สส.ศักดิ์ดา ชงฟื้น‘ฟลัดเวย์’ โปรเจ็กต์แก้ท่วมยุคนายกฯ ‘ยิ่งลักษณ์’ สทนช.เตือนร่องมรสุมทำให้เกิดฝนตกหนักสะสมทั้งประเทศไทย เฝ้าระวังดินถล่มน้ำล้นตลิ่งตั้งแต่เหนือจดใต้ ปภ.ประสาน 10 จว. ลุ่มเจ้าพระยา รวมถึงกรุงเทพฯ รับมือน้ำท่วม เหตุเขื่อนเจ้าพระยาต้องระบายน้ำเหนือเพิ่ม 6 หมู่บ้านเด่นชัย จ.แพร่ อพยพวุ่นน้ำป่าบ่าท่วมกลางดึก ทองผาภูมิฝนถล่มหนัก เซาะถนนพัง

เตือนดินถล่ม-น้ำล้นตลิ่ง
เมื่อวันที่ 8 ต.ค. นายคารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จากรายงานของสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ที่ได้ติดตามสถานการณ์น้ำในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา มีร่องมรสุมทำให้เกิดฝนตกหนักสะสมทั้งประเทศไทย ทำให้มีปริมาณน้ำในลำน้ำเพิ่มมากขึ้น โดยคาดการณ์ในช่วงวันที่ 8-11 ต.ค. จะมีฝนตกหนักถึงหนักมาก ในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ ทั้งนี้ สทนช. ได้วิเคราะห์คาดการณ์จะมีปริมาณน้ำเพิ่มขึ้น ซึ่งส่งผลให้ล้นตลิ่งบริเวณพื้นที่ลุ่มต่ำริมลำน้ำ โดยมีพื้นที่เสี่ยงต้องเฝ้าระวัง ในช่วงวันที่ 9-15 ต.ค. ดังนี้

1. เฝ้าระวังน้ำหลากดินถล่ม ได้แก่ 1.1 ภาคเหนือ จ.เชียงใหม่ (อ.ฝาง, อมก๋อย และจอมทอง) จ.กำแพงเพชร (อ.คลองลาน, คลองขลุง และปางศิลาทอง) จ.อุตรดิตถ์ (อ.ตรอน) จ.ตาก (อ.อุ้มผาง, แม่สอด, แม่ระมาด, พบพระ, วังเจ้า และบ้านตาก) จ.พะเยา (อ.เมืองพะเยา) จ.แพร่ (อ.วังชิ้น) จ.พิษณุโลก (อ.นครไทย) จ.นครสวรรค์ (อ.แม่วงก์) จ.อุทัยธานี (อ.บ้านไร่ และลานสัก) จ.เพชรบูรณ์ (อ.เมืองเพชรบูรณ์, หนองไผ่ และน้ำหนาว)

1.2 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จ.ขอนแก่น (อ.โคกโพธิ์ไชย และโนนศิลา) จ.นครราชสีมา (อ.เมืองนครราชสีมา, โนนไทย, โนนสูง, เฉลิมพระเกียรติ, จักราช, พิมาย, ลำทะเมนชัย, ชุมพวง และเมืองยาง) จ.ชัยภูมิ (อ.เมืองชัยภูมิ, คอนสาร และเกษตรสมบูรณ์) จ.มุกดาหาร (อ.คำชะอี และเมืองมุกดาหาร) จ.อุดรธานี (อ.เมืองอุดรธานี) จ.อุบลราชธานี (อ.เมืองอุบลราชธานี และวารินชำราบ)

1.3 ภาคกลาง จ.กาญจนบุรี (อ.ทองผาภูมิ และศรีสวัสดิ์) จ.ชัยนาท (อ.เมืองชัยนาท, เนินขาม และหันคา) จ.สุพรรณบุรี (อ.เดิมบางนาง บวช, หนองหญ้าไซ, สามชุก และดอนเจดีย์)

1.4 ภาคตะวันออก จ.ปราจีนบุรี (อ.เมืองปราจีนบุรี, ประจันตคาม, ศรีมหาโพธิ, นาดี และกบินทร์บุรี) จ.สระแก้ว (อ.เมืองสระแก้ว) จ.จันทบุรี (อ.เมืองจันทบุรี, แก่งหางแมว, ขลุง, มะขาม และท่าใหม่) จ.ตราด อ.เมืองตราด, บ่อไร่, เขาสมิง และแหลมงอบ) จ.ระยอง (อ.ปลวกแดง)

1.5 ภาคใต้ จ.นราธิวาส (อ.สุไหงปาดี และสุคิริน) จ.พังงา (อ.คุระบุรี) จ.ระนอง (อ.เมืองระนอง และกะเปอร์)

ช่วยน้ำท่วม – นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รองนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยนายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ นายสุธรรม แสงประทุม นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด สส.พรรคเพื่อไทย ลงพื้นที่จ.ร้อยเอ็ด เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำท่วมและมอบถุงยังชีพให้แก่ผู้ประสบภัย ที่อ.เสลภูมิ จ.ร้อยเอ็ด

แม่น้ำสายหลักปริ่ม
2.เฝ้าระวังน้ำล้นตลิ่งบริเวณพื้นที่ลุ่มต่ำ ริมแม่น้ำ ดังนี้ 2.1 แม่น้ำมูน ได้แก่ อ.เมืองอุบลราชธานี, วารินชำราบ และพิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานี ทั้งนี้การบริหารจัดการในพื้นที่ลุ่มน้ำชี และลุ่มน้ำมูน บริหารจัดการโดยคณะทำงานอำนวยการบริหารจัดการน้ำส่วนหน้าในพื้นที่เสี่ยงอุทกภัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งมีการประชุม บูรณาการข้อมูล เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำเกิดประโยชน์สูงสุด โดยเก็บกักน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้งให้ได้มากที่สุด และการระบายน้ำให้เกิดผลกระทบกับพี่น้องประชาชนให้น้อยที่สุด

2.2 แม่น้ำเจ้าพระยา คาดการณ์จะมีน้ำหลากจากพื้นที่ตอนบนของลุ่มน้ำ เขื่อนเจ้าพระยาต้องเพิ่มการระบายน้ำในอัตรามากกว่า 1,500 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ต่อวินาที โดยจะส่งผลให้ระดับน้ำบริเวณพื้นที่ลุ่มต่ำนอกคันกั้นน้ำ วัดไชโย คลองโผงเผง จ.อ่างทอง, อ.พรหมบุรี, เมืองสิงห์บุรี และอินทร์บุรี จ.สิงห์บุรี, คลองบางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา และต.หัวเวียง อ.เสนา, ต.ลาดชิด-ต.ท่าดินแดง อ.ผักไห่ จ.พระนครศรีอยุธยา เพิ่มสูงขึ้นประมาณ 0.20-0.80 เมตร

ทั้งนี้การบริหารจัดการในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาได้บริหารจัดการโดยคณะทำงานอำนวยการบริหารจัดการน้ำส่วนหน้าในพื้นที่เสี่ยงอุทกภัยภาคกลาง ซึ่งมีการประชุมบูรณาการข้อมูลเพื่อให้การบริหารจัดการน้ำเกิดประโยชน์สูงสุด โดยเก็บกักน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้งให้ได้มากที่สุด และการระบายน้ำให้เกิดผลกระทบกับพี่น้องประชาชนให้น้อยที่สุด

2.3 แม่น้ำท่าจีน ได้แก่ อ.เมืองสุพรรณบุรี และสองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี, อ.บางเลน และนครชัยศรี จ.นครปฐม 2.4 แม่น้ำปราจีนบุรี ได้แก่ อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี

“จากการลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำในพื้นที่ จ.อุบลราชธานี และจ.ยโสธร ของนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง กำชับให้ทุกส่วนราชการเตรียมความพร้อมรองรับสถานการณ์น้ำอย่างเต็มที่ ยืนยันรัฐบาลให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการน้ำ ทั้งในส่วนของน้ำท่วม และการกักเก็บน้ำเพื่อการเกษตร นายกฯ ย้ำรัฐบาลจะไม่ปล่อยให้ปัญหาเกิดขึ้นซ้ำซากไปเรื่อยๆ ทุกหน่วยงานจะต้องปรับเปลี่ยนแนวคิด ทำให้ไม่เกิดน้ำท่วม หรือเกิดให้น้อยที่สุด ขอเตือนประชาชนเฝ้าระวังน้ำล้นตลิ่งบริเวณพื้นที่ลุ่มต่ำริมแม่น้ำ และขอให้ติดตามการแจ้งเตือนสถานการณ์น้ำจากส่วนราชการอย่างใกล้ชิด เตรียมพร้อมขนของขึ้นสู่บริเวณที่สูงหรืออพยพทันที หากได้รับการแจ้งเตือน เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน” นายคารมกล่าว

ช่วยอพยพ – เจ้าหน้าที่ช่วยชาวบ้านขนย้ายทรัพย์สินที่จำเป็น อพยพไปอาศัยในที่ปลอดภัยชั่วคราว หลังน้ำป่าจากภูดอกบัวหลากเข้าท่วม หมู่บ้านน้ำพรเจริญ ม.6 ต.ปากตม อ.เชียงคาน จ.เลย เมื่อวันที่ 8 ต.ค.

ลุ่มเจ้าพระยาระทึก
วันเดียวกัน กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ฐานะกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง (กอปภ.ก.) ได้รับแจ้งจากกรมชลประทานว่า จากอิทธิพลของร่องมรสุมทำให้เกิดฝนตกหนักสะสมทั้งประเทศไทย ทำให้มีปริมาณน้ำในลำน้ำเพิ่มมากขึ้นในช่วงวันที่ 8-11 ต.ค. บริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลางและภาคใต้ ส่งผลให้น้ำล้นตลิ่งบริเวณพื้นที่ลุ่มต่ำริมลำน้ำ ในช่วงวันที่ 9-15 ต.ค.

โดยเฉพาะแม่น้ำเจ้าพระยา คาดการณ์ปริมาณน้ำที่สถานี C.2 อ.เมือง จ.นครสวรรค์ จะมีปริมาณน้ำไหลผ่าน ประมาณ 1,800-1,900 ลบ.ม.ต่อวินาที และจะมีปริมาณน้ำจากแม่น้ำสะแกกรังและลำน้ำสาขาประมาณ 200-300 ลบ.ม.ต่อวินาที ซึ่งทำให้ปริมาณน้ำที่เหนือเขื่อนเจ้าพระยา มีปริมาณระหว่าง 2,000-2,200 ลบ.ม.ต่อวินาที มีความจำเป็นต้องระบายน้ำผ่านท้ายเขื่อนเจ้าพระยา ในอัตราระหว่าง 1,500-1,800 ลบ.ม.ต่อวินาที ทำให้พื้นที่ลุ่มต่ำนอกคันกั้นน้ำบริเวณคลองโผงเผง จ.อ่างทอง คลองบางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา และต.หัวเวียง อ.เสนา ต.ลาดชิด ต.ท่าดินแดง อ.ผักไห่ จ.พระนครศรีอยุธยา (แม่น้ำน้อย) มีระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นจากปัจจุบันอีกประมาณ 0.20-0.80 เมตร อาจส่งผลกระทบต่อพื้นที่ชุมชน ตั้งแต่วันที่ 9 ต.ค.เป็นต้นไป

เตือน 10 จว.-กทม.รับน้ำ
กอปภ.ก.ประสาน 10 จังหวัด ได้แก่ อุทัยธานี ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง สุพรรณบุรี พระนครศรีอยุธยา ลพบุรี ปทุมธานี นนทบุรี และสมุทรปราการ รวมถึงกรุงเทพฯ ประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ภาคเอกชนที่ประกอบกิจการในแม่น้ำ อาทิ งานก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่ง แพร้านอาหาร ท่าเทียบเรือโดยสารสาธารณะ ตลอดจนประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนประชาชนที่อาศัยอยู่ริมสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำน้อย ให้เฝ้าระวังติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด

โดยเฉพาะจุดเสี่ยงที่ลุ่มต่ำริมแม่น้ำ ให้เฝ้าระวังระดับน้ำที่เพิ่มสูงขึ้นและเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์น้ำ รวมถึงเตรียมพร้อมในการขนย้ายสิ่งของขึ้นที่สูงให้พ้นจากแนวน้ำท่วม ตลอดจนประสานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ ตรวจสอบแนวคันกั้นน้ำและแนวป้องกันน้ำท่วมให้มีความแข็งแรง เพื่อป้องกันระดับน้ำล้นข้ามแนวคันกั้นน้ำ อีกทั้งจัดเตรียมวัสดุอุปกรณ์ เครื่องจักรกลด้านสาธารณภัย เพื่อเตรียมความพร้อมปฏิบัติการให้ความช่วยเหลือประชาชนตลอด 24 ชั่วโมง

สำหรับประชาชนขอให้ติดตามข่าวสารจากทางราชการอย่างใกล้ชิด ปฏิบัติตาม คำแนะนำอย่างเคร่งครัด และเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ภัยที่อาจเกิดขึ้น และหากได้รับความเดือดร้อนจากสาธารณภัย สามารถแจ้งเหตุและขอความช่วยเหลือได้ ทางไลน์ “ปภ.รับแจ้งเหตุ 1784” โดยเพิ่มเพื่อน Line ID @1784DDPM และสายด่วนนิรภัย 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง นอกจากนี้ ประชาชนยังสามารถติดตามประกาศการแจ้งเตือนภัยได้ที่แอพพลิเคชั่น “THAI DISASTER ALERT” ทุกที่ทุกเวลา

ผลักดันน้ำ – กองทัพเรือส่งขบวนรถลำเลียงเรือผลักดันน้ำ พร้อมกำลังพลจากอู่ทหารเรือพระจุลจอมเกล้า อ.พระสมุทรเจดีย์ จ.สมุทรปราการ ไปผลักดันน้ำในแม่น้ำนครนายกลงแม่น้ำบางปะกง ช่วยบรรเทาน้ำท่วมใน อ.องครักษ์ จ.นครนายก เมื่อวันที่ 8 ต.ค.

ทร.ส่งเรือพลักดันน้ำ
ขณะที่ พล.ร.ท.พาสุกรี วิลัยรักษ์ เจ้ากรมกิจการพลเรือนทหารเรือ ในฐานะหัวหน้าฝ่ายกิจการพลเรือน ศูนย์บรรเทาสาธารณภัย กองทัพเรือ เป็นประธานปล่อยขบวนรถลำเลียงเรือผลักดันน้ำ พร้อมกำลังพลเพื่อไปปฏิบัติภารกิจผลักดันน้ำในพื้นที่ อ.องครักษ์ จ.นครนายก ณ อู่ทหารเรือพระจุลจอมเกล้า กรมอู่ทหารเรือ อ.พระสมุทรเจดีย์ จ.สมุทรปราการ

ตามที่จังหวัดนครนายก ได้ทำหนังสือขอรับการสนับสนุนเรือผลักดันน้ำ พร้อมกำลังพล อุปกรณ์และยุทโธปกรณ์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการระบายน้ำที่ท่วมขังในพื้นที่ลงสู่แม่น้ำบางปะกง ในพื้นที่ อ.องครักษ์ จำนวน 2 จุด ได้แก่ บริเวณสะพานโยทะกา ต.บางสมบูรณ์ และบริเวณสะพานข้ามแม่น้ำนครนายก ต.ทรายมูล

จากสถานการณ์ฝนตกหนักในพื้นที่จังหวัดนครนายก ช่วงวันที่ 27-29 ก.ย.ที่ผ่านมา ทำให้มีปริมาณน้ำในลำคลองสายต่างๆ ไหลสะสมลงสู่แม่น้ำนครนายกในปริมาณมาก ทำให้เกิดน้ำเอ่อล้นตลิ่งและขังระบายไม่ทันในพื้นที่ลุ่มต่ำ ไหลหลากเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชน และพื้นที่การเกษตรได้รับความเสียหายจำนวนมาก

ประกอบกับกรมอุตุนิยมวิทยาพยากรณ์อากาศในช่วงวันที่ 6-8 ตุลาคม 2566 ร่องมรสุมพาดผ่านภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง มีหย่อมความกดอากาศต่ำปกคลุมด้านตะวันตกของประเทศไทย ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกองทัพเรือ ได้สั่งการให้กรมอู่ทหารเรือ จัดตั้งหน่วยเฉพาะกิจผลักดันน้ำในพื้นที่จังหวัดนครนายก โดยจัดเรือผลักดันน้ำ จำนวน 40 ลำ พร้อมกำลังพล อุปกรณ์ และยุทโธปกรณ์ จากอู่ทหารเรือพระจุลจอมเกล้า กรมอู่ทหารเรือ สนับสนุนการปฏิบัติภารกิจตามที่จังหวัดนครนายกร้องขอ โดยจะติดตั้งเรือผลักดันน้ำทั้ง 2 จุด จำนวนจุดละ 20 ลำ และจะเดินเครื่องผลักดันน้ำทันทีเมื่อติดตั้งเสร็จ เพื่อเร่งบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน อ.องครักษ์ จ.นครนายก ให้กลับเข้าสู่สภาวะปกติโดยเร็ว

จี้ปลุกโครงการฟลัดเวย์
วันเดียวกัน นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ สส.จังหวัดกาญจนบุรี พรรคเพื่อไทย (พท.) เขต 4 กล่าวว่า ปัญหาน้ำท่วมนั้นมันเกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี จากการที่ได้ดูข้อมูลย้อนหลังไปในช่วงปี พ.ศ.2554 เกิดปรากฏการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ เชื่อว่าประชาชนทุกคนคงจำได้เพราะในปีนั้นเกิดมีฝนตกลงมาเป็นจำนวนมาก ทำให้น้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาไม่สามารถที่จะรองรับมวลน้ำที่ไหลลงมาจากทางภาคเหนือได้

รัฐบาลในช่วงนั้นคือ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี มีนโยบายที่จะสร้างโครงการฟลัดเวย์ 2 ข้างทางของแม่น้ำเจ้าพระยาที่เราเรียกว่าฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตก เพื่อระบายน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาข้างละ 1,000 ลบ.ม. เพื่อป้องกันไม่ให้มวลน้ำไหลเข้าท่วมกรุงเทพฯ และปริมณฑล ส่วนน้ำที่เข้าท่วมจะเป็นน้ำที่เอ่อล้นมาจากแม่น้ำเจ้าพระยา แต่เป็นที่น่าเสียดายเนื่องจากโครงการนี้ไม่เกิดขึ้นเพราะเกิดการปฏิวัติ เสียก่อน เชื่อว่าหากไม่เกิดการรัฐประหาร โครงการฟลัดเวย์ของนายกยิ่งลักษณ์คงดำเนินการก่อสร้างเสร็จไปแล้ว

โครงการฟลัดเวย์ไม่ใช่เป็นโครงการระบายน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ทั้ง 2 ฟากฝั่งของโครงการยังมีถนนที่ใช้เดินทางจากภาคตะวันตกไปยังภาคเหนือ และจากภาคตะวันออกไปยังภาคเหนืออีกด้วย พรรคเพื่อไทยได้เสนอเป็นนโยบายเอาไว้ในข้อ 8 วรรคสอง มั่นใจว่าโครงการนี้จะสำเร็จได้ในรัฐบาลพรรคเพื่อไทยยุคนี้ เพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วมของคนภาคกลางรวมทั้งกรุงเทพฯ และปริมณฑลได้เป็นอย่างดี

แพร่หนีน้ำป่าระทึก
ด้านสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่จังหวัดต่างๆ เมื่อกลางดึกที่ผ่านมา เกิดเหตุน้ำป่าจากลำห้วยแม่ปานล้นตลิ่ง เนื่องจากฝนตกหนักไหลเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชน หมู่ที่ 1, 3, 7, 9, 11 และหมู่ที่ 12 ต.ไทรย้อย อ.เด่นชัย จ.แพร่ โดยได้แจ้งเตือนประชาชนให้ขนย้ายทรัพย์สิน สิ่งของขึ้นบนที่สูง และอ.เด่นชัย นำโดยนายประจักษ์ จินดาจำรูญ นายอำเภอเด่นชัย นายเสถียร อิสระเศรษฐพงศ์ ปลัดอำเภอ พร้อมด้วยสมาชิก อส. กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ฯลฯ ร่วมกับนายก อบต.ไทรย้อย พนักงาน และประชาชนในหมู่บ้าน ระดมกำลังช่วยขนย้ายสิ่งของและทรัพย์สินของประชาชนได้เป็นส่วนใหญ่

ล่าสุดระดับน้ำลดลงเป็นปกติแล้ว โดยไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต เจ้าหน้าที่เร่งระดมกำลังช่วยเหลือประชาชนในการล้างทำความสะอาดบ้านเรือนและสำรวจความเสียหาย เพื่อให้ความช่วยเหลือต่อไป

ส่วนที่อ.เชียงคาน จ.เลย เกิดฝนตกหนักตลอดคืนที่ผ่านมา เกิดน้ำป่าไหลหลากจากภูดอกบัวท่วมบ้านเรือนราษฎร บ.น้ำพรเจริญ หมู่ที่ 6 ต.ปากตม หลายหลังคาเรือน เจ้าหน้าที่เร่งช่วยขนย้ายสิ่งของไว้บนที่สูงพร้อมนำประชาชน เจ้าของบ้านไปพักอยู่ที่ปลอดภัย เนื่องจากปริมาณน้ำอาจจะสูงเพิ่มขึ้นมาได้และน้ำป่าอาจจะมาหลากอีกครั้ง โดยนายบุญมี จันทสาน นายก อบต.ปากตม พร้อมด้วย นายอำนาจ วรินทรา นักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และเจ้าหน้าที่ อพปร. กู้ภัยในพื้นที่ ออกให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัย มีการเข้าไปขนของขึ้นที่สูง และสำรวจพื้นที่ ตลอดจนมอบถุงยังชีพชั่วคราว

กาญจน์จมหลายจุด
วันเดียวกัน ร.ท.ทศพล ไชยโกมินทร์ ผวจ.กาญจนบุรี เผยว่า สถานการณ์ฝนตกหนักในพื้นที่มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 5 ต.ค.ที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน ส่งผลให้เกิดน้ำป่าไหลหลาก น้ำท่วมฉับพลัน และท่วมขังในหลายพื้นที่ ทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนด้านที่อยู่อาศัย สิ่งสาธารณประโยชน์ รวมทั้งทรัพย์สินทางการเกษตรได้รับความเสียหาย เพื่อให้การเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์อุทกภัยและการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ จึงเน้นย้ำให้ทุกอำเภอดำเนินการ ดังนี้

1.เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อุทกภัย โดยติดตาม วิเคราะห์ข้อมูลสภาพอากาศ สถานการณ์น้ำ และประเมินสถานการณ์ในพื้นที่ที่อาจส่งผลให้เกิดสาธารณภัยในช่วงฤดูฝนอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งแจ้งเตือนประชาชนในชุมชน และหมู่บ้าน ผ่านทางหอกระจายข่าว ไลน์กลุ่มตำบลหมู่บ้าน และชุมชน อย่างต่อเนื่องทุกวัน

2.จัดเวรเจ้าหน้าที่เป็นชุดเคลื่อนที่เร็ว เพื่อเตรียมความพร้อมเฝ้าระวังและช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันท่วงที 3.ตรวจสอบความมั่นคงของผนังกั้นน้ำ สะพาน ตลอดจนโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ให้มีความมั่นคงปลอดภัย เส้นทางคมนาคมที่อาจจะได้รับผล กระทบโดยจัดให้มีการติดตั้งป้ายเตือน อุปกรณ์ และสัญญาณไฟ เพื่อความปลอดภัยของประชาชน

4.เมื่อเกิดสถานการณ์ ให้เร่งดำเนินการสำรวจและให้ความช่วยเหลือตามระเบียบและหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนโดยเร็ว และ 5.ให้บูรณาการหน่วยงานทุกภาคส่วน ทั้งฝ่ายปกครอง ตำรวจ หน่วยงานทหารในพื้นที่ อาสาสมัคร และประชาชนจิตอาสา เพื่อสำรวจ ซ่อมแซม ฟื้นฟูความเสียหายด้านต่างๆ ให้กลับคืนสู่สภาพสภาวะปกติโดยเร็ว

ด้าน นายชาคริต ตันพรุฬห์ นายอำเภอทองผาภูมิ กล่าวว่า จากสถานการณ์ฝนตกหนักในพื้นที่อำเภอทองผาภูมิ ช่วงระหว่างวันที่ 5-6 ตุลาคม ที่ผ่านมานั้น ส่งผลให้ต.ลิ่นถิ่น มีสะพานเหล็กข้ามลำห้วยลิ่นถิ่นโดนกระแสน้ำป่าพัดชำรุดเสียหายลอยไปกับสายน้ำ 1 แห่ง ถนนชำรุด 3 จุด ส่วนในพื้นที่ตำบลสหกรณ์นิคม ฝายบ้านดินโส ของกรมชลประทานก่อสร้างไว้สำหรับเป็นแหล่งน้ำอุปโภคบริโภคและเพื่อการเกษตร อายุกว่า 30 ปีได้รับความเสียหายความกว้างกว่า 3 เมตร อำเภอทองผาภูมิจะเร่งสำรวจเพื่อทำรายงานส่งถึงผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี เพื่อให้คำสั่งเร่งช่วยเหลือประชาชนให้เร็วที่สุด

น้ำป่าเซาะ – ถนนสายบ้านลิ่นถิ่น ต.ลิ่นถิ่น อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี ถูกน้ำเซาะพังทลายเป็นแนวยาว หลังฝนตกหนักติดต่อกันหลายวัน ทำให้เกิดน้ำหลากกัดเซาะถนนและสะพานในอ.ทองผาภูมิ พังเสียหายหลายจุด เมื่อวันที่ 8 ต.ค.

ถนนทองผาภูมิพัง
ส่วนนายอุทัย ขันทอง รักษาราชการแทนหัวหน้าสำนักงาน ปภ.จังหวัดกาญจนบุรี กล่าวว่า สำนักงาน ปภ.จังหวัดกาญจนบุรี เมื่อวันที่ 6 ต.ค. สถานการณ์น้ำในลำห้วย ลิ่นถิ่นได้เอ่อล้นเข้าท่วมในชุมชน หมู่ 4 บ้านหนองบาง น้ำกัดเซาะสะพานขาด 1 แห่ง มีประชาชนได้รับความเดือดร้อน 20 ครัวเรือน โดยสะพานดังกล่าวอยู่ระหว่างรองบประมาณของ อบจ.กาญจนบุรี และจะซ่อมแซมปรับปรุงในงบประมาณปี 2567 การแก้ปัญหา มีเส้นทางเลี่ยงใช้สัญจรอีกหนึ่งเส้นทาง ระยะทางประมาณ 2-3 ก.ม.

ส่วนหมู่ 5 บ้านลิ่นถิ่น น้ำกัดเซาะถนนขาด เป็นแนวยาวประมาณ 5 เมตร สามารถใช้สัญจรได้ 1 ช่องทาง อยู่ระหว่างรอเครื่องจักรของ ทต.ลิ่นถิ่นเข้าทำการซ่อมแซม ซึ่งถนนเป็นของ อบจ.กาญจนบุรี

ขณะที่ ต.สหกรณ์นิคม เกิดปัญหาน้ำกัดเซาะคอฝายดินโสขาด สาเหตุเกิดจากฝนตกหนักในพื้นที่หมู่ 4 ต.สหกรณ์นิคม ตนพร้อมด้วยปลัดอำเภอทองผาภูมิ นายกเทศมนตรี ทต.สหกรณ์นิคม กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ในพื้นที่ได้ร่วมประชุมที่ห้องประชุม ทต.สหกรณ์นิคม เพื่อหาทางแก้ไข โดยเทศบาลตำบลสหกรณ์นิคมได้รายงานเหตุด่วนไปยังอำเภอทองผาภูมิ และจังหวัดกาญจนบุรี เพื่อหาช่องทางดำเนินการซ่อมแซมแล้ว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน