ดึง7บริษัทยักษ์มาลงทุนในไทย ‘ชัยธวัช’ชู4แผนนำพรรคก้าวไกล วิษณุปัด-ไม่ร่วมทีมงานแก้รธน.
เศรษฐาแถลงโชว์ความสำเร็จร่วมประชุมสมัชชายูเอ็น เผย 7 บริษัทชั้นนำสนใจลงทุนในไทย ประกาศจุดยืนไทยบนเวทีโลก เป็นประเทศประชาธิปไตย ชูเศรษฐกิจพอเพียง 30 บาทรักษาทุกโรคแบบอัพเกรด เตรียมถกต่อเวที เอเปค เดือนพ.ย. ที่ซานฟรานซิสโก ยืนยันอีกรอบข่าวเตรียมตั้ง ‘ทักษิณ’ เป็นที่ปรึกษาหลังพ้นโทษ ไม่เคยพูด ท้าแกะเทปคำสัมภาษณ์บลูมเบิร์ก อย่าตีความกว้างกว่าที่พูด ‘ภูมิธรรม’ ยันร่างรัฐธรรมนูญใหม่ไม่สุดโต่ง ‘จุรินทร์’ เตือนใช้ฉบับ 40 เป็นตัวตั้ง ย้อนยุครัฐบาล กินรวบ วิษณุปัดร่วมคณะกรรมการศึกษาประชามติ แต่ยินดีให้คำปรึกษา ก้าวไกล จัดเปิดตัว ‘ชัยธวัช’ หัวหน้าคนใหม่ ชู 4 ยุทธศาสตร์ ขยายฐานสมาชิกพรรค

ผลสำเร็จ – นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง แถลงผลสำเร็จหลังเดินทางไปร่วมประชุมสมัชชาสหประชาชาติ ที่นครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐ เป็นเวลา 4 วัน กลับถึงสนามบินสุวรรณภูมิ เมื่อช่วงเช้าวันที่ 24 ก.ย.
เศรษฐาถึงไทยแถลงผลถกยูเอ็น
เวลา 07.30 น. วันที่ 24 ก.ย. ที่ห้องรับรองพิเศษ VIP ท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ให้สัมภาษณ์หลังเดินทางกลับจากการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ (UNGA) ว่า การเดินทางครั้งนี้มีภารกิจเยอะ ขอบคุณกระทรวงการต่างประเทศและเจ้าหน้าที่ ที่ทำให้ภารกิจ 4 วัน ผ่านไปได้ พบปะผู้นำหลายประเทศ ได้กล่าวสุนทรพจน์ 5 ครั้ง พบองค์กรต่างๆ 2 องค์กร พบบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลกทั้งเทสล่า ไมโครซอฟท์ กูเกิ้ล ซิตี้แบงก์ เจ.พี.มอร์แกน Goldman Sachs เอสเตลอเดอร์ บริษัทเหล่านี้สนใจมาลงทุน บางแห่งมาลงทุนแล้วในรูปแบบต่างๆ
หน้าที่ของตนคือไปประกาศให้คนรู้ว่าประเทศไทยเปิดแล้ว พร้อมและยินดีให้บริษัทเหล่านี้มาลงทุนในไทยมากขึ้น นอกจากนั้นได้พบกับตลาดหลักทรัพย์ของนิวยอร์กที่มองเห็นลู่ทางจะให้บริษัทของไทยไปจดทะเบียนเพราะไม่เคยมีบริษัทใดไปจดทะเบียน หวังว่าปีนี้จะได้เข้าไปจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ของนิวยอร์กสัก 1 บริษัท
ยูเอ็นเน้นโลกร้อน-สิทธิมนุษยชน
นอกจากนี้ ยังได้พบปะกับประธานสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) ได้พูดคุยกันถึงการเป็นเจ้าภาพร่วมในการจัดการแข่งขันฟุตบอลโลกที่อาเซียนในปี 2034 หรืออีก 9 ปี เป็นแผนที่ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ ก้าวแรกคือเราอยากได้รับการสนับสนุนจากฟีฟ่าให้ช่วยดูฟุตบอลรากหญ้า จากเดิมให้การสนับสนุนปีละ 2.5 แสนเหรียญต่อปี ตอนนี้เป็นปีละประมาณ 2 ล้านเหรียญ ถือว่าเป็นจำนวนที่มาก ทำให้คาดหวังว่าจะสามารถพัฒนาเด็กและเยาวชนไทยให้ไปถึงจุดที่ควรจะเป็น
ขณะที่เรื่องของยูเอ็นในภาวะที่มีการแข่งขันและภูมิรัฐศาสตร์เป็นประเด็นสำคัญ ที่ต้องพิจารณา ธีมของยูเอ็นในปีนี้คือให้มาดูเรื่องการพัฒนาเพื่อความยั่งยืน 17 ข้อ กว่า 190 ประเทศที่เข้าร่วมมีจุดมุ่งหมายเดียวกันควรมีการพัฒนาอย่างยั่งยืน รวมถึงเรื่อง ภาวะโลกร้อน ซึ่งตนประกาศว่าไม่ใช่โลกร้อนแต่เป็นโลกเดือดที่เราต้องให้ความสำคัญ ตลอดจนเรื่องสิทธิมนุษยชน หากมีสงครามระหว่างประเทศมากจะทำให้มีผู้เดือดร้อน มีผู้อพยพลี้ภัย
โชว์ศก.พอเพียง-30 บ.อัพเกรด
ที่สำคัญตนไปประกาศจุดยืนว่าเราเป็นประเทศที่มีประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งยึดมั่น ช่วยผลักดันให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการปกครองประเทศ และการดำเนินการเศรษฐกิจพอเพียง นอกจากนั้นยังนำเสนอนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรคอัพเกรด ทำให้ประชาชนมีสิทธิเลือกใช้บริการสาธารณสุขของรัฐได้อย่างสมเกียรติ โควิด-19 ที่ผ่านมาทำให้เห็นว่าเรื่องนี้เป็นปัญหาใหญ่ที่ต้องดูแลและป้องกันในอนาคต
เมื่อถามว่าต่างประเทศที่จะมาลงทุนยังกังวลกับสถานการณ์ในประเทศหรืออุปสรรคใดหรือไม่ นายเศรษฐากล่าวว่า ความกังวลเรื่องนี้ลดหายไปเยอะ และคิดว่าคงไม่มีแล้ว แต่จะมีเรื่องกฎหมายบางข้อและการอำนวยความสะดวกในการธุรกิจ ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาในการประชุมทั้งบีโอไอและกระทรวงการต่างประเทศต่างไปช่วยกันขยายความว่าเราพร้อมสำหรับการลงทุน พร้อมรับฟังความเห็น อะไรทำได้จะทำก่อน อะไรที่ต้องแก้ไขกฎกติกาจะมาดูความเหมาะสมอีกครั้ง
พ.ย.ถก‘เอเปค’ที่ซานฟรานฯ
เมื่อถามว่าธุรกิจอะไรที่ต่างชาติให้ความสนใจมาลงทุนมากที่สุด นายเศรษฐากล่าวว่า ขึ้นอยู่กับแต่ละบริษัท เช่น เทสล่า จะมาดูเรื่องการเปิดโรงงานผลิตรถยนต์อีวี ไมโครซอฟท์กูเกิ้ลมาดูเรื่องการทำดาต้าเซ็นเตอร์ที่จะมีการลงทุนสูงมากประมาณ 5 พันล้านเหรียญสหรัฐต่อรายสำหรับการลงทุนขั้นต้น
เมื่อถามว่าจากการไปพูดคุยกับบริษัท รายใหญ่ได้ประเมินมูลค่าการลงทุนในประเทศไทยประมาณเท่าไร นายเศรษฐา กล่าวว่า ประเมินได้ลำบาก เพราะภาคอุตสาหกรรม เช่น เทสล่า ไมโครซอฟท์กูเกิ้ล การลงทุนขั้นต้นประมาณ 5 พันล้านเหรียญ แต่บริษัทที่เกี่ยวข้องกับการเงินอาจทำให้เกิดการลงทุนที่สูงมากหากมาตั้งสำนักงานที่ไทย มีโอกาสที่บริษัทเหล่านั้นอาจเผยแพร่ความน่าอยู่ ตัวเลขเศรษฐกิจ ความเจริญของไทยและนำบริษัทอื่นมาลงทุนในไทย
ส่วนการประชุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจ เอเชีย-แปซิฟิก (เอเปค) พ.ย.ที่เมืองซานฟรานซิสโก สหรัฐ ที่จะเกิดขึ้นอาจเชิญบริษัทขนาดกลางเพื่อเปิดโอกาสไปเสนอตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนข้ามชาติที่เราไปลงทุนประเทศเขา หรือเขามาลงทุนในประเทศเรา เป็นการเปิดช่องทาง สร้างงาน สร้างรายได้ ให้ประชาชน จะเปิดให้บริษัทที่ประสงค์จะไปเปิดประตูการค้ากับต่างประเทศ ไปพบปะกับบริษัทใหญ่ๆ ของ สหรัฐ
ยันพบภาคอุตฯ-การเงิน
จะเห็นได้ว่าตนไปพบกับบริษัทใหญ่ 2 ภาคส่วนคือ ภาคอุตสาหกรรมกับภาค การเงิน ถือเป็นภาคสำคัญหากบริษัท ต่างประเทศจะเข้ามาตั้งรกรากที่นี่ เขาก็ต้องการการสนับสนุนด้านการเงินเช่นกัน การลงทุนข้ามชาติ เช่น ไทยไปสหรัฐ หรือสหรัฐมาไทยก็ต้องการตัวกลางที่เข้มแข็ง รอบรู้ทุกๆ เรื่องในแง่ของการเงิน ฉะนั้น สถาบันการเงินไม่ว่าจะเป็น Citibank และ J.P.Morgan มีใบอนุญาตครบ
ตนได้ไปพบปะกับเบอร์หนึ่งเรื่องธุรกรรมการเงินของโลกยืนยัน J.P.Morgan มีลายเส้นครบ แต่การทำงานยังไม่ขยายใหญ่ที่สุด ท่านก็บอกว่าจะไปดูให้ว่าสามารถทำอะไรได้ต่อ ส่วนซิตี้แบงก์ที่มีความสัมพันธ์กับไทยมา ยาวนานก็จะกลับไปดูด้วยว่าจะสนับสนุนตรงไหนได้บ้าง ส่วน Global ZAC ไม่เคยตั้งบริษัทในไทยเลย เป็นแค่บริษัทเล็กๆ ทาง ผู้บริหารยืนยันว่าหากมีการลงทุนข้ามชาติ เกิดขึ้นเยอะก็คุ้มค่าที่ในอนาคตจะมีการมาตั้งสำนักงานที่ประเทศไทย
ไม่กังวลงบทำดิจิทัลวอลเล็ต
เมื่อถามถึงความคืบหน้านโยบายเงินดิจิทัลวอตเล็ต 1 หมื่นบาท ที่จะเร่งดำเนินการให้เร็วขึ้น นายกฯกล่าวว่า ตนเพิ่งกลับมายัง ไม่ได้รับการรายงาน เมื่อถามถึงเสียงสะท้อนให้เพิ่มรัศมีพื้นที่การใช้เป็นระดับจังหวัด นายเศรษฐากล่าวว่า ถือเป็นข้อเป็นห่วงใยที่ต้องนำมาพิจารณา หากกำหนดให้ใช้ในจังหวัดบางทีการใช้จ่ายก็จะกระจุกตัวอยู่ใน อ.เมือง เราอยากให้อำเภอที่กันดารมีโอกาสแจ้งเกิดบ้าง คณะกรรมการกำลังพิจารณากันอยู่ ในรายละเอียดไม่ต้องเป็นห่วง
เมื่อถามว่าเวลานี้ไม่มีข้อกังวลเรื่องเม็ดเงินจริงที่จะใช้ในนโยบายนี้ใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า “ไม่ครับ ไม่เคยมีความกังวล”
ยัวะข่าวตั้งทักษิณนั่งที่ปรึกษา
เมื่อถามถึงความชัดเจนกรณีมีการตีความการให้สัมภาษณ์สำนักข่าวต่างประเทศจะ ตั้งนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ เป็นที่ปรึกษาว่า ต้องแกะเทปดู ตนไม่ได้บอกว่า จะตั้ง แต่บอกว่าถ้ามีเรื่องอะไร ถ้าจะปรึกษาก็ปรึกษาได้ เหมือนตนปรึกษาข้าราชการชั้น ผู้ใหญ่หลายๆ ท่านที่อาจเกษียณไปแล้ว หรืออดีตนายกฯ ตนได้ไปกราบนายอานันท์ ปันยารชุน และนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีต นายกฯมาแล้ว
“ผมเป็นนายกฯ ครั้งแรก เพิ่งเข้าสู่วงการการเมือง ใครมีความรู้ความสามารถที่ดีก็พร้อมจะปรึกษา พูดแค่นั้น บลูมเบิร์กก็แปลแค่นั้นใช่ไหม อย่าตีความไปกว้างกว่านั้นเลย เพราะเรื่องนี้จะก่อให้เกิดประเด็นโดยไม่ใช่เหตุ” นายเศรษฐากล่าว เมื่อถามว่า แต่มีการตีความกันไปแบบนั้น นายกฯ กล่าวเสียงเข้มว่า “คุณอย่าตีความ คุณฟังที่ผมพูดสิ” ก่อนจะถามว่าเรื่องอื่นมีอะไรหรือไม่ แล้วเดินทางกลับทันที

ตรวจตลาด- นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯ และรมว.พาณิชย์ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมชมการจำหน่ายสินค้าธงฟ้าราคาประหยัด ที่วัดบำเพ็ญเหนือ/วัดบางเพ็งใต้ เขตมีนบุรี กทม. เมื่อวันที่ 24 ก.ย. ยันเดือนหน้า ราคาสินค้าลดลงแน่
ย้ำกก.ศึกษาประชามติไม่เกิน 30 คน
ที่ตลาดน้ำขวัญเรียม นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯ และรมว.พาณิชย์ ในฐานะประธานคณะกรรมการศึกษาแนวทางการทำประชามติ กล่าวกรณี นายพริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคก้าวไกล เสนอว่ากรรมการ ควรมีตัวแทนจากทุกภาคส่วน เพื่อรับฟังอย่างรอบด้านว่า เป็นเจตนารมณ์ของเราอยู่แล้วที่พยายามดึงทุกภาคส่วน แต่มีข้อจำกัดหนึ่งอย่างหากดึงทุกภาคส่วนปริมาณจำนวนจะเกินมากๆ จะทำให้การทำงานยากลำบาก ตนประมาณไว้ไม่เกิน 30 คน เริ่มต้นจะดึงตัวแทนจากทุกพรรคให้มากที่สุด ทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาล รวมทั้งกลุ่มวิชาชีพต่างๆ แต่ต้องไม่ให้เกิน 30 คน
คณะกรรมการสามารถกำหนดวาระหรือรายละเอียดของการประชุม เพื่อไปคุยกับกลุ่มต่างๆ ให้มากที่สุด แม้ไม่เข้ามาเป็นกรรมการก็สามารถไปคุยได้

คูคลองใส – นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ เป็นประธานในพิธีงาน “คูคลองใส” ประจำปี 2566 เนื่องในวันอนุรักษ์และรักษาแม่น้ำคูคลองแห่งชาติ โดยมีนายวิชาญ มีนชัยนันท์ ประธานมูลนิธิคนรักเมืองมีน นายวิรัตน์ มีนชัยนันท์ ประธานสภา กทม. เข้าร่วมพิธี ที่ตลาดน้ำขวัญเรียม เมื่อวันที่ 24 ก.ย.
ยันรธน.ใหม่ไม่สุดโต่ง
เมื่อถามว่ามีตัวแทนจากไอลอว์และพรรคไทยภักดีร่วมเป็นกรรมการหรือไม่ นายภูมิธรรมกล่าวว่า ขอดูรายละเอียดก่อน เนื่องจากพื้นฐานเราพยายามเอาทุกกลุ่มมาให้มากที่สุด แต่ไม่ควรเกิน 30 ส่วนบุคคลที่ไม่ได้เข้ากลุ่มไม่เป็นปัญหาเราพยายามจะทำให้ความต้องการของประชาชนประสบความสำเร็จ บนพื้นฐานให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญสืบพันธุ์การเลือกตั้งครั้งหน้า พร้อมกฎหมายลูกที่จะทำให้ประชาชนได้เลือกตั้งในกติกาใหม่ได้ทั้งหมด
“ที่สำคัญเสนอร่างฉบับใหม่แล้ว ต้องเป็นรัฐธรรมนูญที่ผ่านความพอใจและความเข้าใจของทุกฝ่าย ฉะนั้นรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะไม่สุดโต่งจนเกินไป และเป็นรัฐธรรมนูญที่สามารถสร้างความเป็นประชาธิปไตยให้มากขึ้น” นายภูมิธรรมกล่าว
จุรินทร์เตือนใช้ฉบับ 40 เป็นตัวตั้ง
นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รักษาการหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่าที่ ต้องทักท้วงไว้แต่ต้นคือหลักคิดของรัฐบาล จะใช้รัฐธรรมนูญปี 40 เป็นต้นแบบขอให้ คิดให้รอบคอบ เพราะรัฐธรรมนูญปี 40 ออกแบบให้ฝ่ายบริหารมีอำนาจมาก เกินไป จนบางยุคทำให้การตรวจสอบรัฐบาลโดยเฉพาะผู้นำรัฐบาลหรือนายกฯ ทำได้ยากมากจนไม่สามารถตรวจสอบหรืออภิปราย ไม่ไว้วางใจนายกฯ ได้ ถ้าตั้งรัฐบาลด้วยเสียงเกินกว่า 3 ใน 5 คือเกินกว่า300 เสียงขึ้นไป เพราะรัฐธรรมนูญ 40 จะยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯ ฝ่ายค้านต้องมีเสียงเกินกว่า 200 เสียงหรือ 2 ใน 5 ขึ้นไปเท่านั้น ทำให้บางยุคไม่สามารถตรวจสอบนายกฯได้ตลอดอายุรัฐบาล จนนำไปสู่การมีรัฐบาลกินรวบดังที่เคยประสบในบางยุค
ถ้าใช้รัฐธรรมนูญปี 40 มาสวมในสถานการณ์ปัจจุบันการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายเศรษฐา จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย เพราะรัฐบาลมีเสียงเกิน 3 ใน 5 นั่นคือมีถึง 314 เสียง ฝ่ายค้านมีไม่ถึง 200 เสียง
วิษณุยินดีให้คำปรึกษากก.แก้รธน.
นายวิษณุ เครืองาม อดีตรองนายกฯ ให้สัมภาษณ์กรณีนายภูมิธรรม อยากพูดคุยและทาบทามร่วมคณะกรรมการศึกษาแนวทางการทำประชามติ ว่า ขอบพระคุณมากที่ยังนึกถึง แต่งานที่ทำเป็นงานใหญ่ใช้เวลาและยุ่งยาก ข้อสำคัญอยู่กับความเห็นที่แตกต่างที่อาจเกิดความขัดแย้ง เมื่อตนพ้นออกมาจากสิ่งเหล่านี้แล้วก็ไม่ควรกลับไปเป็นบุคคลสาธารณะอีก เพราะการไปทำงานนี้คือเป็นไปบุคคลสาธารณะ ทุกวันนี้ก็สบายอกสบายใจอยู่แล้ว
เมื่อถามว่าหากมาขอคำแนะนำเป็นบางครั้งได้หรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่า ด้วยความยินดี ที่ผ่านมามีรัฐมนตรีหน้าเก่าที่เคยอยู่ในรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่คุ้นเคยกันอยู่ โทร.มาถาม ยังมีถามเรื่องในอดีตเช่น มติครม.เก่า มีคนโทร.มาถามบ่อยๆทุกวัน
แนะแก้หมวด 3-11ก่อน
เมื่อถามถึงแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ นายวิษณุกล่าวว่า ตอบไม่ถูกให้เขาคิดกันเองเพราะยุ่งยากซับซ้อน ข้อสำคัญจะใช้วิธีไหนก็ควรหลบหลีกการทำประชามติหลายครั้ง และเห็นด้วยกับแก้ไขเป็นรายมาตรา ทีละหลายๆ มาตรา เพราะรัฐธรรมนูญห้ามไว้แต่เพียงกรณีแก้ไขหมวด 1 ทั่วไป หมวด 2พระมหากษัตริย์ หมวด 15 เรื่องการแก้ไขอำนาจและหน้าที่ขององค์กรอิสระ และการแก้ไขคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามขององค์กรอิสระ เรื่องเหล่านี้เมื่อแก้ไขวาระ1, 2, 3 แล้วเสร็จก่อนนำขึ้นทูลเกล้าฯ ต้องทำประชามติ
การแก้ไขที่ควรทำคือ ถ้าต้องการแก้เกี่ยวกับองค์กรอิสระและไปกระทบกับเรื่องอำนาจหน้าที่ขององค์กรอิสระต้องทำประชามติ เพราะฉะนั้นเก็บไว้ทำคราวหลังได้หรือไม่ ตอนนี้ถ้าอยากแก้ไปก่อนคือหมวด 3 เรื่องสิทธิเสรีภาพ ซึ่งประชาชนต้องการ และหมวด 4 หน้าที่ของรัฐ หมวด 5 หน้าที่ของปวงชนชาวไทย หมวด 6 แนวนโยบาย แห่งรัฐ หมวด 7 รัฐสภา ซึ่งแก้ได้ตามใจชอบ ไม่ต้องทำประชามติ หมวด 8 ครม. หมวด 9 ผลประโยชน์ขัดแย้งกัน หมวด 10 เรื่องศาล หมวด 11 องค์กรอิสระ ซึ่งเรื่องเหล่านี้แก้ได้หมด แต่พอไปถึงองค์กรอิสระอำนาจหน้าที่ และคุณสมบัติต้องห้ามจะไปเจอเรื่องทำประชามติ อย่าเพิ่งไปทำ
แก้มาตรา 256 ปิดช่องทำประชามติ
เมื่อถามว่าการทำประชามติควรทำครั้งเดียวตอนแก้ไขเสร็จแล้วใช่หรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่า ที่ต้องทำประชามติเพราะมาตรา 256 กำหนดไว้ ถ้าแก้มาตรา 256 ว่าการแก้รัฐธรรมนูญไม่ต้องทำประชามติ ก็ไม่ต้องทำประชามติ แต่การจะแก้หนแรกเรื่องมาตรา 256 ต้องทำประชามติก่อน จะลบล้างเรื่องประชามติไปได้
เมื่อถามว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องทำประชามติ 3-4 ครั้งหรือไม่ นายวิษณุกล่าวย้ำว่า ต้องแก้มาตรา 256 เสียก่อน พอเสร็จวาระ 1-3 ก็นำขึ้นทูลเกล้าฯ ต่อไปจะไม่ได้เจอเรื่องทำประชามติ แต่ถ้าแก้ตามแนวทางของรัฐบาลก็ต้องทำประชามติ 1.ต้องทำประชามติแก้ทั้งฉบับว่าเห็นด้วยหรือไม่ 2.ต้องตั้งส.ส.ร. และ 3. ถ้าตั้งส.ส.ร.ต้องไปทำประชามติทั้งประเทศอีก การทำประชามติครั้งหนึ่งใช่งบ 3 พันล้านบาท ฉะนั้นก็แก้ที่มาตรา 256 แต่การแก้มาตรา 256 หากพูดกันไม่ดีอาจไม่ผ่าน เพราะต้องผ่านความเห็นของสว.หรือไม่ และเขาก็กลัวว่าจะไปแก้อะไรต่อมิอะไร “อย่างน้อยการทำประชามติควรทำ 2 ครั้งก็ยังดีคือต้องเริ่มแก้ไข และตอนจบที่จะไปประกาศใช้”
โพลค้านจ่ายเงินเดือนขรก. 2 รอบ
ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เผยผลสำรวจ เรื่อง “เงินเดือนข้าราชการ” สำรวจระหว่าง 19-21 ก.ย. 2566 ทั่วประเทศ รวม 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับเงินเดือนข้าราชการ
เมื่อถามถึงความเพียงพอของเงินเดือนที่ได้ ไม่รวมรายได้พิเศษอื่นๆ ที่ถูกกฎหมาย กับการใช้จ่ายและการมีเงินเก็บ พบร้อยละ 44.81 ระบุ ไม่เพียงพอต่อการใช้จ่ายและไม่มีเงินเก็บ รองลงมา ร้อยละ 28.32 ระบุว่า เพียงพอต่อการใช้จ่ายและมีเงินเก็บ และร้อยละ26.87 ระบุ เพียงพอต่อการใช้จ่ายแต่ไม่มีเงินเก็บ
ด้านความเพียงพอของเงินเดือนที่ได้รับ เมื่อรวมรายได้พิเศษอื่นๆ ที่ถูกกฎหมาย กับการใช้จ่ายและการมีเงินเก็บในปัจจุบัน พบร้อยละ 31.76 ระบุว่าเพียงพอต่อการใช้จ่ายและมีเงินเก็บ รองลงมา ร้อยละ 24.12 ระบุว่า เพียงพอต่อการใช้จ่ายแต่ไม่มีเงินเก็บ ร้อยละ 22.90 ไม่มีรายได้พิเศษอื่นๆ (ที่ถูกกฎหมาย) และร้อยละ 21.22 ไม่เพียงพอ ต่อการใช้จ่ายและไม่มีเงินเก็บ
ส่วนหนี้สินจากการกู้ยืมพบว่าร้อยละ 44.35 ระบุมีหนี้สินกับสถาบันทางการเงิน ร้อยละ 43.36 ระบุมีหนี้สินกับสหกรณ์ ร้อยละ 25.57 ไม่มีหนี้สินใดๆ และร้อยละ 3.66 มีหนี้สินนอกระบบ
ความเห็นต่อแนวคิดของรัฐบาลเกี่ยวกับการแบ่งจ่ายเงินเดือนข้าราชการ 2 รอบ พบว่า ร้อยละ 71.30 ไม่เห็นด้วยเลย รองลงมาร้อยละ 11.83 ไม่ค่อยเห็นด้วย ร้อยละ 8.32 ระบุเห็นด้วยมาก ร้อยละ 7.71 ค่อนข้างเห็นด้วย
ความคิดเห็นต่อนโยบายเงินเดือนผู้จบปริญญาตรี 25,000 บาท พบร้อยละ 57.86 เห็นด้วยมาก รองลงมาร้อยละ 20.38 ค่อนข้างเห็นด้วย ร้อยละ 13.36 ไม่เห็นด้วยเลย ร้อยละ 7.94 ไม่ค่อยเห็นด้วย
สมาชิกกก.ร่วมเปิดตัวหน.
ที่อาคารกีฬาเวสน์ 1 ศูนย์เยาวชนไทยญี่ปุ่น ดินแดง พรรคก้าวไกลจัดงาน “ก้าว ต่อไป ก้าวไกลทั้งแผ่นดิน” เพื่อเปิดตัวนายชัยธวัช ตุลาธน หัวหน้าพรรคก้าวไกลคนใหม่ รวมถึงเชิญบุคคลที่เป็นสมาชิกพรรค ทั่วประเทศมารับฟังยุทธศาสตร์ของพรรค เพื่อทำความเข้าใจร่วมกัน
เวลา 13.30 น. สมาชิกพรรคใส่เสื้อสีส้มเริ่มทยอยเข้ามาในอาคาร ยังมีกก.บห.พรรค, สส.และเจ้าหน้าที่เริ่มทยอยเข้าอาคารด้วย
‘ช่อ’สู้ต่อ-ใครเบื่อให้เบื่อต่อไป
เวลา 15.40 น. เป็นการเสวนาภายหัวข้อ “ตื่นเถิดประเทศไทย” ผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วย น.ส.พรรณิการ์ วานิช อดีตแกนนำคณะก้าวหน้า นายอธึกกิต แสวงสุข คอลัมนิสต์และสื่อมวลชน และนายศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ นักวิชาการอิสระ
น.ส.พรรณิการ์ สวมชุดดำขึ้นเวที พร้อมกล่าวว่าที่มาอยู่ตรงนี้วันนี้ เพื่อจะบอกให้ใครบางคนที่เบื่อตนเองว่า “ให้เบื่อแล้ว เบื่ออยู่ และเบื่อต่อไป เพราะดิฉันจะอยู่ตรงนี้ และจะสู้ต่อไปจนกว่าจะชนะ” ก่อนจะเข้าสู่วงเสวนากว่า 50 นาที
ช่วงท้าย น.ส.พรรณิการ์ กล่าวว่า ตอนเข้ามาทำงานการเมืองผู้หลักผู้ใหญ่ คุณพ่อคุณแม่เป็นโฆษกพรรคไทยรักไทยบอกกับตนว่า ทำงานการเมืองทำได้ แต่อย่าไปเป็นโฆษก มันหนัก ทำดีเสมอตัว ทำชั่วโดนด่าแทนพรรค สรุปพรรณิการ์ เข้ามาทำงานการเมืองในตำแหน่งโฆษกพรรค จากวันนั้นของอนาคตใหม่มาจนถึงวันนี้การเป็นโฆษกพรรคมันเหนื่อยจริงๆ เป็นพรรคที่ต้องสู้กับผู้มีอำนาจ แบกรับกับความคาดหวังของผู้สนับสนุน ต้องตอบได้ทุกคำถาม ต้องเผชิญหน้า โฆษกพรรคเป็นตำแหน่งที่รับบทหนักมากจริงๆ
พริษฐ์ลั่นฝ่ายค้านเปลี่ยนปท.
นายพริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคก้าวไกล กล่าวบนเวทีถึงแผนการทำงานและบทบาทของ สส.พรรคก้าวไกล ว่า พรรคตั้งใจจะใช้กลไกสภาขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง ผ่านการพูดถึง 5 มายาคติทางการเมือง ที่เราต้องการเข้าไปทลาย 1.มายาคติ ฝ่ายค้านจะเสนอกฎหมายไปทำไม เพราะอย่างไรก็ไม่มีวันผ่าน จะผลักดันผ่านสมรภูมิในสภา สมรภูมินอกสภา 2.มายาคติ คณะกรรมาธิการในสภามีไว้เพื่อผลาญงบ พรรคเชื่อว่ากลไกกมธ.ถูกใช้ ในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงได้
3.มายาคติ สภาคือโรงละคร พรรคยื่นร่างแก้ไขข้อบังคับการประชุมสภาเป็น “ข้อบังคับสภาก้าวหน้า” ยกระดับการทำงานของสภา 4.มายาคติ ฝ่ายค้านต้องค้านทุกเรื่อง เราจะเป็นฝ่ายค้านที่สร้างสรรค์ สนับสนุนรัฐบาลในเรื่องที่เป็นประโยชน์ ทักท้วงเรื่องที่ไม่ตอบโจทย์ 5.มายาคติ “สส. เขตทำงานพื้นที่ สส.บัญชีรายชื่อทำงานเชิงประเด็น เราจะประสบความสำเร็จในการพิสูจน์ให้ประชาชนเห็นว่าฝ่ายค้านก็เปลี่ยนแปลงประเทศนี้ได้

ก้าวต่อไป – นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล ร่วมกิจกรรม ‘ก้าว ต่อไป ก้าวไกลทั้งแผ่นดิน’ ซึ่งพรรคจัดขึ้น พร้อมเปิดตัวนายชัยธวัช ตุลาธน ที่ได้รับเลือกเป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่ ที่อาคารกีฬาเวสน์ 1 ศูนย์เยาวชนไทย-ญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 24 ก.ย.
ชัยธวัชชู4ยุทธศาสตร์นำทัพก้าวไกล
ด้านนายชัยธวัชกล่าวว่า แม้ว่าหัวหน้าพรรคก้าวไกลจะเปลี่ยนไปแต่ว่าที่นายกฯ ของพรรคก้าวไกลจะไม่เปลี่ยนแปลง ยังคงเป็นพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ส่วนเส้นทางการเมืองของพรรคและบทใหม่ของการเมืองไทย ที่บอกเปลี่ยนจากระบอบเผด็จการสู่ระบอบประชาธิปไตยคงไม่เป็นเช่นนั้น เพราะการจัดตั้งรัฐบาลไม่เคารพเสียงประชาชน การเมืองไทยเป็นรัฐรวมศูนย์ เต็มไปด้วยการทุจริต ทุนผูกขาด นิติรัฐแบบอภิสิทธิ์ชน ความเสมอภาคต่อกฎหมายไม่มีอยู่จริง อนุญาตให้เลือกตั้งได้เป็นพักๆ แต่ไม่ยอมให้อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน แข่งขันกันไปมีอำนาจ ผลัดกันไปแบ่งสันปันส่วนตำแหน่ง การเมืองชนชั้นนำไม่ได้แข่งขันไปเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคม การพยายามออกจากการเมืองของชนชั้นนำแบบเดิมจึงกลายเป็นโจทย์สำคัญ
เป้าหมายสำคัญของพรรคก้าวไกลคือ ผลักดัน เปลี่ยนแปลงสิ่งที่การเมืองของชน ชั้นนำบอกว่าเป็นไปไม่ได้ ให้เป็นสิ่งที่สังคมไทยปฏิเสธไม่ได้อีกต่อไป ภายใต้เป้าหมายนี้ พรรคจะมียุทธศาสตร์สำคัญ4ด้าน มีภารกิจเฉพาะหน้า 2 ภารกิจ คือ สร้างพรรคก้าวไกลให้เข้มแข็ง อยากเชิญชวนให้ช่วยกันขยายสมาชิกพรรค
ยุทธศาสตร์ที่ 2 คือฝ่ายค้านในสภา ให้สัญญาว่าจะตรวจสอบถ่วงดุลฝ่ายบริหารอย่างตรงไปตรงมา ไม่เกรงใจใครอย่างที่เคยพิสูจน์ ดุดันด้วยเนื้อหา, ยุทธศาสตร์ด้านที่ 3 คือฝ่ายค้านเชิงรุก, ยุทธศาสตร์ที่ 4 คือ ตรึงพื้นที่เก่า รุกพื้นที่ใหม่ หลังจากนี้พรรคจะสร้างกลไกให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการสรรหาท้องถิ่นทุกระดับ เป้าหมายไม่ใช่การสร้าง หัวคะแนนในการเลือกตั้งใหญ่ แต่ต้องการผลักดันการกระจายอำนาจในการรวมศูนย์ ภารกิจสุดท้ายคือ ร่วมกันผลักดันให้ได้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่มาจากประชาชน
พิธาขยายสมาชิกเดือนละ 1 หมื่น
นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคก้าวไกล บรรยายหัวข้อ “ยุทธศาสตร์ก้าวไกลก่อนถึงวันเข้าทำเนียบ” ว่า ผู้นำชุดใหม่ไม่ใช่ชุดผู้นำขัดตาทัพ เขาคือผู้นำตัวจริงเสียงจริงของพรรค พรรคก้าวไกลไม่ใช่เรื่องของตัวบุคคล แม้บุคคลใดบุคคลหนึ่งไม่อยู่ ต้องลาออก ต้องโดนตัดสิทธิ์ ย้ายพรรค แต่แกนกลางยังอยู่ คืออำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน ใครก็ตามที่เข้าใจผิดว่านายชัยธวัช แค่หัวหน้าพรรคขัดตาทัพ เขาเข้าใจผิด เพราะเขาคือตัวจริงเสียงจริงของฝ่ายประชาธิปไตย “ท่านรักพิธาอย่างไร ต้องรักชัยธวัชอย่างนั้น อย่างที่ผมบอกกับพี่น้องไว้ว่าพรรคก้าวไกลของเราคือผู้คนและการเดินทางมันคือสายธาร”
เราจะเป็นฝ่ายค้านเชิงรุก ไม่ได้จ้องจะค้านรัฐบาลอย่างเดียว จะเป็นฝ่ายค้านที่อยู่ข้างประชาชน เป็นฝ่ายค้านที่สั่งสมชัยชนะไปเรื่อยๆ จนเป็นรัฐบาลที่ดีที่สุดของคนไทย ด้วยกลยุทธ์ แข่ง ขยับ และขยาย 1.เราพร้อมจะแข่งทุกสนามเลือกตั้ง 4 ปี 4 สนามใหญ่ เกิดก้าวไกล ทั่วประเทศแน่นอน ปีที่ 1 อบจ. ปีที่ 2 เทศบาล ปีที่ 3 ผู้ว่าฯกทม. ปีที่ 4 เลือกตั้งใหญ่แล้วเจอกัน 2.แข่งเสร็จแล้วไต้องขยับ ตอนนี้เรามี สส.เขต บัญชีรายชื่อ มีท้องถิ่น มีส้มจี๊ด มีมูลนิธิ เวลาขยับเป็นองคาพยพ ไม่สะเทือนให้มันรู้ไป 3.ขยาย มั่นใจก้าวไกลจะขยายสมาชิก ตอนนี้มีอยู่ 80,000 กว่าคน เพิ่มขึ้นเดือนละ 10,000 คน ไม่นานจะเป็นพรรคที่มีสมาชิกเยอะเป็นอันดับหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทย