‘ปลัดฉิ่ง’ปธ.ไขความจริง ส่ง‘ปปช.’เช็กเส้นทางเงิน ภาคภูมิและพวกได้ประกัน สุรเชษฐ์ยัน-ไม่รู้จัก‘มินนี่’

บี้‘บ้านโจ๊ก’ เรียกสอบ ‘เฮียแต๋ม’ นักธุรกิจอุดรฯ เจ้าของตัวจริง ขณะพล.ต.อ.สุรเชษฐ์ลั่น เช่าอยู่เดือนละ 5 หมื่น เคยแจง ‘ปปช.’ แล้ว นัด ‘เฮียแต๋ม’ แจงทุกประเด็นวันนี้ ขณะศาลรับคำร้องรองผบ.ตร. ไต่สวนปกปิดข้อมูลขอหมายค้น ตร.นำ 15 ผู้ต้องหาฝากขัง ก่อนศาลให้ประกันแต่ห้ามออกนอกประเทศ ‘เศรษฐา’ ตั้ง ‘ฉัตรชัย พรหมเลิศ’ ประธาน ปปง. นั่งคุมตรวจสอบข้อเท็จจริงออกหมายค้นบ้านข้าราชการชั้นผู้ใหญ่

นายกฯตั้ง 3 กก.สอบค้นบ้านโจ๊ก
เมื่อวันที่ 26 ก.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ให้สัมภาษณ์ ถึงคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 247/2566 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย กรณีการเข้าค้นบ้านพักของข้าราชการตำรวจชั้นผู้ใหญ่และเคหสถานอื่นหลายแห่งทั่วประเทศ จากกรณีตรวจค้นบ้านพักพล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผบ.ตร. ว่า วันนี้ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) จะตั้งคณะกรรมการขึ้นมา 3 ท่าน เป็นพลเรือน 2 คน และอดีตตำรวจ 1 คน ซึ่งเป็นคนที่ไม่มี ส่วนได้ส่วนเสียอยู่ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้กรอบทำงานไปชัดเจน 15 วัน ให้สำนักงานตำรวจฯ แถลงดีกว่า ในเรื่องนี้

เมื่อถามว่าหนักใจหรือไม่ดูเหมือนเรื่องนี้มีอะไรที่ซับซ้อน นายกฯ กล่าวว่า เรื่องนี้หนักใจ อยู่แล้ว และไม่เกี่ยวกับเรื่องซับซ้อน แต่เป็นเรื่อง ที่สาธารณชนจับตามองดูอยู่ก็ต้องให้ความสบายใจ และเป็นเรื่องของความมั่นคงด้วย

‘ฉัตรชัย’ปธ.สอบข้อเท็จจริง
ผู้สื่อข่าวถามว่าจะมีผลต่อประชุม คณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) เพื่อเลือกผบ.ตร.ในวันที่ 27 ก.ย.นี้หรือไม่ นายเศรษฐากล่าวว่า อย่าเพิ่งคิด เรื่องนั้นว่ากันทีหลัง ส่วนจะเลื่อนการประชุมหรือลงนามแต่งตั้งในวันนั้นเลยหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ทางตร.ไม่ได้เสนอเลื่อนประชุมมา ส่วนการพิจารณาต้องดูและไปพูดคุยกันต่อ ดูกันไปตาม ข้อกฎหมาย การจะแต่งตั้งใครตนก็ต้องดูว่าข้อกฎหมายสามารถทำให้ตนแต่งตั้งได้

เมื่อถามว่าจะถือโอกาสสังคายนาสำนักงาน ตำรวจแห่งชาติเลยหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ใช้คำว่าสังคายนามันก็แรงไปหน่อย สถาบันนี้ ถือเป็นสถาบันที่มีเกียรติ มีปัญหาก็ต้องแก้กันไป จะดีกว่า ทำแบบนี้ดีกว่าถ้ามีปัญหาก็แก้กันไป ทุกองค์กรก็มีทั้งคนดีและคนไม่ดี ต้องค่อยเป็น ค่อยไป มีปัญหาก็ต้องแก้ แต่แน่นอนอันนี้ คือปัญหาใหญ่ก็ต้องแก้ไขกันไป และต้องให้เกียรติทางสถาบันตำรวจด้วยเหมือนกัน

