เพียงแค่สแกนผ่านคิวอาร์โค้ดกับทุกแพลตฟอร์มเครือ2สื่อ
เริ่มแล้ววันนี้ โหวต‘โพลมติชนXเดลินิวส์: รัฐบาลเศรษฐาควรแก้ปัญหาอะไร’ สแกนผ่าน‘คิวอาร์โค้ด’ที่อยู่ในหนังสือพิมพ์ รวมไปถึงโหวตผ่านคิวอาร์โค้ด และลิงก์ในช่องทางออนไลน์ทุกแพลตฟอร์ม ทั้งเว็บไซต์ เฟซบุ๊ก เอ็กซ์ (ทวิตเตอร์) ยูทูบ อินสตาแกรม และติ๊กต็อกของสื่อในเครือ มติชนและเดลินิวส์ คำถามแยกออกเป็น 2 หัวข้อใหญ่ คือ ข้อที่ 1.เร่งแก้ปัญหาการเมือง-ปฏิรูปโครงสร้างสังคม ประกอบด้วย 1.1 แก้รัฐธรรมนูญ, 1.2 ปฏิรูปกองทัพ, 1.3 กระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น, 1.4 ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม, 1.5 รัฐสวัสดิการ และ 1.6 ปัญหาอื่นๆ ข้อที่ 2.เร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจ-ปากท้อง ประกอบด้วย 2.1 แจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท, 2.2 แก้ปัญหาหนี้สินครัวเรือน-หนี้สาธารณะ, 2.3 แก้ปัญหาการเกษตร, 2.4 เพิ่มค่าแรงขั้นต่ำและเงินเดือนปริญญาตรี, 2.5 ลดค่าน้ำ-ค่าไฟ-ค่าน้ำมัน และ 2.6 ปัญหาอื่นๆ

เมื่อวันที่ 30 ก.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานเกี่ยวกับกิจกรรมการทำ “โพลมติชน X เดลินิวส์ : รัฐบาลเศรษฐา ควรแก้ปัญหาอะไร” โดยครั้งนี้เป็นการโหวตผ่านช่องทางออนไลน์ทุกแพลตฟอร์มของสื่อเครือมติชนและเดลินิวส์ เริ่มเปิดโหวตตั้งแต่วันที่ 1-31 ต.ค. 2566 ก่อนหน้านี้โพลมติชน X เดลินิวส์ ได้ร่วมมือจัดทำโพลวิเคราะห์ผลการเลือกตั้ง 2566 ซึ่งมีประชาชนให้ความสนใจเป็นจำนวนมาก สำหรับโพลครั้งใหม่จึงถือเป็นการทำโพลครั้งประวัติศาสตร์อีกครั้ง หลังจัดตั้งรัฐบาลเริ่มเดินหน้าทำงานเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ด้วยคำถามสะท้อนจากสังคมไทยว่า รัฐบาลเศรษฐา ควรแก้ปัญหาอะไร เนื่องจากปัจจุบันก็มีหลากหลายปัญหาสำคัญที่เกิดขึ้นในประเทศ
ดังนั้น ทั้งสองสื่อใหญ่ของประเทศ 5 กองบรรณาธิการ ประกอบด้วย กองบรรณาธิการมติชน กองบรรณาธิการข่าวสด กองบรรณาธิการประชาชาติธุรกิจ กองบรรณาธิการมติชนสุดสัปดาห์ และกองบรรณาธิการเดลินิวส์ ในฐานะที่เป็นสื่อมวลชนทำหน้าที่รายงานข่าวในเกือบทุกแพลตฟอร์มครอบคลุมไปทั่วประเทศ จึงได้ร่วมกันประมวลชุดคำถามอะไรคือความคาดหวังที่แท้จริงของประชาชนได้ร่วมโหวตว่า “รัฐบาลเศรษฐา ควรแก้ปัญหาอะไร?” สามารถโหวตโพลได้ผ่านทาง “คิวอาร์โค้ด” ที่อยู่ในหนังสือพิมพ์ รวมไปถึงโหวตผ่านคิวอาร์โค้ด และลิงก์ในช่องทางออนไลน์ เว็บไซต์ เฟซบุ๊ก เอ็กซ์ (ทวิตเตอร์) ยูทูบ อินสตาแกรม และติ๊กต็อก ของสื่อในเครือมติชนและเดลินิวส์
ภายในโพลสำรวจแยกคำถามออกเป็น 2 หัวข้อใหญ่ คือ ข้อที่ 1.เร่งแก้ปัญหาการเมือง-ปฏิรูปโครงสร้างสังคม ประกอบด้วย 1.1 แก้รัฐธรรมนูญ, 1.2 ปฏิรูปกองทัพ, 1.3 กระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น, 1.4 ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม, 1.5 รัฐสวัสดิการ และ 1.6 ปัญหาอื่นๆ ข้อที่ 2.เร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจ-ปากท้อง ประกอบด้วย 2.1 แจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท, 2.2 แก้ปัญหาหนี้สินครัวเรือน-หนี้สาธารณะ, 2.3 แก้ปัญหาการเกษตร, 2.4 เพิ่มค่าแรงขั้นต่ำและเงินเดือนปริญญาตรี, 2.5 ลดค่าน้ำ-ค่าไฟ-ค่าน้ำมัน และ 2.6 ปัญหาอื่นๆ
หลังจากประชาชนโหวตโพลจนครบระยะเวลาตามกำหนดถึง วันที่ 31 ต.ค.แล้ว จะมีกิจกรรมเวทีใหญ่เจาะลึกเรื่องโพลของมติชน-เดลินิวส์ ในเดือนพ.ย. โดยเชิญนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญการเมืองมาร่วมวิเคราะห์ผลโพล อย่างไรก็ดี ผศ.อัครพงษ์ ค่ำคูณ อดีตคณบดีวิทยาลัยนานาชาติปรีดีพนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ซึ่งเคยมาร่วม วิเคราะห์โพลตอนก่อนเลือกตั้งมาแล้ว ให้ความเห็นด้วยว่า การสำรวจครั้งนี้ ต้องการหาคำตอบในเรื่องที่เป็นข้อถกเถียงมากที่สุดเรื่องหนึ่ง ทั้งช่วงก่อนเลือกตั้งจนถึงช่วงระหว่างการจัดตั้งรัฐบาล นั่นคือระหว่างการเมืองและเศรษฐกิจ อะไรมาก่อนกัน หรือบางครั้งก็ใช้คำว่า ระหว่างปัญหาเชิงโครงสร้าง และปากท้อง อะไรสำคัญหรืออะไรควรจะมาก่อน
“หากจะหวนกลับไปถามประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งอีกครั้ง เพราะพวกเราทั้งหลายคงจำได้ว่า ฉันทามติที่ปรากฏในโพลก่อน วันเลือกตั้งเมื่อครั้งที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ ซึ่งผลการเลือกตั้งก็สอดคล้องกันอย่างถล่มทลาย ปราศจากข้อสงสัย แต่ที่สุดท้ายผลการจัดตั้งรัฐบาลดูเหมือนจะไม่เป็นเช่นนั้น การแก้ปัญหาปากท้องมาก่อนคือ ธงนำของการจัดตั้งรัฐบาลรอบนี้ ซึ่งอาจจะถูกต้องหากพิจารณาบริบทภาวะเศรษฐกิจทั้งส่วนของรายได้-ภาระค่าใช้จ่ายและหนี้สิน คือสิ่งรุมเร้าชีวิตคนไทยหนักหน่วง”
“การสำรวจครั้งนี้จึงต้องลงลึกมากขึ้น เป็นการตั้งคำถามถึงความรู้สึกว่าเมื่อมีรัฐบาลแล้ว อยากให้เร่งแก้เรื่องไหนมากที่สุดระหว่างการเมือง และเศรษฐกิจ โดยทั้งสองประเด็นใน “โพลมติชน X มติชน : รัฐบาลเศรษฐาควรแก้ปัญหาอะไร?” จึงได้กำหนดหัวข้อย่อยให้เลือกระบุ เพื่อแจกแจงความเห็นให้ชัดเจน ยืนยันความต้องการที่แท้จริงของประชาชน ไม่ใช่ตามที่ฝ่ายการเมืองหาเสียงเอาไว้ทางเดียว” ผศ.อัครพงษ์ กล่าว
ก่อนหน้านี้ ในการแถลงข่าวความร่วมมือครั้งสำคัญ “โพลมติชน X เดลินิวส์ : รัฐบาลเศรษฐาควรแก้ปัญหาอะไร?” นับเป็นการทำโพลครั้งที่ 2 หลังจากร่วมทำ “มติชน X เดลินิวส์ โพลเลือกตั้ง’66” จนประสบความสำเร็จมาแล้วในช่วงก่อนการเลือกตั้ง
นายปราปต์ บุนปาน รองกรรมการผู้จัดการสายเทคโนโลยีและดิจิทัลมีเดีย บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า จากประสบการณ์ที่เราได้ทำโพลครั้งแรก จุดเด่นของโพลคือ ระบบหลังบ้าน ที่จะช่วยให้เก็บข้อมูลเชิงลึกของ ผู้ที่มาทำโพล ทำให้เราเห็นภูมิประชากรของประชาชน ครั้งนี้จะทำให้เห็นความสลับ ซับซ้อนและละเอียดของปัญหามากขึ้น ก่อนเลือกตั้งเป็นการสำรวจความนิยม ลักษณะจะคล้ายกับประชามติ คือให้ประชาชนตัดสินเรื่องใหญ่ๆ ด้วยคำถามที่เรียบง่าย โดยคำตอบ ประชาชนตอบได้คำตอบเดียว แต่ครั้งนี้เป็นโพลเชิงนโยบาย จะโน้มเอียงว่าเป็นประชาพิจารณ์มากกกว่าประชามติ คือ ผู้ที่ทำโพลและผู้ที่ตอบโพลจะต้องพิจารณาคำตอบและปัญหาด้วย ดังนั้นคำตอบจะหลากหลายตามโครงสร้างประชากร
ทั้งนี้ หลังจบการแถลงนโยบายของรัฐบาล เห็นสิ่งที่เปลี่ยนไปคือ เห็นความตั้งใจของรัฐบาลชุดใหม่ ที่มีความกระตือรือร้นและความปรารถนาของนายกฯ ใหม่ ที่อยากให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้ สิ่งที่อยากเห็นเรื่องการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น และความต้องการที่จะเปลี่ยนการเมือง ขณะเดียวกัน การประชุมสภามีฝ่ายค้านหน้าใหม่จำนวนมากที่พูดปัญหาในพื้นที่อย่างน่าสนใจ เช่น เรื่องน้ำ ฝุ่น การท่องเที่ยว บทสรุปคือ เชื่อว่าโพลครั้งนี้จะเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วย ฉายภาพประชาชนนอกสภา ว่ามีทัศนะอย่างไรต่อรัฐบาลชุดนี้
ด้านน.ส.ปานบัว บุนปาน กรรมการผู้จัดการ บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า สาระสำคัญของแคมเปญนี้ที่มี 3 คีย์เวิร์ด คือ 1.รัฐบาล 2.ปัญหา และ 3.ประชาชน มันสะท้อนไปมา รัฐบาลต้องฟังเสียงประชาชนจึงจะแก้ไขปัญหาได้ และประชาชนต้องสะท้อนปัญหาอย่างถูกจุด หน้าที่นี้คือหน้าที่ของวันนี้ที่มติชนและเดลินิวส์จะร่วมกัน สร้างพื้นที่ในการสะท้อนความเห็นกลับไปสู่ผู้นำและรัฐบาลใหม่ โดยจะมีคณะทำงานที่เป็นส่วนร่วมในการทำโพลทั้งหมด 2 สำนัก คือ สำนักเศรษฐศาสตร์และสำนักรัฐศาสตร์ หลังจากนั้น วันที่ 1-31 ต.ค. เป็นระยะ 1 เดือนเต็ม จะเป็นช่วงเวลาของการทำโพล การนำเสนอตลอดทั้งเดือนจะทำให้ประชาชนมีความตื่นตัว และความตระหนักทางการเมืองเกิดขึ้นอีกครั้ง และจะมีการสรุปโพลแบบเบรกกิ้งนิวส์ (Breaking News) ไม่ว่าจะเป็นสื่อสิ่งพิมพ์และสื่อออนไลน์ของมติชน และเดลินิวส์ ก่อนจะปิดท้ายแคมเปญนี้ คาดว่าเป็นกิจกรรมฟอรัมใหญ่
น.ส.ปานบัวกล่าวต่อว่าอย่างไรก็ตาม เรายังไม่รู้ว่าความเห็นจะออกมาแบบไหน แต่น่าจะเป็นกระดานสะท้อน เพื่อนำปัญหาที่อยู่ในโพลมาขยาย และหาแนวทางแก้ปัญหาต่อไป ตนมองว่าในตอนนี้ รัฐบาลเข้มแข็ง ฝ่ายค้านน่าจับตามอง ภาคประชาชนส่งเสียง ภาคสื่อทำงานอย่างเต็มที่เพื่อเป็นกระดานสะท้อนปัญหา สื่อจะอยู่กับประชาชน เพื่อให้ประชาชนมีความตื่นตัวอยู่เสมอ ซึ่งที่ผ่านมาเราเห็นความตื่นตัวสูงมาก ประชาชนตื่นตัวมาตลอดจนกระทั่งเลือกตั้งผ่านไปแล้ว ความ ตื่นตัวนั้นกลับลดลง ซึ่งมองว่า การตื่นตัวทางการเมืองควรหล่อเลี้ยงไว้เสมอเพราะมันเป็นวิถีประชาธิปไตย สิทธิและเสียงเรายังอยู่เสมอ หากรวมปัญหาและสะท้อนความเห็นไปสู่รัฐบาล ซึ่งรัฐบาลที่ดีจะต้องอ่านข้อมูลที่ถูกต้องจึงจะสามารถแก้ปัญหาให้ถูกจุด โดยรับฟังเสียงจากประชาชน แล้วนำปัญหาไปแก้ไข การสะท้อนปัญหาจึงเป็นผลดี และเกิดประโยชน์กับทุกฝ่ายในที่สุด
วันเดียวกัน น.ส.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวถึง มติชนxเดลินิวส์ร่วมกันทำโพลสอบถามความเห็นประชาชนว่า “รัฐบาลเศรษฐาควรแก้ปัญหาอะไรระหว่างปัญหาการเมืองหรือปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง” ว่า คำถามที่ว่ารัฐบาลเศรษฐาควรแก้อะไรก่อนระหว่างปัญหาการเมืองหรือปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง จริงอยู่ทั้ง 2 ปัญหาอาจแก้ไขควบคู่กันไปได้ แต่อย่างไรก็ต้องจัดลำดับความสำคัญ ตอนนี้สำหรับพี่น้องประชาชนอีกหลายสิบล้านคน ต้องเจอปัญหาหนี้สินครัวเรือนที่เพิ่มขึ้น ค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น ดังนั้น มาตรการและแนวทางการแก้ไขเร่งด่วนคือการจัดลำดับการแก้ไขเศรษฐกิจปากท้อง เป็นสิ่งที่รัฐบาลเศรษฐาควรดำเนินการก่อน
“อยากฝากถึงทุกคนให้มาร่วมโหวตโพลมติชน X เดลินิวส์ : รัฐบาลเศรษฐา ควรแก้ปัญหาอะไร? กันเยอะๆ เพราะโพลที่ออกมาจะสะท้อนเสียงของประชาชน ไม่มากก็น้อยว่ารู้สึกต่อการบริหารงานของรัฐบาลเศรษฐา อยากให้แก้ไขปัญหาอะไรก่อน จึงขอให้มาร่วมโหวตกันเยอะๆ เพื่อสะท้อนเสียงของประชาชน” น.ส.ลิณธิภรณ์กล่าว
นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สส.กทม. พรรคก้าวไกล ตอบคำถามที่ทางมติชนกับเดลินิวส์ ร่วมกันทำโพลสอบถามความเห็นประชาชน “รัฐบาลเศรษฐา ควรแก้ปัญหาอะไร” การเมือง หรือเศรษฐกิจ ว่า ตนมองว่าได้มิติของประชาชน หากถามว่าปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาการเมืองอันไหนสำคัญกว่า ไม่สามารถวัดได้เพราะแล้วแต่บุคคล แน่นอนว่าต้องมีบุคคลที่มีปัญหาด้านการเงิน เพราะฉะนั้นปัญหาเศรษฐกิจของเขาถือเป็นลำดับที่สำคัญ ขณะเดียวหลายคนก็ไม่ได้มีปัญหาการเงิน แต่มีปัญหาทางการเมือง การได้รับสิทธิอันชอบธรรมตามรัฐธรรมนูญ
ทั้งนี้ หากถามว่าเศรษฐกิจกับการเมืองอะไรสำคัญกว่า หรือทำอะไรก่อนอะไรหลัง ไม่สามารถวัดได้ เพราะประชาชน 60 กว่าล้านคนมีความหลากหลาย ฉะนั้นจึงต้องทำสองอย่างควบคู่กันไป และให้ความสำคัญทั้งสองอย่างเท่ากัน จึงอยากขอเชิญชวนทุกคนมาร่วมทำโพลที่ทางมติชนกับเดลินิวส์ ร่วมกันทำ ว่าแต่ละคนมีความคิดเห็นอย่างไร
ขณะที่นายธงทอง จันทรางศุ ศาสตราภิชาน ประจำคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และอดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า ระหว่างปัญหาเรื่องการเมือง กับเศรษฐกิจ เป็นปัญหาที่ยากและง่ายไปพร้อมๆ กัน เป็นตัวเลือกที่มีความแตกต่าง ถ้าต้องเลือกเดินบันไดขั้นแรก ตนคิดว่าต้องเลือกแก้ปัญหาในระยะยาว ตนว่าการเมืองเป็นสิ่งที่ส่งผลต่อโครงสร้างในระยะยาว ดังนั้น แก้ปัญหาการเมืองก่อน จากนั้นเศรษฐกิจก็จะตามมา
“เวลาเราอยู่คนเดียวเสียงเราไม่ดัง แต่เมื่อเสียงเรามาอยู่รวมกันบนแพลตฟอร์ม หรือเวทีอันใดอันหนึ่งที่เป็นระบบระเบียบ ผมคิดว่าเสียงเราจะเป็นปึกแผ่นมากขึ้น การมีโพลระหว่างมติชนและเดลินิวส์ครั้งนี้ มีความสำคัญและเป็นโอกาสที่เราจะส่งเสียงอย่างเป็นทางการของเราไปยังผู้มีอำนาจในการตัดสินใจ อย่างรัฐบาล นำไปใช้ในการตัดสินใจ”
นายสุรศักดิ์ สุทองวัน รองกรรมการ ผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด กล่าวถึงคำถาม “รัฐบาลเศรษฐา ควรแก้ปัญหาอะไร” ของโพลมติชน X เดลินิวส์ ว่า ตนคิดว่าทั้งปัญหาเศรษฐกิจและการเมืองเป็นปัญหาที่แยกกันไม่ออก ควรจะต้องแก้ไปพร้อมกัน แต่เรื่องที่ต้องแก้ระยะสั้นนี้คือเศรษฐกิจ ระยะยาวคือเรื่องการเมือง
อย่างไรก็ตาม อยากจะเชิญชวนประชาชนทุกท่านมาร่วมกันทำโพลมติชนxเดลินิวส์ เพราะการทำโพลของท่านจะเป็นทิศทางให้รัฐบาลทำงานได้ตอบสนองความต้องการของประชาชนได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น เริ่มวันที่ 1-31 ต.ค.นี้
ด้านนายสมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธาน เจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) AIS กล่าวว่า จริงๆ ในวันนี้เราได้รัฐบาลใหม่แล้ว และเป็นโอกาสที่ดีที่เราได้รัฐบาลผสมกลุ่มเก่ากับกลุ่มใหม่ แล้วสามารถดำเนินประเทศได้อย่างลงตัว
นายสมชัยกล่าวต่อว่า ตนจึงเชื่อว่าปัญหาการเมืองยังเป็นปัญหาที่รอได้ สิ่งสำคัญมากคือเราต้องช่วยกันแก้ปัญหาเศรษฐกิจอย่าง เร่งด่วน เพราะหลังจากสถานการณ์โควิด มีปัญหาหนี้ครัวเรือนพิ่มมากขึ้น ดังนั้นรัฐบาลต้องเร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ตนเชื่อว่าถ้าเศรษฐกิจดี การเมืองก็จะดีไปด้วย
“วันนี้เป็นโอกาสที่ดีที่เราได้รัฐบาลใหม่เข้ามา และถึงรัฐบาลจะเก่งแค่ไหนก็ตาม สิ่งสำคัญมากคือความเข้าใจ ความต้องการของประชาชนที่แท้จริง วันนี้เครือมติชนและ เดลินิวส์ร่วมกันทำโพลนี้ขึ้นมา ตนคิดว่าเป็นโอกาสที่ดี ที่ประชาชนทุกคนจะได้สะท้อนความคิดของตัวเองว่าอยากได้อะไร เพื่อจะเป็นข้อมูลที่สำคัญให้รัฐบาลจะได้แก้ปัญหาให้ตรงจุด ตรงประเด็น อยากเชิญชวนทุกคนมาร่วมแสดงความคิดเห็นกับรัฐบาลของเรา” นายสมชัยกล่าว
นายอรรถกร ศิริลัทธยากร สส.ฉะเชิงเทรา และโฆษกพรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่าอยากเห็นการแก้ปัญหาเรื่องปากท้องมากกว่า ให้ นํ้าหนักเรื่องปากท้อง 70 เปอร์เซ็นต์ ส่วนปัญหาการเมือง ให้น้ำหนักอยู่ที่ 30 เปอร์เซ็นต์ จึงอยากเห็นผลการสำรวจด้านเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาปากท้องจากประชาชนว่าจะสะท้อนถึงรัฐบาลในเรื่องใดมากที่สุด เพื่อให้รัฐบาลไปแก้ปัญหาให้ตรงจุด
รศ.ตรีเนตร สาระพงษ์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี กล่าวว่า การทำโพล มติชน-เดลินิวส์ ครั้งนี้ประชาชนคือเจ้าของปัญหาการวิจัย ท่านนายกรัฐมนตรีกับคณะรัฐมนตรี คือ User หรือผู้ใช้งานจากผลการทำโพลหรือทำวิจัยครั้งนี้ นี่จึงเป็นโอกาสดีที่สุดของรัฐบาล เมื่อฐานันดรที่สี่อย่างสื่อมวลชนในฐานะคนกลางหรือธำรงไว้ซึ่งความเป็น กลาง ได้ออกมาระดมปัญหาชาวบ้าน หรืออีกนัยคืองานที่รัฐบาลต้องทำตามความต้องการของเจ้าของอำนาจ โดยมีองค์กรหรือนักวิชาการ มาทำให้ผลโพลเกิดความน่าเชื่อถือหรือเบี่ยงเบนน้อยที่สุด แน่นอนว่าการตั้งคำถามนั้นยากกว่าการหาคำตอบ เพราะถ้าคำถามผิดก็ไม่มีวันที่จะได้คำตอบที่ถูกต้อง หรือคำตอบที่ได้อาจไม่ใช่เป็นสิ่งที่สังคมอยากรู้ ครั้นเมื่อเห็นคำถามในการทำโพลครั้งนี้เห็นว่ามาถูกทางแล้ว กับคำถามที่ว่า “ปัญหาที่รัฐบาลต้องแก้ไข” มีอะไรบ้าง ซึ่งแน่นอนว่าคือการเปิดให้เสียงจากคนตัวเล็กตัวน้อยทั้งในเมืองใหญ่และชายขอบของประเทศที่อินเตอร์เน็ตเข้าถึงส่งเสียงของตนเองผ่านโพลของมติชนและเดลินิวส์ เพื่อบอกกล่าวไปยังศูนย์กลางแห่งอำนาจถึงความต้องการของตนและด้วยคำถามนี้เชื่อว่าเป็นคำถามที่ชวนตอบเพราะคือปากท้องคือความทุกข์ร้อนคือการเจ็บจริงและยิ่งมีคำถามปลายเปิดด้วยแล้วเชื่อว่าจะยิ่งชวนให้ประชาชนอยากตอบคำถามที่สะท้อนความรู้สึกนึกคิด
“ในทางวิชาการสิ่งหนึ่งที่เรามักจะกังวลกันคือพื้นที่ช้ำเพราะต้องยอมรับว่าเดี๋ยวก็มีนักวิจัยคนโน้นลงคนนี้ลงพื้นที่ บางทีคำถามก็ยาวหลายหน้าประชาชนเองเมื่อเห็นนักวิจัยหรือคนทำโพลมาก็เมินหน้าหนีแต่กรณีของโพลมติชนกับเดลินิวส์จะพบว่านอกจากมีการออกแบบคำถามที่อยากตอบ (อยากบ่น อยากระบาย) แล้ว การส่งคำถามผ่านช่องทางของ 2 สื่อ ไม่ใช่เป็นเชิงยัดเยียดให้ตอบ แต่เป็นทำนองเชิญชวนมากกว่า จึงทำให้ที่ผ่านมาได้รับความสนใจจากกลุ่มเป้าหมายของทั้งมติชนและเดลินิวส์มาเป็นกลุ่มตัวอย่าง เชื่อว่าผลโพลครั้งนี้ หาก รัฐบาลเศรษฐาหยิบมาใช้ก็จะเป็นประโยชน์กับรัฐบาลเพราะเป็นการแก้ปัญหาตรงจุดหรือเกาตรงที่คันจะลงพื้นที่โดยตรงไปแก้ปัญหา หรือจะบรรจุเข้าไปในแผนงานรัฐบาลจัดสรรงบประมาณทำโครงการที่ตรงใจประชาชน หรืออาจใช้ทบทวนแผนที่มีอยู่แล้วมาจัดลำดับว่าอะไรควรเป็นเรื่องเร่งด่วน อะไรรอได้ก็จะเรียกคะแนนนิยมของรัฐบาลหรือพรรคเพื่อไทยกลับมาได้บ้าง ทั้งจะเป็นภาพลักษณ์ว่าเป็นรัฐบาลที่ฟังเสียงประชาชน และโดยส่วนตัวของคุณเศรษฐาก็จะยิ่งได้เรียนรู้ทำความรู้จักปัญหามากขึ้น เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าคุณเศรษฐาคือนายกฯ คนรวยที่รับอาสามาขอแก้ปัญหาคนจน การหันมาสนใจโพลของมติชนกับเดลินิวส์ในฐานะสะพานของเสียงจากคนทั้งประเทศครั้งนี้ถือเป็นโอกาสดีที่จะหันมาทำความรู้จักและคุ้นเคยกับคนจนตลอดจนปัญหาของพวกเขา ก็จะช่วยสร้างภาพนายกฯ ของทุกกลุ่มสังคม และในแง่ผลลัพธ์ทางการเมืองก็จะช่วยให้ลบเลือนภาพความไม่จริงใจทางการเมืองในช่วงจัดตั้งรัฐบาลได้” รศ.ตรีเนตรกล่าว
ก่อนหน้านี้ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง กล่าวถึง 2 สำนักสื่อว่าการทำโพลเป็นเรื่องที่ดี เพราะเป็นผลสะท้อนความต้องการของพี่น้องประชาชน ว่าอยากให้รัฐบาลทำอะไรบ้าง เพื่อจะนำไปประกอบเป็นข้อมูลในการตัดสินใจ และเรียงลำดับความสำคัญว่าอะไรทำได้หรือไม่ได้อย่างไร ถือเป็นข้อมูลอย่างหนึ่งที่จะนำมาพิจารณา ทั้งนี้ จำนวนพี่น้องประชาชนที่จะเข้ามาทำโพลก็มีส่วนสำคัญ อยากให้เป็นโพลที่จำนวนคนที่เข้ามาแสดงความคิดเห็นเยอะจะได้มีความน่าเชื่อถือสูง