ประกาศนำทีมบุกตลาดตปท. ภูมิธรรมเมิน‘กก.’ไม่ร่วมก็ได้ ลุยแก้รธน.เดินหน้าร่างใหม่
‘เศรษฐา’ประกาศตัวเป็นเซลส์แมนหาเงินเข้าประเทศ พานักธุรกิจ-ตลาดหลักทรัพย์ เดินสายโรดโชว์เปิดตลาดสินค้าไทย ‘ภูมิธรรม’ มั่นใจแก้รธน.ไร้ปัญหา แม้ก้าวไกลไม่ร่วมเป็นกรรมการ รองโฆษกรัฐซัดก้าวไกล เอาแต่ใจ สภาตั้งกมธ. 35 คณะลงตัว ถกนัดแรกวันนี้เลือกประธานทุกชุด ‘เหลิม’ กร้าวประกาศตัดขาด ‘ทักษิณ’ ตลอดชีวิต หลังถูกเม้าธ์กวนโอ๊ยทั้งพ่อทั้งลูก ‘เสี่ยอ้วน’ ส่งไม้ ‘ธรรมนัส’ เคลียร์ปัญหาพีมูฟให้จบใน 2 สัปดาห์

พารากอน – นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง และน.ส.แพทองธาร ชินวัตร ร่วมพิธีเปิด SCBX NEXT TECH เทคคอมมูนิตี้แห่งโลกอนาคต ที่ห้างสยามพารากอน ปทุมวัน กทม. เมื่อวันที่ 4 ต.ค.
‘เศรษฐา’เปิดงานSCB
เมื่อวันที่ 4 ต.ค. เวลา 10.48 น. ที่ชั้น 4 ศูนย์การค้าสยามพารากอน นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เป็นประธานในพิธีเปิด “SCBX NEXT TECH” เทคคอมมูนิตี้แห่งโลกอนาคต โดยมี น.ส.แพทองธาร ชินวัตร รองประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ซอฟต์เพาเวอร์แห่งชาติ น.ส.ชฎาทิพ จูตระกูล ผู้บริหารศูนย์การค้าสยามพารากอน และผู้เกี่ยวข้องร่วมงาน
นายเศรษฐากล่าวว่า ยินดีอย่างยิ่งที่ได้มาเปิด SCB โลกแห่งอนาคต ถือเป็นต้นแบบใหม่ที่มีความทันสมัย เพื่อนำนวัตกรรมดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ เปิดโอกาสให้เจเนอเรชั่นที่สนใจเทคโนโลยีมีพื้นที่การเรียนรู้ และพัฒนาศักยภาพของตัวเอง แลกเปลี่ยนความรู้นวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น เทคโนโลยีบล็อกเชนสินทรัพย์ดิจิทัลเทคโนโลยีทางการเงินรูปแบบใหม่ มีพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ได้เข้ามาแลกเปลี่ยนความคิดได้อย่างเสรีและปลอดภัย ในประเด็นทางสังคมเศรษฐกิจเทคโนโลยีหรือประเด็นอื่นๆ
ไทยสนับสนุนเขตพัฒนาอุตสาหกรรมต่างๆ และนวัตกรรมก้าวหน้า ดังนั้นต้องพัฒนาเทคโนโลยีและกำลังพลให้มีคุณภาพตอบสนองต่อความต้องการของนักลงทุน จึงเป็นเหตุผลสำคัญว่าทำไมเราต้องสร้างคน สร้างกลุ่มคนดิจิทัล กลุ่มคนเหล่านี้จะเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจด้านสังคมของประเทศให้มีความเจริญก้าวหน้าและกลายเป็นศูนย์กลางด้านเทคโนโลยีนวัตกรรม ในอนาคตต่อไป
จากนั้นนายเศรษฐาเยี่ยมชมบูธต่างๆ ภายในงาน อาทิ บูธ TikTok พร้อมเขียนข้อความว่า “ยินดีที่ได้มาเยี่ยม เศรษฐา” และบูธประเทศเกาหลี ซึ่งเป็นบูธเทคโนโลยีภาพกราฟิก 3 มิติ โดยนายเศรษฐาและ น.ส.แพทองธาร ร่วมถ่ายรูปกับภาพดวงจันทร์ 3 มิติเป็นที่ระลึกด้วย
รับบทเซลส์แมน-ยาหอมเกษตรกร
เวลา 13.00 น. ที่โรงแรมวอลดอร์ฟแอสโทเรีย ถนนราชดำริ กรุงเทพฯ นายเศรษฐา ปาฐกถาพิเศษงาน Thailand Economic Outlook 2024 : Change the Future Today หัวข้อ Empowering Economy the Big Changeว่า แม้ตนจะเป็นนายกฯ แต่อยากให้มองตนเองเป็น นักธุรกิจคนหนึ่ง เป็นเซลส์แมน ขายสินค้าดีๆ ของประเทศ ขายความเชื่อมั่นที่นักลงทุนจะให้กับประเทศไทยให้ได้ เป็นหน้าที่หลักในฐานะเซลส์แมนเบอร์หนึ่งของประเทศ ไม่ว่าการอำนวยความสะดวกในด้านกฎหมาย เอื้อให้เกิดการลงทุนและธุรกิจอย่างตรงไปตรงมา เพื่อนำพาประเทศไทยไปสู่เป้าหมาย ให้ได้
กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เอกอัครราชทูตไทยในต่างประเทศและรัฐบาล ต้องเป็นทีมไทยแลนด์ในการติดต่อเจรจาความร่วมมือการค้า และตนได้คุยกับผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หลังจากนี้จะต้องไม่นำแค่บริษัทไปโรดโชว์ แต่ต้องนำประเทศไปโรดโชว์ทั้งยุโรป อเมริกา และทั่วทุกภูมิภาค เพื่อนำเสนอต่อ นักลงทุนเข้ามาลงทุนในประเทศไทย
สำหรับความจำเป็นในนโยบายพักหนี้เกษตร ที่รัฐบาลได้ดำเนินการมาแล้ว 13 ครั้งในรอบ 9 ปี และล่าสุดเป็นครั้งที่ 14 เพราะเกษตรกรมีความเดือดร้อน และเพื่อให้เกษตรกรมีกำลังใจในการเดินต่อ ภาคการเกษตรเป็นภาคส่วนที่น่าสงสาร เพราะมีรายได้ต่ำ องค์ความรู้น้อย หากไม่จำเป็นจริงๆ หรือมีวิกฤต จะไม่มีนโยบายประกัน จำนำ หรือจ้างผลิต แต่จะเสริมให้เกษตรกร มีรายได้สุทธิของเกษตรกรโตขึ้น 3 เท่า ภายใน 4 ปี ของอายุรัฐบาลชุดนี้ ผ่านการสร้างองค์ความรู้ การเปิดตลาดใหม่ๆ ในภูมิภาคต่างๆ เพราะประเทศไทย เป็นประเทศที่มีความมั่นคงทางอาหาร ดังนั้น ต้องสนับสนุนองค์ความรู้ที่ดี เพิ่มมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตรกรไทย เพื่อให้รายได้สุทธิเกษตรกรสูงขึ้น
ต่อมาเวลา 16.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเศรษฐา ได้เชิญเอกอัครราชทูตไทยและตัวแทนกระทรวงการต่างประเทศ มาพูดคุยให้ทำงานเชิงรุกในการเปิดตลาดต่างประเทศ

ความร่วมมือ – นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯและรมว.มหาดไทย ต้อนรับ นายวาเลนตีโน วาเลนตีนี รมช.วิสาหกิจและการผลิตในอิตาลี เข้าเยี่ยมคารวะ โดยมี นายเปาโล ดีโอนีซี ทูตอิตาลีและคณะ เข้าร่วมหารือถึงแนวทางการสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศ ที่กระทรวงมหาดไทย
ตั้งอีก 4 ที่ปรึกษาของนายกฯ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันเดียวกัน นายเศรษฐา ได้ลงนามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 259/2566 เรื่องแก้ไขเพิ่มเติมคำสั่งแต่งตั้งที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี ว่า ตามที่ได้มี คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 234/2566 เรื่องแต่งตั้งที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 14 ก.ย.ที่ผ่านมานั้น เพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดินและการขับเคลื่อนงานของรัฐบาลเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 11 (6) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 เพื่อแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิเป็นที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี ทำหน้าที่ในการให้คำปรึกษาและพิจารณาเสนอความเห็นหรือข้อเสนอแนะต่างๆ ตามที่นายกฯมอบหมายเพิ่มเติม ดังนี้
1.ศาสตราจารย์พิเศษ ธงทอง จันทรางศุ ที่ปรึกษา 2.นายไพฑูร ชุติมากรกุล ที่ปรึกษา 3.นายอาทิตย์ สุริยาภิวัฒน์ ที่ปรึกษา และ 4.พล.ต.อ.ชินภัทร สารสิน ที่ปรึกษา โดยคำสั่งดังกล่าวมีผลตั้งแต่วันที่ 3 ต.ค.2566 เป็นต้นไป
‘อิ๊ง’หนุนจัดแฟชั่นระดับโลก
ที่ศูนย์การค้าสยามเซ็นเตอร์ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร รองประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ซอฟต์เพาเวอร์แห่งชาติ ร่วมพิธีเปิดงาน SIAM CENTER VISIONARY STAGE ด้วยแนวคิด เมืองแห่งไอเดียที่ล้ำเทรนด์ ตอกย้ำความเป็น DiversCity Building พื้นที่เปิดกว้างและต้อนรับทุกความหลากหลาย อีกทั้งร่วมชมแฟชั่นโชว์ “ Future of Fashion” ที่เป็นส่วนหนึ่งของงานดังกล่าว จัดแสดงคอลเล็กชั่นและผลงานไฮไลต์ สร้างสรรค์จากนิสิตและนักศึกษาด้านแฟชั่นดีไซน์จากจุฬาฯ และ ม.เทคโนโลยีราชมงคลพระนครและสถาบันด้านแฟชั่นดีไซน์อื่นๆ กว่า 10 สถาบัน งานจัดตั้งแต่วันที่ 4 ต.ค. ไปจนถึงวันที่ 8 ต.ค.
น.ส.แพทองธารให้สัมภาษณ์ถึงการนำแนวคิดจากแฟชั่นโชว์ไปประยุกต์ใช้กับนโยบายซอฟต์เพาเวอร์ของรัฐบาลว่า ยืนยันว่าพร้อมสนับสนุนดีไซเนอร์ไทยอย่างเต็มที่ เชื่อว่าศักยภาพของคนไทยนั้นสามารถ ผลักดันได้เยอะมาก อย่างที่รัฐบาลได้ทำกันอยู่ ซึ่งมีการคิกออฟการประชุมคณะกรรมการยุทธศาสตร์ซอฟต์เพาเวอร์แมตช์แรกที่ทำเนียบรัฐบาลไปแล้ว
“แนวทางที่จะทำให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองแฟชั่นและมีการจัดงาน Bangkok Fashion City Grand เหมือนสมัยรัฐบาลไทยรักไทย เมื่อปี 2547 นั้น ได้คุยเบื้องต้นกับนายเศรษฐา แล้ว ซึ่งจะไปพิจารณาว่าสามารถใช้โอกาสที่มีทำอะไรเพิ่มได้บ้าง เพราะรัฐบาลอยากจัดงานที่ให้คนในประเทศได้มีส่วนร่วมมากที่สุด และโปรโมตงานนี้ให้เป็นงานสำคัญ นำไปสู่การเป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยว ทั่วโลก ยืนยันว่ารัฐบาลจะสนับสนุนซอฟต์ เพาเวอร์ไทย และอิ๊งจะเป็นอีกแรงที่สนับสนุนอยู่ตรงนี้” น.ส.แพทองธารกล่าว
‘ภูมิธรรม’มั่นใจแก้รธน.ฉลุย
ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ ให้สัมภาษณ์กรณีที่พรรคก้าวไกล(ก.ก.) ไม่เข้าร่วมเป็นคณะกรรมการเพื่อพิจารณาศึกษาแนวทางในการทำประชามติเพื่อแก้ไขปัญหาความเห็นที่แตกต่างในเรื่องรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทยพ.ศ.2560 ว่า การตั้งคณะกรรมการดังกล่าว รัฐบาลมีความจริงใจพยายามจะดึงทุกฝ่ายพูดคุยเบื้องต้นเพื่อให้ได้ข้อสรุปด้วยดี ทำให้เดินไปด้วยกันได้ แต่พรรคก้าวไกลไม่สะดวกด้วยเหตุผลใดก็ตาม ไม่มีปัญหา เพราะแนวทางที่เราวางอยู่ ไม่สามารถดึงคนจากทุกฝ่ายเข้ามาได้ครบอยู่แล้ว ฉะนั้นเราพยายามจัดเวทีพูดคุยและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับบรรดาผู้ที่ไม่ได้มาเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการ ซึ่งกลุ่มไอลอว์ และภาคประชาชนกลุ่มอื่น ต้องการจะมาร่วมพูดคุยกับเรา ขณะที่พรรคก้าวไกลสามารถดำเนินการเหมือนกับประชาชนที่ส่งความคิดเห็นเข้ามาได้เช่นกัน ไม่มีขีดจำกัด
ผู้สื่อข่าวถามว่าการที่พรรคก้าวไกล ซึ่งเป็นแกนนำพรรคฝ่ายค้าน ไม่เข้ามาร่วมคณะกรรมการชุดนี้ จะส่งผลต่อฝ่ายอื่นที่จะเข้าร่วมพูดคุยกับคณะกรรมการหรือไม่ นายภูมิธรรมกล่าวว่า การตั้งคณะกรรมการเป็นแค่การ เริ่มต้นของการทำประชามติ หากฝ่ายใดมีความเห็นที่แตกต่างไปรณรงค์กับประชาชนได้ เมื่อถึงเวลาก็รอดูผลการตัดสินใจของประชาชน ต่อข้อถามว่าจะเสนอให้มีคนจากฝ่ายไหนเข้าร่วมในคณะกรรมการแทนพรรคก้าวไกล นายภูมิธรรมกล่าวว่า ถือโอกาสนี้พิจารณาปรับเปลี่ยนบ้างเล็กน้อย แต่ไม่ให้มีเกิน 35 คน และในเมื่อมีจำนวนลดลง ก็ไม่มีปัญหา
เมื่อถามว่าพรรคก้าวไกลระบุว่ารัฐบาล ไม่ชัดเจนจะแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับหรือไม่ นายภูมิธรรมกล่าวว่า รัฐบาลมีความชัดเจนแล้วจะยกร่างใหม่ให้มีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น โดยไม่แตะต้องหมวด 1 หมวด 2 และเรื่องที่เกี่ยวกับพระราชอำนาจที่อยู่ในบทบัญญัติมาตราต่างๆ “คนในสังคมมีความแตกต่าง ถ้ายังไม่ข้ามผ่านจากจุดนี้ไป แล้วยังจะพูดคุยโดยยังยึดหลักการมากเกินไป จะกลายเป็นชนวนความขัดแย้งใหม่ ซึ่งไม่สมควร”
‘คารม’ซัดก้าวไกลเอาแต่ใจ
ด้านนายคารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การที่พรรคก้าวไกลไม่ส่งตัวแทนเข้าร่วมในคณะกรรมการศึกษาจัดทำประชามติ เขาอาจมองในมุมที่ว่าทำแบบนี้อาจไม่ได้รัฐธรรมนูญตามที่เขาคิดไว้ เพราะออกแบบไม่เหมือนกัน ตนเข้าใจวิธีคิดของพรรคก้าวไกลที่อยากทำอะไรให้ได้ดั่งใจ ซึ่งเป็นไปไม่ได้ เพราะสังคมมีหลายกลุ่ม พรรคการเมืองมีหลายพรรค ประชาชน มีหลายกลุ่ม จึงต้องมารวมตัวพูดคุยกัน
เมื่อถามว่าพรรคก้าวไกลเป็นแกนนำ ฝ่ายค้าน แต่ไม่มาร่วมเป็นกรรมการศึกษาประชามติเพื่อแก้รัฐธรรมนูญ จะทำให้การดำเนินงานสะดุดหรือไม่ นายคารมกล่าวว่า ไม่สะดุด แต่อาจไม่สมบูรณ์ทุกมิติ เพราะถ้า ฝ่ายค้านไม่เข้าร่วมจะดูว่าทุกคนไม่เห็นพร้อมกัน ก็อาจไม่ลงตัว และอาจเกิดความขัดแย้ง เชิงความคิดและเนื้อหาจะเป็นไปในรูปแบบใด ในเมื่อไม่เข้าร่วมก็แสดงว่าจุดยืนแตกต่างกัน
สภาตั้ง 35 กรรมาธิการลงตัว
เวลา 10.45 น.ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อเลือกตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.)สามัญประจำสภา จำนวน 35 คณะ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 129 และข้อบังคับที่ 90-91 โดยสัดส่วนแต่ละคณะประกอบด้วยกมธ.15 คน สส.คนหนึ่งเป็นกมธ.ได้ไม่เกิน 2 คณะ
สำหรับรายชื่อกมธ.เกรด เอ ที่น่าสนใจ อาทิ กมธ.การทหาร อาทิ นายเดชอิศม์ ขาวทอง สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชี รายชื่อ พรรคก้าวไกล ซึ่งพรรคก้าวไกล ยังส่งสมาชิกอีก 5 ราย ร่วมกมธ.ชุดนี้ ได้แก่ นายชยพล สะท้อนดี สส.กทม. ร.ท.ธนเดช เพ็งสุข สส.กทม. นายเชตวัน เตือประโคน สส.ปทุมธานี นายเอกราช อุดมอำนวย สส.กทม. และนาย จิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ สส.ฉะเชิงเทรา
ที่น่าจับตาเป็นพิเศษ คือ ร.ท.ธนเดช อดีตนายทหารสังกัดกองทัพอากาศ นักเรียนเตรียมทหารรุ่นที่ 52 ซึ่งที่ผ่านมามีบทบาทในการเปิดเผยความไม่ปกติและข้อกล่าวหาการทุจริตภายในกองทัพหลายเรื่อง รวมถึงเป็นหนึ่งในบุคคลหลักที่ขับเคลื่อนวาระการปฏิรูปกองทัพของพรรคก้าวไกลอย่างแข็งขัน
ส่วนกมธ.ความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดน ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ อาทิ นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล, กมธ.การศึกษา อาทิ นายโสภณ ซารัมย์ สส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย(ภท.), กมธ.การปกครอง อาทิ นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย
ผู้แทนฯฉาวนั่งชุดปราบโกง
กมธ.การอุตสาหกรรม อาทิ นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สส.ราชบุรี พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.), กมธ.การตำรวจ อาทิ นายชัยชนะ เดชเดโช สส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์, กมธ.การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน อาทิ นายกมลศักดิ์ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ (ปช.), กมธ.พาณิชย์ อาทิ นายประมวลพงศ์ถาวรา เดช สส.ประจวบคีรีขันธ์ พรรคประชาธิปัตย์
สำหรับกมธ.การป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ (ป.ป.ช.) ซึ่งเป็นคณะที่ยื้อแย่งกันอย่างดุเดือดที่สุด ประกอบด้วย สส.ชื่อดังหลายคน อาทิ นายธีรัจชัย พันธุมาศ สส.กทม. พรรคก้าวไกล พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (พท.) นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ ส่วนชื่อที่ฮือฮา คือ นายชัยทิพย์ กมลพันธ์ทิพย์ สส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ซึ่งเคยมีข่าวฉาวถูกแฉคลิปวิดีโอกำลังนั่งเล่นไพ่ในสภามาแล้วเมื่อสภาสมัยที่แล้ว ขณะนั้นนายชัยทิพย์เป็น สส.ราชบุรี พรรคประชาธิปัตย์
นอกจากนี้ ยังเป็นที่น่าสังเกตว่า สส.อาวุโส เข้าสภามาหลายสมัย ไม่ถูกเสนอชื่อเป็นกมธ.ในครั้งนี้ อาทิ นายชวน หลีกภัย สส.บัญชี รายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ และนายบัญญัติ บรรทัดฐาน สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ รวมถึง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ส่วนการเลือกประธานกมธ.แต่ละคณะ จะดำเนินการในการประชุมกมธ.นัดแรก วันที่ 5 ต.ค.
เปิดชื่อประธาน 2 พรรคใหญ่
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการเลือกประธาน กมธ.แต่ละคณะที่จะมีขึ้นในวันที่ 5 ต.ค.นั้น พรรคเพื่อไทยได้วางตัวบุคคลเป็นประธานกมธ. 10 คณะตามโควตาที่ได้รับ ได้แก่ นายชูศักดิ์ ศิรินิล สส.บัญชีรายชื่อ ประธานกมธ.การป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ, นางเทียบจุฑา ขาวขำ สส.อุดรธานี ประธานกมธ.การศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม, นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สส.สุรินทร์ ประธานกมธ.การคมนาคม, นายณัฐพงษ์ สุปริยศิลป์ สส.น่าน ประธานกมธ.การเงิน การคลัง สถาบันการเงินและตลาดการเงิน, นายทศพร เสรีรักษ์ สส.แพร่ ประธานกมธ.การสาธารณสุข
นายประเสริฐ บุญเรือง สส.กาฬสินธุ์ ประธาน กมธ.การกิจการสภาผู้แทนราษฎร, นายนพดล ปัทมะ สส.บัญชีรายชื่อ ประธานกมธ.การต่างประเทศ, นายเอกธนัช อินทร์รอด สส.หนองคาย ประธานกมธ.การท่องเที่ยว, นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล สส.เลย ประธานกมธ.การป้องกันปราบปรามการฟอกเงินและยาเสพติด และน.ส.ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ สส.กทม. ประธานกมธ.การสื่อสาร โทรคมนาคม และดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
ขณะที่สัดส่วนพรรคก้าวไกล ประกอบด้วย นายศักดินัย นุ่มหนู สส.ตราด ประธานกมธ.การเกษตรและสหกรณ์, นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ ประธานกมธ.การจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ, นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อ ประธานกมธ.การทหาร, นายอภิชาติ ศิริสุนทร สส.บัญชีรายชื่อ ประธานกมธ.การที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ ประธานกมธ.การพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน
นายสิทธิพล วิบูลย์ธนากุล สส.บัญชี รายชื่อ ประธานกมธ.การพัฒนาเศรษฐกิจ, นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง สส.บัญชีรายชื่อ ประธานกมธ.การวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี วิจัย และนวัตกรรม, นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ สส.กทม. ประธานกมธ.การสวัสดิการสังคม, น.ส.เบญจา แสงจันทร์ สส.บัญชี รายชื่อ ประธานกมธ.กิจการองค์กรศาล รัฐวิสาหกิจ องค์กรมหาชนและกองทุน, นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ ประธานกมธ.ความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดน ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ
‘อ๋อง’เชื่อ 15 ตค.หาพรรคใหม่ได้
ที่รัฐสภา นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการหาสังกัดพรรคใหม่หลังพรรคก้าวไกลขับออกจากพรรคว่า อยู่ในช่วงเริ่มพูดคุย เพราะการจะไปอยู่พรรคไหนต้องเห็นด้วยกับนโยบายและอุดมการณ์พรรค ตนอยากทําประโยชน์ให้พรรคใหม่ ฉะนั้นไม่ใช่กระบวนการที่จะคุยกันสั้นๆ แต่ต้องทยอยคุย
ผู้สื่อข่าวถามว่าพรรคเป็นธรรม (ปธ.) อยู่ในใจหรือไม่ นายปดิพัทธ์กล่าวว่า มีพรรคให้เลือกเยอะ ตอนนี้มีพรรคร่วมฝ่ายค้าน 2 พรรค และพรรคนอกสภาที่กําลังพิจารณาข้อเสนออยู่ ส่วนพรรคฝั่งรัฐบาลไม่ต้องติดต่อมาเพราะเสียเวลา ตนมีเวลา 30 วัน คือภายในวันที่ 28 ต.ค. แต่ถ้าการพูดคุยเป็นไปได้ด้วยดี คาดว่าภายในวันที่ 15 ต.ค.จะมีความชัดเจน
เมื่อถามกรณีคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร (วิปรัฐบาล) เตรียมยื่นกรณีถูกขับออกจากพรรคก้าวไกลให้องค์กรอิสระวินิจฉัย นายปดิพัทธ์กล่าวว่า หากย้อนกลับไปดูคำแถลงของตนที่เคยประกาศไว้ว่าเราจำเป็นต้องฟื้นฟูองค์กรนิติบัญญัติให้ไม่อยู่ภายใต้อาณัติของรัฐบาล และตุลาการ 3 อำนาจอธิปไตยต้องถ่วงดุลกัน มีอิสระ และความรับผิดชอบต่อกัน จึงคิดว่าสามารถจัดการเรื่องภายในองค์กรนิติบัญญัติได้ หากเราต้องพึ่งพาองค์กรที่เต็มไปด้วยคำถามถึงความเป็นกลางทางการเมือง โดยเฉพาะองค์กรที่สืบทอดอำนาจจากคณะรักษาความสงบ แห่งชาติ (คสช.) จะเป็นประเด็นที่สังคมต้องถามถึงบทบาทต่างๆ ของฝ่ายการเมือง
เด็กพท.เตือนระวังตายหมู่
นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ อดีตโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวกรณีนายปดิพัทธ์ ประสงค์จะอยู่ในตำแหน่งรองประธานสภาคนที่ 1 ต่อไป โดยยอมให้พรรคก้าวไกลขับออกจากการเป็นสมาชิกพรรค เพื่อไปสังกัดพรรคการเมืองอื่นว่า เจตนาของนายปดิพัทธ์ คณะกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) และสส.ของพรรค ก้าวไกลน่าจะมีปัญหาเรื่องความสุจริตและฝ่าฝืนจริยธรรมได้ ส่วนการกระทำของพรรคก้าวไกลเองอาจเข้าข่ายฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยพรรคการเมือง มาตรา 21 มาตรา 22 และมาตรา 92 วรรคหนึ่ง อันเป็นการกระทำเพื่อได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ
จากประสบการณ์ที่ตนเคยเป็นผู้ที่ถูกกระทำมาก่อน จึงออกมาเตือนด้วยเจตนาที่ดีต่อพรรคก้าวไกล เพราะเห็นว่าเคยอยู่ฝ่ายประชาธิปไตยด้วยกันมา รัฐธรรมนูญ 2560 เขียนกับดักเรื่องมาตรฐานทางจริยธรรมไว้ หากนายปดิพัทธ์ยังจะดึงดันกอดตำแหน่งรองประธานสภาไว้ กลัวจะเป็นทุกขลาภเรื่องความเหมาะสม คนจะติติง ระวังจะพา กก.บห.และสส.ของพรรคก้าวไกลตายหมู่ เพราะเท่าที่ทราบมีผู้ไปร้องคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้ตรวจสอบเรื่องดังกล่าวแล้ว
“ผมแนะนำให้นายปดิพัทธ์ลาออกจาก รองประธานสภา เสียสละคนเดียวแต่ความเป็นสส.ยังอยู่ เพื่อรักษาสส. เพื่อนสมาชิก รักษาพรรคไว้จะไม่ดีกว่าหรือ ผมกลัวว่าจะไปเข้าเรื่องจริยธรรม เรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน อยากให้นายปดิพัทธ์ไปคิดดูว่าสิ่งที่ทำๆ กันอยู่คุ้มค่าหรือไม่ จะได้คุ้มเสียหรือเปล่า” นายพร้อมพงศ์ กล่าว
‘เหลิม’กร้าวตัดขาด‘ทักษิณ’
ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวกรณีมีรายงานข่าวระบุว่านายทักษิณ ชินวัตร พูดแบบใหญ่โตว่าตนเป็นคนกวนโอ๊ยทั้งพ่อทั้งลูก เลยไม่ให้ตำแหน่งว่า นายทักษิณคุณเข้าใจผิด ผมไม่ได้ร่วมรัฐบาลกับคุณ ผมมีความสุข พูดอะไรระมัดระวังบ้าง คุณใหญ่โตได้ในพรรคของคุณ คุณไล่ผมออกสิ นึกถึงแก้คดี 8 คดีให้คุณแล้ว ผมคิดว่าคุณจะเปลี่ยนนิสัย แล้วเวลาใช้คำพูดถึงผม อย่าเอ่ยมือเอ่ยเท้ามันไม่สุภาพ และผมก็มีมือมีเท้าที่จะเอ่ยถึงเหมือนกัน ผมจะหันหลังให้คุณตลอดชีวิต
“ที่พูดมาทั้งหมดถือเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องที่สุดในชีวิต ที่ผ่านมาผมไม่ได้สนิทกับครอบครัวนายทักษิณ ผมสนิทเพียงนายทักษิณและคุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ เท่านั้น แต่หลังจากนี้คงไม่มีอะไรต้องพูดกันอีก มันสายเกินไปแล้ว” ร.ต.อ.เฉลิมกล่าว
ด้านนายวัน อยู่บำรุง อดีตสส.พรรค เพื่อไทย บุตรชายร.ต.อ.เฉลิม โพสต์เฟซบุ๊กว่า บอกมาเลยให้รู้กันไป ให้อยู่หรือไปก็บอกมา #บอกมาคำเดียว
ต่อมา มีผู้เข้ามาสอบถามนายวันว่า ทำไม ร.ต.อ.เฉลิมถึงเงียบและไม่มีบทบาทอะไรในพรรคเพื่อไทย ซึ่งนายวันได้ตอบด้วยข่าวที่รายงานว่า ร.ต.อ.เฉลิมประกาศตัดขาดกับ นายทักษิณ
ทั้งนี้ ร.ต.อ.เฉลิมเป็น สส.คนเดียวของพรรคที่ไม่ได้มาลงคะแนนให้ นายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย เมื่อวันที่ 22 ส.ค.ที่ผ่านมา
ศาลสั่งแจงเพิ่มคดี‘พิธา’ชง112
วันเดียวกัน สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ออกเอกสารข่าวเผยแพร่ผลการประชุมกรณีตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ พิจารณาคำร้อง นายธีรยุทธ สุวรรณเกษร อดีตทนายความ พระพุทธะอิสระ ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญตามมาตรา 49 ว่าการกระทำของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล (ผู้ถูกร้องที่ 1) และพรรคก้าวไกล (ผู้ถูกร้องที่ 2) ที่เสนอร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่..) พ.ศ… เพื่อยกเลิกประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 โดยใช้เป็นนโยบายในการหาเสียงเลือกตั้ง และยังคงดำเนินการอย่าง ต่อเนื่องเป็นการใช้สิทธิเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 วรรคหนึ่ง หรือไม่ ซึ่งผู้ถูกฟ้องทั้งสองยื่นคำชี้แจงเมื่อวันที่ 26 ก.ย.2566 ตามที่ผู้ร้องทั้งสองขอขยายระยะเวลาเป็นครั้งที่ 2
ศาลรัฐธรรมนูญอภิปรายเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัย เพื่อประโยชน์แห่งการพิจารณาให้บุคคลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำความเห็นและจัดส่งสำเนาเอกสารหลักฐานตามที่ศาลรัฐธรรมนูญกำหนด ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญภายใน 15 วันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือ

เจรจา – นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯและรมว.พาณิชย์ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ หารือกับตัวแทนกลุ่มพีมูฟ ที่ยังคงปักหลักชุมนุมผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบาย 9 ด้าน ที่หน้าทำเนียบรัฐบาล
‘อ้วน’ขีดเส้น-ปัญหาพีมูฟจบ
เมื่อเวลา 07.45 น. ที่หน้าทำเนียบรัฐบาล นายจำนงค์ หนูพันธ์ ประธานกรรมการบริหารขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (พีมูฟ) อ่านแถลงการณ์ ‘เจตจำนงพีมูฟทวงสิทธิ สร้างอำนาจกำหนดชีวิตประชาชน’ ว่า เข้าสู่วันที่สาม ของการปักหลักชุมนุม ข้อเรียกร้องที่ต้องการพบนายกฯ ยังไม่ได้รับการตอบรับ ขณะนี้เราได้รับการประสานงานจากรองนายกฯ ภูมิธรรม เวชยชัย ให้เข้าพูดคุย เพื่อยืนยันหลักการชุมนุมคือนายกฯ ต้องเปิดการเจรจากับพีมูฟ เพื่อให้มีความชัดเจนในการสร้างหลักประกันทางนโยบาย 9 ด้านด้วยการมีมติเห็นชอบในการประชุมครม.
ขอยืนยันจะปักหลักอยู่ที่หน้าประตู 5 ทำเนียบ เพื่อยืนยันเจตจำนงว่าต้องพบนายกฯ ให้ได้ แม้ต้องปักหลักชุมนุมอีกยาวนาน หรืออาจแลกมาด้วยการถูกดำเนินคดีก็ยินยอม ขอส่งเสียงไปยังเครือข่ายประชาชนทั่วประเทศให้จับตาการเคลื่อนไหวของพีมูฟ และประกาศระดมกำลังคนจากทั่วประเทศมาเข้าร่วมกันเคลื่อนไหวเพื่อที่ดิน เสรีภาพ ประชาธิปไตย
เวลา 08.00 น. ผู้ชุมนุมเดินขบวนไปส่งตัวแทนพีมูฟ 13 คน ที่หน้าประตู 6 เวิ้งน้ำพุเชิงสะพานมัฆวานรังสรรค์ เพื่อเข้าไปพูดคุยและทำความเข้าใจกับนายภูมิธรรม
เวลา 10.20 น. นายภูมิธรรมแถลงผลหารือว่า นายกฯ เป็นห่วงและมอบหมายตน ร่วมกับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ ให้มาช่วยดูแล ตนจะขอให้ ร.อ.ธรรมนัส รับผิดชอบและประสานงาน เพื่อให้มีการพูดคุยแก้ปัญหาให้เสร็จโดยเร็ว ภายใน 2 สัปดาห์นี้จะให้จบ และถ้าทำได้เลยจะเริ่มทำทันที ขณะเดียวกันได้ขอร้องพีมูฟให้ขยับสถานที่ชุมนุมไปอยู่ในจุดที่ขออนุญาตไว้ ยืนยันไม่ได้มาหลอกลวงให้ย้ายที่ชุมนุม โดยจะตั้งคณะกรรมการขึ้นมา 1 ชุด มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม จากนั้นนายภูมิธรรม มอบ ร.อ.ธรรมนัส พูดคุยหารือกับกลุ่มพีมูฟต่อ 15 นาที
‘บิ๊กโจ๊ก’กล่อมย้ายพ้นทำเนียบฯ
เวลา 16.05 น. พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผบ.ตร. ได้มาเจรจากลุ่ม พีมูฟว่า ตนได้รับมอบหมายให้มาดูแลงานด้านมวลชน เป็นงานดูแลพี่น้องประชาชน จากการที่ตนได้เข้าพบนายภูมิธรรม และพูดคุยกับประธานพีมูฟแล้ว ซึ่งนายภูมิธรรม ได้รับข้อเรียกร้อง 9 ด้านแล้วเพื่อนำเข้าสู่ที่ประชุมครม.วันที่ 10 ต.ค. รวมถึงนายกฯได้มอบหมายให้ทุกหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหาต่างๆเหล่านั้นรับเรื่องไปดำเนินการ จึงขอให้ทุกคนใจเย็นๆ
การที่ตนมาพบครั้งนี้เพื่อมาเยี่ยมเยียน ในฐานะคนใต้คนบ้านเดียวกัน ต้องดูแลกัน ตนต้องลงมาเองเพื่อให้พี่น้องมีความอุ่นใจและยืนยันว่าจะให้ความปลอดภัยให้ความมั่นใจว่าไม่มีการสลายการชุมนุมแน่ และขอให้พี่น้องทุกคนรอฟังผลจากที่ประชุมครม.ว่าจะมีผลเป็นอย่างไร ถึงอย่างไรนายกฯไม่ทอดทิ้งพวกเรา ทุกคน ขอให้ทุกคนสบายใจ เชื่อว่าทุกอย่างจะคลี่คลาย หลังจากที่ตนพูดคุยด้วยเสร็จแล้ว จะไปประชุมกันต่อกับประธานพีมูฟ พร้อมขอให้ผู้ชุมนุมกลับไปชุมนุมบริเวณหน้าอาคารยูเอ็นตามที่ขออนุญาตไว้ การมาชุมนุมที่หน้าทำเนียบรัฐบาล ตามกฏหมายจะผิดเงื่อนไขตามพ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ ทั้งนี้ กลุ่มผู้ชุมนุมยังยืนยันปักหลักอยู่หน้าทำเนียบรัฐบาลเช่นเดิม
ทอ.ชะลอซื้อเครื่องบินขับไล่
เมื่อวันที่ 4 ต.ค.ที่ฝูงบิน 601 กองบิน 6 กองทัพอากาศ (ทอ.) พล.อ.อ.พันธุ์ภักดี พัฒนกุล ผบ.ทอ. ให้สัมภาษณ์ถึงการจัดทำงบประมาณปี 2567 ของทอ. เพื่อสนองตอบนโยบายของรัฐบาลในการชะลอการจัดซื้อยุทโธปกรณ์ที่ไม่จำเป็นว่า ทอ.รับทราบนโยบายของนายกฯ พร้อมชะลอโครงการจัดซื้อจัดหาอาวุธ โดยเฉพาะโครงการจัดหาเครื่องบินขับไล่ ทอ.จะใช้การปรับปรุงเป็นส่วนใหญ่ รวมถึงการซ่อมบำรุง เน้นการจัดหาในส่วนที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัย รวมถึงการช่วยเหลือประชาชน เช่น มีแผนปรับปรุงเครื่องบิน BT67 ที่จะสามารถบรรจุแท็งก์น้ำได้ในการดับไฟป่า การสลายหมอกควัน ส่วนอื่นๆ จะเป็นโครงการเล็กๆ น้อยๆ ที่เน้นเรื่องความปลอดภัย เช่น การซ่อมแซมอากาศยาน
ผู้สื่อข่าวถามว่าต้องพับโครงการจัดหาเครื่องบินขับไล่ฝูงใหม่หรือไม่ พล.อ.อ.พันธุ์ภักดีกล่าวว่า คงพับแผนไม่ได้ เพราะเรามีข้อจำกัด ตามรัฐธรรมนูญที่ต้องปฏิบัติตามความมั่นคงในเรื่องการปกป้องเอกราชอธิปไตย ซึ่งในปี 2571 เป็นต้นไป จะเริ่มทยอยปลดประจำการเครื่องบิน ขับไล่ F16 ที่จ.นครราชสีมา ซึ่งใช้เวลาประมาณ 5 ปีปลดประจำการ ระหว่างนี้เราพยายามซ่อมบำรุงเพื่อให้ปฏิบัติภารกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ฉะนั้นการจัดหาเครื่องบินมาทดแทนต้องใช้ระยะเวลา เช่น การจัดหาเครื่องบินกริพเพน 1 ฝูง ไม่ได้จัดหามาครั้งเดียว แต่ต้องใช้เวลาถึง 10 ปี ในการฝึกนักบิน เพื่อให้เกิดความพร้อมรบ จึงต้องวางแผนล่วงหน้าและอาจต้องขอจัดหาเครื่องบินขับไล่ทดแทนในปีงบประมาณ 2568 สำหรับโครงการอัพเกรดกริพเพน ขณะนี้ ดำเนินการเสร็จแล้วทั้ง 11 เครื่อง เพียงพอกับการปฏิบัติการทางอากาศ