นายกฯ เศรษฐา นั่งประธานเองทีมแก้น้ำท่วม เรียกถกรมว.เกษตรฯ-รองอธิบดีกรมชลฯ สั่งทำแผนผันน้ำเข้าอ่างเก็บน้ำ กำชับป้องพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม-เกษตร สร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน วางแนวทางก้ปัญหา 3 ระยะ สั้น-กลาง-ยาว ห่วงน้ำทะลักสุโขทัย สั่งบูรณาการช่วยเหลือทุกด้าน ทั้งความเป็นอยู่ของชาวบ้าน พืชผลเกษตร และถนน 6-7 ต.ค.ลงช่วยน้ำท่วมที่อุบลฯ-ร้อยเอ็ด-ยโสธร-กาฬสินธุ์ จัดคิวดูแผนบริหารจัดการน้ำชี-มูน ตามเขื่อนกับแก้มลิง อ่างทองระดมป้องคลองโผงเผงล้นซ้ำ รมต.ท็อปสั่งซ่อมเขื่อนกั้นตลิ่งเมืองสุพรรณ รับเจ้าพระยาบ่าจากเหนือลงที่ลุ่มภาคกลาง

เหนือ-อีสานมรสุมพาดผ่าน
เมื่อวันที่ 2 ต.ค. สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) รายงานสถานการณ์และการบริหารจัดการน้ำ ประจำวันว่า สทนช. ได้ติดตามสถานการณ์น้ำ และวิเคราะห์คาดการณ์จะมีปริมาณน้ำเพิ่มขึ้น ซึ่งส่งผลให้ล้นตลิ่งบริเวณพื้นที่ลุ่มต่ำริมลำน้ำ โดยมี พื้นที่เสี่ยงต้องเฝ้าระวัง ในช่วงวันที่ 3 – 7 ต.ค.2566 ดังนี้ พื้นที่เฝ้าระวังน้ำหลากดินถล่ม ได้แก่ จ.เชียงใหม่ ตาก กำแพงเพชร ลำพูน แพร่ และลำปาง ขณะที่พื้นที่เฝ้าระวังน้ำล้นตลิ่งบริเวณพื้นที่ลุ่มต่ำริมแม่น้ำ ที่แม่น้ำวัง ได้แก่ จ.ตาก แม่น้ำยม ได้แก่ จ.สุโขทัย

ส่วนแม่น้ำเจ้าพระยา คาดการณ์ว่าจะมีน้ำหลากจากพื้นที่ตอนบนของลุ่มน้ำไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยาเพิ่มมากขึ้น อยู่ในเกณฑ์ 1,200 – 1,400 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ต่อวินาที โดยจะส่งผลให้ระดับน้ำบริเวณพื้นที่ลุ่มต่ำนอกคันกั้นน้ำ คลองโผงเผง จ.อ่างทอง คลองบางบาล และต.หัวเวียง อ.เสนา ต.ลาดชิด ต.ท่าดินแดง อ.ผักไห่ จ.พระนครศรีอยุธยา มีระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้น 1 – 1.50 เมตร

ด้านสภาพอากาศ มีร่องมรสุมพาดผ่านภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทย ขณะที่มีหย่อมความกดอากาศต่ำปกคลุมชายฝั่งประเทศเวียดนามตอนกลาง ส่งผลให้มีฝนตกหนักบางแห่งบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก

ขณะที่ผลการดำเนินงานตาม 12 มาตรการ รองรับฤดูฝน ปี 2566 กรมทรัพยากรน้ำ ร่วมกับ วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) และสภาวิศวกร ภายใต้คณะทำงานในการตรวจสอบความมั่นคงปลอดภัย อาคารและสิ่งปลูกสร้างด้านแหล่งน้ำ ร่วมลงพื้นที่โครงการอ่างเก็บน้ำ ท่าแซะ ต.ท่าเคย อ.ท่าฉาง จ.สุราษฎร์ธานี เพื่อตรวจสอบความมั่นคงปลอดภัยของอาคารและสิ่งปลูกสร้างด้านแหล่งน้ำ

10 จังหวัดยังท่วมขัง
วันเดียวกัน กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กระทรวงมหาดไทย (มท.) ในฐานะกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง (กอปภ.ก.) รายงานจากสถานการณ์ฝนตกหนักในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ระหว่างวันที่ 26 ก.ย.- 2 ต.ค.ว่า เกิดสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ 28 จังหวัด รวม 95 อำเภอ 322 ตำบล 1,365 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผล กระทบ 24,423 ครัวเรือน ปัจจุบันยังคงมีสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ 10 จังหวัด 58 อำเภอ 232 ตำบล 1,037 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 20,590 ครัวเรือน ได้แก่ ลำพูน เชียงใหม่ ลำปาง แพร่ ตาก สุโขทัย กาฬสินธุ์ ยโสธร อุบลราชธานี และปราจีนบุรี

โดยภาพรวมสถานการณ์ระดับน้ำลดลงเกือบทุกพื้นที่ ยังคงมีที่จ.กาฬสินธุ์และอุบล ราชธานีที่มีระดับน้ำเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ ประชาชนแจ้งเหตุและขอความช่วยเหลือทางไลน์ “ปภ.รับแจ้งเหตุ 1784” และสายด่วนนิรภัย 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง รวมทั้งติดตามการแจ้งเตือนภัย ได้ที่แอพพลิเคชั่น “THAI DISASTER ALERT”

ด้านพล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานภายใต้สังกัด ทส. เข้าสนับสนุนให้ความช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ประสบอุทกภัยหลายจังหวัดในขณะนี้เป็นการเร่งด่วน โดยได้มอบหมายให้นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดทส. กำกับและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการเข้าร่วมให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัย ทส.เพื่อประสานงานและสั่งการ

นายจตุพร ปลัดทส. กล่าวว่า ได้สั่งการไปยังทุกหน่วยงานภายใต้สังกัดทส. ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาคแล้ว โดยให้นำเครื่องจักร และอุปกรณ์เครื่องมือต่างๆ ที่จำเป็น ไม่ว่าจะเป็น เรือ เครื่องสูบน้ำ รถลำเลียง รวมถึงกำลังพล ทั้งจากกรมทรัพยากรน้ำ กรมทรัพยากรน้ำบาดาล กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กรมป่าไม้ และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เข้าร่วมสนับสนุนกับทางจังหวัด เพื่อเร่งบรรเทาสถานการณ์ให้กับพี่น้องประชาชนโดยเร็ว พร้อมทั้งได้สั่งการให้แต่ละหน่วยงานจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการเข้าร่วมให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัย เพื่อให้การเข้าช่วยเหลือประชาชนและการสนับสนุนการปฏิบัติการในแต่ ละพื้นที่เป็นไปด้วยความเรียบร้อย นอกจากนี้ ยังได้ให้จัดเตรียมน้ำสะอาดสำหรับอุปโภค- บริโภค นำไปแจกจ่ายให้กับประชาชนใน พื้นที่ประสบภัยเพื่อไม่ให้ขาดแคลนน้ำกิน น้ำใช้ด้วย

เตือนเที่ยวทางน้ำ-เล่นน้ำตก
นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานในสังกรม ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาคแล้ว โดยให้นำเครื่องจักรและอุปกรณ์เครื่องมือต่าง ๆ ที่จำเป็น ไม่ว่าจะเป็น เรือ เครื่องสูบน้ำ รถลำเลียง รวมถึงกำลังพล เพื่อเร่งบรรเทาสถานการณ์ให้กับพี่น้องประชาชนโดยเร็ว พร้อมจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการเข้าร่วมให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัย สำหรับแหล่งท่องเที่ยวประเภทน้ำตก และแหล่ง ท่องเที่ยวทางน้ำ อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เขตห้ามล่าสัตว์ป่า ทั่วประเทศ เตรียมความพร้อมเฝ้าระวัง เมื่อเกิดสถานการณ์อุทกภัยน้ำป่าไหลหลาก ให้ประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด หากเห็นว่ามีความรุนแรงสุ่มเสี่ยงต่อการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินของนักท่องเที่ยว ให้ดำเนินการออกประกาศปิดแหล่งท่องเที่ยวในทันที

‘นิด’ห่วงท่วมสุโขทัย
ที่อาคารชาเลนเจอร์ ชั้น 1 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี จ.ปทุมธานี นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์น้ำท่วมที่จ.สุโขทัย ว่า ต้องดูความจำเป็นก่อนว่าจะลงพื้นที่ด้วยตัวเองหรือไม่ แต่วันที่ 6 ต.ค. ตนจะลงพื้นที่จ.อุบลราชธานี เพื่อไปดูและเตรียมมาตรการรับน้ำที่ไหล ส่วนสถานการณ์ภาพรวมขณะนี้ยังเป็นห่วงพื้นที่จ.สุโขทัย ซึ่งน่าจะได้รับผลกระทบหนักในช่วง 16.00 น. ต่อมาเวลา 08.00 น. ได้ติดตามสถานการณ์ ซึ่งนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รองนายกรัฐมนตรี ก็กลับมาจากจ.สุโขทัย เมื่อคืนวานนี้ และได้พูดคุยกันเมื่อเช้า โดยขณะนี้ต้องบูรณาการเร่งช่วยเหลือทุกเรื่อง ทั้งถนน พืชผลการเกษตร และความเป็นอยู่ของประชาชน

ต่อมา เวลา 15.30 น. ที่กระทรวงการคลัง นายเศรษฐา นายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เป็นประธานประชุมติดตามสถานการณ์การบริหาร จัดการน้ำ โดยมี ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว. เกษตรและสหกรณ์ นายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน และหน่วยงานเกี่ยวข้องเข้าร่วม

นายเศรษฐากล่าวในที่ประชุมว่า ต้องการรับทราบว่ารัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องการให้นายกฯ ช่วยเหลืออะไรบ้าง และอยากรู้ว่าตอนนี้กำลังทำอะไรอยู่บ้าง และให้ชัวร์ว่าภาคอุตสาหกรรมจะไม่ได้รับผล กระทบหรือมีปัญหา ตรงนี้ถือเป็นนโยบายหลักของรัฐบาลนี้ที่จะกระตุ้นการลงทุนจากต่างประเทศ หากกำลังเข้าด้ายเข้าเข็มอยู่ดีๆ มีข่าวออกไปว่าประเทศไทยขาดแคลนน้ำ อันนี้ไม่ต้องพูดถึงผลกระทบจะเจอมโหฬาร ต้องฝากตรงนี้ไว้ด้วย

นั่งปธ. แก้น้ำท่วมเอง
ต่อมาเวลา 18.00 น. นายเศรษฐา นายกฯ และรมว.คลัง ได้ทวีตข้อความส่วนตัว หลังประชุมหารือเกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำว่า วันเดียวกันนี้ได้หารือเรื่องการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่อีอีซี เพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านการลงทุนจากภาคเอกชน ร่วมกับร.อ.ธรรมนัส รมว.เกษตรและสหกรณ์ และผู้บริหารหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

“สิ่งหนึ่งที่ผมให้ความสำคัญมากเป็นอันดับต้นๆ คือเรื่องของน้ำ เพราะถือเป็นปัจจัยสำคัญในภาคการเกษตรและภาคอุตสาหกรรม ประเด็นที่พูดคุยวันนี้ เป็นการวางแผนการบริหารจัดการน้ำในช่วงปลายฤดูฝน เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้ประกอบการในภาคการผลิตว่า ประเทศไทยจะมีน้ำใช้ตลอดช่วงฤดูแล้งที่จะมาถึง และต้องดูแลเกษตรกรให้ไม่ได้รับผลกระทบด้วย ผมได้มอบหมายให้กรมชลฯ ทำแผนการผันน้ำเข้าพื้นที่อ่างเก็บน้ำมานำเสนอในวันจันทร์หน้า พร้อมกับเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามารับฟังและให้ความเห็น ซึ่งผมตั้งเป้าว่าเราจะวางแนวทางการแก้ไขปัญหา ทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว โดยผมจะเป็นเจ้าภาพ ของคณะทำงานชุดนี้ เพื่อให้การทำงานระหว่างกระทรวงทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ” นายเศรษฐาระบุ

ด้านนายสมศักดิ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงการประชุมหัวหน้าส่วนราชการ เพื่อสรุปสถานการณ์น้ำท่วมและแนวทางการแก้ปัญหาน้ำท่วม จ.สุโขทัย ว่า ได้เน้นย้ำให้เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากน้ำทะลักเข้าเขตเมืองและมีดินสไลด์ ส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง หลังจากสถานการณ์คลี่คลายต้องเร่งสร้างเขื่อนกันดินสไลด์ ขณะที่แม่น้ำยม เป็นแม่น้ำสายเดียวที่ไม่มีเขื่อนรองรับทำให้น้ำเกิดน้ำท่วม หากมีมวลน้ำ 400 ลบ.ม.ต่อวินาที ทำให้เกิดน้ำท่วมขัง แต่หลายครั้งที่พูดคุยเรื่องเขื่อน จะมีปัญหา จึงพยายามแก้ปัญหาวิธีอื่นแทน เช่น ภาคเหนือตอนล่าง ตั้งแต่จ.อุตรดิตถ์ สุโขทัย ภาคเหนือตอนบน จ.แพร่ ต้องแก้ปัญหาในพื้นที่ไม่ให้กระทบ กับต้นน้ำแม่น้ำยม เพื่อลดผลกระทบกับประชาชนให้ได้มากที่สุด

ชงผุดเขื่อนระบายน้ำยม
นายสมศักดิ์กล่าวว่า ที่ผ่านมา พยายามแก้ปัญหาน้ำท่วมอย่างเต็มที่ โดยฝั่งขวาแม่น้ำยม มีการดำเนินการออกแบบเพื่อแก้ปัญหา ระยะยาว และตนจะเรียนนายกรัฐมนตรี ให้รับทราบและพิจารณาถึงแนวทางการแก้ปัญหานี้ เพราะสามารถช่วยการระบายน้ำได้เป็นอย่างดี นอกจากช่วยน้ำท่วมแล้ว เมื่อเกิดน้ำแล้ง ยังปิดประตูเก็บน้ำไว้ใช้ได้อีก ถ้าวางแผนแก้ปัญหาแบบเป็นระบบจะบริหารจัดการน้ำได้ทั้งหมด

นายสมศักดิ์กล่าวว่า สถานการณ์น้ำท่วมจ.สุโขทัยตั้งแต่ช่วงเช้าวันเดียวกัน มีพื้นที่ 9 อำเภอได้รับผลกระทบ มีพื้นที่กระทบกว่า 62,483 ไร่ ประชาชนได้รับผลกระทบเพิ่มเป็น 2,007 ครัวเรือน ที่น่าเป็นห่วงคือ ต.ปากแคว ต.ยางซ้าย อ.เมือง ที่คันดินคอสะพานขาด พื้นที่อ.ศรีสำโรง พนังกั้นน้ำบริเวณสะพานสิริปัญญารัตน์ แยกตัว และอ.สวรรคโลก น้ำเอ่อล้นตลิ่งคันคลอง และบริเวณคอสะพาน หลายจุด จึงฝากเตือนพี่น้องประชาชน ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและกำชับผวจ.สุโขทัย ดูแลใกล้ชิด ไม่อยากให้น้ำทะลักเข้าพื้นที่เศรษฐกิจของจังหวัด

สุโขทัยระทม – สถานการณ์น้ำท่วมสุโขทัยเข้าขั้นวิกฤต น้ำแม่น้ำยมสูงขึ้นต่อเนื่องเอ่อเข้าท่วมพื้นที่อ.เมืองสุโขทัย กระแสน้ำกัดเซาะคันดินพังเป็นแนวยาวทะลักท่วมบ้านพักอาศัยเดือดร้อนกว่า 300 หลังคาเรือน เมื่อวันที่ 2 ต.ค.

มวลน้ำแพร่บ่าสุโขทัย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถานการณ์น้ำท่วมที่ จ.สุโขทัย เข้าขั้นวิกฤต หลังมวลน้ำก้อนใหญ่จาก จ.แพร่ หลากลงมาสมทบทำให้แม่น้ำยมเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง จนเอ่อล้นเข้าท่วมพื้นที่บ้านเรือนประชาชนหลายจุด โดยเฉพาะที่หมู่ 1 ต.ปากแคว อ.เมือง ถูกกระแสน้ำกัดเซาะคันดินพังเป็นแนวยาวกว่า 100 เมตร ส่งผลให้น้ำทะลักท่วมบ้าน เดือดร้อนกว่า 300 หลังคาเรือน เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง, ทหาร, แขวงทางหลวง, เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าถ้ำเจ้าราม และ อบต.ปากแคว ได้สนธิกำลังช่วยกันเสริมแนวกระสอบทรายกั้นน้ำ พร้อมให้ความช่วยเหลือ

ส่วนที่หมู่ 5 ต.ยางซ้าย อ.เมืองสุโขทัย กระแสน้ำยมก็ได้กัดเซาะคันดินพัง น้ำไหลบ่าเข้าท่วมพื้นที่เกษตรและบ้านเรือน ขณะที่หมู่ 6 ต.วังใหญ่ อ.ศรีสำโรง ประชาชนกว่า 50 ครัวเรือนกำลังเดือดร้อนหนัก หลังน้ำยมทะลักท่วมหมู่บ้าน และไหลข้ามไปยังพื้นที่หมู่ 7 หมู่ 8 ต.วังทอง และได้ท่วมถนนทางหลวงหมายเลข 1195 ก.ม.ที่ 12-13 ให้หลีกเลี่ยงใช้เส้นทางดังกล่าว

นายแสนศักดิ์ อ่องคล้าย นายกองค์การบริหารส่วนตำบลวังใหญ่ เผยว่า จุดน้ำทะลักอยู่บริเวณใต้สะพานสิริปัญญารัตน์ หมู่ 6 ต.วังใหญ่ ที่เป็นโครงการก่อสร้างใหม่ เพิ่งเสร็จได้ 2 เดือน โดยน้ำทะลักใต้สะพาน ที่ด้านหน้าเป็นเรียงหิน ด้านท้ายเป็นกำแพงคอนกรีต น้ำทะลักจากฝั่งแม่น้ำยมทะลุผ่านเรียงหิน แล้วกัดเซาะใต้ถนนคอนกรีตเข้ามาท่วมหมู่บ้าน ซึ่งหลายหน่วยงานกำลังเร่งให้ความช่วยเหลือ

ทุ่งบางระกำ – มวลน้ำจากจังหวัดสุโขทัยประมาณ 200 ล้านลบ.ม. หลากเข้าทุ่งบางระกำพื้นที่ 135,500 ไร่ อ.พรหมพิราม จ.พิษณุโลก ชลประทานคาดจะเพิ่มอีกถึง 400 ล้าน.ลบ.ม. เต็มทุ่งบางระกำในช่วงสัปดาห์หน้า เมื่อวันที่ 2 ต.ค.

ทะลักทุ่งบางระกำสองแคว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากสถานการณ์วิกฤตฝนตกหนักทางภาคเหนือ ปรากฏว่าแม่น้ำยมสายหลัก และยมสายเก่า จากอำเภอต่างๆ ของ จ.สุโขทัย ซึ่งมีปริมาณน้ำไหลผ่านในอัตรา 1,300-1,320 ล้านลบ.ม.ต่อวินาที ไหลมาถึงพื้นที่เสี่ยงของจ.พิษณุโลก ถึงวันที่ 5 ต.ค. ส่งผล ให้แม่น้ำยมสายเก่า คลองเมม คลองบางแก้ว อ.พรหมพิราม และอ.บางระกำ จ.พิษณุโลก น้ำไหลสูงขึ้น จึงต้องเฝ้าระวังป้องกันภาวะน้ำเอ่อล้นตลิ่ง น้ำป่าไหลทะลักเข้าพื้นที่เสี่ยงในสองอำเภอดังกล่าว รวมทั้งในเขตพื้นที่เสี่ยง บ้านแม่ระหัน ต.บ้านกร่าง อ.เมืองพิษณุโลกด้วย

นายชำนาญ ชูเที่ยง ชลประทานจังหวัดพิษณุโลก เปิดเผยว่า จากสถานการณ์น้ำหลากที่ จ.สุโขทัย แล้วหลากเข้าทุ่งบางระกำ ในพื้นที่ อ.พรหมพิราม อ.บางระกำ และ ต.บ้านกร่าง อ.เมือง จ.พิษณุโลก ท่วมพื้นที่จำนวน 135,000 ไร่ มวลน้ำ จำนวน 200 ล้าน ลบ.ม. หากมีพายุฝนตกลงมาอีกลูก คาดว่าจะทำให้น้ำเหนือเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ทุ่งบางระกำโมเดล จะมีน้ำถึง 2 แสนไร่ ปริมาณน้ำ ถึง 400 ล้าน ลบ.ม.

ด้านนายภูสิต สมจิตต์ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก เปิดเผยว่า หลังลงพื้นที่ตรวจติดตามสถานการณ์น้ำ และประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ต.ท่าช้าง อ.พรหมพิราม และอ.บางระกำ ซึ่งเป็นพื้นที่เสี่ยงรับมวลน้ำขนาดใหญ่ ได้สั่งการให้ชลประทานวางแผนร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ พร้อมผันน้ำลงสู่ทุ่งบางระกำ เพื่อระบายน้ำจากแม่น้ำยมในพื้นที่ ทั้ง 2 อำเภอดังกล่าว ที่มีขนาดเล็ก แคบ กว่าจ.สุโขทัย ความจุประมาณ 250 ล้านลบ.ม. ซึ่งจะช่วยระบายน้ำลงสู่นาข้าวที่เก็บเกี่ยวแล้วและรอรับน้ำสำหรับทำประมง นอกจากนี้ ยังมีพื้นที่รอรับน้ำลงสู่บึงตระเค็ง อ.บางระกำ ซึ่งยังรับน้ำได้อีกจำนวนมาก

ขณะที่จ.พิจิตร นายสิงหราช วงษ์เสงี่ยม และนายบุญเหลือ บารมี รองผวจ.พิจิตร ปภ.จังหวัด สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งจังหวัดพิจิตร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ช่วยเหลือ ผู้ประสบภัยและติดตามสถานการณ์น้ำท่วมที่ต.รังนก กับต.สามง่าม อ.สามง่าม หลังจากน้ำในแม่น้ำยมเอ่อล้นตลิ่งเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชน ในพื้นที่ต.รังนก จำนวน 4 หมู่บ้าน หมู่ 1, 3, 4, 11 และต.สามง่าม หมู่ 11 ได้รับความ เสียหายรวม 134 หลังคาเรือน โดยมวลน้ำไหลมาจากจ.สุโขทัย ต่อเนื่องมายัง จ.พิษณุโลก เข้าสู่จ.พิจิตร ระดับน้ำสูง 30-40 ซ.ม.

ส่วนที่อ.แม่พริก จ.ลำปาง ที่บ้านวังสำราญ ต.แม่พริก ซึ่งเป็นหมู่บ้านแอ่งกระทะ ติดกับแม่น้ำวัง ได้รับผลกระทบเกือบทุกปี แม่น้ำวังได้เอ่อเข้าท่วมตั้งแต่ช่วงวันที่ 1 ต.ค. ระดับน้ำมีความสูง 1-1.5 เมตร ต้องใช้เรือเข้าไป โดยมีบ้านเรือนได้รับผลกระทบประมาณ 70 หลัง ขณะที่บ้านพระบาท ต.พระบาทวังตวง แม้ว่าปริมาณน้ำจะลดลงไปบ้าง แต่ก็ยังมีระดับสูงอยู่ ทำให้ชาวบ้านยังออกจากบ้านไม่ได้เช่นกัน ทั้งนี้ทางเจ้าหน้าที่กู้ภัยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ลงพื้นที่แจกอาหารและเครื่องดื่มช่วยเหลือในเบื้องต้นระหว่างรอน้ำลดระดับลง จึงจะเข้าสำรวจความเสียหาย

2 อำเภอตากบ้านจมมิด
ที่จ.ตาก สถานการณ์น้ำท่วมอ.สามเงาและอ.บ้านตาก ระดับน้ำยังท่วมสูง เนื่องจากยังมีมวลก้อนใหญ่น้ำจากจ.ลำปางไหลลงมาสมทบอย่างต่อเนื่อง และเป็นพื้นที่ติดต่อกัน ระหว่างอ.เถินกับอ.สามเงา เป็นด่านแรกที่ได้รับผลกระทบ แม่น้ำวังเอ่อได้ทะลักแนวคันดิน เข้าท่วมหมู่ 7 ต.ยกกระบัตร อ.สามเงา ระดับน้ำสูงกว่า 2 เมตร ชาวบ้านกว่า 140 หลังคาเรือน กว่า 450 คนเดือดร้อนถูกน้ำท่วม ต้องใช้เรือแทนรถในการสัญจร มีโรงเรียนอย่างน้อย 3 แห่งต้องหยุดการเรียนการสอนชั่วคราวจนกว่าน้ำจะลดเข้าสู่ภาวะปกติ และสั่งห้ามลูกหลานลงเล่นน้ำเนื่องจากน้ำท่วมสูงเกรงว่าเด็กเล็กจะได้รับอันตราย เนื่องจากมีคนเสียชีวิตทุกปี

เจ้าพระยาบ่าล้นอ่างทอง
ขณะที่จ.อ่างทอง ผู้สื่อข่าวรายงานสถาน การณ์แม่น้ำเจ้าพระยา ที่ไหลผ่านหลังจากฝนที่ตกลงมาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลทำให้พื้นที่หลายจังหวัดภาคเหนือตอนบนมีปริมาณน้ำเป็นจำนวนมาก ทำให้เขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท ต้องระบายน้ำลงสู่ท้ายเขื่อน 1,110 ลบ.ม.ต่อวินาที ส่งผลให้พื้นที่ริมแม่น้ำท้ายเขื่อน ในพื้นที่จ.อ่างทอง มีปริมาณน้ำเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยที่สถานีวัดน้ำ หน้าศาลากลางจังหวัดอ่างทอง แม่น้ำเจ้าพระยามีระดับน้ำสูง 4.26 เมตร จากระดับตลิ่ง 10 เมตร มีปริมาณน้ำไหลผ่าน 813 ลบ.ม.ต่อวินาที และระดับน้ำแม่น้ำน้อย ที่หมู่ 9 ต.บางจัก อ.วิเศษชัยชาญ มีระดับน้ำ 3.91 เมตร จากระดับคันกั้นน้ำ 5.00 เมตร

ส่วนชาวบ้านในพื้นที่โผงเผง อ.ป่าโมก ที่เป็นแอ่งกระทะ ที่ราบลุ่ม และอยู่นอกเขตเขื่อนกั้นน้ำ ได้เฝ้าระวังและติดตามสถาน การณ์อย่างใกล้ชิด รวมทั้งพื้นที่ริมแม่น้ำน้อย ต.บางจัก อ.วิเศษชัยชาญ ที่จะเป็นพื้นที่ประสบปัญหาจากน้ำเอ่อล้นตลิ่งเป็นแห่งแรกของจ.อ่างทอง

สุพรรณฯเร่งซ่อมเขื่อน
ด้านนายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ พร้อม นายณัฐภัทร สุวรรณประทีป ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี ชลประทานจังหวัด ปภ.จังหวัด และนายสรชัด สุจิตต์ สส. พรรคชาติไทยพัฒนา ลงพื้นที่ตรวจปริมาณน้ำ ที่ประตูระบายน้ำโพธิ์พระยา อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี เตรียมรองรับปริมาณน้ำจากภาคเหนือ

นายวราวุธกล่าวว่า ทราบว่าขณะนี้ปริมาณน้ำที่ไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยายังอยู่ในระดับ 1,000 กว่าลบ.ม.ต่อวินาที ซึ่งอยู่ในปริมาณระดับที่ปลอดภัย ทำให้มั่นใจว่ายังไม่มีการระบายน้ำมาทางลุ่มน้ำเจ้าพระยาทางตะวันตก และลุ่มน้ำป่าสักทางตะวันออก แต่เพื่อความไม่ประมาทเราก็คอยมอนิเตอร์ว่าปริมาณน้ำที่ไหลผ่านแต่ละประตูระบายน้ำ แต่ละช่วงของแม่น้ำท่าจีนนั้นมีปริมาณน้ำจำนวนเท่าไหร่ และหากไม่มีฝนตกลงมาเพิ่ม เชื่อว่าปริมาณน้ำจากทางตอนเหนือระบายทางแม่น้ำเจ้าพระยาได้เพื่อลงทะเล

นายวราวุธกล่าวต่อว่า สำหรับเขื่อนกันตลิ่งในจ.สุพรรณบุรี โดยเฉพาะอ.เมือง และหลายจุดที่สร้างขึ้นในสมัย นายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตนายกรัฐมนตรี มาหลาย 10 ปีแล้ว มีความชำรุดทรุดโทรม จึงได้ประสานทางจ.สุพรรณบุรี โยธาธิการ ดำเนินการสำรวจสภาพเขื่อนแต่ละจุดว่ามีความแข็งแรงเพียงใด หากในอนาคตถ้าปริมาณน้ำสูงขึ้น จะรองรับไหวหรือไม่ เพราะในช่วง 10 ปีให้หลังนี้ ปริมาณสูงขึ้นทุกปี จึงต้องวางแผนระยะยาว 5-8 ปี ด้วยเช่นกัน วันนี้มั่นใจว่าไม่มีเหตุการณ์ใดที่น่าวิตกและเป็นห่วง

6 ต.ค.นายกฯช่วยท่วมอีสาน
ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเกรียง กัลป์ตินันท์ รมช.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์หลังการเข้าพบนายเศรษฐา นายกฯ และรมว.คลังว่า ได้รายงานสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่จ.แพร่ และจ.อุบลราชธานี ตามที่นายกฯมอบหมายให้ลงพื้นที่ไปติดตามสถานการณ์ โดยล่าสุดสถานการณ์ดีขึ้นตามลำดับ ส่วนเหตุรถไฟตกรางที่จ.แพร่ จากผลกระทบน้ำท่วมและดินสไลด์ ทางเจ้าหน้าที่สามารถกู้ขบวนรถได้ โดยนายกฯ แจ้งว่า มีกำหนดการลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ที่จ.อุบลราชธานี ยโสธร และจ.ร้อยเอ็ด ระหว่างวันที่ 6-7 ต.ค.นี้ เพื่อให้ กำลังใจประชาชนและเจ้าหน้าที่ที่ประสบภัย พร้อมสั่งการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ด้วยตัวเอง เนื่องจากจังหวัดเหล่านี้ประสบปัญหาน้ำท่วมมากที่สุดในเวลานี้

นายเกรียงกล่าวว่า ในวันที่ 6 ต.ค. นายกฯ และคณะ จะลงพื้นที่ 3 จุดของจ.อุบลฯ คือ สำนักงานชลประทานที่ 7, สถานีวัดน้ำ M 7 บริเวณสะพานเสรีประชาธิปไตย อ.เมือง และ พบประชาชนพร้อมมอบสิ่งของยังชีพให้ ผู้ประสบภัย และจุดที่ 3 เดินทางไปที่แก่ง สะพือ ซึ่งเป็นเขื่อนธรรมชาติสำหรับกักน้ำ อ.พิบูลมังสาหาร พบประชาชน

จากนั้นวันที่ 7 ต.ค. นายกฯ จะเดินทางไปพบประชาชนที่อ.คำเขื่อนแก้ว จ.ยโสธร และไปตรวจสถานการณ์น้ำที่ยโสธร-พนมไพร และเดินทางต่อไปตรวจสถานการณ์น้ำที่เขื่อนร้อยเอ็ด จ.ร้อยเอ็ด นอกจากนั้นหากมีช่วงเวลาที่เหมาะสมจะเดินทางไปติดตามสถานการณ์น้ำที่เขื่อนลำปาว อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์ ต่อไป

ต่อมา ที่ปภ. นายเกรียง รมช.มหาดไทย กล่าวภายหลังการประชุมติดตามสถานการณ์อุทกภัยและการให้ความช่วยเหลือในพื้นที่ว่า ปภ.ต้องทำงานเชิกรุก ทั้งนี้ กรมอุตุนิยมวิทยาประกาศว่า วันที่ 3-7 ต.ค. พายุจะเข้าประเทศก็จะมีหลายพื้นที่มีฝนตกหนัก โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ขณะที่อ่างเก็บน้ำแต่ละแห่งก็มีประมาณน้ำ ร้อยละ 100 เกือบทุกอ่าง ถ้าพายุเข้าจังหวัดปลายน้ำที่ไหลไปยังแม่น้ำโขง เช่น จ.อุบลราชธานี ยโสธร และร้อยเอ็ด คงต้อง ท่วม ซึ่งได้ประสานกรมชลประทานที่ 6 แล้ว ปีนี้โชคดีที่ลุ่มน้ำมูนมีปริมาณน้ำ ยังไม่เต็มอ่าง มีปริมาณเก็บกักน้ำไม่ถึง ร้อยละ 70 แต่ลุ่มน้ำชีตลอดแนวอ่างเก็บน้ำเต็มหมดทุกอ่าง

ผู้สื่อข่าวถามว่ารัฐบาลชุดนี้เข้ามาประชาชน คาดหวังในการบริหการจัดการน้ำ โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคกลาง เช่น จ.พระนครศรีอยุธยา สิงห์บุรี และอ่างทอง นายเกรียงกล่าวว่า รัฐบาลเพิ่งเข้ามาบริหารประเทศได้เพียง 2 เดือน แต่การบริหารจัดการน้ำต้องเริ่มทำตั้งแต่เดือนก.ค. ไม่ใช่มาเริ่มเดือนส.ค.หรือเดือนก.ย. มันไม่ทัน ยืนยันว่าเราทำอย่างเต็มที่ ซึ่งในการบริหารจัดการน้ำก็ยังสามารถทำได้ในบางส่วนก็ยังทำได้ทัน ยกเว้นแต่จะมีพายุเข้า

เมื่อถามว่าในส่วนพื้นที่กรุงเทพฯ มีความเสี่ยงมากน้อยขนาดไหน นายเกรียงกล่าวว่า เมื่อดูจากปริมาณน้ำเมื่อเทียบกับปีแล้ว ยังไม่มีความเสี่ยง ถ้าไม่มีพายุเข้าก็หายห่วง โดยตนได้หารือกับกรมอุตุนิยมวิทยา ระบุว่าโอกาสพายุเข้ามีน้อยแต่ก็ยังมีโอกาสอยู่ แต่ขณะนี้คนกรุงเทพฯ สบายใจได้

เร่งช่วย 10 อำเภอกาฬสินธุ์
ด้านสถานการณ์น้ำเขื่อนลำปาว จ.กาฬสินธุ์ ซึ่งปัจจุบันมวลน้ำที่เกิดจากฝนตกเมื่อช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ยังคงไหลเติมเข้าอ่างอย่างต่อเนื่องเฉลี่ยวันละ 25-30 ล้านลบ.ม. ล่าสุดเช้าวันเดียวกัน มีน้ำไหลเข้าเพิ่มอีก 27 ล้านลบ.ม. ส่งผลให้ขณะนี้เขื่อนมีปริมาณอยู่ที่ 2,066 ล้านลบ.ม. หรือร้อยละ 104.34 จากความจุระดับกักเก็บ 1,980 ล้านลบ.ม. เกินระดับกักเก็บ 86 ล้านลบ.ม. แต่ยังรับน้ำได้อีก 86 ล้านลบ.ม.

นายสำรวย อินพิทักษ์ ผอ.โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำปาว พร้อมเจ้าหน้าที่ ซึ่งได้ติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด พร้อมได้เน้นย้ำและประกาศถึงความจำเป็นที่ต้องระบายออก ซึ่งมีแนวโน้มน้ำไหลเข้าอ่างในปริมาณมากต่อเนื่องอีกกว่า 7 วัน รวมทั้งได้แจ้งไปยังผู้นำชุมชน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ช่วยกันแจ้งเตือนให้ประชาชนด้านท้ายเขื่อน และบริเวณสองฝั่งลำน้ำปาวได้ติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง และขนย้ายสิ่งของขึ้นที่สูง เพื่อป้องกันความเสียหาย

สำหรับสถานการณ์ปัจจุบัน จ.กาฬสินธุ์ มีพื้นที่ด้านท้ายเขื่อนได้รับผลกระทบจำนวน 5 อำเภอคือ อ.เมือง อ.ร่องคำ อ.ฆ้องชัย อ.ยางตลาด และอ.กมลาไสย รวม 19 ตำบล 104 หมู่บ้าน 2,121 ครัวเรือน บ้านเรือนราษฎรได้รับผลกระทบจำนวน 29 หลัง พื้นที่การเกษตร นาข้าว ได้รับผลกระทบประมาณ 17,403 ไร่ บ่อปลา 42 บ่อ ถนน 3 สาย

ส่วนพื้นที่ด้านบนเขื่อนได้รับผลกระทบ 6 อำเภอ ได้แก่ อ.ท่าคันโท อ.หนองกุงศรี อ.สหัสขันธ์ อ.ห้วยเม็ก อ.สามชัย และอ.เมือง รวม 21 ตำบล 95 หมู่บ้าน 3,120 ครัวเรือน บ้านเรือนราษฎรได้รับ ผลกระทบ 483 หลัง พื้นที่การเกษตรนาข้าวได้รับผลกระทบประมาณ 13,404 ไร่ พืชไร่ 519 ไร่ วัด 4 แห่ง บ่อกุ้ง 100 บ่อ ถนน 14 สาย คอกสัตว์ 5 แห่ง

อุบลฯหวั่นโจรขึ้นบ้านน้ำท่วม
ด้านจ.อุบลราชธานี ชาวบ้านท่าบ้งมั่ง เทศบาลเมืองวารินชำราบ จ.อุบลราชธานี หลาย 10 ครอบครัว ซึ่งถูกแม่น้ำมูนล้นตลิ่งไหลท่วมมานานกว่า 1 สัปดาห์ ยังไม่ยอมย้ายออกจากบ้านไปอยู่ศูนย์อพยพ เพราะรอดูท่าทีระดับน้ำที่ช่วงนี้ขึ้นๆ ลงๆ จากปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมา อีกทั้งต้องการอยู่เฝ้าดูแลทรัพย์สิน เกรงถูกโจรมาขโมยเอาไป

ขณะที่สำนักงานทรัพยากรน้ำภาค 11 และสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต 13 และเจ้าหน้าที่ชลประทานที่ 7 จ.อุบลราชธานี ยังเดินเครื่องสูบน้ำขนาด 30 นิ้ว และ 12 นิ้ว เพื่อดึงน้ำจากวัดเสนาวงศ์ ชุมชนท่าบ้างมั่งลงแม่น้ำมูนวันละ 130,000 ลบ.ม.

ส่วนระดับแม่น้ำมูนที่สถานีวัดน้ำ M7 สะพานเสรีประชาธิปไตย อ.เมือง วันเดียวกัน มีระดับน้ำปรับขึ้นเล็กน้อย ทำให้มีน้ำล้นตลิ่งไหลท่วมชุมชนสูง 72 ซ.ม. จากระดับความสูงของน้ำที่ 7.72 เมตร

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน