ท้าแกะเทปคำสัมภาษณ์ สุดปลื้มได้ร่วมสั่นระฆังเปิดตลาดหุ้นนิวยอร์ก ‘ชัยธวัช’นั่งหน.ก้าวไกล อภิชาติเลขา-ไอติมโฆษก
‘เศรษฐา’แจงชัดๆ ไม่เคยให้สัมภาษณ์จะตั้ง‘ทักษิณ’เป็นที่ปรึกษา แต่พร้อมขอคำปรึกษาอดีตนายกฯ ทุกคน ได้คุยประยุทธ์-อานันท์ สมชายแล้ว ส่งท้ายประชุมยูเอ็นก่อนกลับถึงไทยเช้านี้ สั่นนระฆังเปิดตลาดหุ้นนิวยอร์ก โชว์ถ้อยแถลงในการอภิปรายทั่วไป UNGA78 ยันหนุนสันติภาพโลก สิทธิมนุษยชน ‘ชัยธวัช’ ผงาดหัวหน้าพรรคก้าวไกล ตั้ง‘พิธา’เป็นประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรค ส่วน‘อภิชาติ’ นั่งเลขาฯ ‘ไอติม’โฆษกพรรค ‘พิธา’ปัดเป็น นายกฯเงา หลังเข้าหารือกับทูตสหรัฐ-ทูตจีน ‘ภูมิธรรม’จ่อเคาะ 30 อรหันต์แก้รธน. ชูฉบับปี 40 เป็นตัวตั้ง

กลับไทย – นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ยกมือไหว้ผู้มาส่ง ก่อนเดินทางกลับประเทศไทยหลังเสร็จสิ้นภารกิจร่วมประชุมสมัชชาสหประชาชาติ ที่มหานครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 23 ก.ย.
‘นิด’สั่นระฆังNYSE-ก่อนกลับไทย
เมื่อวันที่ 23 ก.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง พร้อมคณะ เดินทางออกจากท่าอากาศยานนานาชาติ จอห์น เอฟ. เคนเนดี นครนิวยอร์ก ในวันที่ 22 ก.ย. ตามเวลาท้องถิ่นสหรัฐ หลังเสร็จสิ้นการประชุมสมัชชาสหประชาชาติสมัยสามัญ (UNGA) ครั้งที่ 78 โดยจะเดินทางถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ประเทศไทย ในเวลา 08.40 น. วันที่ 24 ก.ย. จากนั้นวันที่ 25 ก.ย. นายเศรษฐามีภารกิจเป็นประธาน การประชุมคณะหัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวงหรือเทียบเท่า ครั้งที่ 1/2566 ที่ ตึกสันติไมตรี (หลังนอก) ทำเนียบรัฐบาล
ก่อนหน้านี้ เวลา 08.30 น. วันที่ 22 ก.ย. ตามเวลาท้องถิ่นสหรัฐ ที่ตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (NewYork Stock Exchange : NYSE) นายเศรษฐาพบหารือกับนายจอห์น ทัตเทิล รองประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก ซึ่งทั้งสองฝ่ายเชื่อมั่นว่าตลาดทุน ตลาดการเงินสหรัฐ จะเป็นโอกาสให้คนไทยและธุรกิจไทยที่มีศักยภาพ ซึ่งนายกฯ พร้อมทำงาน ผลักดันธุรกิจไทยที่มีศักยภาพ เพิ่มโอกาสให้เข้าถึงตลาดเงินทุน และขยายธุรกิจได้
นายเศรษฐากล่าวขอบคุณตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก ถือเป็นสถานที่ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจโลก ยืนยันประเทศไทยพร้อมร่วมมือกับนานาประเทศ พร้อมดำเนินความร่วมมือด้านธุรกิจ
ขณะที่นายทัตเทิลกล่าวชื่นชมนโยบาย และเสถียรภาพของประเทศ รวมทั้งนักธุรกิจไทย เชื่อมั่นภายใต้การทำงานของนายกฯ และรัฐบาลไทย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นภูมิภาคที่น่าสนใจในตอนนี้ ประกอบกับรัฐบาลไทยเพิ่งจะจัดตั้งได้อย่างมีเสถียรภาพ ทำให้ประเทศไทยน่าสนใจมากยิ่งขึ้น และ ชื่นชมหลายๆ บริษัทไทย ที่ให้ความสำคัญ กับการดำเนินธุรกิจอย่างสร้างสรรค์ ทั้งการพัฒนาอย่างยั่งยืน และมีมุมมองที่เกี่ยวข้อง กับตลาดการเงินสีเขียว
ในตอนท้ายก่อนเดินทางออกจากตลาด หลักทรัพย์นิวยอร์ก ในช่วงเวลา 09.29 น. นายเศรษฐาและนายทัตเทิลได้ร่วมกันสั่นระฆัง (Opening Bell) เพื่อเปิดทำการซื้อขายหุ้นประจำวัน โดยนายเศรษฐา เป็นนายกฯ จากประเทศไทยคนที่ 2 ที่มา Opening Bell ที่ตลาดหุ้นนิวยอร์ก คนแรกคือนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมัยดำรงตำแหน่งนายกฯ เมื่อปี 2552

กลับไทย – นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี กล่าวถ้อยแถลงในการอภิปรายทั่วไป การประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 78 ที่มหานครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 23 ก.ย.
ขึ้นเวทีUNGA78-หนุนสันติภาพโลก
เวลา 12.00 น. วันที่ 22 ก.ย. ตามเวลาท้องถิ่นสหรัฐ ที่โถงประชุมสมัชชาสหประชาชาติ ชั้น 2 สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ นครนิวยอร์ก นายเศรษฐากล่าวถ้อยแถลงในการอภิปรายทั่วไป การประชุมสมัชชาสห ประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 78 ในหัวข้อ Rebuilding trust and reigniting global solidarity : Accelerating Action on the 2030 Agenda and its Sustainable Development Goals towards peace, prosperity, progress and sustainability for all ซึ่งประเทศไทยให้ความสำคัญเรื่องสันติภาพ มนุษย์ และการพัฒนาที่ยั่งยืนของโลก เพื่ออนาคตร่วมกัน
นายเศรษฐากล่าวยืนยันถึงบทบาทของไทยในเวทีโลก ซึ่งขณะนี้มีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตย และกำลังเดินหน้าเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับรัฐธรรมนูญและค่านิยมที่เป็นประชาธิปไตย รวมถึงส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน โดยรัฐบาลมีความมุ่งมั่นที่จะดำเนินบทบาทนำอย่างสร้างสรรค์ร่วมกับพันธมิตรและประชาคมระหว่างประเทศ เพื่อให้เกิดผลประโยชน์และความเจริญรุ่งเรืองแก่ประชาชน ผ่านการส่งเสริมความร่วมมือทางการค้า การลงทุน การเจรจากรอบความร่วมมือทางการค้าระหว่างประเทศ (เอฟทีเอ) และไทยพร้อมรับมือกับความท้าทายในระดับโลก ทั้งการเสริมสร้างสันติภาพอย่างยั่งยืน การส่งเสริมสิทธิมนุษยชน การแก้ไขผลกระทบ สิ่งแวดล้อมของโลก และการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือในระดับพหุภาคีจากประชาคมระหว่างประเทศ
ขอชื่นชมความมุ่งมั่นของสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ในเรื่องวาระใหม่เพื่อสันติภาพ ซึ่งรัฐบาลเชื่อว่าจะเป็นแนวทางสำคัญในการฟื้นฟูความร่วมมือระดับพหุภาคี และส่งเสริมบทบาทของสหประชาชาติในการเสริมสร้างสันติภาพให้กับโลก ขอให้ทุกฝ่ายวางรากฐานที่เข้มแข็งให้กับประชาชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมสร้างความเจริญรุ่งเรืองให้แก่ประชาชน ผ่านกรอบความร่วมมือพหุภาคีที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งต้องครอบคลุม ยืดหยุ่น และมุ่งเน้นที่ผลลัพธ์ โดยไทยมีความมุ่งมั่นเดินหน้าขับเคลื่อนความร่วมมือกับนานาประเทศ บนพื้นฐานของความไว้เนื้อเชื่อใจ ความเข้าใจ และความเคารพซึ่งกันและกัน ในการเผชิญหน้ากับความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงไปเพื่อคงไว้ซึ่งสันติภาพโลก
ส่งเสริมสิทธิมนุษยชน-พัฒนายั่งยืน
นายเศรษฐากล่าวว่า เรื่องการส่งเสริมสิทธิมนุษยชน รัฐบาลให้ความสำคัญต่อการเคารพต่อสิทธิมนุษยชน ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และสิทธิเสรีภาพ โดยดำเนินการเสริมสร้างความเท่าเทียมและความยุติธรรมให้กับประชาชนกลุ่มเปราะบางและคนชายขอบ ผ่านการสร้างความเข้มแข็งให้กฎหมายและเพิ่มความโปร่งใสในรัฐบาล และมุ่งมั่นบังคับใช้กฎหมายอย่างยุติธรรม ครอบคลุม และเสมอภาคกับทุกคน ประเทศไทยในฐานะผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (Human Rights Council : HRC) วาระปี ค.ศ.2025-2027 แสดงความมุ่งมั่นที่จะร่วมส่งเสริมสิทธิมนุษยชนทั้งในประเทศและทั่วโลก ตลอดจนส่งเสริมการทำงานของ HRC ให้มีประสิทธิภาพ สอดรับกับความท้าทาย และสร้างผลลัพธ์เชิงบวกให้กับประชาคมโลก
ไทยยืนยันเจตนารมณ์ในการร่วมมือกับประชาคมระหว่างประเทศในการเดินหน้าไปสู่เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน แม้ว่าปัจจุบันการดำเนินการจะสำเร็จเพียง 12% แต่เชื่อมั่นว่ากำลังเดินมาถูกทาง ทุกฝ่ายต้องร่วมกัน ผลักดันการปฏิบัติตามวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน ค.ศ.2030 ให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม ซึ่งรัฐบาลไทยวางแผนที่จะออกนโยบายกระตุ้นการจ้างงานและสนับสนุนเงินทุนแก่ครอบครัวที่มีรายได้ต่ำและประชาชนในกลุ่มเปราะบาง นอกจากนี้ ที่ผ่านมายังมุ่งเน้นการพัฒนาที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลางและการเติบโตที่ยั่งยืนด้วยหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และนโยบายเศรษฐกิจ BCG ซึ่งส่งเสริมการเติบโตเศรษฐกิจโดยใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีควบคู่กับการรักษาสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับคำกล่าวของเลขาธิการสหประชาชาติในการเตรียมรับมือการเข้าสู่ยุคโลกเดือด
นอกจากนี้ยังสนับสนุนการดำเนินนโยบายการเงินสีเขียว ตราสารหนี้เพื่อความยั่งยืน รวมถึง Thailand Green Taxonomy ซึ่งส่งเสริมให้เกิดการลงทุนเพื่อความยั่งยืน ผ่านการกระตุ้ น การกำหนดกิจกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตั้งเป้าลดก๊าซเรือนกระจก 40% ภายในปี 2040 มุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน ภายในปี 2050 และปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2065 รวมถึงมีแผนการเพิ่มการใช้พลังงานทดแทน พร้อมเดินหน้าเปลี่ยนผ่านระบบคมนาคมไปสู่การใช้พลังงานสะอาด โดยส่งเสริมการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าภายในประเทศ
ปลุกรวมพลังแก้โลกเดือด
นายเศรษฐา ให้สัมภาษณ์สรุปภารกิจการร่วมประชุมสมัชชาสหประชาชาติสมัยสามัญ ครั้งที่ 78 ว่า มีภารกิจที่หลากหลาย ไม่ใช่เฉพาะตนเอง แต่ทั้งนายปานปรีย์ พหิทธานุกร รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ต่างประเทศ และนายจักรพงษ์ แสงมณี รมช.ต่างประเทศ ต่างมีภารกิจมาก สำหรับตนมีโอกาสได้พูดในหลายเวที ทั้งเรื่องโลกร้อน อากาศบริสุทธ์ สันติภาพ ความมั่นคงทางทหาร ปรัชญาเศรษฐกิจ พอเพียง และอาริยะเกษตร รวมถึงมีโอกาสได้พบปะกับผู้นำหลากหลายประเทศ และประเทศเพื่อนบ้านสำคัญๆ เช่น มาเลเซีย ซึ่งได้พูดคุยเรื่องความมั่นคงทางชายแดน และ ส่งเสริมการค้าระหว่างกันให้สูงขึ้น
ส่วนวันที่ 22 ก.ย. ตามเวลาท้องถิ่น ถือเป็นไฮไลต์ของงานที่ได้กล่าวถ้อยแถลง ประมาณ 15 นาที ได้มีการพูดถึงปัญหาของโลก ที่เกิดจากอากาศร้อน ที่เรียกได้ว่าไม่ใช่โลกร้อน แต่เป็นโลกเดือด หลายประเทศยังมองไปข้างหลัง เรื่องตัวเลขดัชนีชี้วัดต่างๆ ก็ต้องรวมพลัง และทำให้เกิดขึ้นได้ ตนเคยบอกไปหลายเวทีแล้วว่า การประชุมสหประชาชาติครั้งนี้มีเรื่องปัญหาที่ต่างกันหลายเรื่อง แต่เรื่องนี้เรื่องเดียวที่เห็นตรงกัน
สำหรับการสมัครเป็นสมาชิกคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ถือเป็นเรื่องสำคัญ ไม่ใช่แค่ดูแลสิทธิมนุษยชนเพียงอย่างเดียว เรามีประเทศเพื่อนบ้านหลายประเทศ ไม่ว่ามาเลเซีย ลาว กัมพูชา และที่ละเอียดอ่อนที่สุดคือ เมียนมา ถือเป็นเรื่องใหญ่ที่เราต้องดูแลหากมีผู้อพยพเข้ามา หรือมีผู้ที่เดือดร้อนบริเวณชายแดน เพราะเรามีชายแดนกับ เมียนมากว่า 1,000 กิโลเมตร
ผู้สื่อข่าวถามว่ามองความสำเร็จในการร่วมเวทีโลกครั้งแรกในฐานะนายกฯ อย่างไร นายเศรษฐากล่าวว่า ต้องขอบคุณ กระทรวงการต่างประเทศ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ที่ช่วยดูแลและเป็นเจ้าภาพในการนำนักธุรกิจเก่งๆ และสนใจมาร่วมทุนในประเทศไทยมาร่วมงาน ถือเป็นนิมิตหมายและจุดเริ่มต้นที่ดี 4 วันที่ผ่านมาได้ทำหน้าที่ ถือเป็นก้าวแรกในการประกาศให้ชาวโลกรู้ว่า ประเทศไทยเปิดแล้ว เราพร้อมที่จะมีการลงทุนข้ามชาติ ทั้ง 2 ทาง ไม่ใช่แค่ให้เขามาลงทุนอย่างเดียว เอกชนไทยที่แข็งแกร่ง หลายราย พร้อมลงทุนในต่างประเทศด้วย เมื่อถามถึงการพบกับผู้นำต่างชาติ มีการตอบรับรัฐบาลและนายกฯ ใหม่ของไทยอย่างไร นายเศรษฐากล่าวว่า เป็นเรื่องที่ดี ทุกคนยินดีด้วย และทุกคนเข้าใจว่าถึงเวลาต้องมีผู้นำในการออกมาค้าขาย
ไม่เคยพูดตั้ง‘แม้ว’เป็นกุนซือ
นายเศรษฐาชี้แจงกรณีการให้สัมภาษณ์ สำนักข่าวบลูมเบิร์ก และมีการนำบทสัมภาษณ์ไปตีความว่าจะตั้งนายทักษิณ ชินวัตร เป็นที่ปรึกษานายกฯ หลังพ้นโทษว่า ให้ไปแกะเทปสัมภาษณ์ได้เลย ยืนยันว่าไม่เคยพูด แต่สิ่งที่ถูกถามว่าจะปรึกษานายทักษิณหรือไม่ ตนจึงตอบว่า จะปรึกษาอดีตนายกฯ ทุกท่าน ซึ่งท่านแรกที่ได้ปรึกษาคือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ตั้งแต่ได้รับตำแหน่ง นายอานันท์ ปันยารชุน ที่ได้ไปหาถึงบ้าน รวมถึงนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ที่ไปพบที่จ.เชียงใหม่ ส่วนนายทักษิณเป็นนายกฯ ที่ได้รับคำชื่นชมจากพี่น้องประชาชนอย่างมาก และเป็นคนที่มีความรู้
“ประเทศไทยคงเสียหายถ้าไม่ปรึกษาคนเหล่านี้ เพราะผมเป็นมือใหม่หัดขับ ซึ่งไม่ใช่แค่นายกฯเท่านั้น อดีตรองนายกฯ ผู้แทน การค้าไทย รัฐมนตรี ปลัดกระทรวงปรึกษาหมด ไม่ได้กีดกันใครทั้งสิ้น ไม่ได้กีดกันเรื่องสีความเชื่อทางการเมือง อะไรที่เป็นประโยชน์กับประเทศชาติ ผมยินดี ไม่มีการพิจารณาที่จะไปตั้งเป็นที่ปรึกษา ท่านเป็นอดีตนายกฯ มาก่อนตั้งกี่ปี จะมารับเป็นที่ปรึกษา ท่านมีกฎ มีแนวทางมีหน้าที่รับผิดชอบในหน้าที่ของท่าน ที่อยากจะทำอยู่แล้ว” นายเศรษฐากล่าว
กมธ.วุฒิจ่อเค้นหมอถามอาการป่วย
นายสมชาย แสวงการ สว. เปิดเผยว่า ในวันที่ 25 ก.ย. เวลา 13.00 น. คณะกรรมาธิการ (กมธ.) สิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพและการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา ได้เชิญผบ.ตร. ผอ.โรงพยาบาลตำรวจ ปลัดกระทรวงยุติธรรม อธิบดีกรมราชทัณฑ์ และผอ.ทัณฑสถาน โรงพยาบาลราชทัณฑ์ มาให้ข้อมูลต่อกมธ. กรณีการติดตามดูแลนักโทษระบบราชทัณฑ์ จะสอบถามฝ่ายที่เกี่ยวข้องกรณีการดูแล รักษาตัวของนายทักษิณ ที่พักรักษาตัวอยู่ที่ โรงพยาบาลตำรวจ มา 1 เดือนแล้ว เพราะถูกตั้งข้อสงสัยเรื่องอาการป่วยนั้น อยู่ในเกณฑ์ที่ต้องนอนพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลตำรวจไปตลอดจนครบ 1 ปีหรือไม่
กมธ.จะสอบถามอาการป่วยนายทักษิณตามหลักสิทธิมนุษยชน คงไม่ถึงขั้นก้าวล่วงข้อมูลมากมาย แต่ให้พอรู้เรื่องในบางระดับว่า อาการมีความน่าห่วงหรือเล็กน้อย สามารถนำกลับไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์ได้หรือไม่ เพราะตอนที่นายทักษิณเดินทางกลับประเทศยังแข็งแรง ผลตรวจทางการแพทย์ก่อนหน้านี้ไม่มีอะไรรุนแรง รวมถึงขั้นตอนการพักโทษของนายทักษิณหลังจากนี้จะกระทำได้หรือไม่ หรือจะการแก้ไขหลักเกณฑ์การพักโทษหรือไม่ จึงอยากให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้องชี้แจงให้เกิดความชัดเจน เพราะสังคมสงสัยเรื่องอาการป่วยของนายทักษิณว่า มีอาการป่วยหนักจริงหรือไม่
เตือนดันทุรังพักโทษ-กระทบรบ.
ส่วนขั้นตอนการขอยื่นพักโทษ เพื่อให้สามารถกลับไปรักษาตัวที่บ้านได้นั้น กรณีนายทักษิณไม่อยู่ในเงื่อนไขขอพักโทษได้ แม้จะมีอายุ 70 ปีขึ้นไป และมีอาการป่วย แต่ผู้ได้รับการพักโทษ ตามกฎหมายระบุต้องได้รับโทษมาแล้ว 1 ใน 3 นายทักษิณมีโทษจำคุก 1 ปี ต้องติดคุกก่อน 4 เดือน จึงอยู่ในเกณฑ์พักโทษได้ อย่างน้อยต้องรอไปถึงปลายเดือนธ.ค.จึงจะเข้าข่ายได้พักโทษ รวมถึงการจะพักโทษได้ต้องเป็นนักโทษชั้นดี เหลือโทษไม่เกิน 1 ใน 5 แต่นายทักษิณเป็นนักโทษชั้นกลาง ติดคุกไม่ถึง 1 ใน 3 ไม่สามารถเลื่อนเป็นนักโทษชั้นดีได้ หากจะขอพักโทษโดยอ้างเหตุเคยทำความดีความชอบให้ประเทศ ขอให้ระวังเพราะไม่อยู่ในเกณฑ์ให้พักโทษได้ เว้นแต่จะมีการแก้ระเบียบใหม่จากกระทรวงยุติธรรม
“อยากเห็นนายทักษิณเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอย่างแท้จริงเหมือนคนอื่น อาทิ นายสนธิ ลิ้มทองกุล นายจตุพร พรหมพันธุ์ อย่าหาเหตุพักโทษ ถ้าโทษ 11 เดือนที่เหลือ จะให้อยู่โรงพยาบาลตำรวจหรือกลับบ้าน ผมไม่เห็นด้วย เต็มที่ควรกลับมาอยู่โรงพยาบาลราชทัณฑ์ ให้มาช่วยงานแพทย์ เจ้าหน้าที่ ใช้ห้องพักชั้น 9 ที่เป็นของแพทย์ เจ้าหน้าที่ มีแอร์ ทีวี อดทนอยู่จนครบ 11 เดือน เชื่อว่าสังคมรับได้ แต่ถ้ายังหาเหตุพักโทษหรือลดโทษ ถอยออกมาก่อนกำหนด ระวังจะเป็นคลื่นใต้น้ำกระทบรัฐบาลนายเศรษฐา ที่เคยประกาศจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ยึดหลักความยุติธรรม” นายสมชายกล่าว
‘บิ๊กทิน’ฮึ่มคนอ้างชื่อหากิน
นายสุทิน คลังแสง รมว.กลาโหม กล่าวถึงกรณีที่ได้โพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า พบใครแอบอ้างชื่อผม ไปกระทำทางมิชอบโปรดโทร.แจ้ง 097-998-XXXX ว่า มีคนมาเล่าให้ตนฟังจำนวนมากว่ามีคนเอาชื่อตนไปแอบอ้าง ซึ่งเป็นพ่อค้าแม่ค้าที่ค้ากับกองทัพ มา แอบอ้างว่าตนใช้ให้มาติดต่อในเรื่องต่างๆ ซึ่งมีบางคนมาเยี่ยมตนและมาขอถ่ายรูปกับตน แล้วเอารูปไปแสดงไปโชว์ให้กับคนนั้นคนนี้ ดูว่ามีความสนิทสนม รักและรู้จักดี
“ผมเลยต้องปรามเอาไว้ ถ้าหากคนที่โดนเอาชื่อผมไปแอบอ้าง จะได้มีช่องทางในการตรวจสอบว่าจริงหรือไม่ จะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อ จากการตรวจสอบยังไม่มีผู้เสียหายจากเรื่อง ดังกล่าว แต่มีคนมาเล่าให้ผมฟัง ผมจึงตัดไฟแต่ต้นลม” นายสุทินกล่าว
‘อิ๊ง’ตื่นเต้นถกซอฟต์เพาเวอร์
น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย (พท.) รองประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ซอฟต์เพาเวอร์แห่งชาติ โพสต์ เฟซบุ๊กว่า ‘OFOS – THACCA’ เตรียมพร้อมวิ่งแล้วค่ะ เมื่อวันที่ 22 ก.ย.กรรมการในส่วนภาคเอกชนของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ซอฟต์เพาเวอร์แห่งชาติได้ประชุมกันนอกรอบเพื่อสรุปข้อเสนอซอฟต์เพาเวอร์ด้านต่างๆ ที่ TCDC ไปรษณีย์กลาง เป็นการเตรียมพร้อมก่อนการประชุมคณะกรรมการชุดใหญ่ที่ทำเนียบรัฐบาลกับนายกฯ ในวันที่ 3 ต.ค.นี้ การประชุมนี้มีอาจารย์พันศักดิ์ วิญญรัตน์ ที่ปรึกษา คุณหมอเลี้ยบ สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการสภาพัฒน์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ผู้อำนวยการ CEA ผู้ว่าการการท่องเที่ยวฯ และเลขานุการรมว.วัฒนธรรม เข้าร่วมประชุมด้วย
บรรยากาศการประชุมสนุกมาก ไอเดีย ข้อเสนอต่างๆ มาแบบจัดเต็ม ในฐานะรองประธานกรรมการ อิ๊งอดรู้สึกตื่นเต้นและมีความหวังไม่ได้ ถ้าเราร่วมกันอย่างเต็มที่ขนาดนี้ เป้าหมายของ OFOS-THACCA ที่จะช่วยพัฒนาความคิดสร้างสรรค์และทักษะระดับสูง ให้กับพี่น้องประชาชน 20 ล้านคน ควบคู่ไปกับการพัฒนาอุตสาหกรรมซอฟต์เพาเวอร์ด้านต่างๆ ให้ไปไกลถึงระดับโลก น่าจะทำได้ไม่ยากด้วยความร่วมมือร่วมใจกันของทุกฝ่าย
อิ๊งจะอัพเดตความคืบหน้าของโครงการให้ทราบเป็นระยะ เชื่อว่า OFOS-THACCA เป็นนโยบายสำคัญมากที่จะเพิ่มศักยภาพด้านทักษะระดับสูง และความคิดสร้างสรรค์ของพี่น้องประชาชนได้เหมือน TCDC ที่ริเริ่มโดยรัฐบาลไทยรักไทยแล้วจุดประกายอย่าง ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

หัวหน้าใหม่ – นายชัยธวัช ตุลาธน หัวหน้าพรรคก้าวไกลคนใหม่ สวมกอดนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรค หลังจากที่ประชุมใหญ่พรรคมีมติแต่งตั้งกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ ที่อาคารไทยซัมมิท ทาวเวอร์ เมื่อวันที่ 23 ก.ย.
‘ชัยธวัช’นั่งแม่ทัพก.ก.-อภิชาติ’เลขาฯ
เมื่อเวลา 09.00 น. ที่ตึกไทยซัมมิท ทาวเวอร์ พรรคก้าวไกล (ก.ก.) จัดการประชุมใหญ่วิสามัญ เพื่อเลือกหัวหน้าพรรค และคณะกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) ชุดใหม่ บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก
เวลา 12.40 น. นายพริษฐ์ วัชรสินธุ หรือ ไอติม โฆษกพรรคก้าวไกล แถลงหลังการประชุมว่า จากกรณีที่นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ได้ลาออกจากหัวหน้าพรรค เพื่อเปิดทางให้สมาชิกของพรรคก้าวไกลสามารถขึ้นมาดำรงตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรได้ ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด ที่ประชุมได้มีมติเลือกกก.บห.ชุดใหม่ทั้งหมด 8 คน ดังนี้ 1.นายชัยธวัช ตุลาธน หัวหน้าพรรค 2.นายอภิชาติ ศิริสุนทร เลขาธิการพรรค 3.น.ส.ณธีภัสร์ กุลเศรษฐสิทธิ์ เหรัญญิกพรรค 4.นายณกรณ์พงศ์ ศุภนิมิตตระกูล นายทะเบียนสมาชิกพรรค 5.นายสมชาย ฝั่งชลจิตร กรรมการบริหาร 6.นายอภิสิทธิ์ พรมฤทธิ์ กรรมการบริหาร 7.น.ส.เบญจา แสงจันทร์ กรรมการบริหาร 8.นายสุเทพ อู่อ้น กรรมการบริหาร (สัดส่วนปีกแรงงาน)
กก.บห.ชุดใหม่ได้มีมติแต่งตั้งคณะที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคก้าวไกล 3 คน โดยมีนายพิธา เป็นประธานคณะที่ปรึกษาหัวหน้าพรรค ส่วนนายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร ทีมเศรษฐกิจพรรค และนายเดชรัต สุขกำเนิด ผู้อำนวยการศูนย์นโยบายเพื่ออนาคต (Think Forward Center) เป็นที่ปรึกษาหัวหน้าพรรค
นอกจากนี้ ยังแต่งตั้งรองหัวหน้าพรรค 4 คน ได้แก่ นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์, นาย ณัฐวุฒิ บัวประทุม, พล.ต.ต.สุพิศาล ภักดี นฤนาถ, น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล และแต่งตั้งเลขาธิการพรรค 3 คน ได้แก่ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ, นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์, นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ พร้อมแต่งตั้ง นายพริษฐ์ วัชรสินธุ เป็นโฆษกพรรคคนใหม่ มีรองโฆษกพรรค 2 คน ได้แก่ นายกรุณพล เทียนสุวรรณ และน.ส.ภคมน หนุนอนันต์
เปิดใจแค่ชั่วคราว-รอ‘ทิม’คัมแบ๊ก
นายชัยธวัชแถลงภายหลังได้รับเลือกเป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่ว่า ในภาพรวม การปรับทัพครั้งนี้เป็นเพียงการปรับทัพชั่วคราว เนื่องจากเหตุจำเป็นทางกฎหมายที่ทำให้นายพิธา แคนดิเดตนายกฯของพรรค ยังไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาได้ โดยตนและกก.บห.ชุดใหม่ยินดีที่จะลงจากตำแหน่ง เมื่อนายพิธาสามารถกลับมาปฏิบัติหน้าที่ สส.ในสภาได้อีกครั้ง
การปรับทัพชั่วคราวครั้งนี้ พรรคตัดสินใจ ดังนี้ 1.เน้นสลับบทบาทของแต่ละคนภายในกรรมการบริหารพรรคชุดเดิมเป็นหลัก โดยมีการขยับ นายชัยธวัช จากเดิมเป็นเลขาธิการพรรค มาเป็นหัวหน้าพรรคที่จะรับบท ‘ผู้นำฝ่ายค้าน’ ในสภา และขยับนายอภิชาติ ศิริสุนทร จากเดิมที่เป็นกรรมการบริหารสัดส่วนอื่น มาเป็นเลขาธิการพรรค
2.แต่งตั้งคณะที่ปรึกษาหัวหน้าพรรค เพื่อรับผิดชอบการทำงานเชิงรุกในการขับเคลื่อนวาระการเปลี่ยนแปลงและนโยบายร่วมกับประชาชนนอกสภา นำโดย นายพิธา ในฐานะประธานที่ปรึกษา
“การปรับทัพชั่วคราวครั้งนี้ ในสภาผมจะรับเป็นภารกิจหลัก คู่ขนานไปกับการทำงานนอกสภาที่นำโดยนายพิธา เพื่อให้พรรคก้าวไกลดำรงตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านได้สมบูรณ์ ส่วนการปรับใหญ่อย่างเป็นทางการคือการประชุมใหญ่สามัญในเดือนเม.ย.2567 ซึ่งกระบวนการได้มาของแต่ละตำแหน่งจะต้องผ่านการมีส่วนร่วมของคนทำงานในแต่ละจังหวัดให้มากที่สุด”
สำหรับอนาคตของนายปดิพัทธ์ สันติภาดา สส.พรรคก้าวไกล รองประธานสภาคนที่ 1 พรรคเข้าใจดีถึงข้อจำกัดจากรัฐธรรมนูญที่ทำให้พรรคไม่สามารถมีสมาชิกที่ดำรงตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านและรองประธานสภา ในเวลาเดียวกันได้ ดังนั้น เมื่อพรรคตัดสินใจเลือกตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้าน ซึ่งมีความสำคัญต่อการกำหนดทิศทางของฝ่ายค้านในการเมืองระบบรัฐสภา คาดว่าวันที่ 23 ก.ย.หรือในวันที่ 24 ก.ย. กก.บห.ชุดใหม่คงหารือร่วมกับนายปดิพัทธ์ว่าแนวทางควรจะเป็นอย่างไร คาดว่าสัปดาห์ที่จะถึงนี้เรื่องดังกล่าวจะจบ
เผยภารกิจแรกผู้นำฝ่ายค้าน
นายชัยธวัชให้สัมภาษณ์ถึงภารกิจแรกในการเป็นผู้นำฝ่ายค้านว่า ภารกิจแรกคงต้องเชิญพรรคร่วมฝ่ายค้านทุกพรรคมาพูดคุยกัน เพื่อวางแนวทางในการทำงานร่วมกันอย่างเป็นเอกภาพหลังจากนี้ รวมถึงจัดวางทีมงานของฝ่ายค้านอย่างเป็นเอกภาพ และภารกิจจำเป็นเฉพาะหน้าของผู้นำฝ่ายค้าน คือ การเสนอชื่อแต่งตั้งคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) เพื่อให้ประธานสภา แต่งตั้งอย่างเป็นทางการ เพื่อให้การทำงานในสภามีการประสานงานกันได้อย่างสมบูรณ์
ผู้สื่อข่าวถามว่าประธานวิปฝ่ายค้าน จะเป็นนายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล เหมือนเดิมใช่หรือไม่ นายชัยธวัชกล่าวว่า ในที่ประชุมพรรคมีการเสนอชื่อนายปกรณ์วุฒิ ซึ่งคิดว่าคงจะได้รับการยอมรับจากพรรคร่วมฝ่ายค้านทุกพรรค เพราะที่ผ่านมานายปกรณ์วุฒิได้ทำหน้าที่หลักในการประสานงานกับฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านด้วยกันอยู่แล้ว คงต้องรอการ แต่งตั้งอย่างเป็นทางการ
ต่อข้อถามว่าจะไปพูดคุยกับนายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า ที่ประกาศเลิกพูดถึงพรรคก้าวไกลและยุติบทบาทการเมืองหลังตำหนิพรรคก้าวไกลไม่แสดงความเห็นกรณี น.ส.พรรณิการ์ วานิช แกนนำคณะก้าวหน้า ถูกศาลพิพากษาตัดสิทธิ์ทางการเมืองตลอดชีวิต แล้วโดนทัวร์ด้อมลง นายชัยธวัชกล่าวว่า อันดับแรกตนคิดว่าการวิจารณ์พรรคก้าวไกล เป็นสิ่งที่ควรทำได้ และความจริงตนในฐานะผู้นำพรรคคนหนึ่ง อยากเชิญชวนให้ทุกคนช่วยกันวิพากษ์วิจารณ์ ติชมว่าถ้าหากเห็นว่าพรรคก้าวไกลยังมีข้อบกพร่องหรือความผิดพลาดตรงไหน อยากให้ทุกคนได้แสดงความคิดอย่างเต็มที่ ไม่ต้องกังวล เพราะการติชม การวิจารณ์จะนำไปสู่การปรับปรุงการทำงานให้ดีขึ้น
ส่วนเรื่องนายปิยบุตรในฐานะที่ได้ร่วมสร้างพรรคอนาคตใหม่มาด้วยกัน เรายังเห็นว่านายปิยบุตรเป็นกำลังสำคัญของการเมืองไทยที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงในอนาคต แม้ว่าจะไม่สามารถดำรงตำแหน่งทางการเมืองใดๆ ได้อีกจนกว่าจะครบ 10 ปี คิดว่าคงต้องพยายามที่จะมีการพูดคุยและเรายังอยากให้นายปิยบุตรได้ใช้ศักยภาพในการเข้าร่วมการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองต่อไป
‘พิธา’ห่วงทัวร์ลง‘ปิยบุตร’
ด้านนายพิธากล่าวว่า กรณีของนายปิยบุตร ไม่ได้คิดว่าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับการต้องเสียมวลชนไปหรือไม่ สิ่งสำคัญคือเป็นเรื่องที่ ต้องคำนึงถึงความรู้สึกของคนในพรรคและ นายปิยบุตร ส่วนตนคิดถึงนายปิยบุตรอยู่ตลอด ตั้งแต่ครั้งที่เริ่มตั้งพรรคอนาคตใหม่ มาด้วยกัน จนกระทั่งมาเป็นผู้ช่วยหาเสียงของพรรค และช่วยพรรคถูกต้องตามกฎหมาย เชื่อว่าพวกเราทุกคนก็คิดถึงนายปิยบุตร รวมถึง กก.บห.ที่ถูกตัดสิทธิ์ในช่วงที่ยังเป็นพรรคอนาคตใหม่
ผู้สื่อข่าวถามว่าจะมีการพูดคุยปรับความเข้าใจกันหรือไม่ นายพิธากล่าวว่า ตนยังเจอนายปิยบุตรอยู่เรื่อยๆ และเพิ่งจะไปรับประทานอาหารด้วยกัน มีการพูดคุยกันตลอดในกรอบที่กฎหมายอนุญาต และเป็นเพื่อนกัน ต่อข้อถามว่ามีทัวร์ลงที่นายปิยบุตร จะบอกกล่าวกับแฟนคลับอย่างไรหรือไม่ นายพิธากล่าวว่า คิดว่าความสามัคคีคือสิ่งสำคัญของทุกฝ่าย โดยเฉพาะการเมืองบริบทแบบนี้ ขอให้ทุกคนมีความสามัคคี อดทน อดกลั้นในการที่จะแสดงความคิดเห็นทางการเมืองเพื่อให้ฝ่ายค้านเข้มแข็ง
สำหรับการทำหน้าที่ประธานคณะที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคก้าวไกลของตนนั้น จะใช้ช่วงเวลานี้ลงพื้นที่นอกสภาให้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ทั่วประเทศไทย หรือการพบปะกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในต่างประเทศหลายๆ ที่ รอเวลาที่จะกลับเข้ามาในสภาและปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้แทนราษฎรของพี่น้องประชาชนต่อไป ขอให้คนไทยที่เคยเชื่อมั่นในตนเองและเชื่อมั่นในพรรคก้าวไกล ได้เชื่อมั่นในพรรคก้าวไกลเหมือนเดิม เพราะเชื่อว่าเรายังทำงานกันเป็นทีม แม้จะเปลี่ยนตำแหน่งเปลี่ยนเก้าอี้กันอย่างไรก็ตาม แต่ความเข้มข้นของเนื้อหาในการทำงานยังมีเหมือนเดิม ขอให้มั่นใจและเดินไปกับพวกเรา
ปัดไม่ใช่นายกฯเงา
นายพิธากล่าวว่า กรณีที่นายเศรษฐาต้องการปรึกษากับอดีตนายกฯ ที่ผ่านมา ในเรื่องเกี่ยวกับข้อกฎหมาย ศีลธรรม และจริยธรรม ไม่เห็นว่าเป็นเรื่องที่ผิดปกติอะไร ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่นายทักษิณอาจได้รับการปฏิบัติ 2 มาตรฐาน พรรคก้าวไกลจะตรวจสอบเรื่องนี้อย่างไร นายพิธากล่าวว่า ตนยังไม่ได้ตามเรื่อง แต่เท่าที่ทราบทางพรรคได้มีการพูดคุยเกี่ยวกับ พ.ร.บ.นิรโทษกรรม เพื่อที่จะทำให้เกิดความทัดเทียมและเป็นบรรทัดฐาน ตนเข้าใจว่าสมาชิกพรรคและผู้ที่เกี่ยวข้องกำลังเตรียมกฎหมายในเรื่องดังกล่าว เพื่อยื่นเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร
ต่อข้อถามถึงกรณีที่เข้าพบเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยและเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีน ประจำประเทศไทย ในงานวันชาติจีนในช่วงเวลาเดียวกับที่นายเศรษฐาไปปฏิบัติภารกิจที่สหรัฐ ถือว่าตนเองเป็นนายกฯ เงาหรือไม่ นายพิธากล่าวว่า คงไม่ได้เกี่ยว เนื่องจากวันดังกล่าวเป็นวันชาติจีน ตนคงเลือกวันที่จะพบกับ ทูตจีนไม่ได้ เพราะเป็นวันชาติของประเทศเขา
ในส่วนทูตสหรัฐนั้น ได้นัดหมายกันมาตั้งแต่สัปดาห์ก่อนแล้ว แต่เนื่องจากตนติดธุระและต้องลงพื้นที่หาเสียงเลือกตั้งซ่อมที่ จ.ระยอง จึงไม่มีโอกาสได้เข้าไปพบ เวลาจึงเหมาะมาเจอกันภายในอาทิตย์เดียวกัน ซึ่งได้มีการพูดคุยเพื่อประโยชน์ของทั้งสองชาติ ทั้งคนของประเทศจีน คนของสหรัฐและคนของประเทศไทย
‘อภิชาติ’สัญญาทำงานให้ดีที่สุด
นายอภิชาติ ศิริสุนทร เลขาธิการพรรคก้าวไกล กล่าวว่า ในฐานะที่ตนได้รับความไว้วางใจจากที่ประชุมสมาชิกพรรคในวันนี้ รู้สึกว่าต้องเร่งตัวเองให้มากขึ้น เพราะเลขาธิการพรรคคนก่อน ตอนนี้ท่านดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรค แม้ว่าจะเป็นการปรับทัพชั่วคราว แต่ว่าทุกเวลา ทุกวัน ประชาชนรอคอยการทำงานของพรรคก้าวไกลอยู่ ดังนั้น ในฐานะฝ่ายค้าน เรามีความจำเป็นต้องจัดทัพให้เกิดความเข้มแข็ง วางยุทธศาสตร์ในการเป็น ฝ่ายค้านเชิงรุก ทำงานให้ประชาชนได้อย่างสมบูรณ์แบบ ซึ่งตอนนี้ทางพรรคได้วางยุทธศาสตร์การเป็นฝ่ายค้านเชิงรุกไว้บน พื้นฐานข้อมูลที่ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลที่ถูกต้องบนพื้นฐานการมีส่วนร่วมของสมาชิกและผู้แทนราษฎร
“ผู้แทนราษฎรของพรรคทุกคนรับผิดชอบกระทรวงติดตามการทำงานของรัฐบาลอย่างเข้มข้น ผมคิดว่าน่าจะเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับพี่น้องประชาชนคนไทย นี่น่าจะเป็นการทำงานของฝ่ายค้านที่เป็นที่พึ่งของพี่น้องประชาชนทุกคน แล้วผมจะทำงานให้ดีที่สุด” นายอภิชาติกล่าว
‘อ้วน’เผยแก้รธน.-ปี40เป็นตัวตั้ง
นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ ในฐานะประธานคณะกรรมการศึกษาแนวทางการทำประชามติ กล่าวถึงความคืบหน้าของการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการประสานบุคคลที่จะเข้าร่วมในคณะกรรมการชุดนี้ เบื้องต้นวางไว้ไม่เกิน 30 คน โดย 1.จะเป็นบุคคลที่มาจากหลากหลายสาขาอาชีพ 2.มีตัวแทนจากพรรคการเมืองให้มากที่สุดครอบคลุมทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน 3.รัฐธรรมนูญฉบับนี้จะร่าง รวมทั้งออกกฎหมายลูกให้ทันภายใน 4 ปีของรัฐบาลชุดนี้ เพื่อให้ทันใช้กติกาใหม่ในการเลือกตั้งครั้ง ต่อไป 4.รัฐธรรมนูญฉบับนี้จะมีความเป็นประชาธิปไตยที่ทุกฝ่ายให้การยอมรับ เมื่อร่างออกมาแล้วจะต้องเห็นพ้องต้องกัน และต้องมั่นใจว่าจะผ่านการพิจารณาของรัฐสภาด้วย และ 5.เรายืนยันชัดเจนว่าจะไม่มีการแตะต้องหมวด 1 หมวด 2 รวมถึงหมวดที่เกี่ยวข้องกับพระราชอำนาจ ซึ่งประเด็นนี้สำคัญที่สุด
ขณะนี้ได้รับการตอบรับจากบุคคลในส่วนของพรรคการเมืองมาบ้างแล้ว อาทิ นายชูศักดิ์ ศิรินิล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย นายนิกร จำนง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) ซึ่งทั้งคู่มีความเข้าใจกฎหมายและ จับงานด้านรัฐธรรมนูญมาโดยตลอด คาดว่ารายชื่อของคณะกรรมการจะเรียบร้อยภายในวันที่ 29 ก.ย. ก่อนที่จะเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 3 ต.ค. เมื่อได้คณะกรรมการครบแล้ว ตนจะเรียกประชุมทันที เพื่อหารือถึงไทม์ไลน์ กรอบการทำงานที่ชัดเจน การจัดทำประชามติว่าจะเป็นอย่างไร ทำได้กี่ครั้ง คำถามจะเป็นอย่างไร ถ้าจะให้เกิดความรวดเร็ว อาจต้องนำรัฐธรรมนูญปี 2540 มาเป็นตัวตั้ง แต่จะต้องปรับเนื้อหาให้เข้ากับสถานการณ์การเมืองในปัจจุบัน ซึ่งทั้งหมดจะต้องหารือในคณะกรรมการอีกครั้ง
“ยืนยันว่าเราจะจัดทำรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย โดยยึดแนวคำพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญว่าจะต้องจัดทำอย่างไร มีเงื่อนไขสำคัญว่าจะต้องไม่แตะต้องหมวด 1 และหมวด 2 รวมถึงหมวดที่เกี่ยวข้องกับพระราชอำนาจ เพื่อไม่ให้เกิดการสร้างเงื่อนไขหรือเป็นประเด็นในสังคม” นายภูมิธรรมกล่าว
‘ชลน่าน’ตั้งเป้าเพิ่มรพ.ชุมชน
เมื่อวันที่ 23 ก.ย. นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ให้สัมภาษณ์ภายหลังการมอบนโยบายสาธารณสุข พ.ศ.2567 ถึงบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขทั่วประเทศเมื่อวันที่ 22 ก.ย.ที่ผ่านมา เกี่ยวกับนโยบาย ร.พ.กทม. 50 เขต 50 ร.พ.และปริมณฑล ว่า เหตุผลความจำเป็นที่ต้องออกนโยบายนี้ เนื่องจากเห็นวิกฤตในช่วงโควิด-19 ที่ผ่านมา คนที่อาศัยอยู่ใน กทม. ไม่ว่าจะมีภูมิลำเนาอยู่ใน กทม.หรือไม่ หรือเป็นคนที่เคลื่อนย้ายเข้ามาทำงานมีมากถึง 12 ล้านคน จากทะเบียนบ้านจริงๆ 5 ล้านคน เมื่อเกิดภาวะวิกฤตหรือเจ็บป่วย การเข้ารับการรักษาในระดับทุติยภูมิไม่มีสถานบริการรองรับ ทั้งที่กทม. มีร.พ.เยอะมาก มีเตียงเยอะ แต่การจัดระบบยังไม่สอดคล้อง จึงได้ประกาศนโยบายนี้
นพ.ชลน่านกล่าวต่อว่า โดยเราจะสร้าง ร.พ.หรือพัฒนาอาคารสถานที่ที่มีความพร้อม ตั้งเป้าให้เกิดเป็น ร.พ.ชุมชนขนาด 120 เตียง เนื่องจากเราได้ที่ดินที่เขตดอนเมืองมา หากเขตอื่นมีความพร้อมก็จะพัฒนาด้วย
ทั้งนี้ที่กทม.จะเป็นต้นแบบเสมือน ร.พ.บ้านแพ้วแห่งที่สอง ซึ่งร.พ.บ้านแพ้วเป็นองค์การมหาชนภายใต้กำกับของ สธ. มีความเป็นอิสระในการบริหารจัดการ ก็จะเป็นแห่งที่สองถ้าเราทำได้ แม้จะอยู่ในสังกัด สธ. แต่ก็บริการดูแลคนใน กทม.ได้ ส่วนเรื่องความไม่คล่องตัว ความลักลั่นการจัดบริการ เราจะแก้ปัญหาด้วยคณะกรรมการพัฒนาระบบสุขภาพแห่งชาติ
“ส่วนการถ่ายโอน รพ.สต.จะมีปัญหาการจัดบริการปฐมภูมิหรือไม่ เรื่องนี้เราเห็นภาพปัญหาการมีหลายหน่วยงานจัดบริการโดยเฉพาะภาวะวิกฤต จึงแก้โดยคณะกรรมการพัฒนระบบสุขภาพแห่งชาติ แม้ รพ.สต.จะสังกัดท้องถิ่น แต่การจัดบริการเราไม่ได้แยกว่าคนในชุมชนจะเข้าท้องถิ่นหรือ สธ. เรามุ่งหวังว่าถ้าทำสำเร็จจะเกิดหนึ่งจังหวัดเสมือนมี 1 ร.พ. สามารถเชื่อมโยงได้หมด ด้านเรื่องเทคโนโลยี หากไม่มีหมอไปนั่งในชุมชน ก็จะมีเทเลเมดิซีนเข้าไป ความฝันคือมี ร.พ.เสมือนจริง (Virtual Hospital) ที่อยู่ในชุมชนได้
ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 24 ก.ย. เวลา 09.00 น. จะมีพิธีวางศิลาฤกษ์อาคารสำนักงานอธิการบดีสถาบันพระบรมราชชนก ซึ่งจะสร้างขึ้นในพื้นที่ ร.พ.ศรีธัญญา ติดกับวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี วิทยาเขตศรีธัญญา