ต่อด้วยฮ่องกง8-12ตค.ลั่นไม่ล้มแจกหนึ่งหมื่นเพื่อไทยเตือนก้าวไกลชงนิรโทษ-ปลุกขัดแย้ง

นายกฯ กำหนดไปเยือน 3 ประเทศอาเซียน สิงคโปร์ บรูไน มาเลเซีย ต่อด้วยฮ่องกง ระหว่าง 8-12 ต.ค.นี้ กระชับความสัมพันธ์ เปิดประตูการค้า-ลงทุน ลั่นเป็นไปไม่ได้ทบทวนแจกเงินดิจิทัล กราบขอโทษ‘เฉลิม’หลังพูดปมตัดขาดทักษิณ ‘เศรษฐา’เซ็นปรับกก.ทำประชามติใหม่ ดึง ‘วุฒิสาร-ดร.เอ้-เจือ’เข้าร่วม ‘ชูศักดิ์-เดชอิศม์-ธนกร’ออก เพื่อไทยหวั่นก้าวไกลยื่นร่าง กม.นิรโทษกรรม สร้างความขัดแย้งรอบใหม่ ‘ชัยธวัช-พิธา’หวังรัฐสภารับหลักการวาระแรก ‘ชัยเกษม-สงคราม’ทิ้งสส.ปาร์ตี้ลิสต์ เพื่อไทย ‘บิ๊กโจ๊ก’ยันไม่เกี่ยว ‘ทนายอนันต์ชัย’ ร้อง ป.ป.ช.สอบนายกฯ ตั้ง ผบ.ตร.มิชอบ

‘เศรษฐา’เตรียมเยือน3ปท.

เมื่อวันที่ 6 ต.ค. ที่ จ.อุบลราชธานี นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ให้สัมภาษณ์ระหว่างลงพื้นที่ตรวจน้ำท่วมถึงการเตรียมเดินทางเยือนประเทศสิงคโปร์ บรูไน มาเลเซีย และเขตปกครองพิเศษฮ่องกง ระหว่างวันที่ 8-12 ต.ค.นี้ว่า อาเซียนเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่ใกล้เคียงกับเรา ตนเดินทางไปกัมพูชามาแล้ว ไม่อยากให้ประเทศอื่นรู้สึกไม่ดีว่าทำไมเราถึงไม่ไป อย่างประเทศบรูไนก็มีสัมพันธภาพที่ดีกับเรามามาก รวมถึงมาเลเซียและสิงคโปร์ เป็นประเทศเพื่อนบ้านที่เรามีมิตรภาพที่ดีมานาน

ประกอบกับช่วงนี้ถึงช่วงปลายปี ตนมีภารกิจไปต่างประเทศในประเทศใหญ่ๆ เยอะ ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐเรื่องการประชุมเอเปค การเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีน หรือประเทศญี่ปุ่น สังเกตว่าประเทศที่ตนพูดมาประเทศใหญ่ทั้งนั้น การระมัดระวังเรื่องการกระทบกระเทือนจิตใจของประเทศเพื่อนบ้านว่าให้ความสำคัญกับประเทศใหญ่มากกว่าก็เป็นเรื่องที่รัฐบาลนี้ต้องให้ความสำคัญ ฉะนั้นเราต้องเดินทางไปพบปะกับนักธุรกิจใหญ่ๆ หลายคน เพื่อดูว่าเขาสามารถมาลงทุนได้หรือเปล่า ยืนยันเราต้องไปเปิดประตูการค้าประตูการลงทุน ไปบอกทั่วโลกว่าวันนี้ประเทศไทยเปิดแล้ว

ลั่นไม่ทบทวนแจกเงินดิจิทัล

นายเศรษฐากล่าวถึงกรณีที่นายวิรไท สันติประภพ อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คัดค้านนโยบายแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาทของรัฐบาลว่า เป็นอีกหนึ่งความเห็นที่ต้องรับฟัง แต่นโยบายนี้เป็นนโยบายของเรา ซึ่งอาจนำไปปรับปรุง ยืนยันว่าตนพร้อมรับฟังทุกความคิดเห็น รวมถึงความเห็นของประชาชน เมื่อกี้เจอชาวบ้านก็ถามว่าเมื่อไหร่จะได้ซักที 10,000 บาท

ผู้สื่อข่าวถามว่า เป็นไปได้หรือไม่ที่จะทบทวนลดทอนการแจกเงินเหลือแค่เฉพาะกลุ่ม นายเศรษฐากล่าวเสียงแข็งว่า “เป็นไปไม่ได้” เมื่อถามว่าความคิดเห็นของอดีตที่ปรึกษาเศรษฐกิจของพรรคเพื่อไทย (พท.) และผู้ที่มีเครดิตทางเศรษฐกิจยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอใช่หรือไม่ที่จะทบทวนเรื่องนี้ นายเศรษฐากล่าวว่า ผู้ที่มีเครดิตทางเศรษฐกิจอีกหลายคนก็เห็นด้วย เราก็รับฟังและให้เกียรติทุกคน เพราะเป็นเรื่องของความคิดเห็น

กราบขอโทษ‘เฉลิม’

นายเศรษฐากล่าวถึงกรณีที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ไม่พอใจ ที่นายกฯ ให้ความเห็น กรณีที่ ร.ต.อ.เฉลิมประกาศตัดขาดกับนายทักษิณ ชินวัตร เนื่องจากนายทักษิณระบุว่า ร.ต.อ.เฉลิมเป็นคนกวนโอ๊ยทั้งพ่อทั้งลูก เลยไม่ให้ตำแหน่งว่า เอาเป็นว่าอย่างนี้ดีกว่า ท่านก็ทราบผมให้สัมภาษณ์อะไรไปเมื่อ 5 ต.ค. ก็กราบขอโทษท่านแล้วกัน ถ้าทำให้ท่านระคายเคือง และไม่ใช่เรื่องของผม จึงขอไม่พูดต่อ แค่นั้นแหละ ต้องกราบขอโทษท่านด้วยละกัน ถ้าทำให้รู้สึกไม่สบายใจ

ผู้สื่อข่าวถามว่า ร.ต.อ.เฉลิมปรามาสว่า จะบริหารประเทศได้ไม่นาน นายเศรษฐากล่าวว่า ก็รับฟังท่าน รับฟังความเห็น และท่านก็เป็นผู้ใหญ่ ต่อข้อถามว่าไม่ทำให้เสียสมาธิกับการทำงานใช่หรือไม่ นายเศรษฐากล่าวว่า ไม่หรอก เมื่อผู้ใหญ่ไม่สบายใจ เราก็ไม่สบายใจ อยากให้ท่านสบายใจ เมื่อถามว่าจะมีโอกาสได้ไปพูดคุยกันหรือไม่ นายเศรษฐา กล่าวว่า ถ้ามีโอกาสเจอกันที่สภา คงพูดคุยกันเหมือนเดิมไม่มีอะไร และตนก็ไม่มีอะไร

ย้ำอีกไม่ลุอำนาจตั้งผบ.ตร.

นายเศรษฐากล่าวถึงกรณีที่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) ที่ร่วมคณะลงพื้นที่ จ.อุบล ราชธานีด้วย ได้มีการพูดคุยเรื่องที่นายอนันต์ชัย ไชยเดช ทนายความ ยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อให้เอาผิดในฐานะประธานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) และ ก.ตร.คนอื่นๆ รวมแล้ว 10 คน กรณีแต่งตั้ง พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล เป็น ผบ.ตร.โดย มิชอบว่า ไม่ได้พูดคุยถึงเรื่องดังกล่าวเลย พูดคุยกันแต่เรื่องงานอย่างเดียวว่าเราต้องบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้กับพี่น้องประชาชน ส่วนเรื่องฟ้องร้องต้องเป็นไปตามขั้นตอนตามกฎหมาย

ผู้สื่อข่าวถามว่าวิตกเรื่องดังกล่าวหรือไม่ นายเศรษฐากล่าวยอมรับว่า “ผมวิตกทุกเรื่อง แต่มั่นใจว่าสิ่งที่ผมทำไปนั้นไม่ได้ลุแก่อำนาจและเป็นไปตามรัฐธรรมนูญทุกอย่าง ไม่ได้มีผลประโยชน์แอบแฝงใดๆ ทั้งสิ้น ทำเพื่อพี่น้องประชาชนทุกคน” ต่อข้อถามว่าแม้จะวิตกแต่จะไม่ทำให้เสียสมาธิในการทำงานใช่หรือไม่ นายเศรษฐากล่าวว่า “ผมคิดว่ามาอยู่ในตำแหน่งนี้มีปัญหาเยอะ เราต้องแยกแยะให้ถูกว่าเวลาไหนที่ควรวิตก เวลาไหนทำอะไรได้ก็ทำ อย่างวันนี้มาเรื่องน้ำท่วม มาในเรื่องปัญหาของประชาชนก็โฟกัสเต็ม 100% แต่ถ้าถึงเวลาที่ต้องไปให้การหรือทำในเรื่องกฎหมายก็จะไปทำ”

‘บิ๊กโจ๊ก’ยันไม่เกี่ยวร้องป.ป.ช.

ด้าน พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ให้สัมภาษณ์ว่า “เรื่องการร้อง ป.ป.ช. ผมไม่รู้เรื่องและไม่ได้พูดคุยกับนายอนันต์ชัย ต้องไปถามเขาเอง” ผู้สื่อข่าวถามว่า แสดงว่า พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ไม่เกี่ยวข้องกับกรณีที่นายอนันต์ชัยยื่นร้อง ป.ป.ช.ใช่หรือไม่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์กล่าวว่า “ผมไม่เกี่ยว ไม่เกี่ยว” ต่อข้อถามว่าเป็นเรื่องของนายอนันต์ชัยไปดำเนินการเองใช่หรือไม่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์กล่าวว่า ใช่ ต่อข้อถามถึงการเปิดบิ๊กเซอร์ไพรส์ที่มี พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส อดีต สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ไปกับนายอนันต์ชัยยื่น ป.ป.ช.ด้วยนั้น ได้พูดคุยกับ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์หรือไม่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์กล่าวว่า ไม่รู้เรื่อง ตนไม่ได้คุย เป็นเรื่องของ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ไป

ผู้สื่อข่าวถามว่าต้องมีการชี้แจงเรื่อง ดังกล่าวให้นายกฯ ทราบด้วยหรือไม่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์กล่าวว่า ไม่ ไม่ต้องชี้แจง เมื่อถามว่าเรื่องของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ตอนนี้ถือว่าจบแล้ว และจะไม่มีการฟ้องร้องดำเนินคดีหรือเปิดข้อมูลแล้วใช่หรือไม่ พล.ต.อ. สุรเชษฐ์กล่าวว่า “ผมก็ไม่ได้ทำอะไร”

นายกฯปรับกก.ทำประชามติ

เวลา 11.00 น. ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กทม. นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการเปลี่ยนรายชื่อในคณะกรรมการเพื่อพิจารณาศึกษาแนวทางในการทำประชามติเพื่อแก้ไขปัญหาความเห็นที่แตกต่างในเรื่องรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 ว่า เข้าใจว่าอย่างนั้น เพราะสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาท้วงติงมา ก็ต้องฟัง ไม่เกี่ยวกับเรื่องบุคคล แต่เป็นเรื่องที่สส.ร่วมเป็นคณะกรรมการไม่ได้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายเศรษฐาได้ลงนามคำสั่งนายกฯ ที่ 264 /2566 เรื่อง คำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อพิจารณาศึกษาแนวทางในการทำประชามติเพื่อแก้ไขปัญหาความเห็นที่แตกต่างในเรื่องรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 โดยให้ยกเลิกคำสั่ง นายกฯ ที่ 256/2566 เรื่อง คำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อพิจารณาศึกษาแนวทางในการทำประชามติเพื่อแก้ไขปัญหาความเห็นที่แตกต่างในเรื่องรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 และให้แต่งตั้งคณะกรรมการ มีองค์ประกอบและอำนาจหน้าที่ ดังนี้

1.นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ เป็นประธาน 2.นายวุฒิสาร ตันไชย เป็นรองประธาน คนที่ 1 3.นายกิตติพงษ์ กิตยารักษ์ เป็นรองประธาน คนที่ 2 ส่วนกรรมการ ได้แก่ 4.นายนิกร จำนง เป็นกรรมการและโฆษกคณะกรรมการ 5.พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม 6.นายพิชิต ชื่นบาน ที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี 7.พล.อ.ชัชวาล ขำเกษม 8.พล.ต.อ.วินัย ทองสอง 9.พล.ต.อ. สุเทพ เดชรักษา 10.นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์

‘วุฒิสาร-ดร.เอ้-เจือ’เสียบแทน

11.นายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ 12.นายศุภชัย ใจสมุทร 13.นายวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ 14.นายวิรัช วรศสิริน 15.นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท 16.นายวิเชียร ชุบไธสง 17.นายวัฒนา เตียงกูร 18.นายยุทธพร อิสรชัย 19.นายไพบูลย์ นิติตะวัน 20.นายพรสันต์ เลี้ยงบุญเลิศชัย 21.นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา 22.นายประวิช รัตนเพียร 23.นายธงชัย ไวยบุญญา 24.นายเทวัญ ลิปตพัลลภ 25.นายชาติพงษ์ จีรพันธุ

26.นายชวลิต วิชยสุทธิ์ 27.นายชนาโรจน์ เธียรธนะวัฒน์ 28.นายเจือ ราชสีห์ 29.นายกฤช เอื้อวงศ์ 30.นางสิริพรรณ นกสวนสวัสดี 31.นางประทีป อึ้งทรงธรรม ฮาตะ 32.นาย ธีระพงษ์ พงศ์ศิวะวิลาส ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี 33.นายนพดล เภรีฤกษ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา 34.นายชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 5 ต.ค.เป็นต้นไป

คำสั่งดังกล่าว มีการเปลี่ยนแปลงรายชื่อคณะกรรมการ ที่มาจากตัวแทนพรรคการเมือง โดยรายชื่อบุคคลใหม่ที่เข้ามาประกอบด้วย นายวุฒิสาร ตันไชย นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หรือดร.เอ้ นายวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ นายชวลิต วิชยสุทธิ์ นายเจือ ราชสีห์ และนายกฤช เอื้อวงศ์ ส่วนบุคคลที่ปรับออก ได้แก่ นายชูศักดิ์ ศิรินิล นายนพดล ปัทมะ น.ส.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ นายเดชอิศม์ ขาวทอง นายธนกร วังบุญคงชนะ และนายฐากร ตัณฑสิทธิ์

‘ชูศักดิ์’เผยถกนัดแรก 10 ต.ค.

ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นายชูศักดิ์ ศิรินิล รักษาการหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ว่า 10 ต.ค.นี้ คณะกรรมการศึกษาการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ จะเรียกประชุมเพื่อหารือกรณีพรรคก้าวไกล(ก.ก.) ไม่ได้เข้าร่วม และจะปรับคณะกรรมการใหม่เพิ่มเติมขึ้น ส่วนจะปรับอย่างไรขึ้นอยู่กับนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ ในฐานะประธานกรรมการ ยืนยัน ไทม์ไลน์การศึกษาของคณะกรรมการชุดนี้จะศึกษาให้แล้วเสร็จภายในปีนี้ตามที่ได้ประกาศไว้

เรื่องสำคัญของคณะกรรมการมี 2 เรื่อง 1.จะทำประชามติอย่างไร เพราะความคิดเห็นยังต่างกันอยู่ว่าจะทำกี่ครั้ง และต้องเป็นไปตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ต้องถามประชาชนก่อนว่าเห็นควรให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ คำวินิจฉัยลักษณะนี้ตีความได้ว่าทำประชามติ 2 ครั้ง แต่หลายคนได้อ่านตีความแตกต่างกัน บางคนเห็นว่าต้องทำ 3 ครั้ง ต้องหารือให้ได้ข้อยุติ ส่วนตัวเห็นว่าหากทำร่างแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 256 ผ่านรัฐสภาในวาระ 3 ถึงจะทำประชามติ ซึ่งจะเป็นประชามติครั้งแรก มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ(ส.ส.ร.) มายกร่างใหม่ เมื่อผ่านรัฐสภาก็นำไปทำประชามติ เป็นประชามติครั้งที่ 2 นำขึ้นทูลเกล้าฯ

ต้องหารือ หากเกิดประวัติศาสตร์ซ้ำรอยวาระ 3 เหมือนคราวที่แล้วจะยุ่ง ต้องทำเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญเรื่องแรก และร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขมาตรา 256 ต้องทำ มีบรรจุเรื่อง ส.ส.ร. จะมีการกำหนดเงื่อนไขอะไรบ้าง เช่น รัฐบาลกำหนดห้ามแก้หมวด 1 หมวด 2 หรือที่มา ส.ส.ร. มาจากการเลือกตั้งจากประชาชนทั้งหมด 200 คน หรือจะมีผสมจากการสรรหา ร่างของพรรคเพื่อไทยที่คิดไว้คือ 200 คน เลือกตั้งทั้งหมด ให้ ส.ส.ร.มีอำนาจตั้งกรรมาธิการ (กมธ.) ราว 47 คน ให้มาจากผู้ทรงคุณวุฒิ ที่มาจากคณะต่างๆ ให้มีความหลากหลาย ซึ่งประเด็นนี้ยังถกเถียงกันอยู่ กรรมการชุดนี้ต้องหาข้อยุติตรงนี้ 2 ประเด็นใหญ่ ใช้เวลาไม่นานทันก่อนสิ้นปีนี้

หวั่นกม.นิรโทษปลุกขัดแย้ง

นายชูศักดิ์ ในฐานะประธานกมธ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงข้อวิจารณ์รัฐบาลได้เป็นประธานกมธ.เกี่ยวกับตรวจสอบ เอาไปฟอกรัฐบาลหรือไม่ว่า ยืนยันการทำหน้าที่ด้วยความเป็นกลาง การลงมติจะเป็นไปในรูปแบบของกมธ. จึงไม่หนักใจในการทำหน้าที่นี้หากมีคำร้องเกี่ยวกับคนในรัฐบาล เพราะต้องคำนึงถึงความยุติธรรมและคำนึงถึงกฎหมาย เราไม่มีหน้าที่มาปกป้องใคร ในทัศนะของตนต้อง ทำหน้าที่ย่างตรงไปตรงมาตามกฎหมาย

ส่วนร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมแก่ผู้กระทำความผิดอันเนื่องจากการชุมนุมทางการเมือง ทุกกลุ่มสี่ตั้งแต่ปี 2549 ที่พรรคก้าวไกลยื่นต่อสภา นายชูศักดิ์กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยยังไม่ได้หารือกันว่าสมควรยื่นร่างกฎหมายประกบหรือไม่ เพราะความคิดเห็นของพรรคยังหลากหลาย หากพูดถึงนิรโทษกรรมดูเหมือนเพื่อไทยจะตกเป็นจำเลยในอดีต การนิรโทษกรรมต้องระมัดระวังอย่างยิ่ง อย่าให้ร่างกฎหมายนั้นไปสร้างความขัดแย้งในสังคมมากขึ้น จนกลายเป็นประเด็นใหม่ เพราะปัญหายังไม่จบว่าอะไรคือคดีการเมืองหรืออะไรคือการแสดงออกทางการเมือง ต้องหารือให้ชัดเจน ไม่เช่นนั้นจะโต้เถียงกันไม่จบ

แม้ว่าร่างของพรรคก้าวไกลจะมีคณะกรรมการขึ้นมาวินิจฉัยคดีได้เข้าหลักเกณฑ์ เช่น จะรวมคดีอะไรบ้าง มาตรา 112 เอาไหม 113 เอาไหม 114 เอาไหม คดีชุมนุมทางการเมืองรวมถึงอะไรบ้าง ควรจะพูดเรื่องนี้กันให้จบ ให้ตกผลึก ไม่เช่นนั้นนำเข้าไปพิจารณาจะเป็นปัญหาความขัดแย้ง แต่สำหรับพรรค เพื่อไทยขณะนี้ต้องนำไปหารือกันในพรรคว่าควรจะดำเนินการอย่างไร

ก.ก.หวังผ่านสภาวาระแรก

ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ท่าพระจันทร์ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคก้าวไกล ที่มาร่วมงานครบรอบ “47 ปี 6 ตุลาฯ 2519” ประจำปี 2566 ให้สัมภาษณ์ว่า แม้จะยังไม่มีผลสรุปว่าใครต้องรับผิดชอบกับสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อ 47 ปีที่แล้ว แต่อีกด้านหนึ่งเห็นได้ว่าคนรุ่นนี้เข้าถึงความจริงที่มีคนพยายามปกปิดมาตลอดมากกว่าคนรุ่นตนมากแล้ว นี่คือเหตุผลว่าทำไมพรรค ก้าวไกลพยายามทำงานเพื่อทำให้เหตุการณ์เมื่อ 47 ปีที่แล้วไม่เกิดขึ้นอีก ด้วยการยื่นร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม

นายชัยธวัช ตุลาธน หัวหน้าพรรคก้าวไกล กล่าวว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตยังสะท้อนปัญหาทางการเมืองในสังคมไทยที่ยังเป็นโจทย์ตกค้างมาถึงปัจจุบันหลายเรื่อง คือเหตุผลที่ทำให้พรรคก้าวไกลยื่นร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม ประตู บานแรกที่จะนำไปสู่การหันหน้ามาคุยกัน กระบวนการนิติบัญญัติในสภาจะเป็นพื้นที่ให้เราเอาความเห็นที่ไม่ตรงกันมาออกแบบร่วมกันด้วยความรอบคอบ รอบด้าน มีวุฒิภาวะ มีความชอบธรรมทางประชาธิปไตย ที่รัฐบาล ฝ่ายค้าน รวมทั้ง สว.มีความเห็นที่เป็นจุดร่วมกันได้

ขอเชิญชวนให้ทุกฝ่ายมาพิจารณาร่วมกันเสนอร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมในฉบับของ ตัวเองขึ้นมาด้วยก็ได้ ผ่านวาระ 1 แล้วค่อยไปว่ากันในรายละเอียดที่เห็นต่างกันในวาระที่ 2 และ 3 “ผมคิดว่าใช้กระบวนการทางสภา ดีกว่าใช้อำนาจบริหารอย่างเดียว ถ้าไปออก พ.ร.ก.นิรโทษกรรม ยิ่งเป็นกระบวนการที่รวบรัดและขาดการมีส่วนร่วม แต่กระบวนการทางสภาผ่านหลายขั้นตอน”

47 ปี 6 ตุลา – ศ.ดร.ธงชัย วินิจจะกูล อดีตผู้นำนักศึกษาที่อยู่บนเวทีคนสุดท้ายใน วันที่ 6 ตุลาฯ ขึ้นเล่ารำลึกเหตุการณ์เมื่อ 47 ปีก่อน ในงาน 47 ปี 6 ตุลาฯ 2519 ที่สนามฟุตบอลมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เมื่อวันที่ 6 ต.ค.

นักการเมืองร่วมรำลึก 6 ตุลาฯ 19

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา 07.30 น. บริเวณสวนประติมากรรมประวัติศาสตร์ธรรมศาสตร์กับการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ท่าพระจันทร์ จัดงาน ครบรอบ “47 ปี 6 ตุลาฯ 2519” ประจำปี 2566 เริ่มจากพิธีตักบาตรพระสงฆ์ 19 รูป จากนั้นนางเกศินี วิฑูรชาติ อธิการบดี มธ. กล่าวเปิดและร่วมยืนไว้อาลัยแด่ผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ 19 ตุลา วางพวงหรีดและช่อดอกไม้ที่หน้าปติมา นุสรณ์ 6 ตุลา 2519 จากผู้แทนองค์กรต่างๆ รวมถึงพรรคการเมืองทั้งพรรคเพื่อไทย พรรคก้าวไกล พรรคประชาธิปัตย์ พรรคไทย สร้างไทย ที่มาร่วมงาน

นายษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี วิทยาลัย สหวิทยาการ มธ. ปาฐกาถารำลึกเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ 2519 “แด่ทุกต้นกล้าความฝัน : ตื่นจากฝันร้ายของอำนาจนิยมและทุนผูกขาดสู่ รัฐสวัสดิการ” ว่า เหตุการณ์ปี 2519 ไม่ใช่อุบัติเหตุ 5 ต.ค.2519 เป็นการตระเตรียมการใช้ความรุนแรง เราไม่สามารถถอดบทเรียนได้ ในห้องเรียนตนถูกตั้งคำถามโดยนักศึกษาว่า เขาถามคนเดือนตุลาฯ พวกเขาที่สูญเสียไม่อยากจดจำว่าตนเองเป็นนักสังคมนิยม เพราะมีบางคนกอบเกี่ยวชื่อเพื่อน วีรกรรมและซากศพเพื่อนขึ้นไปกอบกุมอำนาจมากมาย ไปเสียตอนแก่ ไปมีอำนาจเป็นรัฐมนตรี เป็นผู้นำประเทศ เป็นข้าราชการระดับสูง

ฝ่ายขวาใช้ประโยชน์ทำลายคนที่กอบกู้ประชาธิปไตย ส่วนฝ่ายซ้ายใช้ประโยชน์เก็บเกี่ยวก้าวเข้าสู่อำนาจต่อไป ไม่ว่าพวกเราจะรู้จัก 6 ตุลาฯหรือไม่ หรือรู้จักในรูปแบบใด แต่สะท้อนว่าคนธรรมดาล้วนปรารถนาให้สังคมดีขึ้น เท่าเทียม เสมอภาคกันมากขึ้น

‘หนู’นำภท.สัมมนาที่บุรีรัมย์

เมื่อเวลา 14.40 น. ที่โรงแรมโมเดนา บาย เฟรเซอร์ จ.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) จัดสัมมนา สส. “พูดแล้วทำ” โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นประธาน พร้อมด้วยนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ เลขาธิการพรรค และบรรดารัฐมนตรีของพรรค อาทิ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศึกษาธิการ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.แรงงาน รองหัวหน้าพรรค นายชาดา ไทยเศรษฐ์ รมช.มหาดไทย รองหัวหน้าพรรค นายทรงศักดิ์ ทองศรี รมช.มหาดไทย รองหัวหน้าพรรค นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมช.ศึกษาธิการ เข้าร่วมสัมมนา

นายอนุทินกล่าวเปิดงานสัมมนาว่า ก่อนหน้านี้ตนเคยพูดไว้ว่า วันหนึ่งจะมี สส.นั่งเต็มห้องประชุม แล้ววันนี้ก็ทำได้แล้ว ถือเป็นการสร้างผลงานของทุกคน ส่วนคนที่ยังไม่สามารถกลับเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรในสมัยนี้ได้ ขอขอบคุณในความทุ่มเทเสียสละ ที่ทุกคนทำงานอย่างหนัก และใช้ความสามารถ ทุกอย่างที่มีอยู่ เพื่อให้ได้รับความไว้วางใจจากประชาชน แต่ต้องเชื่อว่าการที่ไม่ประสบความสำเร็จ ไม่ใช่ความล้มเหลว เพียงแต่ยังทำงานไม่เข้าตาประชาชนมากพอ ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนอย่าท้อถอย และทุ่มเทให้กับประชาชนต่อไป เชื่อว่าหากตั้งใจทำงานให้ประชาชนอีกครั้ง แม้ไม่มีตำแหน่ง จะสามารถกลับมาเป็น สส.ได้อีกครั้ง

“กราบขอโทษบางคนที่ไม่สามารถพากลับเข้ามาในสภาได้ แต่ขอย้ำว่าในภาพรวมพรรคภูมิใจไทยเติบโตขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ และสามารถวางบทบาทให้ได้เป็นพรรคร่วมรัฐบาลได้ สามารถกำกับดูแลได้ถึง 4 กระทรวง ซึ่งถือเป็นกระทรวงหลักๆ คือ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงแรงงาน และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม” นายอนุทินกล่าว

ไม่ปิดโอกาสคนใหม่เข้าซบ

นายอนุทินให้สัมภาษณ์ว่า เราเชิญสมาชิกทั่วประเทศมาทำความเข้าใจ และย้ำถึงภารกิจหน้าที่ของสส. ตลอดจนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองว่าควรต้องปฏิบัติตนอย่างไร ต้องตอบสนองนโยบายพรรค นโยบายรัฐบาลอย่างไร พร้อมกับให้กำลังใจผู้ที่เข้ามาทำหน้าที่ในสภาไม่ได้ ตลอดจนกำหนดบทบาทให้สมาชิกพรรคในพื้นที่ได้มีโอกาสในการสร้างผลงานให้ประชาชนเชื่อมั่น เพื่อที่จะได้โอกาสกลับมารับใช้พี่น้องประชาชนอีกครั้ง เราพยายามทำให้ดี ตั้งใจทำงานทุกวัน จึงมั่นใจว่าผลลัพธ์ของการทำงานหนัก ประชาชนจะให้โอกาสพรรคภูมิใจไทยเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา

“ผมแจ้งในพรรคว่าตั้งแต่ปี 2552 จนถึงปัจจุบันพรรคไม่เคยถดถอย จากพรรคเล็ก มาเป็นพรรคขนาดกลาง และมาเป็นพรรคใหญ่ ถือว่าเป็นแนวโน้มที่พุ่งไปข้างหน้า ผมหวังว่าความต่อเนื่องนี้จะดำเนินต่อไป เราจะไม่ถดถอยเรื่องการทำงาน และพร้อมจะเต็มที่ทุกหน้าที่” นายอนุทินกล่าว

เมื่อถามว่าพรรคภูมิใจไทยเป็นเป้าหมายของนักการเมืองต่างพรรคในอนาคต นายอนุทินกล่าวว่า คิดว่าจำนวนของสมาชิกพรรคในสภา ขณะนี้อยู่ในอัตราส่วนที่มีความเหมาะสม อยู่แล้ว ซึ่งอยู่ที่เขาจะมีความจำเป็นอย่างไร หรือเชื่อมั่นในพรรคการเมืองนั้นอย่างไร คงคุยกันเมื่อถึงเวลาอันควร แต่คงไม่ใช่เวลานี้

‘ชัยเกษม-สงคราม’ไขก๊อกสส.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักเลขาธิการสภา ผู้แทนราษฎร ได้เลื่อนลำดับ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย 2 คน ขึ้นมาแทน สส.ที่ได้ ลาออก คือ ทพญ.ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ ขึ้นมาเป็น สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 30 แทน นายชัยเกษม นิติสิริ และ น.ส.เพ็ญชิสา หงษ์อุปถัมภ์ชัย ขึ้นมาเป็น สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 31 แทน นายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ ที่ลาออกจาก สส.บัญชีรายชื่อ

รายงานข่าวที่ใกล้ชิดกับนายสงคราม ระบุว่า นายสงครามได้ลาออกจากการเป็น สส.เมื่อวันที่ 2 ต.ค. โดยไม่ได้ชี้แจงเหตุผล แต่ยังคงเป็นสมาชิกของพรรคเพื่อไทย

นายชัยเกษมกล่าวว่า ได้ยื่นลาออกจากการเป็น สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย เมื่อวันที่ 5 ต.ค.ที่ผ่านมา แต่ยังไม่ได้แจ้งต่อคณะกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) เพราะเห็นว่า เมื่อเป็น สส.แต่ไม่ได้มีบทบาทอะไรมาก จึงตัดสินใจว่าจะมองหาบทบาทอื่นที่เป็นประโยชน์ต่อพรรคเพื่อไทยมากกว่า และกำลังมองหาอยู่ว่าพรรคจะมอบหมายบทบาทใดให้ ยืนยันว่าไม่ได้มีปัญหาอะไรภายในพรรค

เปิดเซฟ‘ชาดา-ชัยชนะ’ปืนเพียบ

วันเดียวกัน สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เปิดเผยบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินสส. เข้ารับตำแหน่ง 4 ก.ค.2566 จำนวน 77 ราย และเข้ารับตำแหน่ง 12 ก.ค. 1 ราย อาทิ นายชาดา ไทยเศรษฐ์ รมช.มหาดไทย สส.อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย แจ้งสถานภาพหย่า มีทรัพย์สิน 147,727,537.25 บาท ซึ่งรวมถึงโค 156 ตัว กระบือ 135 ตัว ม้า 2 ตัว ที่ดิน 57 แปลง พระเครื่อง 18 องค์ มูลค่า 14.9 ล้านบาท อาวุธปืน 23 กระบอก มูลค่า 1.3 ล้านบาท

นายชัยชนะ เดชเดโช สส.นครศรีธรรมราช รักษาการรองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมคู่สมรสมีทรัพย์สิน 173,592,108.15 บาท หนี้สิน 69,042,388.25 บาท รวมถึงปืนยาวลูกซอง 2 กระบอก, ปืนสั้น 4 กระบอก, ไรเฟิล 1 กระบอก

ด้าน น.ส.ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ สส.กทม.พรรคเพื่อไทย สถานภาพโสด มีทรัพย์สิน 43,876,532 บาท รวมถึงกระเป๋าแบรนด์เนมแอร์เมส หลุยส์วิตตอง ชาเนล โกยาด พราด้า 18 ใบ พระและสร้อยคอทองคำ เขี้ยวเสือหลวงพ่อปาน ปืน 4 กระบอก

นายดนุพร ปุณณกันต์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย พร้อมคู่สมรส น.ส.สุวนันท์ คงยิ่ง และบุตร มีทรัพย์สิน 593,384,630.50 บาท รวมทั้งพระเครื่องจำนวนมาก อาทิ หลวงปู่โต๊ะ หลวงปู่ทิม หลวงพ่อเงินวัดบางคลาน สมเด็จร้อยปี มีหนี้สิน 2,381,841.71 บาท

น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคก้าวไกล แจ้งสถานภาพโสด มีทรัพย์สินทั้งสิ้น 5,129,660 บาท หนี้สิน 1,961,419 บาท

นายพิบูลย์ รัชกิจประการ สส.สตูล พรรคภูมิใจไทย มีทรัพย์สินรวม 2,545,827,428 บาท เป็นทรัพย์สินนายพิบูลย์ 2,262,459,004 บาท รวมทั้งปืน 5 กระบอก ทรัพย์สินนางทิพรัตน์ รัชกิจประการ คู่สมรส 283,368,423 บาท และแจ้งว่ามีหนี้สิน 62,455,256 บาท เป็นเงินเบิกเกินบัญชี เงินกู้จากธนาคารและสถาบันการเงินอื่น

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน