ให้ชาวบ้านช่วยหนุนสู้กระแสคนต่อต้าน โชว์ผลงาน1เดือน กก.ยันไร้สส.เอี่ยวยา
‘เศรษฐา’ขอกำลังใจประชาชน สนับสนุนดิจิทัลวอลเล็ต 1 หมื่น ยืนยันทำเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ เป็นนายกฯ มา 30 วันทำแล้ว 3 เรื่องใหญ่ แก้วิกฤตพลังงาน-ปัญหาปากท้อง พักหนี้-เปิดการลงทุนต่างชาติ ด้านคลังโต้ข่าวตัดสิทธิ์คนรวย ‘ชัยธวัช’ระบุยังไม่ได้รับร้องเรียนสส.เอี่ยว ยาเสพติด ลั่นก้าวไกลฟันแน่ถ้าใครผิด นายกฯ รับเห็นภาพ ‘ทักษิณ’ บนเตียงผู้ป่วยว่อนเน็ต ยันราชทัณฑ์ปฏิบัติกับนักโทษเท่าเทียมทุกคน
‘เศรษฐา’เยือนจีน-ซาอุฯ
เมื่อวันที่ 14 ต.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่านายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง มีกำหนดไปปฏิบัติภารกิจต่างประเทศที่สาธารณรัฐประชาชนจีนและซาอุดีอาระเบียตั้งแต่วันที่ 16-21 ต.ค.นี้ โดยจะเข้าร่วมการประชุมเวทีข้อริเริ่มสายแถบและเส้นทาง หรือ บีอาร์ไอ (BRI) ครั้งที่ 3 และเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการที่กรุงปักกิ่ง ระหว่างวันที่ 16-19 ต.ค. มีกำหนดพบนาย สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน หารือทวิภาคีกับนายวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย และวางพวงมาลาที่จัตุรัสเทียนอันเหมินด้วย นอกจากนี้ ยังมีกำหนดพบผู้บริหารบริษัทเอกชนใหญ่ของจีนกับ 10 บริษัท อาทิผู้บริหารเสี่ยวมี, อาลีบาบา, หัวเว่ย, เทนเซ็นต์ เป็นต้น
จากนั้นระหว่างวันที่ 19-21 ต.ค. นายเศรษฐาเดินทางจากกรุงปักกิ่งไปกรุงริยาด ประเทศซาอุดีอาระเบีย เพื่อเข้าร่วมประชุมสุดยอดอาเซียนคณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ โดยมีกำหนดเข้าเฝ้าเจ้าชายมุฮัมมัด บิน ซัลมาน บิน อับดุลอะซีซ อาล ซะอูด มกุฎราชกุมาร และนายกรัฐมนตรี แห่งราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบียด้วย รวมถึงหารือกับภาคเอกชนจำนวน 3 บริษัท
โชว์ผลงาน 30 วัน
นายเศรษฐาทวีตข้อความในสื่อโซเชี่ยลมีเดียเมื่อวันที่ 14 ต.ค.ว่า 30 วันแรกของรัฐบาลประชาชน ครบ 30 วันแรกที่ตนและทีมงานเร่งดำเนินการทุกๆ นโยบายเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของพี่น้องชาวไทย และผลักดันให้ประเทศไทยทัดเทียมนานาประเทศ ตั้งแต่วันที่ 13 ก.ย.จนถึง 13 ต.ค.2566
1.แก้วิกฤตด้านพลังงานทันที ลดค่าไฟ ลดค่าน้ำมัน 2.ช่วยเหลือเกษตรกรเพื่อปากท้องที่ดีกว่า ทั้งการพักหนี้ เพิ่มรายได้ และรับมือ เอลนีโญ 3.เปิดรับการลงทุนจากต่างชาติและ ส่งเสริมการท่องเที่ยว ทำให้ประเทศมีรายได้ เพิ่มขึ้น
มาร่วมสร้าง #ChanceOfPossibility เพราะ #นี่คือโอกาสของทุกความเป็นไปได้ ของ คนไทย การแก้ปัญหาปากท้องและพัฒนาโครงสร้างประเทศอย่างจริงจัง เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของคนไทย
ปลุกปชช.ต้านคนค้านแจก 1 หมื่น
นายเศรษฐาให้สัมภาษณ์ถึงการทำงานตั้งแต่วันแรกถึงวันนี้ มองภาพรวมการทำงานเป็นอย่างไรบ้างว่า หากให้มองตัวเองแล้วบอกว่าตนเองทำงานเป็นอย่างไรบ้างคงไม่เหมาะสม ให้ประชาชนเป็นคนตัดสินดีกว่า ตนหวังว่าจะได้รับความเป็นธรรม เพราะเราทำงานหนัก ทำงานทุกวันเสาร์-อาทิตย์ รัฐมนตรีก็ให้ความสำคัญในการแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน และพยายามหาทางออกระยะสั้นให้กับประชาชน เรื่องค่าใช้จ่ายทั้งค่าไฟฟ้า น้ำมันดีเซล เกษตรกรที่เดือดร้อนเราก็มีการพักหนี้ และจะมีนโยบายเข็นออกมาอีกเรื่อยๆ
นายเศรษฐายังทวีตข้อความถึงความคืบหน้าโครงการโครงการดิจิทัลวอลเล็ตว่า ทราบดีว่าโครงการดิจิทัล วอลเล็ตมีทั้งคนเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย เราในฐานะรัฐบาลของประชาชนจึงรับฟังทุกความเห็นเพื่อเอามาปรับให้ดีและตรงใจทุกคน ตนอยากให้เราลองนึกภาพไปด้วยกันว่า ในวันที่ 1 ก.พ.2567 มีเงินเข้ามาในระบบ 5.6 แสนล้านบาท ถ้าท่านเป็นภาคอุตสาหกรรมท่านจะผลิตสินค้ามารองรับไหม จะต้องซื้อวัสดุเพื่อมาผลิตสินค้าเตรียมขายหรือไม่ จะมีการจ้างคนเพิ่มไหม แล้วเงินจะเข้ามาอยู่ในกระเป๋าของพี่น้องประชาชนเท่าไหร่ เราตั้งใจให้เงินถูกเอาไปใช้ในพื้นที่ตามบัตรประชาชนของท่านเพื่อช่วยพัฒนาชุมชนที่ท่านอยู่ ไม่ใช่พัฒนาเมืองใหญ่อย่างเดียว
“หากท่านเห็นตรงกันกับผม และชอบโครงการนี้อยู่ ท่านอย่ายอมให้คนที่ไม่เห็นด้วยโดยไม่มีเหตุผลมายับยั้งโครงการนี้ และขอให้ส่งเสียงบอกกับพวกเราบ้างว่า ท่านมีความสุขและดีใจที่รัฐบาลนี้ทำให้ เราเองก็อยากได้กำลังใจจากทุกคน เพราะพวกเราตั้งใจมาทำงานให้พี่น้องประชาชนจริงๆ”

หนุน1หมื่น – นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี พบปะเยี่ยมเยียนประชาชนและตรวจสถานการณ์น้ำท่วม จ.พิษณุโลก โดยมีชาวบ้านแห่มาต้อนรับพร้อมชูป้ายสนับสนุนโครงการดิจิทัลวอลเล็ต 1 หมื่นบาท เมื่อวันที่ 14 ต.ค.
โวบ้านไหนมี 5 คนตั้งตัวได้เลย
เวลา 10.30 น. นายเศรษฐากล่าวช่วงหนึ่งระหว่างตรวจโรงผลิตน้ำประปาที่เทศบาลนครพิษณุโลก จ.พิษณุโลก ว่า เรื่องการพัฒนาอุตสาหกรรม เรื่องการท่องเที่ยว การพัฒนาสนามบินอยู่ในแผนของรัฐบาลอยู่แล้ว แต่สิ่งที่อยากจะบอกวันนี้คือที่ผ่านมารัฐบาลลด ค่าไฟเหลือ 3.99 บาท ลดค่าน้ำมันเชื้อเพลิง ดีหรือไม่ ทำไมไม่มีใครบอก จำได้มั้ยน้ำมันดีเซลลงไปเท่าไหร่ เหลือ 29 บาทกว่าๆ ส่วนเงินดิจิทัลวอลเล็ตอยากได้หรือไม่ตนไม่แน่ใจ เรื่องการลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนเป็นเรื่องที่รัฐบาลตระหนักดี
สำหรับดิจิทัลวอลเล็ต อยากอธิบายให้ฟังว่า สมมติวันที่ 1 ก.พ.2567 คนที่อายุ 16 ปีขึ้นไปได้คนละหมื่นบาท บ้านไหนมี 3 คน 5 คนเอาไปตั้งตัวได้เลย คิดดูว่ามีประโยชน์มากแค่ไหน และเงินที่ได้ไปใช้ในกทม.ไม่ได้ ต้องใช้ในเขตที่ท่านอยู่ จะช่วยพัฒนาชุมชนที่ท่านอยู่ ไม่ใช่พัฒนาเมืองใหญ่อย่างเดียว
มีหลายท่านไม่เห็นด้วย แต่ผมก็ไม่เห็นด้วยกับคนที่ไม่เห็นด้วย แต่เรารับฟังความคิดเห็น เพราะเราเป็นรัฐบาลของประชาชน รับฟังแล้วปรับให้ดีให้เป็นนโยบายที่โดนใจทุกคน คิดดูวันที่ 1 ก.พ.มีเงิน 5.6 แสนล้านเข้าไปในระบบ ถ้าเป็นภาคอุตสาหกรรมจะเตรียมสินค้าออกมารองรับหรือไม่ จะมีการจ้างคนเพิ่มหรือไม่ เงินจะอยู่ในกระเป๋าประชาชนมากขึ้นแค่ไหนอย่างไร”
“ท่านอย่ายอมให้คนที่ไม่เห็นด้วยโดยไม่มีเหตุผลมายับยั้งโครงการนี้ ถ้าชอบก็ขอให้พูดบ้าง ให้เปล่งเสียงออกมาบ้าง เรื่องลดค่าไฟ ค่าน้ำมัน ต้องพูด อย่างภาคอุตสาหกรรมที่ ลดค่าไฟ ค่าน้ำมัน ท่านต้องออกมาพูดว่าท่านมีความสุข ดีใจที่รัฐบาลนี้ทำให้ เราเองก็เป็นคนเหมือนกัน ต้องการขวัญและกำลังใจเหมือนกัน บางคนที่มาด้วยกันวันนี้ก็อยากอยู่บ้าน แต่วันนี้เข้าใจปัญหาประชาชนก็มารับฟังปัญหา เราไม่ได้มาหาเสียง แต่เรามาทำงานจริง”นายเศรษฐากล่าว
กุมภาฯปีหน้าได้แน่
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าการลงพื้นที่จ.พิษณุโลกเพื่อตรวจติดตามและแก้ไขปัญหาอุทกภัย ในทุกพื้นที่ที่นายเศรษฐา พบปะประชาชน จะมีชาวบ้านมาทวงถามรวมทั้งสนับสนุนโครงการดิจิทัล วอลเล็ต ซึ่งนายกฯ ได้ยืนยันกับประชาชนว่ารัฐบาลจะเดินหน้าโครงการดังกล่าวให้สำเร็จอย่างแน่นอน และระหว่างลงพื้นที่ที่องค์การบริหารส่วนตำบลหอกลอง อ.พรหมพิราม จ.พิษณุโลก มีประชาชนถือป้ายเรียกร้องเงินดิจิทัล 10,000 บาท นายเศรษฐาได้นำป้ายที่มีข้อความระบุว่า อยากให้ถึงกุมภาพันธ์ อยากใช้เงิน Digital 10,000 บาท มาถือ เรียกเสียงเฮฮาจากประชาชน ที่มาต้อนรับอย่างคึกคัก
เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงการตอบรับดิจิทัล วอลเล็ต ของประชาชน นายเศรษฐากล่าวว่า ทุกเสียงของประชาชนถือว่าเป็นเสียงที่เราต้องฟัง รวมถึงเสียงของผู้ที่คัดค้านด้วย เสียงแนะนำว่าควรจะปรับปรุงอย่างไรให้เป็นโครงการที่ดีและมีประโยชน์สูงสุดกับประชาชนก็อยากจะฟังเสียงทุกๆ เสียง ไม่ใช่ว่าจะไม่ฟังใครหรือไม่น้อมรับคำเตือน
ต่อมา นายเศรษฐาทวีตข้อความว่า “เสียงสนับสนุนนโยบาย Digital Wallet ชาวพรหมพิราม จ.พิษณุโลก เสียงเรียกร้องของ พี่น้องประชาชนที่ส่งมายังผมว่าอยากได้เงิน 10,000 บาท เพื่อให้ครอบครัวได้มีโอกาสสร้างตัว และแก้ความยากจน เป็นพลังให้เราต้องทำทุกอย่างให้ดีที่สุดครับ”
คลังโต้ข่าวตัดสิทธิ์คนรวย
นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมช.คลัง ประธานคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนโครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่านดิจิทัลวอลเล็ต เปิดเผยว่า กระแสข่าวว่าจะมีการปรับลดวงเงินโครงการจาก 5.6 แสนล้านบาท เหลือ 4 แสนล้านบาท และปรับกลุ่มผู้ได้รับสิทธิ์ได้รับเงินดิจิทัลเป็นกลุ่มผู้ด้อยโอกาสเท่านั้น เรื่องนี้ ไม่ถูกต้องทั้งสิ้น ยังไม่มีการหารือในชั้นคณะอนุกรรมการ และไม่มีข้อสรุปใดๆ ทั้งสิ้น
“ประเด็นลดวงเงินเหลือ 4 แสนล้านบาท ผมไม่เคยพูดไปเอาตัวเลขมาจากไหน นโยบายนี้ไม่ใช่นโยบายดูแลกลุ่มผู้ยากไร้ นโยบายสงเคราะห์ แต่เป็นนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจให้ทั่วถึง แต่เมื่อมีเสียงคัดค้าน ข้อเสนอแนะ ก็พร้อมรับฟัง เช่น มาตรการสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้จริงหรือไม่ เพราะจะเป็นการนำเงินดิจิทัลไปทดแทนวงเงินใช้จ่ายปกติเท่านั้น ต้องเอาประเด็นนี้มาพิจารณา”
หากมีการแบ่งว่าใครควรได้รับสิทธิ์ จะพิจารณาอย่างไร ว่าใครรวยใครจน พิจารณาจากการยื่นภาษีกรมสรรพากร หรือพิจารณาจากเงินฝากในบัญชี ซึ่งต้องระมัดระวังเรื่องกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล(พีดีพีเอ) หรือพิจารณาจากการถือครองที่ดิน สุดท้ายทั้งหมดคงต้องมีกลไกทางวิทยาศาสตร์ บอกว่าใครรวยจริง คณะอนุกรรมการในชุดต่างๆ ต้องไปพิจารณา แล้วกลับมาเสนออีกครั้งในสัปดาห์นี้
มั่นใจใช้ไม่ถึง 5.6 แสนล.
สำหรับกระบวนการได้สิทธิ์ดิจิทัลวอลเล็ต ยืนยันว่าไม่ใช่ลงทะเบียน แต่ต้องมีกระบวนการพิสูจน์ตัวตนเพราะเป็นไปตามระเบียบและกฎหมายของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพราะเป็นการใช้เงินดิจิทัลเทียบเงินบาท จากข้อมูลในมาตรการต่างๆ ที่ผ่านมา มีประชาชนยืนยันตัวตนแล้ว กว่า 40 ล้านคน ยังเหลืออีก 10 กว่าล้านคน ต้องยืนยันตัวตนเพิ่มเติม เป็นการยืนยัน รับสิทธิ์ ไม่ใช่การพิสูจน์สิทธิ์
ต้องใช้บัตรประชาชนในการยืนยันสิทธิ์ และต้องมีบัญชีเงินฝากส่วนตัวผูกบัญชีไว้ ซึ่งกระบวนการยืนยันตัวตน จะต้องทำให้เสร็จก่อนที่จะมีการโหลดแอพพลิเคชั่นดิจิทัลวอลเล็ต ซึ่งกระบวนการต่างๆ คณะทำงานต้องไปทำรายละเอียดมา
รัฐบาลพร้อมรับฟังข้อเสนอให้ปรับลดวงเงิน แต่กลไกต้องอยู่ในกรอบเหมาะสม และไม่กระทบเศรษฐกิจโดยรวม แต่ละสัปดาห์ก็แบ่งงานกันไปทำชัดเจน เพื่อสามารถมาทำโครงการได้โดยไม่ให้มีผล กระทบน้อยสุด ซึ่งเป็นไปได้ใช้น้อยกว่า 5.6 แสนล้านบาท
เบื้องต้น จากข้อมูลปัจจุบันพบว่า 1.ประชาชนที่ได้สิทธิ์ อายุไม่ต่ำกว่า 16 ปี จะเหลืออยู่ราว 54.8 ล้านคน จาก 56 ล้านคน 2.การพิจารณาใครจำเป็นไม่จำเป็น ไม่มีใครตอบได้ ต้องฟังเสียงนักวิชาการ ประชาชน และรอคณะอนุกรรมการไปพิจารณาดูว่าคนกลุ่มไหนไม่ควรต้องได้สิทธิ์ และให้คำตอบมาก่อน และ 3.กระบวนการครั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่าทุกคนที่ได้สิทธิ์จะใช้สิทธิ์กันครบ
“รัฐบาลพร้อมรับฟังข้อเสนอ และปฏิบัติตามแนวทางที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) และกลุ่มนักวิชาการ ท้วงติงความเหมาะสมโครงการ ยืนยันว่าจะยึดมั่นกรอบวินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด ที่ผ่านมาเป็นรัฐบาลที่ทำงบประมาณแบบสมดุลได้ แต่ถ้าถามว่าโตต่ำกว่าศักยภาพมาโดยตลอด ถ้าขยายตัวในระดับ 2% ต่อปี ประชาชนก็ไม่พึงพอใจ ถ้าบอกเศรษฐกิจดีแล้ว วันนี้คงไม่มีนายกฯ ชื่อ นายเศรษฐา ทวีสิน ประชาชนคงไม่เลือกเข้ามาแก้ปัญหา ซึ่งกระบวนการทำให้เศรษฐกิจโต มีไม่กี่อย่าง กลไกหนึ่งคือการกระตุ้นบริโภคภาคเอกชน” นายจุลพันธ์กล่าว
ขอบคุณนทท.จีนเชื่อมั่นไทย
นายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลขอบคุณความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยว(นทท.)จีนที่มีต่อประเทศไทย รัฐบาลให้สัญญาจะดำเนินมาตรการดูแลความปลอดภัยแก่นักท่องเที่ยวอย่างเต็มที่ โดยตัวเลขจากการท่าอากาศยานไทยพบว่านักท่องเที่ยวจีนที่จองการเดินทางเข้ามาในประเทศไทย 6.5 แสนคน ก่อนเกิดเหตุการณ์ที่สยามพารากอน ยังคงยืนยันที่พัก และเที่ยวบินมาไทยถึง 5.9 แสนคน ลดน้อยลงเพียง 9.2% ถือว่าเป็นความเบี่ยงเบนที่อยู่ในเกณฑ์ปกติ จึงสะท้อนได้ว่านักท่องเที่ยวจีนยังคงมีความเชื่อมั่นที่จะมาเที่ยวเมืองไทย เช่นเดิมไม่เปลี่ยนแปลง
เมื่อเทียบกับภาวะปกติที่ตัวเลขจำนวน นักท่องเที่ยวที่เข้ามาเที่ยวจริงจะแตกต่างจากจำนวนที่จองเข้ามาล่วงหน้าราวๆ บวกลบ 15% ดังนั้นจึงถือได้ว่า ความแตกต่างของตัวเลขจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่เข้ามาเที่ยวไทยก่อนและหลังเหตุการณ์ที่สยามพารากอน มีความเปลี่ยนแปลงอยู่ในเกณฑ์ปกติ สะท้อนให้เห็นว่านักท่องเที่ยวจีนยังคงมีความเชื่อมั่นในประเทศไทย และยืนยันที่จะเดินทางเข้ามาเที่ยวไทยเช่นเดิม
“รัฐบาลไทยขอขอบคุณนักท่องเที่ยวจีนที่เข้าใจประเทศไทย และเชื่อมั่นในรัฐบาลไทย โดยนายเศรษฐา ได้สั่งการกำชับการทำงานให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการตามมาตรการที่ยกมาตรฐานขึ้นอย่างดีที่สุด เพื่อดูแลนักท่องเที่ยว รวมทั้งเพื่อดูแลพี่น้องคนไทยทุกคน” นายชัยกล่าว
แห่รำลึก 50 ปี 14 ตุลา
ที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา แยกคอกวัว กทม. มีการจัดกิจกรรมรำลึกครบ 50 ปี เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 โดยมีนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา เป็นประธานในพิธี วางพวงมาลาในนามประธานรัฐสภา นอกจากนี้ ยังมีนักการเมือง วีรชน ญาติวีรชน และประชาชน ร่วมกิจกรรมด้วย
นายวันมูหะมัดนอร์กล่าวรำลึกว่า เหตุการณ์วันที่ 14 ตุลา 2516 เป็นการชุมนุมครั้งแรกอย่างสันติของมวลชนจำนวนมหาศาล เพื่อต่อต้านระบอบเผด็จการที่ครอบงำประเทศไทยมายาวนานนับทศวรรษได้เป็นผลสำเร็จ แม้ว่าหลังจากนั้นจะมีการรัฐประหารตามมาไม่น้อยกว่า 5 ครั้งก็ตาม แต่การเสียสละของเหล่าวีรชน 14 ตุลา 2516 คือปฐมบทของระบอบประชาธิปไตย ของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน ในประเทศไทยอันเป็นเจตนารมณ์ประชาธิปไตยที่แท้จริงของวีรชน 14 ตุลา อย่างมั่นคงและถาวร และเชื่อมั่นว่าพี่น้อง ชาวไทยทั้งหลาย จะได้ถอดบทเรียนของการพัฒนาประชาธิปไตยจากเจตนารมณ์ของวีรชน 14 ตุลา เพื่อสรรค์สร้างประชาธิปไตยที่มีคุณค่าและเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง ตนขอสดุดีวีรกรรมวีรชน 14 ตุลา 2516 ไว้ในโอกาสนี้ด้วย
นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว รมว.สาธารณสุข ที่ได้รับมอบหมายจากนายกฯร่วมวางพวงหรีดรำลึกครบ 50 ปี เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 กล่าวว่า การเสียสละของเหล่าวีรชนผู้กล้า ผู้ยอมแลกเลือดเนื้อและชีวิต เพื่อให้ได้ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์เกิดขึ้นในประเทศไทย ตนเชื่อมั่นว่าการเสียสละของพวกท่านจะ ไม่สูญเปล่า เจตจำนงความมุ่งมั่นของพวกท่านจะเป็นแรงผลักดัน เป็นกำลังใจและเป็นแนวทางให้พวกเราในฐานะผู้ที่จะนำพาประเทศไปสู่ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ได้อย่างแท้จริง แม้ว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ประเทศไทยต้องเผชิญกับเหตุการณ์ทางการเมืองต่างๆ มากมาย ที่ทำให้การส่งเสริม การสร้างสรรค์และการพัฒนาประชาธิปไตยต้องสะดุดหยุดลง แต่อุดมการณ์ความมุ่งมั่นของพวกท่านจะไม่เลือนหายไป
“ในวันนี้ซึ่งเป็นวันครบรอบ 50 ปี เหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 ถือเป็นโอกาสอันดีที่พวกเราจะได้รำลึก และทบทวนเหตุการณ์ที่สำคัญดังกล่าว ว่าทำอย่างไรเราจะสามารถใช้สิทธิเสรีภาพที่มีอยู่ในขณะนี้ ให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาประชาธิปไตยและประเทศชาติให้ยั่งยืน” นพ.ชลน่านกล่าว
‘ชัยธวัช’ชูเป็นบทเรียนสู่แก้รธน.
นายชัยธวัช ตุลาธน สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคก้าวไกล กล่าวว่า เหตุการณ์ 14 ตุลา เป็นการต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพ แต่มาถึงวันนี้สิทธิเสรีภาพของประชาชนยังเป็นปัญหาใหญ่ โดยเฉพาะการแสดงสิทธิเสรีภาพทางการเมืองโดยสันติ โดยเฉพาะท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมืองตลอด 20 ปีที่ผ่านมา ประชาชนไม่ว่าจะฝ่ายไหนมีความเชื่อทางการเมืองของตัวเอง และได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งนั้น มีทั้งเสียชีวิต ดำเนินคดี ถูกจำคุกจำนวนมาก
พรรคก้าวไกลจึงเสนอร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมในคดีทางการเมือง เพราะถึงเวลาแล้วที่จะยอมรับว่าคนที่เข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองไม่ใช่อาชญากร แต่แค่มีความเห็นทางการเมืองต่างกัน ควรนิรโทษกรรมเพื่อเปิดประตูบานแรกให้ทุกฝ่ายหันหน้าเข้ามาคุยกัน เนื่องจากในปัจจุบันมีประชาชนจำนวนมากที่ถูกดำเนินคดีทางการเมืองอย่างร้ายแรง ไม่ได้รับสิทธิขั้นพื้นฐาน เช่น การถูกประกันตัวมาสู้คดี เพียงแค่การแสดงความคิดเห็นทางการเมือง จึงเป็นโจทย์เรื่องสิทธิเสรีภาพของสังคมไทยที่ต้องให้ความสำคัญ และผลักดันให้ประเทศสู่ประชาธิปไตยที่เคารพสิทธิขั้น พื้นฐานอย่างเท่าเทียมกัน
ในวาระ 50 ปี 14 ตุลา เรื่องรัฐธรรมนูญยังเป็นเรื่องใหญ่ การออกแบบระบบการเมือง ซึ่งการรณรงค์ให้ทำประชามติว่าเห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ รวมถึงการตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ(ส.ส.ร.) ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรง เพื่อทำให้รัฐธรรมนูญมีส่วนร่วมจากทุกฝ่าย โดยที่ผ่านมารัฐธรรมนูญมีการรับรองสิทธิเสรีภาพของประชาชน แต่ในทางปฏิบัติไม่เกิดขึ้นจริง จึงทำให้รัฐธรรมนูญไม่มีชีวิต แม้จะมีตัวอักษร
เล็งซักฟอกรัฐบาลเม.ย.67
นายชัยธวัชกล่าวว่า พรรคการเมืองฝ่ายค้านหรือพรรคก้าวไกล ยังไม่มีการยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯ หรือรัฐบาลในช่วงนี้ แต่ยอมรับว่ามีการหารือกรอบการทำงานของพรรคการเมืองฝ่ายค้าน เพียงคร่าวๆ ว่า ในปลายสมัยการประชุมสภาผู้แทนราษฎรสมัยหน้า หรือช่วงปลายเดือนมี.ค.ถึงช่วงต้นเดือนเม.ย.2567 หรือหลังจากที่พิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2567 แล้วเสร็จ มีความเป็นไปได้ที่พรรคการเมืองฝ่ายค้าน จะเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ
“ส่วนจะเป็นการอภิปรายแบบไม่ลงมติตามรัฐธรรมนูญมาตรา 152 หรือการอภิปรายไม่ไว้วางใจแบบลงมติตามมาตรา 151 เดี๋ยวจะต้องดู โดยพิจารณาการทำงานของรัฐบาลก่อน เพียงแต่ฝ่ายค้านวางกรอบไว้เข้าคร่าวๆ” นายชัยธวัชกล่าว
ยังไม่มีร้องเรียนสส.เอี่ยวยา
นายชัยธวัช กล่าวถึงการตรวจสอบสส.พรรคก้าวไกลที่มีพฤติกรรมคุกคาม ทางเพศ และมีประเด็นใหม่ที่โซเชี่ยลมีเดียระบุมี สส.เกี่ยวข้องกับยาเสพติดว่า ยังไม่ได้รับรายงานหรือการร้องเรียนเข้ามา แต่ได้กำชับคณะกรรมการวินัยพรรค ซึ่งทำงานได้ดีมาตลอด ทั้งเรื่องที่เป็นข่าว รวมถึงการหยิบยกมาตรวจสอบเอง ไม่ได้เป็นเรื่องที่พรรคปล่อยปละละเลย เมื่อสังคมคาดหวังกับพรรคก้าวไกลสูง ในเรื่องมาตรฐานพฤติกรรม ความเท่าเทียมทางเพศ จึงต้องปฏิบัติตนให้สมกับความคาดหวังของประชาชน และที่ผ่านมาพรรคได้ฝึกอบรม แต่ด้วยความคุ้นเคยวัฒนธรรมเดิมทำให้มีปัญหาอยู่ แต่ยืนยันว่าพรรคก้าวไกลจะไม่สร้างวัฒนธรรมปกปิดความผิดของคนในองค์กร ซึ่งกระบวนการพิจารณาในคณะกรรมการวินัยและคณะกรรมการบริการพรรค มีความตรงไปตรงมา ให้ความเป็นธรรมทั้ง 2 ฝ่าย
เมื่อถามว่าหากได้รับการแต่งตั้งโปรดเกล้าฯ เป็นผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร จะสามารถตั้งคณะกรรมการตรวจสอบจริยธรรมของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ จะหยิบยกเรื่องเหล่านี้เข้าไปตรวจสอบหรือไม่ นายชัยธวัชกล่าวว่า ไม่จำเป็น เพราะหากเป็นเรื่องภายในพรรคไม่ต้องรอถึงตรงนั้น ซึ่งสุดท้ายโทษวินัยสูงสุดคือการขับออกจากพรรค
‘หมออ้อม’จ่อฟื้นหลังบ้านผู้นำ
รายงานข่าวจากคณะคู่สมรสของคณะรัฐมนตรี(ครม.) เปิดเผยว่า พญ.พักตร์พิไล ทวีสิน ภริยานายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เตรียมนัดพบปะพูดคุยกับคณะคู่สมรสรัฐมนตรีเพื่อกระชับความสัมพันธ์ ทำความรู้จักกันอย่างเป็นทางการ จากที่ก่อนหน้านี้มีเพียงการพบปะพูดคุยระหว่างเจอกันในสถานที่ต่างๆ และหาแนวทางทำงานเพื่อสังคม อีกทั้งยังถือเป็นการฟื้นการทำงานของหลังบ้านรัฐมนตรีให้กลับมามีบทบาทเหมือนรัฐบาลก่อนๆ ซึ่งจะเป็นการเพิ่มภาพลักษณ์ที่ดีให้กับครม. เพราะมีหลังบ้านคอยช่วยงานสังคม เป็นอีกแรกขับเคลื่อนในการช่วยเหลือประเทศชาติ
พญ.พักตร์พิไลเปิดเผยว่า เดิมมีการนัดพบกันในวันที่ 15 ต.ค. ที่ร้านอาหารสเต๊กอาโนลด์ กทม. แต่ล่าสุดมีภารกิจสำคัญอาจต้องเลื่อนการนัดหมายดังกล่าวออกไป แต่ถึงอย่างไรต้องมีการนัดกันเพื่อพบปะพูดคุยและสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน
ยันปฏิบัติกับนักโทษเท่าเทียมกัน
จากกรณีภาพถ่ายปรากฏในโลกโซเชี่ยลมีการเคลื่อนย้ายนายทักษิณ ชินวัตร ผู้ต้องขังเด็ดขาด ในการควบคุมของราชทัณฑ์ ที่รักษาอาการป่วยที่ ร.พ.ตำรวจ ซึ่งมีการวิจารณ์ว่ารัฐบาล ถูกมองให้การช่วยเหลือเป็นพิเศษ ต่อมานายสหการณ์ เพ็ชรนรินทร์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ เปิดเผยว่า ได้รับรายงานจากผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร เมื่อช่วงเช้าวันที่ 13 ต.ค. เวลาประมาณ 10 โมงเช้า แพทย์ใหญ่ ร.พ.ตำรวจได้นำตัวผู้ป่วย นายทักษิณ ในฐานะ ผู้ต้องขังเด็ดขาด ไปทำ CT Scan และ MRI ที่ตึก ภปร. และเสร็จสิ้นเวลา 11 โมง ซึ่งเป็นไปตามระบบการรักษาผู้ป่วยของแพทย์
เมื่อวันที่ 14 ต.ค. นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง ให้สัมภาษณ์ว่า ได้เห็นภาพดังกล่าวแล้ว และนายสหการณ์ยืนยันว่าเป็นภาพจริง ตามที่มีการเสนอข่าวออกไป ตนยืนยันว่ากรมราชทัณฑ์ให้ความเป็นธรรมกับผู้ป่วย และนักโทษทุกคน ไม่มีการทำอะไรที่นอกเหนือไปกว่านี้ เมื่อถามว่าพรรคก้าวไกล (ก.ก.) เตรียมยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล และนายกฯ ในเรื่องนี้ นายเศรษฐากล่าวว่า ไม่ทราบเพราะไม่ได้ยิน แต่พร้อมที่จะชี้แจง ตอนนี้ทำงานไป มีภารกิจมาก สื่อมวลชนทุกคนก็เห็นอยู่แล้ว เรายังทำงานกันต่อ ทั้งการแก้ปัญหาน้ำท่วม และปัญหาต่างๆ อีกเยอะแยะ