนขนาดใหญ่แทบไม่เคยเกิดขึ้น ซึ่งนายกฯ มีกำหนดพบผู้บริหารขนาดใหญ่ 8-9 บริษัท อาทิ Black Rock

จับเข่าผู้บริหารบริษัทยักษ์ใหญ่
นายชัยกล่าวต่อว่านายกฯ ยังจะได้พบกับผู้บริหาร SpaceX, Tesla, Google, GoldMan Sachs, CitiBank, J.P.Morgan และ estee Lauder, Microsoft บริษัทเหล่านี้เมื่อรวมกันแล้วมีเม็ดเงินลงทุนนับพันล้านบาท และจะหารือกับทีมประเทศไทยเพื่อหารือสร้างโอกาสการค้าการลงทุนในไทย และพบปะชุมชนชาวไทยในสหรัฐ กิจกรรมทั้งหมด อัดแน่นเพียงเวลา 3 วันกว่าจนถึง 22.00 น. วันที่ 22 ก.ย.และกลับถึงไทย 24 ก.ย. จากกรุงเทพฯ มานิวยอร์ก เดินทางร่วม 20 ชั่วโมง เวลาไทยก็เร็วกว่านิวยอร์ก 11 ชั่วโมง เมื่อออกจากนิวยอร์กเวลา 22.00 น. 22 ก.ย. ในไทยเป็น 09.00 น.ของวันที่ 23 ก.ย. ใช้เวลาประมาณ 20 ช.ม. นายกฯ จะเดินทางถึงไทยเวลา 08.40 น.ของวันที่ 24 ก.ย. จึงไม่เข้าใจว่าทำไมจึงมีบางคนเอาเวลาไปตามจับผิด ซึ่งเป็นความเท็จทั้งหมด

ส่วนที่ไม่นำข้าราชการการเมืองมาด้วยเนื่องจากนายกฯ มีความคิดก้าวหน้า มองว่าบุคคลใดมีความสามารถทางเศรษฐกิจหากร่วมคณะจะช่วยงานได้และเป็นประโยชน์กับประเทศ บางคนเป็นคณะทำงานของนายกฯ มาแต่ต้น บางคนก็เพิ่งเข้ามา สำหรับกรณีบุตรสาวของนายกฯ ออกค่าใช้จ่ายเอง วิธีการคำนวณมีอยู่แล้ว หารเป็นค่าใช้จ่ายต่อหัว คิดเป็นเท่าไรก็จ่ายเป็นราคาเต็ม และรัฐบาลไทยก็จ่ายน้อยลง จึงขอยืนยันว่าการเดินทางมาสหรัฐเพื่อร่วมประชุมของนายกฯ ครั้งนี้ โปรแกรมแน่น และประเทศไทยได้ผลตอบแทนอย่างคุ้มค่าอย่างแน่นอน

ภูมิธรรมจ่อหย่าศึกก.เกษตรฯ
ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯ และรมว.พาณิชย์ ในฐานะกำกับดูแลกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้สัมภาษณ์ถึงปัญหาการแบ่งงานของกระทรวงเกษตรฯ ที่ยังไม่ลงตัว ว่า ได้ฟังคำให้สัมภาษณ์ของนายไชยา พรหมา รมช.เกษตรฯ รวมถึงนายอนุชา นาคาศัย รมช.เกษตรฯ แต่ยังไม่ได้ คุยกับร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรฯ จึงจะนัดหารือต่อไป เพื่อจะทราบที่มาของเรื่อง และการแบ่งงานเป็นอำนาจของรมว.ทราบว่าร.อ.ธรรมนัส ระบุจะขอดูรายละเอียดเพื่อพิจารณาว่าจะปรับเปลี่ยนอะไรหรือไม่

เมื่อถามว่าจะเกิดปัญหาการทำงานระหว่างรมว.และรมช.หรือไม่ หากไม่สามารถปรับการแบ่งงานได้ลงตัว นายภูมิธรรมกล่าวว่า ขอให้คุยกับร.อ.ธรรมนัส ก่อน เมื่อถามว่าร.อ.ธรรมนัส ยืนยันจะไม่ปรับเรื่องแบ่งงาน นายภูมิธรรมกล่าวว่า ต้องรอฟังเหตุผลจากรัฐมนตรีก่อน

ทาบทามคนร่วมกก.ประชามติ
นายภูมิธรรม ในฐานะประธานคณะกรรมการศึกษาการจัดทำประชามติเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ กล่าวถึงความคืบหน้าการตั้งคณะกรรมการศึกษาเพื่อจะทำประชามติ ว่า การทำงานเริ่มนับหนึ่งแล้ว อยู่ระหว่างทาบทามบุคคลมาร่วมเป็นคณะกรรมการ เบื้องต้นคาดว่าจะมีไม่เกิน 30 คน คณะกรรมการชุด ดังกล่าวจะไม่ใหญ่เกินไปเพื่อให้การทำงานคล่องตัว จะมีตัวแทนจากหลายภาคส่วน ตัวแทนพรรคการเมือง ตัวแทนวิชาชีพหลายกลุ่ม อาทิ ตัวแทนวิชาชีพสื่อมวลชน สภาทนายความ นักวิชาการผู้ทรงคุณวุฒิ เข้าร่วม และมีแนวคิดที่จะเชิญนายยิ่งชีพ อัชฌานาท์ ผู้จัดการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อประชาชน (ไอลอว์) และตัวแทนประชาชนกลุ่มอื่นเข้าร่วมบางคนตอบรับมาแล้ว

นายภูมิธรรมกล่าวว่า เบื้องต้นหารือกับบุคคลที่ไปทาบทามถึงจุดประสงค์การแก้ไขที่ต้องการทำให้สำเร็จ ภายใน 4 ปี คาดคณะกรรมการชุดดังกล่าวจะใช้เวลาศึกษา 3-4 เดือน เพื่อให้เกิดการทำประชามติ รายชื่อคณะกรรมการคาดว่าจะรวบรวมเสนอให้ที่ประชุมครม.เห็นชอบในสัปดาห์หน้า หากไม่ทันก็จะเสนอในสัปดาห์ถัดไป การทำงานของคณะกรรรมการที่วางกรอบไว้ 3-4 เดือน ไม่ได้ต้องการยื้อเวลา ยืนยันว่าจะเร่งทำทันที แต่มีขั้นตอนที่จะต้องเสนอเรื่องให้ กกต. และนำเข้าที่ประชุมสภาให้รับทราบ ย้ำว่าเมื่อแก้รัฐธรรมเสร็จเรียบร้อยและมี พ.ร.ป.ออกมาแล้ว คิดว่าภาพรวมการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะเสร็จได้ไม่เกิน 4 ปี ให้จบก่อนเลือกตั้งสมัยหน้า

เมื่อถามว่าหากแก้รัฐธรรมนูญเสร็จเรียบร้อยรัฐบาลจะยุบสภา หรือจะทำงานไปจนครบวาระ นายภูมิธรรมกล่าวว่า ขอดู รายละเอียดก่อน แต่จะพยายามดำเนินการให้เข้าสู่ระบบปกติเร็วที่สุด เมื่อถามหลายฝ่ายทวงถามอยากให้ยุบสภาทันทีเมื่อร่างรัฐธรรมนูญเสร็จ รองนายกฯ กล่าวว่า ขอคุยกับคณะกรรมการศึกษาฯ ที่ได้รับมอบหมายให้มาดูเรื่องนี้และจัดทำรายละเอียดก่อน พูดไปเวลานี้จะกลายเป็นความเห็นส่วนตัว

อดิศรเชื่อ-องค์ประชุมไม่ล่ม
ที่รัฐสภา นายอดิศร เพียงเกษ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานวิป รัฐบาล ให้สัมภาษณ์ถึงการประชุมวิปรัฐบาลว่า จะประชุมวิปรัฐบาลทุกวันจันทร์เวลา 13.30 น. ที่รัฐสภาเป็นหลัก แต่ไม่ปฏิเสธไปประชุมที่ทำเนียบด้วย เผื่อนายกฯ อยากเข้าร่วม

เมื่อถามว่ามั่นใจหรือไม่จัดการเรื่ององค์ประชุมไม่ให้ล่มได้ นายอดิศรกล่าวว่า เป็นหมัดเมา ไม่ว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งถือว่าเป็น บทเรียนและหน้าที่องค์ประชุมก็เป็นทุกคน การนับองค์ประชุมเป็นเรื่องธรรมดาของฝ่ายค้านที่เขาจะใช้อาวุธ วอล์กเอาต์ก็ดี เป็นอาวุธสำคัญในการต่อสู้กับรัฐบาลที่มีเสียงข้างมาก หากรัฐบาลรับผิดชอบและทุกคนมาประชุมจะไม่มีปัญหาเรื่ององค์ประชุมล่มแน่นอน

เมื่อถามว่าผู้นำฝ่ายค้านในสภาต้องมีคุณสมบัติอย่างไร นายอดิศรกล่าวว่า ยินดีที่จะมีผู้นำฝ่ายค้าน ใครก็ได้ ขออนุญาตแสดงความยินดีล่วงหน้าใครก็ได้

เมื่อถามถึงข้อกังวลต่อความรับผิดชอบของรัฐบาลต่อการตอบกระทู้ของสภา นายอดิศรกล่าวว่า เชื่อมั่นว่ารัฐมนตรีจะมาชี้แจงกระทู้ถามสด รวมถึงกระทู้ถามทั่วไปของสภา เพราะเวทีการชี้แจงในสภาเป็นจุดวัดผลงานของรัฐมนตรี ขณะที่นายเศรษฐาเชื่อว่าจะมาชี้แจงต่อสภาเช่นกัน เพราะนายเศรษฐาเคยระบุว่าอยากมาสภาเพื่อมาตอบกระทู้ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตที่สภา และตนเชื่อว่าไม่มีปัญหา

“ผมอยากเห็นความสง่างามของนายกฯ และรัฐมนตรีมาตอบกระทู้สด ไม่อยากให้มอบหมาย เพราะศักยภาพของรัฐมนตรีแสดงออกในการตอบกระทู้ ซึ่งเชื่อว่ารัฐบาลพร้อมให้ความร่วมมือ” นายอดิศรกล่าว

พร้อมหนุนอุ๊งอิ๊งเป็นหัวหน้าพท.
นายอดิศรกล่าวถึงกรณีบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคเพื่อไทยว่า มีหลายคนที่จะทำหน้าที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย และรองประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ซอฟต์เพาเวอร์แห่งชาติ ซึ่งหาก น.ส.แพทองธารมารับหน้าที่เป็นหัวหน้าพรรค เราก็จะมีความภูมิใจและสามารถนำพาพรรคไปสู่ความสำเร็จ น.ส.แพทองธาร เป็นคนรุ่นใหม่ เข้าใจสถานการณ์ทุกอย่าง

“ปกติผมเชียร์คุณอุ๊งอิ๊งออกหน้าออกตา อยู่แล้ว ถ้าจะมานั่งหัวหน้าพรรคก็เป็นเรื่องที่พวกเราชาวเพื่อไทยภูมิใจ และมั่นใจว่าจะนำพรรคเพื่อไทยไปสู่ความสำเร็จในทุกด้านได้อย่างแน่นอน โดยเฉพาะไปรับหน้าที่เป็นรองประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ซอฟต์เพาเวอร์ ก็จะเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าในการจะทำให้รายได้ของประชาชนเพิ่มขึ้นถือเป็นการเมืองอีกระดับหนึ่งของพรรคเพื่อไทย” นายอดิศรกล่าว

เมื่อถามว่าหากน.ส.แพทองธาร ไม่รับตำแหน่ง ใครควรรับตำแหน่งหัวหน้าพรรค นายอดิศรกล่าวว่า คนในพรรคมีความเหมาะสมหลายคนไม่ว่าจะเป็นนายชูศักดิ์ ศิรินิล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทยและรักษาการหัวหน้าพรรค หรือนายนพดล ปัทมะ สส.บัญชีรายชื่อ แต่หากน.ส.แพทองธารรับตำแหน่งหัวหน้าพรรคก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีที่สุด และคงไม่มีใครกล้าลงแข่งด้วย เพราะเป็นหัวหน้าพรรค ดีกว่าเป็นหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย

หมออ๋องชี้‘อมรัตน์’ผิดจ่อปลด
ที่รัฐสภา นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภา กล่าวกรณีนางอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล อดีตสส.บัญชีรายชื่อ และกก.บห.พรรคก้าวไกล โพสต์ข้อความเดินทางไปที่บ้านของผู้ใช้เฟซบุ๊ก ปีใหม่ ปีใหม่ ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนพรรคเพื่อไทย ที่สถานที่ทำงานและบ้านพัก ทำให้มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการคุกคาม ว่า เบื้องต้นยังไม่ได้พูดคุยกัน ขอยืนยันอย่างนี้ก่อนว่าจากการติดตามในหน้าข่าวและดูข้อเท็จจริงเบื้องต้น พบว่าเป็นพฤติกรรมไม่เหมาะสมจริงๆ แต่เนื่องจาก นางอมรัตน์ ไม่ได้เป็น สส.กระบวนการร้องเรียนวินัยจึงไม่มีในส่วนของสภา แต่ในส่วนของพรรคกับในส่วนของการพิจารณาทีมทำงานของรองประธานสภา จะแยกกัน เชื่อว่าพรรคก้าวไกลจะพิจารณาประเด็นนี้แน่ในเรื่องของจริยธรรม ส่วนรองประธานสภาสิ่งที่เราต้องมีก่อนคือต้องพูดคุยกับนางอมรัตน์ ซึ่งการคุยทางโทรศัพท์ไม่พอต้องคุยซึ่งหน้า ประชุมกันให้เรียบร้อยว่าข้อเท็จจริงในเรื่องนี้เป็นอย่างไร

“เรายืนยันว่าเป็นการแสดงออกที่ไม่เหมาะสม แต่เราจำเป็นต้องทราบข้อเท็จจริงอื่นๆ จากทางผู้ร้องเรียนและจากผู้ถูกกล่าวหาด้วย และเมื่อพบว่ามีการทำความผิดจริง ผมพร้อมจะเปลี่ยนแปลงตำแหน่งนางอมรัตน์ ออกจากที่ปรึกษารองประธานสภา” นายปดิพัทธ์กล่าว

‘เจ๊เจี๊ยบ’ให้ปดิพัทธ์ตัดสินใจ
ที่รัฐสภา นางอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล อดีตสส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ที่ปรึกษารองประธานสภา คนที่ 1 แถลงว่า ขออภัยที่อาจทำให้โซเชี่ยลเกิดความรู้สึกทางลบ สิ่งที่เกิดขึ้นในทางสังคมและกฎหมายยินดีน้อมรับถ้าจะมีเรื่องทางกฎหมายต่อไป ส่วนตัวจะดำเนินทางกฎหมายด้วยเช่นกัน สิ่งที่เกิดขึ้นเกิดจากอาการเหลือทนที่ถูกกระทำมายาวนาน คนที่ไม่ได้ใช้ชื่อจริงเปิดบัญชี ใช้พื้นที่ปั่นกระแสข่าวเท็จ ด่าทอ โจมตี ใส่ร้ายคนอื่นอย่างไม่มีเหตุผลตั้งแต่ 2-3 ปีก่อน ล่าสุดถึงจุดที่ทนไม่ไหวเอาภาพตนไปตัดต่อกับกำนันนก เป็นความผิดฐานนำข้อมูลเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์

นางอมรัตน์กล่าวต่อว่าส่วนตัวมองว่าการเปิดเผยข้อมูลอยู่ในกรอบที่ไม่เข้าข่ายตาม พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 หรือกฎหมายพีดีพีเอ เพราะตนไม่ได้บอกชื่อจริง เลขบัตรประชาชน ทะเบียนรถ บ้านเลขที่ และพิกัดหมู่บ้านที่ชัดเจน ก็ไปว่ากันในชั้นศาล แต่ทางสังคมนั้นตนถูกกระทำจนทนไม่ได้ หากมองว่าผิดพลาดก็ยอมรับได้ สังคมจะตัดสินอย่างไรก็น้อมรับ ส่วนตนจะออกจากที่ปรึกษารองประธานสภาหรือไม่ ขึ้นอยู่กับคนแต่งตั้ง รับได้ทั้งนั้น อยู่ที่ไหนก็ทำงานได้

ศาลให้ส่งหลักฐานศักดิ์สยาม
วันเดียวกัน สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ออกเอกสารข่าวเผยแพร่ผลการประชุมกรณีตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ รับคำร้องที่ประธานสภาขอให้วินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 ว่าความเป็นรัฐมนตรีของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 วรรคหนึ่ง (5) ประกอบมาตรา 187 หรือไม่ไว้พิจารณา และมีคำสั่งให้นายศักดิ์สยาม ผู้ถูกร้องหยุดปฏิบัติหน้าที่รัฐมนตรีตั้งแต่ 3 มี.ค.2566 จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยนั้น

ศาลรัฐธรรมนูญ อภิปรายเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยแล้วเห็นว่า เพื่อประโยชน์แห่งการพิจารณา ให้บุคคลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำคำชี้แจงและจัดส่งพยานหลักฐานต่อศาลรัฐธรรมนูญ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คำร้องดังกล่าว สส.พรรคร่วมฝ่ายค้าน 54 คน ได้ยื่นคำร้องต่อประธานสภาว่านายศักดิ์สยาม ยังคงไว้ซึ่งหุ้นส่วนและเป็นผู้ถือหุ้นและเจ้าของห้างหุ้นส่วนจำกัดบุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ทำให้เข้าไปเกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการหุ้นหรือกิจการของห้างหุ้นส่วนเป็นการกระทำต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญมาตรา 187 ประกอบ พ.ร.บ.การจัดการหุ้นส่วนและหุ้นของรัฐมนตรี 2543 มาตรา 4(1) เป็นเหตุให้ความเป็นรัฐมนตรี สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 วรรคหนึ่ง (5) หรือไม่

รัฐสภาจังหวัด – นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภา แถลงชี้แจงการผลักดันให้มีการจัดตั้งรัฐสภาจังหวัด เพื่อประโยชน์ในการช่วยเหลือประชาชน และสะดวกต่อการเสนอกฎหมายต่างๆ ไม่ใช่การถลุงงบประมาณอย่างที่มีการกล่าวหา เมื่อวันที่ 20 ก.ย. ที่รัฐสภา

พิเชษฐ์เล็งฟื้นรัฐสภาจังหวัด
ผู้สื่อข่าวรายงาน จากกรณีนายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 แถลงหลังรับตำแหน่งระบุ ครั้งนี้สภาต้องฟื้นคืนชีพให้มีศักดิ์ศรี สำนักงานสภา ผู้แทนฯ ที่อยู่ต่างจังหวัด ปัจจุบันมีอยู่ 5 แห่ง จะพยายามรื้อฟื้นและขยายให้ครอบคลุมจังหวัดต่างๆ ได้มากขึ้นนั้น

แหล่งข่าวจากรัฐสภาเผย นายพิเชษฐ์ เสนอแนวคิดดังกล่าวต่อนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รองนายกฯ เพื่อให้ตั้งรัฐสภาจังหวัดขึ้นทั้ง 77 จังหวัด ช่วงแรกเป็นการเช่าอาคารสถานที่ ใช้งบประมาณจังหวัดละ 80,000 บาทต่อเดือน จากนั้นภายใน 2 ปีจะสร้างอาคารรัฐสภา และต้องว่าจ้างบุคลากรจำนวนหนึ่งในการดำเนินการ โดยให้เหตุผลจะได้เป็นที่นั่งทำงานของผู้ช่วย สส.แต่ละจังหวัด และเป็นสถานที่รับเรื่องราวร้องทุกข์ของประชาชน

การเสนอของนายพิเชษฐ์ ถูก สส.บางส่วนคัดค้าน เพราะเห็นว่ามหาดไทยก็ตั้งศูนย์ดำรงธรรมจังหวัด การรับร้องเรื่องราวร้องทุกข์หรือส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางการเมืองก็จะไปซ้อนกับหน่วยงานอื่นๆ รวมถึงงบจ้างข้าราชการซี 8 ขึ้นไปเพื่อส่งไปประจำแต่ละจังหวัด ถ้า สส.มี สว.ก็ต้องมี อย่างน้อย 20 คนต่อจังหวัด สิ่งที่ตามมาคือบ้านพักข้าราชการต้องสร้างอีก อย่างต่ำใช้งบเป็นหมื่นล้านบาท และตั้งข้อสังเกตถึงงบค่าก่อสร้างอาคารรัฐสภาประจำจังหวัด เป็นเหตุผลที่นายพิเชษฐ์ต้องการดำเนินการโครงการนี้หรือไม่ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภา คงต้องชี้แจงกรณีนี้

เผยพรเพชรยุบทิ้ง-อ้างไม่คุ้มค่า
ทั้งนี้ ความพยายามเปิดสำนักงานรัฐสภาประจำจังหวัดมีมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2556 ซึ่งนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา ได้เปิดโครงการรัฐสภาประจำจังหวัด 24 แห่ง เริ่มที่จ.พระนครศรีอยุธยา 1 ใน 6 จังหวัดนำร่องที่มี ขอนแก่น ชลบุรี เชียงราย อยุธยา สุราษฎร์ธานี และอุบลราชธานี ก่อนที่ปี 2557 นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. ขณะนั้น ในฐานะประธานคณะกรรมการข้าราชการฝ่ายรัฐสภามีมติให้ยุบทั้ง 6 แห่ง เพราะไม่ผ่านการประเมินและไม่คุ้มค่ากับงบและการปฏิบัติงานของบุคลากร ซึ่งยอดค่าใช้จ่ายงบรัฐสภาจังหวัดทั้ง 6 แห่ง 1 ก.ค. 2556-14 ส.ค. 2557 พบว่าสูงถึง 50.3 ล้านบาท

ที่รัฐสภา นายคัมภีร์ ดิษฐากรณ์ โฆษกประธานสภา กล่าวกรณีแนวคิดฟื้นรัฐสภาจังหวัดว่า นายพิเชษฐ์ เสนอแนวคิดดังกล่าวต่อนายวันมูหะมัดนอร์ ในฐานะประธานรัฐสภา ลงนามแต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อศึกษาความเป็นไปได้และดูปัญหาอุปสรรคต่างๆ เท่านั้น ต้องรอผลการศึกษา

เมื่อถามว่าการท้วงติงถึงความเหมาะสมด้านงบประมาณและความซ้ำซ้อนของศูนย์ดำรงธรรมประจำจังหวัด จะนำข้อมูลมาพิจารณาหรือไม่นั้น นายคัมภีร์กล่าวว่า เชื่อว่าท่านจะหาข้อมูลต่างๆ ให้เพียบพร้อมรอบด้านก่อน เมื่อเสนอมาก็จะต้องมีคำตอบให้ประธานรัฐสภาถึงข้อดีข้อเสีย ต้องใช้งบเท่าไร ส่วนจำนวนของข้าราชการจะเพียงพอหรือไม่นั้นก็จะเป็นเรื่องที่ต้องนำมาพิจารณาด้วย และเชื่อว่าท่านคงศึกษามารอบคอบแล้ว ถึงได้เสนอตั้งคณะกรรมการขึ้นมา

รองปธ.สภาแจง-เพิ่งประชุม
ต่อมา นายพิเชษฐ์แถลงกรณีกล่าวหาเสนอจัดตั้งรัฐสภาจังหวัด ว่า วันนี้เป็นการประชุมนัดแรกเพื่อฟื้นการจัดตั้งรัฐสภาจังหวัด ยังไม่ไปถึงไหน ยังไม่มีเรื่องของงบประมาณ ดังนั้นที่ออกมาว่าตนจะผลาญ งบและเตรียมคอร์รัปชั่นไม่เป็นความจริง การจัดตั้งรัฐสภาจังหวัดสมัยนายสมศักดิ์ เริ่มไว้ 6 จังหวัด ครั้งนั้นไม่มีการทุจริตหรือคอร์รัปชั่น แต่เกิดการปฏิวัติเมื่อปี 2549 และสนช.ประเมินและให้ยุติลง

นายพิเชษฐ์กล่าวต่อว่าสส.หลายคนที่ไม่เห็นด้วย เพราะมองว่าจะเป็นการผลาญงบครั้งใหญ่นั้น ฝ่ายนิติบัญญัติเตรียมขยับขยายที่จะตอบสนองต่อประชาชนมากขึ้น หลังถูกรัฐประหารไป 2 ครั้ง เราจึงเริ่มต้นที่จะทำให้ฝ่ายนิติบัญญัติเป็นประชาธิปไตยมากยิ่งขึ้น ตอนนี้ยังไม่ได้กำหนดว่าจะใช้งบเท่าไรเพราะเป็นการประชุมครั้งแรก หากจะกำหนดก็จะใช้เกณฑ์เดิมใน 6 แห่งที่เคยทำไว้ และไม่ซ้ำซ้อนกับศูนย์ดำรงธรรมแน่นอน ศูนย์ดำรงธรรมเป็นการรับเรื่องร้องเรียนฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติของรัฐสภาก็เป็นส่วนหนึ่ง ซึ่งเราตรวจสอบฝ่ายบริหารด้วยซ้ำ

สภาโปร่งใส – นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 แถลงชี้แจงข้อครหาการเดินทางไปดูงานที่สาธารณรัฐสิงคโปร์ รวมทั้งการที่ยินยอมถูกขับแล้วย้ายไปสังกัดพรรคเป็นธรรม เพื่อรักษาเก้าอี้และเปิดทางให้หัวหน้าพรรคก้าวไกลเป็นผู้นำฝ่ายค้าน ที่รัฐสภา เมื่อวันที่ 20 ก.ย.

หมออ๋องแจงทริปทัวร์สิงคโปร์
เมื่อวันที่ 20 ก.ย. ที่รัฐสภา นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภา แถลงรายละเอียดของการเดินทางเยือนสาธารณรัฐสิงคโปร์ ระหว่าง 21-24 ก.ย. ใช้งบ 1.3 ล้านบาท โดยมีสส.ก้าวไกล 5 คนร่วมคณะด้วยว่า การเตรียมโครงการดังกล่าวเป็นไปตามแผนงานของคณะกรรมการขับเคลื่อนรัฐสภาโปร่งใสและสมรรถนะสูง ส่วนงบที่ตั้งไว้เป็นไปตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเดินทางของรองประธานสภาคนที่ 1 ที่หลายฝ่ายกังวลตั้งไว้สูงเกินไปนั้น เป็นเพียงการตั้งงบที่ยังไม่เกิดการใช้จ่ายจริง จึงตั้งไว้ตามสิทธิที่ระเบียบกำหนด

ขณะนี้มีค่าใช้จ่ายจริงที่เกิดขึ้นที่เปิดเผยได้คือ ค่าตั๋วเครื่องบินจากที่ตั้งงบ 52,000 บาท จ่ายจริง 28,000 บาท ค่าโรงแรมจากที่ตั้งไว้ 12,000 บาท จองได้ 9,000 บาท ที่เหลือจะส่งคืนคลัง ส่วนการเลี้ยงรับรองต้องทำให้สมเกียรติกับประเทศไทย เพราะคณะที่เดินทางทำหน้าที่เป็นทูตของสภา การตั้งงบรับรองที่มองว่ามากโดยไปเพราะตั้งโดยไม่ทราบโปรแกรมละเอียด แต่เมื่อทราบรายละเอียดเช่นมื้อกลางวันสถานทูตจัดเลี้ยงจะจ่ายไม่เต็ม ส่วนงบรับรองและการดูแล เช่น นักศึกษาไทยในสิงคโปร์ จะเป็นอาหารว่างและมื้ออาหารที่ทานร่วมกันซึ่งพร้อมแสดงใบเสร็จ และนอกจากดูงานด้านสิ่งแวดล้อม รวมถึงกฎหมายที่บังคับใช้เพื่อแก้ฝุ่นพีเอ็ม 2.5 แล้วจะดูพิพิธภัณฑ์ด้วย เพื่อนำมาปรับใช้กับพิพิธภัณฑ์ของรัฐสภาเพื่อส่งเสริมประชาธิปไตย

ส่วนรายชื่อผู้ร่วมเดินทางที่พบว่าส่วนใหญ่เป็น สส.ก้าวไกลนั้น เป็นผู้ที่มีความเหมาะสมและสนใจต่อการนำองค์ความรู้มาพัฒนาสภา คือ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ และนายวรภพ วิริยะโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ และเชิญไปยังพรรคเพื่อไทย และพรรคภูมิใจไทย มีเพียง นายศรัณย์ ทิมสุวรรณ สส.เลย พรรคเพื่อไทย ยืนยันการไปดูงานครั้งนี้ไม่ได้ไปเที่ยว สิงคโปร์ไม่ใช่ทัวริสต์ เดสติเนชั่น แต่คำนึงถึงผลลัพธ์ของการไปดูงานที่มีผลสัมฤทธิ์ และหลังจากกลับมาแล้วจะนำรายงานเสนอไปยังรัฐบาล ภาคประชาชน และสภา

ส่วนในเอกสารโครงการพบว่าอนุมัติให้มีผู้ติดตามคณะด้วยนั้น คณะเดินทางมีเพียง นายไกลก้อง ไวทยการ อดีตกมธ.กิจการสภา ซึ่งเป็นผู้ที่ศึกษาโดยตรงกับเรื่อง Smart Parliamment และออกค่าใช้จ่ายเอง และหากจะมีการนำคู่สมรส หรือเพื่อนเดินทางไปด้วย ต้องออกค่าใช้จ่ายเองทั้งหมดและต้องไม่กระทบแผนงานดูงาน

ให้‘ทักษิณ’นอนรพ.ตำรวจต่อ
เมื่อวันที่ 20 ก.ย. กรมราชทัณฑ์ชี้แจงประเด็นที่สื่อให้ความสนใจกรณีนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ที่อยู่ในความควบคุมของเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ซึ่งรับตัวไว้เมื่อ 22 ส.ค. และต่อมามีอาการป่วยฉุกเฉินต้องส่งตัวออกรักษาพยาบาลที่ ร.พ.ตำรวจ ในคืนดังกล่าว โดยจะครบระยะเวลา 30 วัน ที่ส่งตัวออกไปรักษาพยาบาลภายนอก ในวันที่ 21 ก.ย.

กรมราชทัณฑ์เผยว่า ตามกฎกระทรวงว่าด้วยการส่งตัวผู้ต้องขังไปรักษาตัวนอกเรือนจำ พ.ศ.2563 กำหนดไว้ว่า กรณีผู้ต้องขังพักรักษาตัวนอกเรือนจำเกินกว่า 30 วัน ให้มีหนังสือขอความเห็นชอบจากอธิบดีพร้อมความเห็นของแพทย์ที่ทำการรักษาผู้ป่วยและหลักฐานที่เกี่ยวข้อง

กรมราชทัณฑ์ได้รับหนังสือจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร รายงานความเห็นแพทย์ของร.พ.ตำรวจ ระบุเหตุผลความจำเป็นของนายทักษิณ ที่จำเป็นต้องรักษาตัวเกิน 30 วัน เนื่องจากการรักษายังไม่สิ้นสุดเพราะได้เข้ารับการผ่าตัด และยังคงต้องรักษาตัวอยู่ต่อที่ร.พ.ตำรวจ

ทั้งนี้ ในห้วงระยะเวลาปี งบประมาณ พ.ศ.2566 กรมราชทัณฑ์มีสถิติผู้ต้องขังรักษาตัวนอกเรือนจำเกินกว่า 30 วัน จากเรือนจำและทัณฑสถานทั่วประเทศกว่า 140 ราย ในเดือนนี้มีสถิติ 14 ราย ที่เสนอมายังกรมราชทัณฑ์ รวมกรณีนายทักษิณด้วย และกรมราชทัณฑ์เห็นชอบตามความเห็นของแพทย์ที่รักษาเสนอมา

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน