จี้จัดแผนรับพายุลูกใหม่จ่อถล่ม
นายกฯ บุกไปกรมชลประทานโดยไม่บอกล่วงหน้า ติดตามสถานการณ์น้ำทั่วประเทศ ห่วงอุบลฯ แม่มูนวิกฤต อีก 10 วันจะไปช่วยผู้ประสบภัย สั่งวางแผนระยะกลาง-ยาวแก้น้ำท่วม อธิบดีกรมชลฯ ยันปีนี้น้ำในเขื่อนใหญ่มีน้อยกว่า ปี 65 ยันเขื่อนหลักยังรับน้ำได้อีก 2.6 พันล้านลบ.ม. มั่นใจป้องกันนิคมอุตสาหกรรม-ย่านเศรษฐกิจพ้นท่วม แม่มูนทะลักตลิ่งครึ่งเมตรแล้ว ชาวบ้านอพยพนอนศูนย์พักพิงเพิ่ม กบินทร์บุรี ปราจีนฯ อพยพหนีน้ำป่ากลางดึก พื้นที่เกษตรจมแล้วกว่าพันไร่
‘นิด’บุกตรวจกรมชลฯ
เมื่อเวลา 10.40 น. วันที่ 27 ก.ย.นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เดินทางมายังกรมชลประทาน ถนนสามเสน โดยไม่มีการแจ้งล่วงหน้า เพื่อรับฟังบรรยายสรุปสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ สถานการณ์น้ำท่าในลำน้ำสายหลัก และ 4 เขื่อนหลักในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยารวมถึงการบริหารจัดการน้ำลุ่มน้ำเจ้าพระยา รวมถึงกราฟเปรียบเทียบปริมาณน้ำไหลลงเขื่อนทั้งประเทศและเจ้าพระยา ที่ห้องปฏิบัติการรวม เนื่องจากพายุดีเปรสชัน ทำให้มีปริมาณน้ำฝนจำนวนมาก ประชาชนในหลายพื้นที่ได้รับผลกระทบและเกิดน้ำท่วมเป็นวงกว้างในพื้นที่ภาคอีสาน โดยมีร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ และนายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน ต้อนรับ
นายประพิศกล่าวรายงานสถานการณ์ว่า ปริมาณน้ำในเขื่อนใหญ่ทั่วประเทศยังมีปริมาณน้อยกว่าปี 2565 ซึ่งปริมาณน้ำใช้การได้ทั้งประเทศในปี 2566 ขณะนี้มีอยู่ที่ราว 2,500 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) น้อยกว่าปี 2565 ถึง 5,000 กว่าล้านลบ.ม. ซึ่งอ่างเก็บน้ำและเขื่อนหลักทั่วประเทศ ยังรับน้ำได้อีกมากถึง 2,600 ล้านลบ.ม. โดยปริมาณน้ำที่ใช้ได้ในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ มีปริมาณน้ำที่ต่ำกว่าเกณฑ์ ร้อยละ 30 ของความจุอ่าง 6 แห่ง ประกอบไปด้วยอ่างเก็บน้ำปราณบุรี, อ่างเก็บน้ำกระเสียว, อ่างเก็บน้ำทับเสลา, อ่างเก็บน้ำป่าสักชลสิทธิ์ และอ่างเก็บน้ำภูมิพล ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมยังไม่ได้รับผลกระทบเรื่องน้ำในนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ ในพื้นที่ภาคตะวันออก

ตรวจน้ำ – นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เดินทางไปกรมชลประทานโดยไม่แจ้งล่วงหน้า เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำ โดยมีร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรฯ และอธิบดีกรมชลประทาน รายงานสถานการณ์ เมื่อวันที่ 27 ก.ย.
อีก 10 วันไปช่วยท่วมอุบลฯ
นายเศรษฐากล่าวว่า เป็นห่วงสถานการณ์น้ำ โดยเฉพาะในพื้นที่จ.อุบลราชธานี เนื่องจากได้รับรายงานจาก สส. ในพื้นที่ว่าขณะนี้มีปริมาณน้ำที่ค่อนข้างมาก ซึ่งอีกประมาณ 10 วัน ตนจะลงพื้นที่จ.อุบลราชธานี เพื่อไปติดตามสถานการณ์น้ำ เนื่องจากทราบว่าได้รับผลกระทบน้ำท่วม อย่างไรก็ตาม ตนมีภารกิจมากแต่ก็มาที่นี่เพราะเป็นห่วงเรื่องน้ำท่วมน้ำแล้ง
จากนั้นนายเศรษฐา สอบถามถึงสถานการณ์น้ำในเขื่อนอุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น ที่เพิ่งเดินทางไปลงพื้นที่เมื่อ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา สถานการณ์น้ำดีขึ้นหรือไม่ สถานการณ์น้ำภาพรวมในพื้นที่ภาคอุตสาหกรรมในภาคตะวันออก และนิคมอุตสาหกรรมว่าได้รับผลกระทบอะไรหรือไม่
ด้านร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่า สาเหตุที่ จ.อุบลราชธานี น้ำท่วมซ้ำซาก เพราะการระบายน้ำตรงแก่งสะพือ จะต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วน เพราะความจริงแล้วจะต้องทำตั้งนานแล้ว คือการบายพาสทางน้ำ
ขณะที่นายประพิศยืนยันว่า จ.อุบลราชธานี แม้น้ำจะท่วม แต่ตัวเมืองไม่ได้รับผลกระทบ ส่วนเขื่อนอุบลรัตน์ขณะนี้มีน้ำ ร้อยละ 59% จาก 1,400 ล้านลบ.ม. ซึ่งถือว่าดีขึ้น สำหรับเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จ.ลพบุรี น้ำจะมาช่วงปลายเดือนก.ย.ถึงต้นเดือนต.ค. เพราะเขื่อนมีความจุที่ 960 ล้านลบ.ม. หากน้ำมาทีเดียวก็จะเพิ่มขึ้นเยอะ ซึ่งต้องเฝ้าระวังกันอย่างใกล้ชิด ในส่วนของลุ่มน้ำมูนขึ้นไปปริมาณน้ำอยู่ในเกณฑ์มาก ขณะที่ช่วงภาคเหนือลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยามีปริมาณน้ำน้อย ช่วงบริเวณบางบาลและบางไทร
นายประพิศกล่าวต่อว่า สำหรับในพื้นที่ภาคกลาง เจ้าพระยาตอนล่าง เนื่องจากฝนตกท้ายเขื่อน โดยเฉพาะจ.นครสวรรค์ ที่มีปริมาณน้ำ 1,200 ลบ.ม.ต่อวินาที ซึ่งได้ใช้เขื่อนเจ้าพระยาเป็นตัวทดน้ำ และปกติ ในช่วงหน้าฝนมีการกักเก็บน้ำ แต่เนื่องจากปีนี้ปริมาณน้ำค่อนข้างน้อย ซึ่งมีการกักน้ำเพิ่มขึ้น และผันน้ำออก ทางด้านขวาบริเวณคลองพระองค์เจ้าพระยาไชยานุชิต รวมถึงได้มีการส่งน้ำเข้าไปช่วยในพื้นที่การเกษตร ที่ยังไม่มีการเก็บเกี่ยวอีก 1 ล้านไร่ เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหาย ทั้งนี้ ในพื้นที่ภาคอุตสาหกรรม สถานการณ์น้ำไม่มีปัญหาอะไร ทั้งนี้ จากการรายงานของกรมอุตุนิยมวิทยา ระบุว่า ฝนจะตกถึงช่วงสิ้นเดือนต.ค.นี้เท่านั้น หากจะตกก็อยู่บริเวณท้ายเขื่อนทำให้กักเก็บน้ำไม่ได้ ขณะเดียวกันมวลฝนจะเคลื่อนที่ไปยังภาคใต้ ซึ่งในส่วนพื้นที่จ.เพชรบุรีไล่ลงไป ได้เตรียมการรับมือน้ำท่วมน้ำหลากไว้แล้ว
ขอลืมเหนื่อยช่วยประชาชน
นอกจากนี้ นายเศรษฐายังได้สอบถามว่าพื้นที่ภาคตะวันออกขณะนี้มีปัญหาเรื่องน้ำหรือไม่ ซึ่งอธิบดีกรมชลประทานได้บอกว่าไม่มีปัญหา เนื่องจากได้ระบายน้ำส่วนเกินจากแม่น้ำเจ้าพระยาผ่านคลองไชยานุชิต ไปยังอ่างเก็บน้ำบางพระ จ.ชลบุรี
จากนั้นนายกรัฐมนตรีเดินเข้าไปยังห้องปฏิบัติการประเมินสถานการณ์น้ำ เพื่อมอบนโยบายว่า ตนมาที่นี่เพราะมีความเป็นห่วงเรื่องน้ำท่วม ซึ่งเมื่อ 2-3 วันที่ผ่านมา ตนได้พบกับสส.อุบลราชธานีหลายคน ซึ่งก็มีความเป็นห่วงเรื่องสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ ทำให้พืชผลทางการเกษตรเสียหาย และขอฝากเฝ้าระวังในทุกจุด และน่าจะหนักหนาอยู่ ในพื้นที่ภาคใต้ในช่วงปลายเดือนต.ค.ถึงเดือนพ.ย. ต้องฝ้าระวังด้วยเหมือนกัน เข้าใจว่า ทุกคนทำงานหนัก แต่เรื่องปัญหาน้ำท่วมก็จะมีผลกับเรื่องปัญหาเศรษฐกิจ ซึ่งจากที่ได้รับฟังสถานการณ์น้ำในเขื่อนก็มีความเป็นห่วง เพราะยังมีน้ำน้อยอยู่ และควบคุมปริมาณน้ำฝนตกมาก ตกน้อยไม่ได้ ซึ่งปริมาณฝนในปีนี้ตกช้ากว่ากำหนดไป 1 เดือน หวังว่าจะเก็บน้ำได้
“ผมขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะเรื่องพายุที่กำลังจะเข้า ตามมาด้วยสถานการณ์ภัยแล้ง หากประชาชนเดือดร้อนจากน้ำท่วม ก็ฝากให้ดูแลอย่างใกล้ชิด ให้ลืมเหนื่อย ลืมเหนื่อยกันหน่อยในช่วงนี้ เราต้องวางแผนระยะกลางและระยะยาว เพื่อเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์ข้างหน้า ซึ่งตนก็จะติดตามและลงพื้นที่ไปดูด้วยกัน ผมทราบอยู่ว่าทุกคนมีภารกิจเยอะ รัฐมนตรีมาใหม่คงเคี่ยวหนักอยู่ เราขอเป็นกำลังใจให้ทุกคน ถ้าหากมีการกำชับเพิ่มขึ้น ขอให้เข้าใจกัน เราเป็นผู้ใหญ่กันแล้ว เพราะประชาชนเดือดร้อน ขอโทษแทนรัฐมนตรีด้วยที่เคี่ยวหนัก” นายเศรษฐากล่าว
‘นัส’แจงเร่งเก็บน้ำใช้หน้าแล้ง
ต่อมา ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร.อ.ธรรมนัส รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า นายกฯ และรมว.คลัง แสดงความเป็นห่วงสถานการณ์น้ำทั้งน้ำท่วมและภัยแล้ง จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเฝ้าระวังทุกจุด รวมถึงให้มีการระบายน้ำให้เร็วและกักเก็บน้ำสำหรับใช้ในฤดูแล้งหน้า เพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นให้ได้มากที่สุด ล่าสุด 27 ก.ย. 2566 ปริมาณฝนสะสมนับตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. ถึงวันที่ 24 ก.ย.2566 ปริมาณฝนสะสมทั้งประเทศ มีปริมาณน้อยว่าค่าเฉลี่ย 181.8 ม.ม. หรือ 15% หากเทียบกับปีที่แล้วมีปริมาณน้อยกว่า 424.8 ม.ม. หรือร้อยละ 29
โดยกรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ไว้ว่า ฤดูฝนจะสิ้นสุดช่วงกลางเดือนต.ค.นี้ จากฝนที่ตกน้อยกว่าค่าเฉลี่ยปกติ ส่งผลให้ปริมาณน้ำที่ไหลลงอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศมีปริมาณที่ 21,751 ล้านลบ.ม. น้อยกว่าปีที่แล้ว 30% และปริมาณน้ำที่ไหลลงอ่างเก็บน้ำในลุ่มเจ้าพระยา 5,911 ล้าน.ลบ.ม. น้อยกว่าปีที่แล้ว 49% สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำของกรมชลประทาน ปัจจุบันมีปริมาณน้ำเก็บกักอยู่ที่ 46,135 ล้านลบ.ม. น้อยกว่าปี 2565 ปริมาณ 4,550 ล้านลบ.ม. มีอ่างเก็บน้ำที่อยู่ในเกณฑ์ดีมาก 4 แห่ง ดี 12 แห่ง และพอใช้ 13 แห่ง
สถานการณ์น้ำในลุ่มเจ้าพระยา ปัจจุบันมีปริมาณน้ำไหลผ่าน สถานี C.2 ที่ ค่าย จิรประวัติ อ.เมือง จ.นครสวรรค์ อยู่ที่ 960 ลบ.ม./วินาที มีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง จึงต้องหน่วงน้ำที่เขื่อนเจ้าพระยา ทดน้ำเข้าสู่ระบบชลประทานทั้ง 2 ฝั่ง เพื่อเร่งเก็บกักน้ำไว้เพื่อใช้ในฤดูแล้งหน้า สถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำ ชี-มูน จากการบริหารจัดการน้ำโดยใช้วิธีการจัดจราจรทางน้ำ
ปัจจุบันได้มีการลดการระบายน้ำเขื่อนที่กั้นแม่น้ำมูน ทั้งเขื่อนราษีไศล และเขื่อนหัวนา และเขื่อนกั้นน้ำในแม่น้ำชี ตั้งแต่เขื่อนชนบท เขื่อนมหาสารคาม เขื่อนวังยาง เพื่อกักเก็บน้ำ เร่งการระบายน้ำตั่งแต่เขื่อนร้อยเอ็ด เขื่อนยโสธร เขื่อนธาตุน้อย ปัจจุบันที่สถานีวัดน้ำ M.7 อ.เมือง จ.อุบลราชธานี มีระดับน้ำที่ล้นตลิ่งอยู่ที่ 0.46 เมตร โดยมีการระบายน้ำที่เขื่อนปากมูล ที่วันละ 283.15 ล้านลบ.ม. โดยระดับน้ำที่ท้ายเขื่อนปากมูลสูงกว่าแม่น้ำโขง 1.11 เมตร ทำให้ระบายน้ำได้ดี
ส่วนสถานการณ์น้ำและในในพื้นที่ต่างๆที่จ.ยโสธร แม่น้ำชีที่เอ่อล้นตลิ่งไหลบ่าเข้าท่วมพื้นที่ทางการเกษตรตามแนวสองฝั่ง ลุ่มน้ำชีโดยเฉพาะพื้นที่นาข้าวของเกษตรกรเป็นบริเวณกว้าง โดยชาวนาบ้านสังข์ ต.กุดน้ำใส อ.ค้อวัง ต้องช่วยกันลุยน้ำเพื่อเกี่ยวข้าวนาปรังของตนที่ถูกน้ำท่วมสูงกว่า 1 เมตร ทั้งๆ ที่เมล็ดข้าวยังไม่แก่เต็มที่ ต้องขนย้ายขึ้นไปตากแดดไล่ความชื้นบนที่สูงที่น้ำท่วมไม่ถึงเนื่องจากพบว่าปริมาณน้ำชีเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจนมีนาข้าวบางส่วนที่ถูกน้ำท่วมสูงกว่า 2 เมตร โดยมีพื้นที่ทางการเกษตรใน 3 ตำบล อ.ค้อวัง ถูกน้ำท่วมไปแล้วกว่า 4,000 ไร่
แม่มูนทะลักตลิ่งครึ่งเมตร
ด้านจ.อุบลราชธานี ชาวชุมชนทยอยอพยพหนีน้ำมูนขึ้นสูงจากมรสุม โดยหน่วยงานเตรียมเครื่องจักรเข้าช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย มีปภ.อุบลฯ ได้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำเร่งดึงน้ำฝนลงแม่น้ำมูน ขณะที่ชาวชุมชนท่ากอไผ่ เทศบาลเมืองวารินชำราบ ชุมชนวัดป่าแสนอุดม เทศบาลนครอุบลราชธานี อพยพเด็กและคนชราออกจากบ้านที่เริ่มถูกน้ำไหลท่วม มาอยู่ในศูนย์พักพิงชั่วคราว เพื่อความปลอดภัย รวม 2 อำเภอ มีผู้อพยพแล้ว 15 ชุมชน จำนวน 201 ครอบครัว รวม 684 คน

ช่วยชาวบ้าน – เจ้าหน้าที่กู้ภัยลุยน้ำที่ไหลเชี่ยวเข้าช่วยเหลือผู้สูงอายุ รวมทั้งผู้ป่วยติดเตียง หลังถูกน้ำป่าหลากเข้าท่วมบ้านเรือนสูงถึงเอว ที่บ้านวังมะกรูด ต.วังท่าช้าง อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี เมื่อวันที่ 27 ก.ย.
น้ำบ่า-กบินทร์อพยพกลางดึก
ที่จ.ปราจีนบุรี เกิดน้ำป่าท่วมบ้านเรือนประชาชน หมู่ 4 บ้านวังมะกรูด ต.วังท่าช้าง อ.กบินทร์บุรี มีชาวบ้านเร่งขนย้ายทรัพย์สินหนีน้ำท่วมตั้งแต่ช่วงเช้า เนื่องจากมีน้ำไหลเข้าท่วมบริเวณบ้านชั้นล่างกว่า 40 ซ.ม. โดยเจ้าหน้าที่กู้ภัยได้เข้าไปช่วยเหลือผู้ป่วยติดเตียงในพื้นที่น้ำท่วมออกมาได้อย่างปลอดภัย
ส่วนถนนทางเข้าออกหมู่บ้านชาวบ้านรวมทั้งนักเรียนไม่สามารถเดินทางเข้าออกได้ มีระดับความสูง 1.20 เมตร ระยะทางยาว 100 เมตร ส่วนพื้นที่การเกษตรที่ถูกน้ำป่าไหลท่วมไปแล้วเกือบ 1,000 ไร่ ขณะที่ระดับน้ำในแม่น้ำปราจีนบุรีในเขตเทศบาลเมืองปราจีนบุรีย่านเศรษฐกิจ พบระดับน้ำปริ่มริมแนวตลิ่ง