สุรเชษฐ์งัดกม.สู้ฟ้องกลับทีมจับ
8 ตำรวจคนสนิท ‘บิ๊กโจ๊ก’ ถูกเด้งแล้ว ผู้ต้องหาโยงเว็บพนันออนไลน์ ‘บิ๊กเด่น’ เซ็นคำสั่งส่งเข้ากรุ ‘พล.ต.ท.ไตรรงค์’ หัวหน้าชุดพีซีที 4 ไม่หวั่นรองผบ.ตร.คนดังฟ้องกลับ 157 ยันทำตามขั้นตอนกฎหมาย ย้ำให้เกียรติตำรวจด้วยกันถึงไม่ระบุยศตำแหน่งในหมายจับ ‘บิ๊กโจ๊ก’ ควงทนายกระดูกเหล็กเปิดสโมสรตำรวจแถลงตั้งทีมทนายฟ้องกลับชุดจับ-ค้นบ้าน แจ้งปมเช่าบ้าน ‘เฮียแต๋ม’
‘บิ๊กเด่น’เด้ง 8 ลูกน้อง‘โจ๊ก’
เมื่อวันที่ 27 ก.ย. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. ลงนามในคำสั่งสำนักงานตำรวจ แห่งชาติ ที่ 543/2566 เรื่องให้ข้าราชการตำรวจปฏิบัติหน้าที่และรักษาราชการแทน เนื้อความระบุว่า ด้วยได้รับรายงานเหตุข้าราชการตำรวจถูกดำเนินคดีอาญาในข้อหา ร่วมกันจัดให้มีการเล่นหรือทำอุบายล่อ ช่วยประกาศโฆษณาหรือชักชวนโดยทางตรงหรือทางอ้อมให้ผู้อื่นเข้าเล่น หรือเข้าพนันในการเล่นทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์โดยไม่ได้รับอนุญาตจาก เจ้าพนักงาน สมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป เพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงินและได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงิน เพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกันและร่วมฟอกเงิน
เนื่องจากเป็นกรณีที่มีข้าราชการตำรวจถูกดำเนินคดีในการกระทำความผิดอาญา ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในการปฏิบัติหน้าที่ราชการในภาพรวมของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ดังนั้น เพื่อประโยชน์ในการอำนวยความยุติธรรมทางอาญาของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และให้การดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องเป็นไปด้วยความเรียบร้อย รวมทั้งเพื่อมิให้เกิดความเสียหายต่อราชการ อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 63 มาตรา 105 และมาตรา 179 แห่ง พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2565 ประกอบระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ว่าด้วยการสั่งให้ข้าราชการตำรวจไปปฏิบัติราชการภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2563
จึงให้ข้าราชการตำรวจปฏิบัติราชการที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ อาคาร 1 ชั้นที่ 20 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยขาดจากการปฏิบัติหน้าที่ทางตำแหน่งเดิม เพื่อปฏิบัติหน้าที่ตามที่ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติหารสำนักงานตำรวจแห่งชาติมอบหมาย และให้ข้าราชการตำรวจรักษาราชการแทนในตำแหน่งต่างๆ รวม 12 ราย มีดังนี้
1.พล.ต.ต.นำเกียรติ ธีระโรจนพงษ์ 2.พ.ต.อ.ภาคภูมิ พิศมัย 3.พ.ต.อ.เขมรินทร์ พิศมัย 4.พ.ต.อ.อาริศ คูประสิทธิรัตน์ 5.พ.ต.ท.คริษฐ์ ปริยะเกตุ 6.พ.ต.ต.ชานนท์ อ่วมทร 7.ส.ต.อ.อภิสิทธิ์ คนยงค์ และ 8.ส.ต.อ.ณัฐวุฒิ หวัดแวว