ทั้งนี้นายกฯ ลงนามแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายกรณีการเข้าค้นบ้านพักของข้าราชการตำรวจชั้นผู้ใหญ่และเคหสถานอื่นหลายแห่งทั่วประเทศ ประกอบ ด้วย 1.นายฉัตรชัย พรหมเลิศ อดีตปลัดกระทรวง มหาดไทย ปัจจุบันเป็นประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เป็นประธานกรรมการ 2.นายชาติพงษ์ จีระพันธุ อดีตรองอัยการสูงสุด กรรมการ 3.พล.ต.อ.วินัย ทองสอง อดีตรองผบ.ตร. กรรมการเเละเลขานุการ

ส่งฝากขัง-ได้ประกัน
วันเดียวกัน ร.ต.อ.ฤทธิ์ธาดา เครือสุข รอง สว. (สอบสวน) สน.ทุ่งมหาเมฆ เดินทางไปที่กองบังคับการตำรวจนครบาล 5 (บก.น.5) กทม. พร้อมรถตู้ 3 คันคุมตัวผู้ต้องหาคดีฟอกเงินรวม 15 คน ประกอบด้วย นายตำรวจ 6 นาย และพลเรือนอีก 9 คน ไปขออำนาจศาลอาญากรุงเทพใต้ฝากขัง ในความผิดฐานร่วมกันฟอกเงิน เปิดบัญชีม้า และจัดให้มีการเล่นพนัน โดยเบื้องต้นพนักงานสอบสวนคัดค้านการประกันตัวท้ายคำร้องฝากขังเนื่องจากคดีดังกล่าวเป็นคดีที่มีอัตราโทษสูง เกรงว่าผู้ต้องหา จะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน แล้วเกรงว่า ผู้ต้องหาจะหลบหนี

โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้ง 6 นาย ประกอบด้วย พล.ต.ต.นำเกียรติ ธีระโรจนพงษ์, พ.ต.อ.ภาคภูมิ พิศมัย, พ.ต.ท.คริษฐ์ ปริยะเกตุ, พ.ต.ต.ชานนท์ อ่วมทร, ส.ต.อ.ณัฐวุฒิ หวัดแวว และ ส.ต.อ.อภิสิทธิ์ คนยงค์และพลเรือนอีก 9 คน คือ นายจิรันธนิน สุจริตชินศรี, นายพุฒิพงษ์ พูนศรี, น.ส.ยุภาพร วงศ์ลา, นางแสงเดือน แก้วทอง, น.ส.เรไร ศรีธาตุ, นายกิติศักดิ์ มินาลา, น.ส.ชนม์สิตา สุธงษา, นายบัณฑิต หล้าก่ำ และน.ส.ทักษพร พงษ์เหมวัฒนา

ในระหว่างการควบคุมตัวขึ้นรถ ผู้สื่อข่าวได้พยายามสอบถาม พ.ต.อ.ภาคภูมิว่าเครียดหรือไม่ที่ถูกดำเนินคดี แต่เจ้าตัวไม่ได้ตอบคำถาม แต่ได้ยิ้มและพยักหน้าให้กับสื่อมวลชนเท่านั้น ขณะที่พล.ต.ต.นำเกียรติ ธีระโรจนพงษ์ ตอบด้วย ท่าทางสบายๆ ว่า “สบายดีครับ” ก่อนจะเดินขึ้นรถไปศาล

ที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ ภายหลังเสร็จสิ้นกระบวนการฝากขังแล้ว ผู้ต้องหาได้ยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์ เสนอต่อศาลอาญากรุงเทพใต้ พิจารณาขอปล่อยชั่วคราวในชั้นฝากขังนี้

โดยศาลอาญากรุงเทพใต้ พิจารณาแล้ว อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวในชั้นฝากขังนี้ โดยให้ผู้ต้องหาทำสัญญาประกัน พร้อมกำหนดเงื่อนไขห้ามเดินทางออกนอกราชอาณาจักร เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาลด้วยทุกราย โดยให้แจ้ง สตม. ทราบด้วย ทั้งนี้ศาลตีราคาประกันคนละ 100,000 บาท ยกเว้นนายพุฒิพงษ์ และ นายจิรันธนิน ศาลตีราคาประกัน 150,000 บาท ส่วนพ.ต.อ.ภาคภูมิ ศาลตีราคาประกัน 200,000 บาท ส่วนน.ส.ยุภาพร, นางแสงเดือน, นายกิติศักดิ์ ไม่ได้ยื่นขอปล่อยชั่วคราวจึงถูกนำตัวไปคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ

ผบก.น.5 สั่งเช็กคอมพ์ที่ยึด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อช่วงค่ำวันที่ 25 ก.ย. นายศุภชัย ทิพย์สิทธิ์ ทนายความ ของ พ.ต.อ.ภาคภูมิ และพ.ต.อ.เขมรินทร์ พิศมัย ผกก.ตม.จว.จันทบุรี เดินทางมาที่บก.น.5 เพื่อร่วมฟังการสอบปากคำ พร้อมเปิดเผย พ.ต.อ.เขมรินทร์ได้รับการประกันตัวในชั้นศาลแล้ว วงเงินประกัน 1 แสนบาท

ขณะที่พล.ต.ต.ธวัชเกียรติ จินดาควรสนอง ผบก.น.5 สั่งการให้พนักงานสอบสวน สน.ทุ่งมหาเมฆ นำของกลางประกอบด้วยตู้เซฟ ยี่ห้อฮารีเทจ 1 ตู้ ซึ่งตรวจยึดได้จากที่พักของนายบัณฑิต หล้าก่ำ ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญากรุงเทพใต้ เลขที่ จ.886/2556 ลงวันที่ 22 ก.ย.66 ข้อหา ร่วมกันสมคบฯ และคอมพิวเตอร์ ของกลางที่ตรวจยึดได้จากที่พัก น.ส.ชนม์สิตา สุธงษา ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญากรุงเทพใต้ เลขที่ จ.880/2566 ลงวันที่ 22 ก.ย.66 ข้อหาเดียวกัน ไปตรวจสอบเพิ่มเติม โดยเชื่อว่าชุดคลี่คลายคดีน่าจะพยายาม หาหลักฐานเชื่อมโยงไปสู่การออกหมายจับนายตำรวจ เครือญาติ และผู้สื่อข่าว ที่สนิทสนม กับพล.ต.อ.สุรเชษฐ์เพิ่มเติม ซึ่งมีรายงานด้วยว่า นายบัณฑิตและน.ส.ชนม์สิตานั้น ถูกจับกุมในพื้นที่จ.ขอนแก่น ตั้งแต่เมื่อวันที่ 25 ก.ย. โดยนายบัณฑิตถูกจับกุมในบ้านพักเลขที่ 177/165 หมู่ 15 ต.บ้านเป็ด อ.เมือง จ.ขอนแก่น พร้อมตู้เซฟ ส่วนน.ส.ชนม์สิตา ถูกจับกุมตัวได้ที่โรงแรม OXTEL ตัวเมืองจังหวัดขอนแก่น พร้อมคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์

จ่อสอบแต๋มเจ้าของบ้านโจ๊ก
รายงานข่าวแจ้งว่า สำหรับบ้านย่านวิภาวดี ที่พล.ต.อ.สุรเชษฐ์พักอาศัยอยู่ทั้ง 5 หลัง พบว่า ชื่อผู้ครอบครองเป็นของ ‘เฮียแต๋ม’ และภรรยา ซื้อบ้านทั้ง 5 หลังนี้ไว้ และพล.ต.อ.สุรเชษฐ์พักอาศัย โดยไม่เก็บค่าเช่าและไม่ได้เข้ามาดูแลบ้านทั้งหมดนานแล้ว ทั้งนี้ ‘เฮียแต๋ม’ และภรรยา เป็นเจ้าของบริษัทขนส่งรายใหญ่ในจ.อุดรธานี มีสาขาในจังหวัดใหญ่ๆ ทั่วประเทศ และธุรกิจเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วง 7-8 ปี ที่ผ่านมา ทั้งนี้ ‘เฮียแต๋ม’ มีชื่อครอบครองบ้าน 3 หลัง ที่พล.ต.อ.สุรเชษฐ์อาศัยอยู่และอ้างว่าซื้อไว้ให้พ่ออยู่อีกหลัง ส่วนอีก 2 หลังมีชื่อของภรรยา ‘เฮียแต๋ม’ เป็นผู้ครอบครอง ซึ่งให้เป็นที่พักของนายตำรวจติดตาม อยู่ห่างกันประมาณ 100 เมตร

นอกจากนี้ ยังได้ข้อมูลการจ่ายเงินค่า ส่วนกลางของหมู่บ้านของบ้านทั้ง 5 หลัง ในช่วง เดือนก.ค.2566 ถึงเดือนมิ.ย.2567 โดย ‘เฮียแต๋ม’ เป็นคนโอนเงินเข้ามาจ่ายให้ ซึ่งบ้านพักหลังที่พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ พักอาศัยอยู่จ่ายค่าส่วนกลางเป็นเงินรวม 62,000 บาท ส่วนหลังอื่นหลังละ 26,000-27,000 บาท รวมค่าส่วนกลางทั้ง 5 หลัง เป็นเงินกว่า 142,000 บาท ส่วนการ ขอใช้ไฟฟ้าของบ้านทั้ง 5 หลัง พบเป็นชื่อของ ‘เฮียแต๋ม’ เป็นผู้ขอใช้ไฟฟ้าทั้งหมด

