เยือนอาเซียนชาติแรก ปดิพัทธ์โยนกก.ชี้เก้าอี้ ‘ธนาธร’ชนะคดีที่ดิน
‘เศรษฐา’ ยกคณะไปเยือนกัมพูชา เพื่อนบ้านอาเซียนเป็นชาติแรกวันนี้ จากนั้น 29 ก.ย.ลงใต้ตรวจแผนพัฒนาโครงข่ายคมนาคมที่ภูเก็ต-พังงา คมนาคมชง 7 บิ๊กโปรเจ็กต์เร่งด่วน วงเงินกว่า 1.48 แสนล้าน รับการท่องเที่ยว จับตาวันนี้ก้าวไกลถก ‘ปดิพัทธ์’ ปมเก้าอี้รองประธานสภา เปิดทางหัวหน้าพรรคขึ้นเป็นผู้นำ ฝ่ายค้าน ด้าน ‘หมออ๋อง’ บอกอยากอยู่ในตำแหน่ง โยนกก.บห.เคาะจะเอายังไง แจงใช้งบดูงานสิงคโปร์ 9.17 แสนบาท ต่ำกว่าที่ ตั้งไว้ 5 แสนบาท ศาลปกครองชี้ ‘ธนาธร’ ซื้อที่ดินราชบุรีโดยสุจริต สั่งกรมที่ดินชดใช้คืน 4.9 ล้านบาท ที่เพิกถอนสิทธิ

โอท็อป – นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เยี่ยมชมงาน OTOP Midyear 2023 พร้อมกับให้กำลังใจผู้ประกอบการ ที่อาคารชาเลนเจอร์ 2-3 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี จ.นนทบุรี เมื่อวันที่ 27 ก.ย.
‘นิด’ให้กำลังใจชาวโอท็อป
เมื่อเวลา 09.34 น. วันที่ 27 ก.ย. ที่อาคารชาเลนเจอร์ 2-3 ศูนย์แสดงสินค้าและการ ประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เยี่ยมชมงาน OTOP Midyear 2023 โดยมี นายชาดา ไทยเศรษฐ์ รมช.มหาดไทย และนายเกรียง กัลป์ตินันท์ รมช.มหาดไทย ต้อนรับ นายหาน จื้อเฉียง เอกอัครราชทูตจีน ร่วมเยี่ยมชมด้วย
ช่วงหนึ่งนายเศรษฐารับกระเช้าจากตัวแทนภาคใต้เพื่อขอบคุณรัฐบาลที่ช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในการลดค่าน้ำ ค่าไฟ และการช่วยเหลือเกษตรกรต่างๆ โดยนายกฯ ให้กำลังใจผู้ประกอบการว่า ให้สู้ๆ และ ทุกอย่างจะกลับมาดีเอง
จากนั้นนายเศรษฐาเดินชมบูธต่างๆ ในงาน อาทิ โซนผ้าไทยใส่สนุก แวะเขียนเทียนบนผ้าใยกันชงที่บูธผลิตภัณฑ์ผ้าชาวเขา ลองวาดเป็นภาพแต่ไม่สำเร็จ จึงเปลี่ยนเป็นลงนามใต้ภาพวาดคนแคระบนอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ ที่เพิ่งได้รับการขึ้นทะเบียนมรดกโลก ผู้สื่อข่าวถามว่ายากหรือไม่ นายเศรษฐาพูดยิ้มๆ ว่า ยากเพราะมีโค้ดเยอะ และเมื่อชมบูธประดิษฐ์เครื่องเบญจรงค์ ทางบูธจะให้วาดลวดลายบนเบญจรงค์รูปหอย แต่นายกฯ ปฏิเสธว่า “ไม่ไหวครับ อย่าเลยครับ”
ตลอดการเยี่ยมชมบูธ พ่อค้าแม่ค้าต่างตะโกนเรียกนายกฯ ให้มาแวะชมร้านของตัวเอง แต่ละร้านจะมอบสินค้าของตัวเองให้ ขณะที่ประชาชนที่มาเที่ยวงานต่างเข้ามาขอถ่ายรูปกันอย่างต่อเนื่อง ผู้ค้าและประชาชนบางส่วนระบุว่าเสียดายไม่ได้ถ่ายรูปกับนายกฯ เพราะแต่ละจุดนายกฯ เร่งรีบ ขณะที่บางจุดยกเลิกเนื่องจากต้องมีภารกิจไปต่อ โดยใช้เวลาเยี่ยมชมบูธประมาณ 30 นาที แล้วไปปฏิบัติภารกิจที่กรมชลประทาน สามเสน
เยือนกัมพูชาเชื่อมสัมพันธ์
นายปานปรีย์ พหิทธานุกร รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ถึงการเดินทางเยือนกัมพูชาของนายเศรษฐา ในวันที่ 28 ก.ย.ว่า จะหารือเรื่องปัญหาแนวชายแดน ปัญหาคอลเซ็นเตอร์ และเป็นเรื่องการพูดคุยเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ซึ่งทั้งสองประเทศมีความใกล้ชิดกันมาก ผู้สื่อข่าวถามว่า จะเจรจาเรื่องปัญหาพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลที่เรื้อรังมาหลายสิบปีหรือไม่ นายปานปรีย์กล่าวว่า ยังไม่ทราบว่ากัมพูชาจะหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาหรือไม่ แต่ทางฝั่งไทยยังไม่มี เมื่อถามว่าจะใช้โอกาสนี้หารือเรื่องสิทธิมนุษยชน กรณีมีคนไทยหายตัวในกัมพูชา นายปานปรีย์กล่าวว่า ยังไม่เห็นมีข้อมูลเรื่องนี้มาที่ตน ถ้ามีเราจะต้องหยิบยกมาพูดคุย
ด้านนายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนัก นายกฯ เปิดเผยว่า การเยือนกัมพูชาอย่างเป็นทางการของนายกฯ นับเป็นการเยือนเพื่อแนะนำตัวในโอกาสเข้ารับตำแหน่งใหม่ ต่อประเทศอาเซียนครั้งแรกของนายกฯ เพื่อกระชับความสัมพันธ์ระดับผู้นำ ในโอกาสที่ทั้งนายกฯ ไทยและนายกฯ กัมพูชาเข้ารับตำแหน่งใหม่ นายกฯ จะใช้โอกาสนี้หารือ กับกัมพูชาเพื่อส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจเพื่อเป็นประโยชน์ต่อประชาชนทั้งสองประเทศ โดยมุ่งเพิ่มปริมาณการค้าให้บรรลุเป้าหมาย 15,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 540,000 ล้านบาท) ภายในปี 2568 และผลักดันการยกระดับจุดผ่านแดนไทย-กัมพูชาที่ยังคั่งค้าง รวมถึงการพัฒนาการขนส่งสินค้าทางราง ผลักดันการท่องเที่ยวและการเดินทางข้ามแดน เพื่อให้มีการใช้หนังสือผ่านแดนชั่วคราวสำหรับการเดินทางข้ามแดนทางบก อำนวยความสะดวกให้ผู้ไม่ได้อาศัยอยู่ในจังหวัดชายแดน และไม่มีหนังสือเดินทางสามารถขอเอกสารเพื่อใช้เดินทางข้ามแดนได้
นอกจากนี้ นายกฯ มุ่งมั่นจะติดตามเรื่องการพัฒนาพื้นที่ชายแดน เช่น แก้ปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ การเก็บกู้ทุ่นระเบิดตามแนวชายแดน การแก้ไขปัญหาคอลเซ็นเตอร์ รวมถึงความร่วมมือทางด้านแรงงาน ความมั่นคงทางพลังงาน ความสัมพันธ์ระดับประชาชน และความร่วมมือเพื่อการพัฒนาและวิชาการ ระหว่างไทย-กัมพูชา
ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.สิตานัน สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ พี่สาวนายวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ และตัวแทนมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ยื่นหนังสือถึงนายกฯ โดยมีนายสมคิด เชื้อคง รองเลขาธิการนายกฯ เป็นตัวแทนรับเรื่อง เพื่อขอให้ติดตามกรณีการหายตัวของนายวันเฉลิม ที่มีเอกสารและข้อมูลยืนยันว่านายวันเฉลิมอยู่ในกัมพูชา และยังถือหนังสือเดินทางของกัมพูชา ที่กว่า 3 ปี ครอบครัวยังไม่ทราบชะตากรรม หรือความคืบหน้าเกี่ยวกับการสืบสวนสอบสวน

คดีวันเฉลิม – น.ส.สิตานัน สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ พี่สาวนายวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ และตัวแทน มูลนิธิผสานวัฒนธรรม ยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี ให้ติดตามกรณีการหายตัวของนายวันเฉลิม ในโอกาส นายกฯ จะเยือนกัมพูชา มีนายสมคิด เชื้อคง รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เป็นตัวแทนรับเรื่อง ที่ทำเนียบรัฐบาล
คิวถัดไปลุยภูเก็ต-พังงารอบ 2
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังกลับจากการเยือนกัมพูชาแล้ว นายเศรษฐามีกำหนดลงพื้นที่ จ.ภูเก็ตและพังงา ในวันที่ 29 ก.ย. โดยเวลา 10.00 น. ตรวจความพร้อมอาคารผู้โดยสารหลังใหม่ (SAT-1) ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ เวลา 11.00 น. ออกเดินทางจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิไปยังท่าอากาศยานนานาชาติภูเก็ต รับฟังภาพรวมการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง เพื่อส่งเสริมกาาท่องเที่ยวบริเวณชายฝั่งทะเลอันดามัน ที่ห้องประชุม AOT ท่าอากาศยานนานาชาติภูเก็ต
เวลา 13.30 น. พบหน่วยงานราชการและประชาชน เพื่อรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาการจราจร และการขยายเส้นทางเพื่อรองรับนักท่องเที่ยว ที่พื้นที่โครงการทางพิเศษสายกะทู้-ป่าตอง ต.กะทู้ อ.กะทู้ จ.ภูเก็ต จากนั้นเวลา 15.00 น. รับฟังข้อสรุปเกี่ยวกับโครงก่อสร้างท่าอากาศยานนานาชาติอันดามัน ต.โคกกลอย อ.ตะกั่วทุ่ง จ.พังงา และเดินทางกลับถึงท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) ดอนเมือง กรุงเทพฯ ในเวลา 18.10 น. วันเดียวกัน ซึ่งการลงพื้นที่ภูเก็ตและพังงา ถือเป็นครั้งที่สองหลังนายเศรษฐา เป็นนายกฯ
นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.คมนาคม เปิดเผยภายหลังเป็นประธานประชุมเตรียมการและข้อมูลระบบคมนาคมขนส่งในพื้นที่จ.ภูเก็ตว่า ตามนโยบายของนายเศรษฐา ในการกระตุ้นการท่องเที่ยว เศรษฐกิจ และสอดคล้องกับนโยบายวีซ่าฟรี โดยในส่วนของจ.ภูเก็ต ซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยวระดับโลก เมืองศูนย์กลางการท่องเที่ยวของภูมิภาค ที่มีส่วนช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ กระทรวงจึงมีแผนในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและบริการด้านคมนาคม
เบื้องต้นเตรียมเสนอให้นายกฯ พิจารณาแผนลงทุนเร่งด่วน 7 โครงการ มูลค่าการลงทุนรวมกว่า 1.48 แสนล้านบาท ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถการเดินทางทางบก และทางอากาศ เป็นทางเลือกให้กับประชาชนและนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าสู่เมืองท่องเที่ยวใน จ.ภูเก็ต รวมถึงส่งเสริมศักยภาพทางเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน การท่องเที่ยว และความมั่นคงของประเทศ

ความร่วมมือ – นางนลินี ทวีสิน ผู้แทนการค้าไทย ต้อนรับ นายนาเคศ สิงห์ เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอินเดียประจำประเทศไทย ในโอกาสเข้าหารือเรื่องการค้า และความริเริ่มแห่งอ่าวเบงกอลสำหรับความร่วมมือหลากหลายสาขาทางวิชาการและเศรษฐกิจ ที่ทำเนียบรัฐบาล
คมนาคมชง 7 บิ๊กโปรเจ็กต์
สำหรับ 7 โครงการลงทุนดังกล่าว ประกอบด้วย 1.การพัฒนาขยายขีดความสามารถท่าอากาศยานภูเก็ต (ระยะที่ 2) จากเดิมรองรับผู้โดยสาร 12.5 ล้านคน เพิ่มเป็น 18 ล้านคน คาดว่าจะใช้งบประมาณลงทุน 6,211 ล้านบาท 2.โครงการก่อสร้างขยายช่องจราจรทางหลวง หมายเลข 4027 ช่วง บ.พารา-บ.เมืองใหม่ วงเงิน 510 ล้านบาท 3.โครงการก่อสร้างทางแนวใหม่ ช่วง บ.เมืองใหม่-สามแยกเข้าสนามบินภูเก็ต วงเงิน 2,468 ล้านบาท
4.โครงการก่อสร้างทางแยกต่างระดับที่จุดตัด ทล.402 กับ ทล.4027 และ ทล.4025 (ทางลอดท่อเรือ) ที่ ก.ม. 34+680 (ทล.402) วงเงิน 2,425 ล้านบาท 5.โครงการทางพิเศษ สายกะทู้-ป่าตอง มูลค่าลงทุน 14,670 ล้านบาท 6.โครงการทางพิเศษ สายเมืองใหม่-เกาะแก้ว-กะทู้ วงเงิน 42,633 ล้านบาท และ 7.การพัฒนาท่าอากาศยานภูเก็ตแห่งที่ 2 (สนามบินอันดามัน) วงเงินลงทุน 80,000 ล้านบาท
“ผมได้มอบหมายให้ทุกหน่วยงานเร่งรัดเตรียมพร้อมการลงทุน โดยขอให้จัดใช้งบประมาณประจำปี 2567 เริ่มนำร่องก่อสร้างโครงการ เบื้องต้นคาดว่าโครงการเร่งด่วนเหล่านี้ จะทยอยเบิกจ่ายงบประมาณลงทุนทันทีในปี 2567 และเริ่มงานก่อสร้าง เพื่อทยอยแล้วเสร็จพร้อมเปิดให้บริการในปี 2569 โดยเฉพาะโครงการลงทุนทางบก ถนนทางหลวงต่างๆ เนื่องจากรัฐบาลต้องการให้เป็นทางเลือกในการเดินทางของประชาชนและนักท่องเที่ยว” นายสุริยะกล่าว
ขณะเดียวกัน จะพัฒนาโครงข่ายทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองและระบบราง (MR-MAP) สาย MR9 สุราษฎร์ธานี-ภูเก็ต ระยะทาง 236 ก.ม. ที่จะพัฒนาในอนาคต อีกทั้งได้กำหนดแผนดำเนินการพัฒนาระบบขนส่งมวลชนภายในเมืองภูเก็ต สายสถานีรถไฟท่านุ่น-ท่าอากาศยานภูเก็ต-ห้าแยกฉลอม รวมระยะทาง 58.5 ก.ม. ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการพิจารณารูปแบบการดำเนินโครงการ
รวมถึงโครงการรถไฟทางไกลระหว่างเมือง สายท่าอากาศยานภูเก็ต-ท่าอากาศยานกระบี่ ระยะทาง 149 ก.ม. เชื่อมระหว่างภูเก็ต พังงา และกระบี่ รวมถึงสายสุราษฎร์ธานี-ท่านุ่น ระยะทาง 163 ก.ม. เชื่อมโยงจ.ภูเก็ตกับทางรถไฟสายใต้ไปยังโครงข่ายรถไฟทั่วประเทศ เพื่อให้การเดินทางด้วยระบบราง มีความสะดวก รวดเร็ว และทั่วถึงมากยิ่งขึ้น
ภท.ส่ง‘ศุภชัย’ร่วมวงแก้รธน.
ที่กระทรวงมหาดไทย (มท.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวถึงการเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญของรัฐบาลว่า ยังไม่ได้หารือกันภายในพรรคภูมิใจไทยว่าแนวทางการแก้ไขควรเป็นการแก้ทั้งฉบับหรือรายมาตรา 26 ก.ย. ที่ผ่านมาแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลประสานให้พรรคจัดตัวแทนเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการศึกษาแนวทางการทำประชามติเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ พรรคมอบให้นายศุภชัย ใจสมุทร นายทะเบียนพรรค เป็นตัวแทน เบื้องต้นขอตัวแทนพรรคละ 1 คน แต่ในพรรคมีหลายคนที่มีความเชี่ยวชาญด้านกฎหมาย เช่น นายคารม พลพรกลาง รองโฆษกรัฐบาลคนใหม่ก็เป็นนักกฎหมาย
นายวันชัย สอนศิริ สว. และรองประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.) การพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน วุฒิสภา ในฐานะประธานคณะทำงานติดตามการแก้ไขรัฐธรรมนูญของรัฐบาล กล่าวว่า คณะทำงานชุดนี้ติดตามการแก้ไขรัฐธรรมนูญและการทำประชามติของรัฐบาลทุกประเด็น ทุกมิติของกระบวนการที่จะแก้ไข
ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญปี 2560 มาจากการแก้ไขข้อบกพร่องของรัฐธรรมนูญปี 2540 และปี 2550 จึงเป็นรัฐธรรมนูญที่ดีในระดับหนึ่ง เพียงแต่ไม่ถูกใจบางพรรคบางพวกเท่านั้น เป็นเรื่องของความรู้สึกมากกว่า หาใช่มาจากเนื้อแท้ของรัฐธรรมนูญไม่ ดังนั้น รัฐบาลต้องประเมินให้ดี วันนี้ไม่ได้เป็นฝ่ายค้านที่อยากจะทำอะไรไปได้ทุกเรื่อง หากรัฐบาลและฝ่ายค้านเห็นว่าประเด็นใดเป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วนที่ควรแก้ไข ก็แก้เป็นรายมาตราไม่ดีกว่าหรือ เป็นการประหยัดทั้งเงิน ทั้งเวลา แก้ได้ตรงจุดตรงประเด็น ไม่ก่อให้เกิดความขัดแย้งและเป็นผลดีแก่ทุกฝ่าย

ดูงาน – นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาฯ คนที่ 1 แถลงผลการดูงานประเทศสิงคโปร์ ช่วงระหว่างวันที่ 22-25 ก.ย.ที่ผ่านมา โดยระบุใช้งบประมาณต่ำกว่าที่ตั้งไว้ ที่ห้องแถลงข่าวรัฐสภา เมื่อวันที่ 27 ก.ย.
‘อ๋อง’แจงดูงานสิงคโปร์-จิบเบียร์
เวลา 09.45 น. ที่รัฐสภา นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาคนที่ 1 พรรค ก้าวไกล (ก.ก.) แถลงสรุปรายละเอียดโครงการดูงานที่ประเทศสิงคโปร์ของสภา ผู้แทนราษฎรว่า สรุปค่าใช้จ่ายจากงบประมาณที่ตั้งไว้ 1,493,800 บาท ใช้จริงไป 917,009.51 บาท ถือว่าใช้ต่ำกว่าที่ตั้งไว้ประมาณ 500,000 บาท ในเรื่องงบรับรองตั้งไว้ 200,000 บาท ใช้จริง 61,742 บาท ส่งคืนคลัง 138,257 บาท ซึ่งรายละเอียดการใช้จ่าย หมดไปกับการรับรอง 2 งานหลัก คืองานเลี้ยงรับรองนักศึกษาและคนงานไทยในสิงคโปร์ที่ได้เชิญมาหารือกันในสถานทูตไทยประจำประเทศสิงคโปร์ รวมถึงรับรองสส.สิงคโปร์ ส่วนที่เหลือเป็นค่าใช้จ่ายเล็กๆ น้อยๆ
ส่วนข้อครหาการดูงานนั้น ในส่วนของคนที่ไป มีสมาชิกที่ตามไป ได้แก่ นายวรภพ วิริยะโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล เนื่องจากติดโควิด-19 ส่วนสมาชิกที่กลับก่อนมี 2 คน นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล และนายศรัณย์ ทิมสุวรรณ สส.เลย พรรคเพื่อไทย ที่ทั้งคู่ติดภารกิจ แต่ได้มีการปรับตารางดูงานแล้ว
สำหรับเรื่องภาพการดื่มเบียร์ มีความเข้าใจผิดว่าตนไปในช่วงเทศกาลคราฟต์เบียร์ ยืนยันว่าไม่ได้ไป เราไปแคมป์คนงาน ได้พบคนงานกว่า 30 คน เราพูดคุยกันเรียบร้อย แล้วมีการเชิญชวนกันไปดูสถานที่ในหอพัก ได้ไปเยี่ยมสอบถามสารทุกข์สุกดิบ จึงเกิดภาพแบบที่เห็นขึ้นมา ไม่ได้เป็นภาพในร้านอาหาร แต่เป็นภาพในโรงอาหารในไซต์คนงานอยู่แล้ว “ผมถือกระป๋องเบียร์ และชนในวงต่างๆ ทำให้พวกเขากล้าที่จะพูดคุยกับผมมากขึ้น กล้าที่จะพูดคุยเรื่องความเป็นอยู่ ทำให้เกิดบรรยากาศแลกเปลี่ยน”
ผู้สื่อข่าวถามว่า มีคนมองว่าไม่เหมาะสมเพราะเป็นช่วงเวลาดูงาน นายปดิพัทธ์กล่าวว่า ภาพลักษณ์ของตนต้องพิสูจน์ด้วยการทำงาน ตนก็ดื่ม แต่เป็นช่วงเวลาเลิกงาน ชีวิตส่วนตัวพร้อมถูกตรวจสอบและสามารถวิจารณ์ได้ แต่เรื่องดังกล่าวจะถูกตรวจสอบเพื่อนำไปสู่อะไร เหตุผลเป็นอย่างไร ตรวจสอบทุกหน่วยงานเท่าเทียมกันหรือไม่ “การชนแก้วในทุกวาระโอกาส ผมได้เข้าพบเอกอัครราชทูตประจำประเทศไทย พบกับสส.ของสิงคโปร์ มีการดื่มไวน์กัน ซึ่งเป็นเครื่องดื่มเท่านั้น ไม่มีอะไรที่เกี่ยวข้องกับศักดิ์ศรี ผมดื่มไวน์กับ เจ้าหน้าที่ระดับสูง และดื่มแอลกอฮอล์กับ คนไทยที่ทำงานในสิงคโปร์ ซึ่งเป็นสถานการณ์ปกติ ไม่ได้มีผลต่อภาพลักษณ์”
รับไม่อยากไขก๊อกรองปธ.สภา
ด้านนายปดิพัทธ์กล่าวถึงกรณีความชัดเจนเรื่องตำแหน่งรองประธานสภาคนที่ 1 ว่า เมื่อคณะกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) ชุดใหม่มีมติอย่างไรต้องมีการพูดคุยกัน ผู้สื่อข่าวถามว่า พรรคยืนยันรับตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านในสภา จะตัดสินใจอย่างไร นายปดิพัทธ์กล่าวว่า เราไม่ได้ตัดสินใจทุกอย่างตามอำเภอใจ ทุกอย่างตัดสินใจตามมติพรรค และ ข้อจำกัดทางรัฐธรรมนูญ ฉะนั้นต้องหารือกันว่าทิศทางใดดีที่สุดกับประเทศ
ต่อข้อถามว่า มีข่าวว่าพรรคก้าวไกลจะเก็บไว้ทั้ง 2 ตำแหน่ง โดยใช้วิธีการขับนาย ปดิพัทธ์ไปอยู่อีกพรรคหนึ่ง นายปดิพัทธ์กล่าวว่า ขอฟังจากปากหัวหน้าพรรคก่อน เพราะตอนนี้เรารับข้อมูลจากคนอื่น การตัดสินใจทั้งหมดไม่ได้ตัดสินใจด้วยความกดดัน หรือไร้ทางเลือก แต่เป็นการตัดสินใจบนพื้นฐานว่าเราจะขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ ที่สัญญากับประชาชนไว้อย่างไร
เมื่อถามว่า อยากสืบทอดงานรองประธานสภาต่อหรือไม่ นายปดิพัทธ์กล่าวว่า คิดว่างานหลายอย่างเสร็จไปแล้ว แต่อีกหลายอย่างต้องใช้เวลา โดยเฉพาะต้องทำหลังจากการส่งมอบอาคารรัฐสภาเสร็จ มีงานระยะยาวที่ตนฝันไว้ว่าอยากเห็น เพื่อสามารถขับเคลื่อนให้รัฐสภาโปร่งใส มีประสิทธิภาพ เป็นของประชาชนได้ แต่ถามว่างานระยะสั้นบรรลุผลไปแล้วหรือไม่ ก็พอมี หากถามว่าอยากอยู่ในตำแหน่งต่อหรือไม่ ก็อยาก แต่จะทำได้หรือไม่ได้อยู่ที่ข้อจำกัดต่างๆ
ก.ก.นัดสรุป-เอาผู้นำฝ่ายค้าน
เวลา 13.40 น. ที่รัฐสภา นายกรุณพล เทียนสุวรรณ สส.บัญชีรายชื่อ รองโฆษกพรรค ก้าวไกล เปิดเผยว่า ขณะนี้พรรคก้าวไกลมีมติออกมาชัดเจนแล้วว่าต้องการตำแหน่งผู้นำ ฝ่ายค้านที่จะผลักดันประเด็นต่างๆ และขับเคลื่อนสภา รวมถึงตรวจสอบรัฐบาล ฉะนั้นจะมีการพูดคุยกับนายปดิพัทธ์ ในวันที่ 28 ก.ย.ว่าจะยอมรับกับมติของที่ประชุมอย่างไร ผู้สื่อข่าวถามว่า หากนายปดิพัทธ์ไม่ลาออกจะต้องมีการขับออกหรือไม่ นายกรุณพลกล่าวว่า ต้องอยู่ที่กก.บห.ว่าจะมีมติอย่างไร
ต่อข้อถามว่า ยืนยันหรือไม่ว่าพรรคก้าวไกลต้องเป็นผู้นำฝ่ายค้านก่อนมีการประชุมสภาสมัยหน้า นายกรุณพลกล่าวว่า ใช่ มั่นใจว่าตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านสามารถผลักดันประเด็นที่แหลมคม และทำการตรวจสอบรัฐบาลได้อย่างชัดเจน รวมถึงกรรมาธิการหลายคณะที่เราได้เป็นประธาน จึงมีความกังวลว่าเมื่อมีการตรวจสอบภาครัฐโดยที่ประธานกมธ.ไม่ใช่สัดส่วนของพรรคฝ่ายค้าน อาจมีปัญหาหรือความล่าช้าการมีตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้าน ย่อมทำให้เราตรวจสอบได้ดียิ่งขึ้น
นายกัณวีร์ สืบแสง สส.บัญชีรายชื่อ เลขาธิการพรรคเป็นธรรม (ปธ.) ให้สัมภาษณ์กรณีพรรคก้าวไกลมีมติเอาตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้าน และมีกระแสขับนายปดิพัทธ์ออกจากพรรคค่อนข้างสูง ได้มีการพูดคุยมาที่พรรคเป็นธรรมหรือไม่ว่า ยังไม่มีการพูดคุยอย่างเป็นทางการ คงให้เกียรติกก.บห.พรรคก้าวไกลว่ามีมติอย่างไร “วันนี้ พรุ่งนี้ เร็วๆ นี้ เราก็พร้อม ยังยืนยันคำเดิมว่า ประตูทุกบานยังเปิดให้คุณปดิพัทธ์ ที่จะมาเข้าร่วมงานกับพรรคเป็นธรรม”
‘วันนอร์’จี้ก้าวไกลเร่งสรุป
นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภา ผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ว่า เรื่องตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้าน ตนได้ฟังคำสัมภาษณ์ของหัวหน้าพรรคก้าวไกลแล้ว ชัดเจนว่าจะขอรับรองตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้าน คงต้องรอให้พรรคก้าวไกลแจ้งผลหลังเลือกหัวหน้า และกก.บห.อย่างเป็นทางการ ต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ภายใน 15 วัน จากนั้นสภาจะขอเอกสารจากกกต.ว่าได้มีการประชุมเรียบร้อยแล้ว และต่อไปจะเป็นขั้นตอนการเสนอเพื่อโปรดเกล้าฯ ขณะเดียวกันพรรคที่จะมาดำรงตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้าน ต้องไม่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ประธาน หรือรองประธานสภา ถ้าทั้ง 2 กรณีนี้ลงตัวก็สามารถเสนอเพื่อโปรดเกล้าฯ ได้ ทางสภาอยากให้เรียบร้อยโดยเร็วเพื่อเสนอโปรดเกล้าฯ เพราะบทบาทผู้นำ ฝ่ายค้านมีภารกิจมาก
ศาลสั่งกรมที่ดินใช้‘ธนาธร’4.9 ล.
วันเดียวกัน ศาลปกครองพิพากษา คดีหมายเลขดำที่ 2218/2565 คดีหมายเลขแดงที่ 1839/2566 ที่นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า และอดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ยื่นฟ้องกระทรวงมหาดไทย กับพวกรวม 2 ราย เป็นผู้ถูกฟ้องคดีโดยขอเพิกถอนคำสั่งกรณีที่ดิน ที่เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ของ ผู้ฟ้องคดีในพื้นที่จ.ราชบุรี
คดีนี้ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของที่ดิน น.ส.3 ก. เลขที่ 158 และเลขที่ 159 ต.ด่านทับตะโก อ.จอมบึง จ.ราชบุรี เนื้อที่ 43 ไร่ 3 งาน และเนื้อที่ 38 ไร่ 67 ตารางวา ตามลำดับ ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 (อธิบดีกรมที่ดิน) ได้มีคำสั่งอธิบดีกรมที่ดิน ที่ 747/2565 ลงวันที่ 29 มี.ค.2565 ใช้อำนาจตามมาตรา 61 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ให้เพิกถอนน.ส.3ก. ทั้งสองแปลงของผู้ฟ้องคดี
เนื่องจากตำแหน่งที่ดินตามน.ส.3ก. พื้นที่ส่วนใหญ่อยู่ในเขตป่าไม้ถาวร “ป่าฝั่งซ้ายแม่น้ำภาชี (หมายเลข 85)” ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อ 18 ก.พ.2512 จึงเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 58 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ที่ห้ามมิให้ดำเนินการในเขตป่าไม้ถาวรและเป็นที่ดินต้องห้ามมิให้ออกน.ส.3 ก. ตามข้อ 3 ของกฎกระทรวงฉบับที่ 2 (พ.ศ.2497) และข้อ 8 (2) ของกฎกระทรวงฉบับที่ 5 (พ.ศ.2497) ออกตามความพ.ร.บ.ให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 ผู้ฟ้องคดีไม่เห็นด้วยกับคำสั่ง ดังกล่าวจึงได้ยื่นอุทธรณ์ต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ต่อมา ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 (ปลัดกระทรวงมหาดไทย) ได้มีคำวินิจฉัยยกอุทธรณ์ ผู้ฟ้องคดีเห็นว่า คำสั่งและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย จึงนำคดีมาฟ้องต่อศาล
ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า อธิบดีกรมที่ดินสั่งเพิกถอนหนังสือ น.ส.3ก. ที่ราชบุรีของนายธนาธรชอบด้วยกฎหมาย แต่นายอำเภอจอมบึง ออก น.ส.3ก.ให้เจ้าของที่ดินเดิมไม่ชอบ ก่อนที่นายธนาธรจะซื้อที่ดินมาครอบครองโดยสุจริต กรมที่ดินต้องชดใช้ค่าเสียหายให้กับนายธนาธร 4,912,311.21 บาท รวมดอกเบี้ยร้อยละ 3 ต่อปี ใน 60 วัน นับแต่คดีถึงที่สุด
ศักดาปธ.กมธ.เอลนีโญ
วันที่ 27 ก.ย. คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยแล้ง อันเนื่องมาจากปรากฏการณ์เอลนีโญ สภา ผู้แทนราษฎร ประชุมเป็นครั้งแรกเพื่อพิจารณาเลือกตั้งตำแหน่งต่างๆ ในคณะกรรมาธิการ ตามข้อบังคับการประชุมสภา ผู้แทนราษฎร พ.ศ.2562 ข้อ 93 วรรคสอง สรุปได้ดังนี้ โดยเลือกนายศักดา วิเชียรศิลป์ เป็นประธานคณะกรรมาธิการ นายนพพล เหลืองทองนารา เป็นเลขานุการคณะกรรมาธิการ และนายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด เป็นโฆษกคณะกรรมาธิการ