และให้ 9.พ.ต.ท.คเชนทร์ บุญทวี 10.พ.ต.ท.สุเนตย์ สีชำนาญ 11.พ.ต.ท.พิทักษ์ โสนนอก และ 12.ส.ต.อ.ธนโชติ แสงเรือง ไปปฏิบัติราชการแทนในตำแหน่งที่ว่างลง
‘ไตรรงค์’ไม่กลัวฟ้องกลับ
ด้านพล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผบช.สำนักงานกฎหมายและคดี สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (กมค.) ในฐานะหัวหน้าศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปอส.ตร.) หรือ พีซีที ชุดที่ 4 เผยความคืบหน้าคดีเว็บไซต์พนันออนไลน์เชื่อมโยงถึงผู้ต้องหาในคดี 8 รายเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผบ.ตร. และกรณีการเข้าตรวจค้นบ้านพักของพล.ต.อ.สุรเชษฐ์ เมื่อวันที่ 25 ก.ยที่ผ่านมา
พล.ต.ท.ไตรรงค์กล่าวว่า ในส่วนการขยายผลไปถึงกลุ่มผู้เกี่ยวข้องทั้งพลเรือน, ตำรวจ และทหาร ขณะนี้อยู่ในระหว่างการสืบสวนของพนักงานสอบสวน คณะทำงานจะมีการประชุมหารือกันเพื่อขยายผลต่อจากกลุ่ม ผู้ต้องหาที่มีการจับกุม สำหรับการเรียก นายชินรัตน์ วัฒนกูล หรือเสี่ยแต๋ม อายุ 63 ปี และภรรยาที่มีการเปิดเผยข้อมูลทางสื่อมวลชนว่าเป็นเจ้าของบ้านที่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ เช่าให้ ผู้ใต้บังคับบัญชาพักอาศัยมาสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับความเชื่อมโยงกับผู้ต้องหา (บัญชีม้า) ที่ถูกจับกุมขึ้นอยู่กับดุลพินิจของพนักงานสอบสวน
ส่วนข้อมูลที่ระบุว่า มีบุคคลในครอบครัวของนายชินรัตน์อยู่ในชุดทำงานของพล.ต.อ. สุรเชษฐ์ด้วยหรือไม่นั้น พล.ต.ท.ไตรรงค์กล่าวว่า ยังไม่รู้ข้อมูลส่วนนี้ แต่เชื่อว่าเจ้าหน้าที่จะทำงานขยายผลต่อไปจนทราบข้อเท็จจริง ขณะนี้ยังคงยืนยันได้ว่าผู้ต้องหาที่เป็น 8 นายตำรวจยังคงให้การที่ไม่เป็นประโยชน์กับพนักงานสอบสวน และปฏิเสธในทุกข้อกล่าวหา เป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวนต่อไปที่จะต้องสืบหาข้อเท็จจริง
เมื่อถามถึงกรณีการเรียกสอบกลุ่มสื่อมวลชน พล.ต.ท.ไตรรงค์กล่าวว่า ให้มองกลุ่มนี้เป็นในส่วนกลุ่มพลเรือนมีบางรายที่ เจ้าหน้าที่มีข้อมูลว่าเป็นสื่อมวลชนหรือรู้เองในวงการว่ารายชื่อดังกล่าวเป็นสื่อมวลชน กลุ่มนี้จะมีการเรียกสอบในฐานะที่มีเส้นทางการเงินเกี่ยวข้องกับบัญชีม้าของกลุ่ม ผู้ต้องหาที่มีการจับกุม ส่วนการรับเงินโดยตรงจากบัญชีอื่นๆ ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับคดีถือว่าไม่ได้มีความผิด
ย้ำให้เกียรติ-ไม่ใส่ตำแหน่ง
เมื่อถามถึงความกังวลใจกรณีพล.ต.อ. สุรเชษฐ์ตั้งชุดทนายความเตรียมฟ้องกลับชุดจับกุมว่าทำหน้าที่โดยไม่ชอบ ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 หรือไม่ พล.ต.ท.ไตรรงค์กล่าวว่า ประการแรกต้องให้ความเป็นธรรมกับชุดสืบสวนสอบสวนและจับกุมก่อน ยืนยันว่าในทุกขั้นตอนและกระบวนการเป็นไปอย่างถูกต้องตามหลักขั้นตอนของกฎหมาย ปกติแล้วหากมีผู้ต้องหาหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องต้องการยื่นฟ้องกลับเจ้าหน้าที่ตำรวจในข้อหา ม.157 สามารถทำได้ เป็นสิทธิ์ของบุคคลเหล่านั้น แต่ทั้งนี้เจ้าหน้าที่เองที่ปฏิบัติงานต้องมั่นใจว่าทำหน้าที่อย่างถูกต้องครบถ้วนรอบคอบ ขอย้ำว่าคดีเว็บไซต์พนันออนไลน์ไม่ได้กระทำแค่เมื่อวานนี้ แต่ทำต่อเนื่องมาตั้งแต่กรณีของบอสตาล (นายพงษ์ศิริ ฐานราชวงศ์ศึก อดีตประธานทีมฟุตบอลลำพูนวอริเออร์) และมินนี่ (น.ส. สุชานันท์ หรือ น.ส.ธนัยนันท์ (สงวนนามสกุล) ผู้ต้องหาคดีเว็บพนันออนไลน์) เชื่อได้ว่าชุดทำงานมีข้อมูลหลักฐานที่รัดกุม
พล.ต.ท.ไตรรงค์กล่าวชี้แจงถึงการออกหมายจับของ 8 นายตำรวจที่ไม่ระบุยศของข้าราชการตำรวจ แต่เป็นการใส่คำนำหน้านายแทน ตามข้อกฎหมายไม่ได้ระบุว่าจะต้องใส่ตำแหน่งหน้าที่การงาน เพียงให้ใส่ในส่วนของชื่อและรูปพรรณ สอบถามชุดจับกุมแล้วทราบว่า ให้การต่อศาลในขณะออกหมายจับว่าบุคคลตามหมายประกอบหน้าที่อะไรไม่ได้มีการปิดบังและการออกหมายเป็นการอนุมัติตามพยานหลักฐานที่มีเป็นหลัก
ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่ชุดทำงานออกหมายจับตำรวจด้วยการใช้สรรพนามว่านาย แต่สำหรับการทำงานมองว่าการดำเนินคดีกับบุคคลที่ประกอบอาชีพเป็นตำรวจบางครั้งต้องยึดถึงเกียรติอาชีพหน้าที่ การที่ตัดสินใจไม่ใช้ยศตำรวจถือเป็นการป้องกันเกียรติยศศักดิ์ศรีความเป็นตำรวจ ส่วนกรณีที่สังคมตั้งคำถามว่าทำไมเรื่องของตำรวจไม่จัดการภายในองค์กรก่อนต้องทำให้เป็นเรื่องราวใหญ่โตนั้น ขอย้ำว่าไม่ว่าตำรวจชุดไหนกลุ่มไหนหากเป็น ผู้ต้องหาที่มีการกระทำความผิดองค์กรตำรวจจะไม่ปกป้อง ถ้าตำรวจทำผิดต้องดำเนินคดี ถ้ามีการไปคุยกันเองก่อนจะดำเนินคดีอย่างนี้ถึงจะเรียกว่าปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบ
เมื่อถามว่าหากหลังจากนี้จะมีกลุ่มผู้ต้องหาออกมาแถลงข่าวชี้แจงต่อสื่อมวลชนต่อประชาชนจะถือเป็นการยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐานจนพนักงานสอบสวนต้องขอยื่นคัดค้านการประกันหรือไม่ พล.ต.ท.ไตรรงค์กล่าวว่า ต้องดูในส่วนของพฤติการณ์และเจตนาของการกระทำหากเป็นการชี้นำและทำให้พยานหลักฐานในคดีกระทบพนักงานสอบสวนจะใช้ดุลพินิจเพิกถอนการประกันตัวชั่วคราวแต่หากเป็นการแสดงความคิดเห็นตามปกติก็สามารถทำได้เป็นสิทธิ์ของบุคคลนั้น
‘บิ๊กโจ๊ก’ตั้งทนายกระดูกเหล็กสู้
วันเดียวกัน เวลา 11.00 น. พล.ต.อ. สุรเชษฐ์พร้อมนายอนันต์ชัย ไชยเดช ทนายความเจ้าของฉายา ทนายกระดูกเหล็ก แถลงข่าวเรื่องจัดตั้งทีมทนายความเพื่อจัดการคดีทั้งหมด ที่สโมสรตำรวจ ถนนวิภาวดีรังสิต เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ โดยรองผบ.ตร.ระบุว่า การบริหารจัดการคดีทั้งหมดจะให้เป็นหน้าที่ของทีมทนายความ และเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาให้ตัวแทนทนายความยื่นคำร้องที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ ขอให้มีการไต่สวนการละเมิดอำนาจศาล กรณีการขอหมายจับนายตำรวจทั้ง 8 ราย เพราะโดยปกติแล้ว การขอหมายจับตำรวจต้องไปขอที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางเท่านั้น ซึ่งต้องแจ้งยศ และศาลจะสั่งให้ออกหมายเรียกก่อน
แม้จะเป็นคดีที่มีพลเรือนรวมอยู่ด้วย ก็ต้องไปขอที่ศาลทุจริตฯ อยู่ดี โดยพลเรือนจะถือเป็นผู้ให้การสนับสนุน สิ่งที่เกิดขึ้นมีการหมกเม็ด ขอหมายจับที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ โดยไม่แจ้งยศให้ศาลทราบ แต่ยื่นผสมไปกับพลเรือนทำให้ศาลออกหมายจับทั้งหมด ทั้งที่ประเทศเรากำหนดให้มีศาลแยกดำเนินคดี เจ้าหน้าที่รัฐที่ทำผิด นอกจากหลอกศาลอาญากรุงเทพใต้แล้ว ยังมาหลอกศาลอาญา รัชดาภิเษกต่อ ในการขอหมายค้นบ้านตนด้วย
พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า หากอ้างว่าการขอหมายค้นบ้านตน ทำเพื่อเข้าจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับคือ สารวัตรนนท์ (พ.ต.ต.ชานนท์ อ่วมทร นายตำรวจติดตาม รองผบ.ตร.) ซึ่งเป็นนายตำรวจติดตามนั้นผิดปกติ เพราะหมายจับออกตั้งแต่ช่วงวันศุกร์-เสาร์ แต่ขอออกหมายค้นบ้านวันอาทิตย์ ทั้งที่สารวัตรนนท์ไม่ได้นอนพักที่บ้านตน เพียงแค่มารับส่ง และพักอยู่ที่แฟลตตำรวจพญาไท แล้วทำไมจึงไม่เข้าจับกุมตั้งแต่ตอนที่หมายจับออก แต่มารอจับที่บ้านตนในวันจันทร์ เชื่อว่าเรื่องนี้เป็นการแบ่งงานกันทำในการปกปิดข้อเท็จจริงศาล
สำหรับเรื่องการขอหมายจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ โดยในอดีตอำนาจการออกหมายเคยอยู่ที่ตำรวจมาก่อน แต่ต่อมามีการเปลี่ยนอำนาจให้ออกโดยศาล เพราะประชาชนไม่เชื่อมั่นตำรวจ จึงต้องเพิ่มขั้นตอนการตรวจสอบให้ผ่านศาลก่อน ดังนั้น หากมีการทำแบบนี้ต่อไปอำนาจการสอบสวนอาจจะไม่อยู่กับตำรวจอีกแล้ว ตำรวจจะทำงานยากขึ้น ยังมีตำรวจดีอีกเยอะที่ตนทำงานอย่างเหน็ดเหนื่อยต่อสู้ให้
แจงปมเช่าบ้านเฮียแต๋ม
“ส่วนประเด็นเรื่องเฮียแต๋มนั้น ยืนยันว่า รู้จักกับครอบครัวมาตั้งแต่ผมยังเป็นสารวัตร แม้ไม่ใช่ญาติทางสายเลือด แต่รู้จักนับถือกันเป็นญาติผู้ใหญ่ เมื่อก่อนผมอยู่แฟลตตำรวจวิภาวดี พอภารกิจเริ่มเยอะ เลยจะออกมาอยู่บ้านซึ่งพ่อตายกที่ดินให้ภรรยา 10 ไร่ที่พุทธมณฑลสาย 7 แต่ขั้นตอนการสร้างบ้านมันมีเยอะจึงได้แค่ไปถมที่ไว้ ยังไม่ว่างเลยยังไม่สร้าง ผมก็เลยเอาสะดวกก่อน จะไปซื้อบ้านก็เสียดายเงิน เพราะมีที่ดินเตรียมจะสร้างบ้านอยู่แล้ว เลยหาเช่าบ้านก่อนก็ไปถามเฮียแต๋มว่ามีที่ไหนบ้าง พอเขาบอกมีที่นี่เห็นว่าอยู่ใกล้แฟลตวิภาวดี เลยถามว่าขอเช่าได้ไหม เขาบอกไม่เป็นไรไปอยู่เลย แต่ผมก็ขอเช่าเพื่อความสบายใจ ไม่มีพลเอกคนไหนที่อยู่บ้านทาวน์เฮาส์ ผมไม่ใช่ไม่มีตังค์แต่ไม่ฟุ่มเฟือย” รองผบ.ตร.กล่าว
ส่วนประเด็นเรื่องนักข่าวที่จะถูกตรวจสอบว่ามีความผิดเนื่องจากรับเงินนั้น พล.ต.อ.สุรเชษฐ์กล่าวว่า เวลาที่ไปทำข่าวด้วยกันหลายวัน นักข่าวจะยกทีมไปไม่ว่างดูแลทั้งหมด จึงให้เงินไปกินข้าวกัน 1 หมื่นบาท กินกัน 3-4 คน มองว่าไม่ได้เยอะ และทุกครั้งนักข่าวจะบอกว่าช่องได้ให้มาแล้ว นักข่าวไม่เคยมาขอหรือมาไถเงิน แม้แต่นักข่าวที่มาทำข่าวที่สโมสรตำรวจเลี้ยงอาหารกลางวันตลอด และเลี้ยงลูกน้องด้วย ในแต่ละเดือนใช้เงินส่วนตัวจ่ายค่าอาหารกลางวันที่สโมสรตำรวจ 2.5 แสนบาท สามารถตรวจสอบได้ทั้งหมด โดยงบตรงนี้ไม่สามารถเบิกราชการได้ แต่พร้อมจ่ายเพื่อให้งานมีประสิทธิภาพ เพราะทุกคนที่นี่ทำงานหนักมาก
“ยังไม่อยากทุบหม้อข้าวตนเอง ถ้าหากเปิดเมื่อไหร่ก็ตายทั้ง สตช. และจะอยู่กันลำบาก อยากให้ตำรวจน้องๆ มีทางเดินบ้าง โดยที่ผ่านมา ผมก็ทำงานสืบสวนมาทั้งชีวิต และถนัดไล่เส้นทางการเงิน ซึ่งสามารถไปดูคดีเก่าๆ ได้เลย เพราะยึดทรัพย์มามากมายแล้ว นอกจากนี้ยังผู้กำกับในทีมผมอีกคนโทร.หา บอกมีคนเรียกไปอธิบายสเตตเมนต์จึงตั้งคำถามว่าทำไมคราวนี้เรียกไปสอบ ไม่ออกหมายจับเลย มันคือ 2 มาตรฐาน ถ้าเป็นผมจะเรียกมาชี้แจงก่อน” พล.ต.อ.สุรเชษฐ์กล่าวตอบผู้สื่อข่าวที่ถามว่า จะมีการเอาคืนหรือไม่

แถลงสู้ – พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผบ.ตร. พร้อมด้วย 8 ตำรวจใกล้ชิดที่ถูกดำเนินคดีเว็บพนันและฟอกเงิน และทนายอนันต์ชัย ไชยเดช ร่วมกันแถลงแนวทางสู้คดี ที่สำนักงานทนายอนันต์ชัย ย่านลาดพร้าว กทม. เมื่อวันที่ 27 ก.ย.
ทนายลั่นสอท.หนักใจแน่
ต่อมาเวลา 18.00 น. ที่สำนักงานกฎหมายอนันต์ชัย ไชยเดช ถ.โชคชัย 4 แขวงและเขตลาดพร้าว พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ พร้อม 8 นายตำรวจที่ถูกออกหมายจับประกอบด้วย 1.พล.ต.ต.นำเกียรติ ธีระโรจนพงษ์ ผบก.ศูนย์ฝึกอบรม บช.น., 2.พ.ต.อ.เขมรินทร์ พิศมัย ผกก.ตม.จันทบุรี, 3.พ.ต.อ.ภาคภูมิ พิศมัย รองผบก.สนับสนุนทางเทคโนโลยีภาค 4, 4.พ.ต.อ.อาริศ คูประสิทธิ์รัตน์ ผกก.ตม.ฉะเชิงเทรา, 5.พ.ต.ท.คริษฐ์ ปริยะเกตุ รองผกก.สส.สภ.สำโรงเหนือ จ.สมุทรปราการ, 6.พ.ต.ต.ชานนท์ อ่วมทร นายตำรวจติดตาม รองผบ.ตร., 7.ส.ต.อ.ณัฐวุฒิ หวัดแวว ผบ.หมู่งานสายตรวจ 1 กก.1 บก.จร., และ 8.ส.ต.อ.อภิสิทธิ์ คนยงค์ ผบ.หมู่ป.สภ.บางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา เข้าพบกับนายอนันต์ชัย โดยสีหน้าของแต่ละคนนั้นคลายความกังวลและไม่ค่อยเคร่งเครียด
นายอนันต์ชัยเผยหลังพูดคุยกันทั้งหมดว่า เชิญพล.ต.อ.สุรเชษฐ์และตำรวจทั้ง 8 นาย มา สอบถามข้อเท็จจริงทั้งหมดทุกอย่างโดยละเอียด เพราะหากจะให้เป็นทนายความ ทุกคนจะต้องพูดความจริงทั้งหมด และไม่มีข้อกังวลใดๆ ถ้าผิดก็ติดคุก แต่ถ้าไม่ผิดพวกมันก็ติดคุก และขอให้ทุกคนเปิดหน้าท้าชน ไม่เคยหนักใจที่ต้องรับทำคดีนี้ แต่คนที่หนักใจจะต้องเป็น สอท. และเชื่อว่าเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้เป็นเรื่องของการดิสเครดิตตำรวจทั้ง 8 นาย และตนเป็นคนเปิดเผยความทั้งหมดเอง