หลังจากนี้ตำรวจจะเร่งสอบสวนและจะออก หมายเรียกให้ ‘เฮียแต๋ม’ และภรรยามาให้ข้อมูล ถึงการครอบครองบ้านทั้ง 5 หลังในเร็วๆ นี้

รายงานข่าวแจ้งว่า ชุดสืบสวนจะตรวจสอบ ที่มาของเงินนำมาซื้อบ้านทั้ง 5 หลังนี้ด้วย และเหตุใดถึงต้องซื้อแล้วให้บุคคลอื่นมาพักอาศัยอยู่ทั้ง 5 หลัง พร้อมทั้งจะยื่นขอให้ สำนักงานป.ป.ช. ตรวจสอบการยื่นบัญชีทรัพย์สินของพล.ต.อ.สุรเชษฐ์ว่ามีการรับของเกิน 3,000 บาทจากบุคคลอื่นหรือไม่

บิ๊กโจ๊กร้องศาลปมค้นบ้าน
ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผบ.ตร. เดินทางมาเพื่อยื่นคำร้องขอให้ศาล พิจารณาไต่สวนเรื่องการละเมิดอำนาจศาล กรณีออกหมายค้นบ้าน โดยศาลอาญาได้รับคำร้องไว้พิจารณา

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์กล่าวว่า การออกหมายค้น ที่ไปค้นบ้านตนวานนี้ มองว่าเป็นการปกปิดข้อเท็จจริงต่อศาล เพราะรู้อยู่แล้วว่าเป็นบ้านที่ตนพักอาศัยอยู่ แต่ผู้ที่ไปขอหมายไม่ได้บอกศาล และแม้ชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ของบ้านจะเป็นคนอื่น แต่ก็เป็นญาติตน และเหตุผลที่บอกว่าเป็นการขอหมายค้นบ้านเพื่อเข้าจับกุมนายตำรวจ ติดตามของตนที่อาศัยอยู่ในบ้านหลังดังกล่าว ก็ต้องรู้อยู่แล้วว่าตนอาศัยอยู่บ้านนี้ หากศา ลรู้ว่าเป็นบ้านของตนก็จะให้ความเป็นธรรม เพราะตนยังไม่มีคดีความ การที่ตนถูกออกหมายค้นบ้าน และถูกนำกำลังยกมาเข้าค้น เป็นโขยง ทำให้ตนเสียชื่อเสียง

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์กล่าวอีกว่า ส่วนประเด็นที่จะไปร้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติ มิชอบกลางนั้น เป็นเรื่องของการแจ้งความเท็จ ซึ่งขอตรวจสอบให้ชัดเจนก่อน ยืนยันว่าตนเอง พร้อมรับการตรวจสอบ แต่การตรวจสอบนั้นต้องเป็นธรรม ไม่มีวาระซ่อนเร้น ไม่เช่นนั้นก็ต้องมีการใช้สิทธิทางกฎหมาย เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับตนเอง หากรองผบ.ตร. ยังไม่ได้รับความเป็นธรรม แล้วประชาชน จะไปหาความเป็นธรรมได้จากที่ไหน สำหรับประเด็นเรื่องเส้นทางการเงิน ยืนยันว่าไม่ได้มีเส้นทางการเงินตรงเข้ามาที่ตน ทั้งหมดเป็นเรื่องของลูกน้อง ซึ่งเป็นหน้าที่ของลูกน้อง ที่ต้องตอบว่านำเงินไปทำอะไร สำหรับพ.ต.ท.คริษฐ์ ปริยะเกตุ ก็ทำงานอยู่กับตน มานานเหมือนเป็นเลขาฯ ในแต่ละเดือนก็จะให้เงินไปจ่ายค่าใช้จ่ายต่างๆ ให้ รวมถึงค่ารักษาพยาบาลแม่ซึ่งเงิน 2.8 ล้าน คือค่าใช้จ่ายสำหรับทั้งปี ไม่ใช่แค่เดือนเดียว แต่จะเอาเงินต้นไปหมุนจ่ายเอาไปเข้าเส้นเงินที่เชื่อมโยงกับมินนี่ได้อย่างไร ตนไม่ทราบ ซึ่งเรื่องนี้ตนก็รอ ที่จะสอบถามพ.ต.ท.คริษฐ์

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์กล่าวด้วยว่า หลังจากถูกค้นบ้านได้พูดคุยเเบบส่วนตัวกับพล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร.แล้ว ทราบว่าคำสั่งดังกล่าว ไม่ได้มาจากผบ.ตร. ส่วนจะเกี่ยวข้องกับการเลือกผบ.ตร.คนใหม่หรือไม่นั้น ตนเองไม่ขอออกความคิดเห็น ให้สื่อมวลชนไปคิดกันเอาเอง แต่ยืนยันว่าจะดำเนินคดีทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ในเรื่องนี้

‘เฮียแต๋ม’พร้อมแจง 27 ก.ย.
ที่สโมสรตำรวจ กลุ่มสมาคมชาวปักษ์ใต้ในพระบรมราชูปถัมภ์ รวมตัวกันเดินทาง มาด้วยรถบัส เพื่อให้กำลังใจ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ โดยตั้งขบวนจากด้านหน้าอาคารสโมสรตำรวจแล้วเดินถือป้ายไวนิล เขียนว่า ‘ชาวใต้ส่งกำลังใจ ให้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล’ พร้อมตะโกน ส่งเสียงว่า “บิ๊กโจ๊กสู้ๆ” จากนั้นได้เดิน เข้ามาภายในสโมสรตำรวจ เพื่อรอพบกับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ โดยในระหว่างรอกลุ่มดังกล่าว ได้รวมตัวกันเพื่อสวดมนต์บทสวดชุมนุมเทวดาเพื่อตั้งใจปัดเป่าภยันอันตรายออกจากพล.ต.อ.สุรเชษฐ์ โดยตัวแทนกลุ่มกล่าวว่า ได้นำผ้ายันต์สมเด็จเจ้าพะโคะ และมี คาถาบูชา มามอบให้พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ เพื่อขอให้ แคล้วคลาด ปลอดภัยจากภยันตรายทั้งปวง ขอให้เจริญก้าวหน้าในตำแหน่งหน้าที่การงานตลอดไป

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์กล่าวหลังพบกับกลุ่มสมาคมชาวปักษ์ใต้ที่เดินทางมาให้กำลังใจ ว่า ลูกน้องทั้ง 8 คนที่ถูกศาลออกหมายจับ ล่าสุดได้ยื่นประกันครบทั้ง 8 คนแล้ว ขณะนี้ อยู่ระหว่างรอศาลปล่อยตัว ส่วนกรณีที่ลูกน้อง ไปยุ่งเกี่ยวกับเว็บพนันออนไลน์นั้น ถือว่า เป็นเรื่องส่วนตัว ไม่เกี่ยวข้องกับตน ซึ่งเจ้าตัวจะต้องชี้แจงข้อเท็จจริงให้ได้ ว่าใช้บัญชีม้า ได้อย่างไร เงินทั้งหมดมีที่มาที่ไปอย่างไร หากกระทำผิดจริงก็จะต้องรับผิดในสิ่งที่ทำ ส่วนเฮียแต๋มเป็นญาติผู้ใหญ่ที่ตนให้ความเคารพ นับถือ สนิทสนมกันมานาน ตั้งแต่สมัยตนเป็นสารวัตร ซึ่งเมื่อ 10 ปีที่แล้วเฮียเเต๋มก็เคยไปให้การกับ ป.ป.ช.ว่าเป็นผู้ให้ตนอาศัยอยู่ที่บ้านเดือนละ 50,000 บาท มีสัญญากันชัดเจน ส่วนที่เฮียแต๋มรับผิดชอบจ่ายค่าส่วนกลาง เพราะมีชื่อเป็นเจ้าของบ้านจะต้องรับผิดชอบในส่วนนี้ ซึ่งข้อเท็จจริงทั้งหมดนั้น เฮียเเต๋มจะให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนพร้อมทนายความ ในวันที่ 27 ก.ย. เชื่อว่าสามารถชี้แจงได้ ทุกประเด็น ยืนยันว่าเฮียแต๋มเป็นนักธุรกิจ เงินทุกบาททุกสตางค์ที่ได้มาเป็นเงินบริสุทธิ์ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเว็บพนัน

ลั่นมรดกพันล.มากกว่าเว็บพนัน
พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ยังกล่าวถึงเงินดูแล ลูกน้องว่า เงินทั้งหมดที่ใช้จ่ายเป็นเงินของตน หากไปคำนวณให้ดูดีๆเงินของตนจะมากกว่าเงินของเว็บพนันเยอะ วันนี้ต้องพูดเรื่องจริงกันว่าตนเองไม่ได้ใช้เงินจากเว็บพนัน หากไม่เอาเงินส่วนตัวมาใช้สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะเอาเงินที่ไหนมาให้ใช้ แต่คนอื่นอาจจะไม่มีความพร้อมหรือความบ้าแบบตนที่เอาเงินส่วนตัวมาทำงาน เพราะตนเองไม่มีลูก ก็เอาเงินส่วนนี้มาใช้ในการทำงาน แล้วที่มาของเงินตนเองก็ตอบได้ทั้งหมด เฉพาะมรดกของพ่อตาที่กำลังจะได้รับมอบก็เกือบพันล้านแล้ว

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ยังอธิบายอีกว่า ตนให้ พ.ต.ท.คริษฐ์เป็นคนจ่ายต่อเดือนเป็นล้านบาท แบ่งเป็นงบลับ 6 แสน ผบ.ตร.ก็รู้ ที่เหลือเป็นเงิน ส่วนตัว ไม่มีใครทำแบบตนเองแล้ว ถ้าไม่ทำแบบนี้ลูกน้องจะออกไปทำงานอย่างไร เงินที่โอน ไปที่แม่ตนเองก็เป็นเงินของตนเอง สามารถชี้แจงได้ว่าเงินของตนเองมาอย่างไรเอาเงินจากที่ไหนมาทำงาน ส่วนพ.ต.อ.ภาคภูมิ และพ.ต.ท.คริษฐ์ ที่มีบัญชีเงินพัวพันกับมินนี่ ก็ต้องไปตอบให้ได้ว่าไปพัวพันกันได้อย่างไร เงินที่ให้ พ.ต.ท.คริษฐ์ไปทุกเดือนนั้น พบว่า พ.ต.ท.คริษฐ์เกิดการชอร์ต แต่ไม่อยากจะไปพูดว่า ลูกน้องตนติดเว็บพนันหรืออะไร ยืนยันว่า ไม่ได้พัวพันทั้ง 7 คนหรอก แต่ พ.ต.ท.คริษฐ์ ดึงเงินเข้าไปพัวพันในบัญชีม้า ลักษณะเงินขาดมือ จึงนำเงินที่ตนให้ไปหมุน ซึ่งเขาก็ต้องตอบในเรื่องนี้

“วันพรุ่งนี้จะลา 1 วัน เพื่อไปขอทำสมาธิจัดการเรื่องนี้ และจะยื่นคำร้องที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ เพื่อขอให้ไต่สวนทางละเมิดกรณีการขอหมายจับของชุดจับกุมในเวลา 10.00 น. เพื่อขอความเป็นธรรม จะต้องเรียกร้องความเป็นธรรมให้ตัวเองด้วย มั่นใจว่า ทุกที่ให้ความเป็นธรรมไม่มีอะไรที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม เราก็ทำแบบนี้ทำตรงๆ ชี้แจงให้ชัดเจน” รองผบ.ตร.กล่าว

‘ไตรรงค์’ยันทำตามกม.ทุกขั้น
ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผบช.กมค. ในฐานะหัวหน้าชุดปฏิบัติการ PCT4 กล่าวถึงกรณีรองผบ.ตร. พร้อมทนายยื่นฟ้องต่อศาลอาญา เพื่อเอาผิดตำรวจชุดตรวจค้นบ้านพักย่านวิภาวดี 60 ว่า ตนยืนยันว่าการตรวจค้นเป็นไปตามหลักกฎหมาย ตั้งแต่การขอหมายค้นและหมายจับจากศาล มีการระบุตัวตนของบุคคลตามหมายจับ รวมถึงอาชีพที่ไม่ได้ปิดบังว่าเป็นตำรวจในการ แถลงต่อศาล อีกทั้งกฎหมายก็ไม่ได้กำหนด ไว้ว่า จะต้องระบุยศ สามารถใช้คำนำหน้านายได้ และมีหลายครั้งที่การออกหมายจับตำรวจ บางคดีต้องให้เกียรติกัน จึงปกปิดยศทางราชการแต่ก็ยืนยันว่ามีเหตุให้เข้าค้นบ้านพัก เพราะพ.ต.ท.ชานนท์ อ่วมทร ผู้ต้องหาที่ออกหมายจับเป็นคนที่เข้าออกภายในบ้านทั้ง 5 หลังนี้ มีชื่อผู้ต้องหาลงทะเบียนรับส่งพัสดุเป็นประจำ และชำระค่าสาธารณูปโภค ซึ่งเป็น เงินจากบัญชีม้า โดยไม่ทราบว่าพ.ต.ท.ชานนท์เป็นนายตำรวจติดตามของรองผบ.ตร. และไม่ทราบมาก่อนว่าพล.ต.อ.สุรเชษฐ์จะพักอาศัยอยู่ที่บ้านพักที่ตรวจค้น เพราะหมู่บ้านดังกล่าวมีการรักษาความปลอดภัยแบบระบบปิด ตำรวจ จึงไม่ทราบว่ามีใครพักอยู่ภายในบ้านพักบ้าง

พล.ต.ท.ไตรรงค์กล่าวต่อว่า ส่วนกรณี ที่ตำรวจศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ หรือ PCT สืบสวนและออกหมายจับผู้ต้องหาทั้ง 23 คน ตรวจค้น 30 จุดนั้นมีกำลังไม่เพียงพอจึงต้องขอกำลังสนับสนุนจากตำรวจที่ทำงานและพร้อมส่งต่อข้อมูลกันได้ โดยเฉพาะกองบัญชาการตำรวจ นครบาล (บช.น.) กองบัญชาการสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) และกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) ที่มีตำรวจ ปปป. เข้าร่วมด้วย เนื่องจาก ผู้ต้องหาเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ส่วนการที่ใช้กำลัง ตำรวจพร้อมอาวุธครบมือเข้าปฏิบัติงาน เป็นผล จากการประเมินความเสี่ยง เพราะผู้ต้องหาบางคน มีประวัติคดีอาชญากรรมและคดียาเสพติด และผู้ต้องหาส่วนหนึ่งเป็นตำรวจ จึงเชื่อว่ามีอาวุธไว้ป้องกันตัว ชุดจับกุมจึงต้องเตรียมพร้อม ในการปฏิบัติการ ไม่ได้มีนัยยะอื่นแอบแฝง

เตือน‘บัญชีม้า’รีบมาพบตร.
พล.ต.ท.ไตรรงค์กล่าวต่อว่า ส่วนตำรวจ ทั้ง 8 นายที่ถูกจับ ขอให้เป็นการพิจารณาของผู้บังคับบัญชา ซึ่งต้นสังกัดของตำรวจแต่ละนายทราบเรื่องแล้ว ขณะนี้ตำรวจทั้ง 8 นาย ยังคงให้การปฏิเสธ และไม่ขอให้การในชั้นพนักงานสอบสวน ส่วนการขยายผลของผู้ต้องหา ในเครือข่ายนี้ เตรียมพิจารณาดำเนินคดี และออก หมายเรียกมาให้ข้อมูลในพยานกับผู้เกี่ยวข้องอีกจำนวนหนึ่ง โดยเฉพาะกลุ่มผู้รับผลประโยชน์ และกลุ่มที่มีเส้นทางการเงินเชื่อมโยงกับบัญชีม้า 2 บัญชี เงินหมุนเวียน 260 ล้านบาท

“ขอยืนยันตามข่าวที่ออกมาว่าในกลุ่มองค์กรสื่อมวลชนและบุคคลร่วมอยู่ในกลุ่มรับผลประโยชน์ด้วย แต่ยังไม่ขอเปิดเผยจำนวน ดังนั้นจึงขอประชาสัมพันธ์ไปยังบุคคล ที่รู้ว่าตนเองมีธุรกรรมการเงินเกี่ยวข้องกับบัญชีม้าเหล่านี้ ให้มาแสดงตัวเข้าให้ปากคำกับตำรวจ” พล.ต.ท.ไตรรงค์กล่าว

ยันคดีนี้ตามมาตั้งแต่พ.ค.
พล.ต.ท.ไตรรงค์ยังกล่าวถึงกรณี ‘เฮียแต๋ม’ ว่า เมื่อวานนี้พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ให้สัมภาษณ์ว่า เป็นบ้านญาติ ไม่ได้เช่า หลังจากนี้จะต้องตรวจสอบว่าเฮียแต๋มมีความสัมพันธ์เครือญาติด้านไหนของพล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หากเช่าจริงก็ต้อง มีสัญญาตามกฎหมาย โดยจะต้องเรียกเฮียแต๋มมาให้ปากคำเร็วๆ นี้ ส่วนเส้นทางการเงิน จะเชื่อมโยงไปถึงนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่หรือไม่นั้นยังไม่ขอเปิดเผย เพราะอยู่ในสำนวน แต่ยืนยัน ว่าการที่ผู้ใต้บังคับบัญชากระทำผิด ไม่ได้เป็นเหตุให้ต้องออกหมายเรียกผู้บังคับบัญชา ของบุคคลนั้นมาสอบปากคำ แต่จะต้องมีพยาน หลักฐานส่วนอื่นประกอบด้วย

พล.ต.ท.ไตรรงค์เปิดเผยว่า ในแนวทาง การสืบสวน ผู้ต้องหา 4 กลุ่มที่จับกุมได้นั้น ในกลุ่มผู้บริหารจัดการเว็บไซต์นั้น ประกอบด้วย ตำรวจ 1 คน และพลเรือน 2 คน ส่วนผู้ต้องหาอีก 1 คนที่เป็นทหารนั้น เป็นพลทหารประจำการ เกี่ยวข้องในส่วนของกลุ่มฟอกเงินและบัญชีม้า ขณะที่ภาพรวมการยึดทรัพย์สินของกลางยึดได้ อาทิ รถยนต์หรู เครื่องเพชร ทองคำ พระเครื่อง รวมมูลค่ากว่า 143 ล้านบาทแล้ว

พล.ต.ท.ไตรรงค์กล่าวยืนยันว่า คดีนี้ไม่ได้ทำตามกระแสหรือเป็นผลจากการเมือง แต่สืบสวนมาตั้งแต่เดือนพ.ค.ที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน พบพยานหลักฐานสำคัญ จนสามารถขอศาลออกหมายจับผู้ต้องหาเพิ่มเติมได้ถึง 23 หมายจับ จึงต้องรีบดำเนินการ มิฉะนั้นหากปล่อยไว้ผู้ต้องหาอาจเคลื่อนย้ายทรัพย์สินหรือหลักฐานสำคัญจนเสียรูปคดี โดยเฉพาะกลุ่มบัญชีม้าและกลุ่มผู้รับผลประโยชน์ โดยเฉพาะความผิดที่เกี่ยวข้องกับการฟอกเงิน ที่ตามกฎหมายต้องยึดอายัดทรัพย์สินไว้ ตรวจสอบ หากพบว่าเป็นทรัพย์ที่ได้จากการ กระทำความผิด ทรัพย์ดังกล่าวก็ต้องตกเป็นของแผ่นดิน พร้อมขอความเป็นธรรมให้กับชุดจับกุม ไม่ได้ทำงานเพื่อกลั่นแกล้งใคร

ไหว้พระ – พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผบ.ตร. พร้อมภรรยา ไหว้พระวัดหลวงพ่อนาค จ.อุดรธานี เมื่อ 24 ก.ย. ก่อนที่วันรุ่งขึ้นจะถูกตำรวจเข้าค้นบ้านในกทม. ส่วนภาพเล็ก เสี่ยแต๋มกับภรรยา นักธุรกิจอุดรฯ เจ้าของบ้านที่ บิ๊กโจ๊กเช่าอาศัยที่ถูกค้น

โจ๊ก-เมียไหว้พระก่อนเจอมรสุม
ผู้สื่อข่าวรายงานจากจ.อุดรธานี ว่า เมื่อเวลา 10.36 น. วันที่ 24 ก.ย. พล.ต.อ.สุรเชษฐ์และนางศิรินัดดา หักพาล ภริยา เดินทางมาอุดรธานี เป็นการส่วนตัว และเดินทางมากราบไหว้ สักการะหลวงพ่อนาค พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ ที่บริเวณหน้าอุโบสถ วัดหลวงพ่อนาค วัดดังแห่งหนึ่งในจ.อุดรฯ ก่อนที่จะโดนตำรวจไซเบอร์บุกค้นบ้านในวันที่ 25 ก.ย.

ผู้สื่อข่าวรายงาน สำหรับ ‘เฮียแต๋ม’ และภรรยา คือนายชินรัตน์และนางศิริกาญจน์ วัฒนกุล เจ้าของห้างหุ้นส่วนจำกัดพรของแม่ขนส่ง เป็นนักธุรกิจขนส่งในจ.อุดรธานี และหลายจังหวัดในภาคอีสาน เป็นคนมีน้ำใจ โอบอ้อมอารี ไม่ถือตัวแต่ไม่ค่อยเปิดตัวหรือออกสื่อ รู้จักตำรวจชั้นผู้ใหญ่และตำรวจชั้นผู้น้อย ในพื้นที่เป็นอย่างดี รวมทั้งพล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ที่สนิทสนมรักใคร่กันเหมือนญาติไม่เคยทิ้งกัน ในยามตกต่ำ มักพาพล.ต.อ.สุรเชษฐ์ไปวัดทำบุญ พาไปบวชปฏิบัติธรรมในวัดป่า

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน