ชี้นายกอ้อนคนหนุนไม่ได้หวังดึงมวลชน รัฐบาลยัน2สัปดาห์สรุปทุกอย่างชัดเจน

‘จุลพันธ์’ รมช.คลัง เผยไม่เกิน 2 สัปดาห์ สรุปรายละเอียดโครงการเงินดิจิทัลวอลเล็ต 1 หมื่นบาท เพื่อไทยชี้นายกฯ อ้อนคนเชียร์ ไม่ใช่ดราม่าดึงมวลชน แค่อยากฟังฟีดแบ็ก ปชป.อัดเข้าข่ายชี้นำ จี้แจงที่มาแหล่งงบฯ โครงการให้ชัด ดักคออย่าคิดแต่ประโยชน์การเมือง ก้าวไกลฉะเกมปลุกมวลชน เกทับกลุ่มคัดค้าน เชื่อถ้ารัฐบาลทำไม่ดี อาจอายุสั้น นิด้าโพลระบุคนส่วนใหญ่กังวล ได้ไม่คุ้มเสีย แต่กว่า 79% พร้อมรับเงิน เพื่อไทยไม่ค้าน ร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมฉบับก้าวไกล แต่ขอไปคุยในสภา

คลังเผย 2 สัปดาห์สรุปเงินดิจิทัล
เมื่อวันที่ 15 ต.ค. นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมช.คลัง ประธานคณะอนุกรรมการ ขับเคลื่อนโครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่านดิจิทัลวอลเล็ต ให้สัมภาษณ์กรณีหลายฝ่ายตั้งคำถามว่าทำไมโครงการยังไม่มีความชัดเจนว่า มีกระบวนการ และขั้นตอนต่างๆ มากมายที่ต้องทำตามระเบียบราชการ เพื่อให้ครบถ้วนกระบวนความ และเพื่อให้มีความรอบคอบ รัดกุมที่สุด พร้อมรับฟังความคิดเห็นและ ข้อเสนอแนะของทุกฝ่ายให้มากที่สุด จึงมีระยะเวลาที่ต้องใช้

ส่วนตัวมองว่าโครงการดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท มาถึงขนาดนี้ กับระยะเวลาทำกันจริงๆ ประมาณ 3 สัปดาห์ ถือว่าไปได้เร็วและไกลมาก เห็นภาพเกี่ยวกับกลไกของโครงการชัดเจนพอสมควร ส่วนรายละเอียดทั้งหมด คาดว่าจะได้ข้อสรุปไม่เกิน 2 สัปดาห์ เพื่อจะได้ชี้แจงให้ประชาชนรับทราบข้อมูล ที่ตรงกัน ยืนยันว่าทุกอย่างอยู่ในกรอบของความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และสามารถผลักดันให้การขยายตัวของเศรษฐกิจของประเทศ เกิดขึ้นได้จริง

สำหรับตนจะทำให้โครงการดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาทเสร็จโดยเร็ว แต่อยากให้เข้าใจว่ามีขั้นตอนของกฎหมาย ขั้นตอนของส่วนราชการ ซึ่งมีความจำเป็นต้องทำให้รัดกุม และเป็นไปตามกฎระเบียบต่างๆ มากมาย เราต้องรับฟังพี่น้องราชการที่มีประสบการณ์มาทั้งชีวิต และเขาให้ข้อแนะนำ ให้มุมมองที่เป็นประโยชน์กับโครงการ ดังนั้นสิ่งที่สำคัญ คือ ทำให้ทุกอย่างเป็นไปตามตัวบทกฎหมาย ไม่ใช่ตนมาจากภาคการเมือง หรืออย่าง นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง มาจากภาคเอกชน แล้วทุกอย่างจะเป็นไปตามกลไกของสิ่งที่เราคุ้นเคย มันไม่ใช่ เพราะอย่างไรระเบียบราชการต้องยังอยู่ เป็นสิ่งสำคัญ

“ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน หากไม่มีการทำอะไรเลย ปล่อยไว้เฉยๆ ประเทศไทยไม่มีทางหลุดพ้นจากกับดักประเทศรายได้ปานกลาง แต่ในความเป็นจริงมีกลไกในการสร้างการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่เพียงพอที่จะทำให้ไทยหลุดพ้นกับดักนี้ และสามารถรองรับการสร้างสังคมที่สามารถดูแล โดยเฉพาะเรื่องสวัสดิการประชาชน ผู้สูงอายุ ซึ่งไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยแล้ว รัฐบาลพยายามทำทุกวิถีทาง รวมถึงนโยบายดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท ซึ่งเป็นเพียงส่วนหนึ่งของอีกหลายๆ นโยบายที่เมื่อทั้งหมดประกอบกันเข้า จะทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยขยายตัวเฉลี่ยในระยะเวลา 4 ปี ที่ 5%” นายจุลพันธ์กล่าว

โฆษกรัฐย้ำปชช.ต้องการ 1 หมื่น
นายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงเสียงของประชาชน ที่สนับสนุนนโยบายการแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท พร้อมนำคำสัมภาษณ์ของประชาชนจากกลุ่มต่างๆ ที่สนับสนุนมาเผยแพร่ อาทิ คุณประทีป วัชรโชคเกษม นักธุรกิจชื่อดังพันล้านด้านยานยนต์ ชี้เงินดิจิทัล 5.6 แสนล้านบาท ดันชาวบ้าน ‘ตั้งตัว’ ได้แน่ หรือคุณบอย ท่าพระจันทร์ ที่ระบุว่า ได้เงินรัฐบาล 10,000 จะเพิ่มเงินส่วนตัว เพื่อนำไปซื้ออุปกรณ์กีฬาและสิ่งของแจกเด็กๆ หรืออย่าง สามี-ภรรยา เริ่มต้นร้านลาบด้วยเงิน 15,000 บาท ตอนนี้ได้ขยับขยายจนเปิดร้านประจำอยู่ที่ชั้นดาดฟ้าของอาคารจิมทอมป์สัน และเพิ่งเริ่มทำแฟรนไชส์ พร้อมระบุว่า ถ้าได้เงินดิจิทัลมาคนละ 10,000 บาท รวมกันเป็น 20,000 บาท เขาจะสามารถเปิดร้านไก่ย่าง ได้อีก 1 ร้าน

นายชัยกล่าวถึงข้อมูลจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ปี 2023 ที่ระบุว่าการเติบโตจีดีพีไทยทรุดหนักสุดฟื้นตัวช้าสุด รวมทั้งข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) สถานการณ์ประเทศไทย หนี้ครัวเรือนไทยเป็นอันดับ 7 ของโลก ส่งผลกระทบโดยเฉพาะถึงกลุ่มฐานราก เป็นการสะท้อนว่าประชาชนมีความสามารถในการหารายได้ต่ำลง ซึ่งหมายความว่า ประเทศไทยนอกจากจะฟื้นตัวช้า รายได้ไม่เพียงพอแล้วยังมีหนี้ที่ทำให้ไม่สามารถมีวิถีชีวิตที่ดีขึ้น ไม่โตตามศักยภาพ จึงไม่ฟื้นตัวเท่าช่วงก่อนโควิด ดังนั้น นโยบายดิจิทัลวอลเล็ต นอกจากสร้างโอกาส กระตุ้นเศรษฐกิจโดยใช้ประชาชนเป็นกลไกหลักในการใช้จ่าย ยังเพิ่มโอกาสเพิ่มศักยภาพในการฟื้นตัวของครัวเรือนและของประเทศ

“อยากให้ผู้ที่คิดต่าง เปิดใจ ทำความเข้าใจถึงโอกาสที่จะเกิดขึ้นจากนโยบายนี้ เชื่อมั่นว่าประชาชนที่ไม่มีเงินทุนในการตั้งตัวจะสามารถสร้างเป็นอาชีพ เพิ่มรายได้ปรับวิถีชีวิตให้ดีขึ้น ซึ่งจะเป็นโอกาสของประชาชนทุกคนที่มีสิทธิ์” นายชัยกล่าว

พท.ชี้‘นิด’อ้อนเชียร์ไม่ใช่ดราม่า
น.ส.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (พท.) ให้สัมภาษณ์กรณีนายเศรษฐาอ้อนประชาชนให้เชียร์นโยบายการแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต และบอกว่าอย่ายอมให้คนที่ไม่เห็นด้วยโดยไม่มีเหตุผลมายับยั้งโครงการนี้ว่า จริงๆ นายเศรษฐาอยากฟังเสียงสะท้อนของประชาชน และนัยยะคือเป็นนโยบายที่ตอบสนองสำหรับผู้มีรายได้น้อย หากเป็นคนที่มีรายได้น้อยและมีความจำเป็นต้องใช้ ให้ช่วยส่งเสียงออกมา เพื่อเป็นการรับฟังทุกฝ่าย ก่อนตัดสินใจนโยบายนี้ออกมา หลักการมีอยู่แค่นี้ ไม่ได้เป็นการ ดราม่าเพื่อดึงมวลชน

ผู้สื่อข่าวถามว่าอยากฝากถึงประชาชนคนที่คัดค้านอย่างไรหรือไม่ น.ส.ลิณธิภรณ์ กล่าวว่า การแสดงออกทางความคิดเห็นสามารถทำได้อยู่แล้วในระบอบประชาธิปไตย เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยในนโยบายเป็นเรื่องปกติที่วิจารณ์กันได้ แต่สุดท้ายในเมื่อรัฐบาลเห็นความสำคัญแล้วตั้งคณะกรรมการขึ้นมาศึกษา ก็ให้อำนาจนั้นอยู่ที่รัฐบาลและ คณะกรรมการในการตัดสินใจ เพราะพรรค การเมืองไม่ได้ดำรงอยู่แค่วันนี้ การตัดสินใจใดๆ ไม่ว่าเงื่อนไขใดๆ จะต้องตัดสินใจ บนเงื่อนไขที่ไม่ทำให้เกิดความเสียหายต่อประเทศ ไม่เช่นนั้นพรรคเพื่อไทยก็ไม่สามารถดำรงอยู่ได้ในระบบการเมืองหากทำให้เกิดความเสียหาย นั่นคือการรักษาวินัยการเงินการคลังอยู่แล้ว

สำหรับตนแม้ไม่ได้เป็น สส.เขต และทำงานส่วนกลางของพรรค แต่มีโอกาสได้ลงพื้นที่ไปทำงานทั่วทุกภูมิภาค บอกได้เลยว่าส่วนตัวตนสนับสนุนนโยบายนี้ เพราะเห็นถึงความจำเป็นของคนที่ไม่มี หากเงินเหล่านี้ จะช่วยต่อลมหายใจให้กับประชาชนที่เป็นคนรากหญ้าได้ อยากให้มองบริบทของคนที่มีความจำเป็นต้องใช้ มากกว่าหลักการ เหมือนกับคนจมน้ำที่ไม่ว่าอย่างไรเราต้องโยนห่วงยางหรือชูชีพไปช่วยก่อน เพื่อให้เขาสามารถอยู่ในน้ำได้โดยไม่เสียชีวิต ซึ่งเป็นหน้าที่ของรัฐ

เร่งช่วย – นายเศรษฐา ทวีสิน นายกฯ แถลงผลประชุมศูนย์สถานการณ์ฉุกเฉินต่อสถานการณ์ความไม่สงบในอิสราเอล ที่กระทรวงการต่างประเทศ โดยสั่งให้เช่าเครื่องบินแอร์บัส 380 ไปรับคนไทยในอิสราเอลกลับมาให้หมด ภายในเดือนต.ค.นี้ เมื่อวันที่ 15 ต.ค.

แค่อยากฟังฟีดแบ็ก
ด้านนายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ความจริง นายเศรษฐาทำงานได้แค่เดือนเดียว หากนับจากวันที่แถลงนโยบายต่อรัฐสภา ซึ่งในระยะเวลาที่ทำงานมาท่านก็เต็มที่ เมื่อคนเราตั้งใจ และเต็มที่มากๆ ก็ตั้งคำถามกับประชาชนว่า ทำขนาดนั้นแล้ว นโยบายหลายเรื่องที่เคยแถลงไว้ก็ทำสำเร็จ ประชาชนคิดเห็นอย่างไร ที่นายกฯ บอกว่าอย่ายอมให้คนที่ไม่เห็นด้วยโดยไม่มีเหตุผลมายับยั้งโครงการนี้ คงไม่ใช่เป็นการพูดเพื่อกดดันประชาชน หรือส่งสัญญาณออกมาเชียร์รัฐบาล แต่ท่านคงอยากฟังฟีดแบ็ก

ผู้สื่อข่าวถามว่าในฐานะพรรคการเมืองที่เป็นเจ้าของนโยบาย กังวลจะเกิดกระแส ต่อต้านจนทำให้นโยบายสะดุดหรือไม่ นายอนุสรณ์กล่าวว่า ไม่คิดว่าเสียงของ นักวิชาการ และเสียงของประชาชนที่ออกมาเสนอแนะต่างๆ เป็นการต่อต้าน แต่คิดว่าหลายหัวดีกว่าหัวเดียว คนที่ออกมาให้ความเห็นหากยึดเอาผลประโยชน์ของประชาชน และประเทศเป็นสำคัญ ควรที่จะรับฟังและเราน้อมรับทุกเสียง ไม่ว่าจะสนับสนุน หรือเห็นต่าง เพราะการทำนโยบายทุกนโยบายเพื่อให้ประชาชนเข้าถึง จะไม่เกิดประโยชน์ หากออกนโยบายไปแล้วประชาชนมีเงื่อนไข หรือติดอุปสรรคไม่สามารถเข้าร่วมได้ และอยากฝากถึงประชาชนที่คัดค้านว่า รัฐบาลยินดีรับฟังทุกความคิดเห็นทุกภาคส่วน

เมื่อถามว่า ในฐานะ สส.มีข้อเสนอหรือทางออกอย่างไรหรือไม่ นายอนุสรณ์กล่าวว่า คณะกรรมการดิจิทัลวอลเล็ตที่ตั้งขึ้นมา มีกรรมการจากหลายภาคส่วนและการทำงานในฐานะนิติบัญญัติในสภา มีช่องทางในการตั้งข้อสังเกตแล้ว และคิดว่าคณะกรรมการคงจะนำข้อเสนอต่างๆ ปรับแก้ แต่จากการที่ฟังความเห็นของประชาชนพบว่าส่วนใหญ่รอมาตรการการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านนโยบายดิจิทัลวอลเล็ตอยู่ ฉะนั้น หากเราตั้งธงร่วมกันว่าจะทำโครงการนี้ คิดว่าวิธีการหรืออะไรก็ตามคงไม่เป็นอุปสรรคจนกลบให้โครงการนี้ไม่สามารถเกิดขึ้นได้

ปชป.อัดชี้นำ-จี้แจงที่มางบ
นายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวว่า การที่นายเศรษฐาอ้อนประชาชนให้เชียร์นโยบายแจกดิจิทัลถือเป็นสิทธิของนายกฯ และองคาพยพของรัฐบาลโดยเฉพาะพรรคเพื่อไทยที่พยายามออกมาชี้นำประชาชน แต่สิ่งหนึ่งที่นายกฯ ยังไม่ได้ทำคือการอธิบายด้วยเหตุด้วยผล ให้ความรู้ความเข้าใจถึงที่ไปที่มาของโครงการ ซึ่งยังไม่มีความชัดเจนไม่ว่าที่มา ของเงินจะใช้งบประมาณจากส่วนไหนของ งบประมาณแผ่นดิน ขั้นตอนวิธีการในการดำเนินการ จะได้ความคุ้มค่ามากน้อยขนาดไหน

“นายกฯต้องอธิบายถึงสภาวะการเกิดภาวะเงินเฟ้อว่ามีความเสี่ยงมากน้อยขนาดไหน ข้าวของจะมีราคาสูงขึ้นกว่าปกติหรือไม่ และสาระสำคัญจะไปกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากน้อยขนาดไหน รวมถึงผลกระทบที่อาจจะ เกิดขึ้นในอนาคต”

ผู้สื่อข่าวถามว่า หากเกิดกระแสการต่อต้านเพิ่มมากขึ้น มองว่ารัฐบาลควรรับฟังเหตุผลหรือไม่ นายราเมศกล่าวว่า การที่มีหลายฝ่ายมาท้วงติง อย่ามองว่าพวกเขาเหล่านั้นไม่มีเหตุผล ไม่ว่าจะเป็นนักเศรษฐศาสตร์ที่มีความเชี่ยวชาญเข้าใจและห่วงใยภาพรวมของประเทศมาตลอดชีวิต รวมถึงหน่วยงานอื่นๆที่ท้วงติงมาด้วยหลักการและเหตุผลที่ดี ซึ่งขณะนี้จะมีผลการสำรวจของความคิดเห็น ของสถาบันต่างๆ สิ่งสำคัญเหล่านี้ควรนำมาประกอบการตัดสินใจว่าจะเดินหน้าต่อหรือไม่อย่างไร หรือควรปรับปรุงแก้ไขมากน้อยแค่ไหน เพราะงบประมาณที่จะนำมาใช้มีจำนวนมาก เชื่อว่านัยยะที่สำคัญคือการหวังผลในทางการเมืองพยายามใช้การปลุกกระแสเพื่อให้เห็นว่าฝ่ายที่สนับสนุนก็มี

อย่าเห็นแก่ประโยชน์การเมือง
“ที่สำคัญเมื่อพรรคเพื่อไทยได้ประกาศเป็นนโยบายก็มีความพยายามจะเดินต่อไปให้สุดทาง แต่หลักการของความเป็นผู้นำที่ดีควรยึดหลักการความถูกต้อง คำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนและประเทศเป็นที่ตั้ง เชื่อว่าจะทำให้นายกฯตั้งหลักในการคิดได้ อย่าคิดในเชิงการเมืองเพราะสัจธรรมที่แท้จริงการเมืองมาแล้วก็ไป แต่ควรเลือกทิ้งในสิ่งที่ดีไว้ให้กับลูกหลาน ประชาชน อย่าสร้างภาระให้กับประเทศและประชาชน ดูจะง่ายเกินไปที่บอกเพียงว่าถ้านโยบายนี้ผิดพลาดรอบหน้าก็อย่าเลือกพรรคเพื่อไทย เป็นการตอกย้ำให้เห็นถึงการเห็นแก่ประโยชน์ในทางการเมืองมากกว่าสิ่งอื่นใด เสียงท้วงติงที่เพิ่มมากขึ้นรัฐบาลต้องรับฟังอย่างจริงใจ อย่าผลักใสใล่ส่งความเห็นเหล่านั้น” นายราเมศกล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่าถ้ารัฐบาลยังดื้อที่จะ เดินหน้าโครงการต่อไป จะมีผลกระทบภาพรวมต่อเศรษฐกิจของประเทศอย่างไร นายราเมศกล่าวว่า เชื่อว่าหากยังยืนยันเดินหน้าต่อไป ผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศมีอย่างแน่นอน ด้วยหลายเหตุผล นโยบายขาดการศึกษาอย่างรอบด้าน ไม่ละเอียดรอบคอบ คิดเพียงเพื่อใช้ในการรณรงค์หาเสียง การใช้งบประมาณที่มีจำนวนมากถึง 5.6 แสนล้านบาท ไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างแท้จริง และอีกหลายเหตุผลที่เห็นได้ว่า นโยบายนี้ได้ไม่คุ้มเสีย

“ผมสนับสนุนคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ที่ได้ตั้งทีมขึ้นมาตรวจสอบนโยบายเงินดิจิทัล 10,000 บาท เพื่อพิจารณาความเสี่ยงที่ไม่ว่า จะเป็นเรื่องการก่อให้เกิดปัญหาการทุจริต ผลกระทบต่อเสถียรภาพและความมั่นคงอย่างยั่งยืนของฐานะทางการเงินการคลัง และขอย้ำว่าทุกการกระทำของรัฐบาลอนาคตจะเป็น คำตอบแน่นอน” นายราเมศกล่าว

ก.ก.จวกปลุกมวลชนเกทับ
นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ สส.กทม. รองเลขาธิการพรรคก้าวไกล (ก.ก.) ให้สัมภาษณ์ว่า นโยบายดิจิทัลวอลเล็ตมีเสียงวิจารณ์ การบริหารงบประมาณแผ่นดินก็ต้องฟังเสียงรอบด้าน แน่นอนว่าทุกนโยบายมีทั้งคนสนับสนุนและคัดค้าน แต่เราต้องฟังเหตุผลว่าเสียงคัดค้านนั้นเป็นเพราะเหตุผลอะไร และหากสนับสนุน สนับสนุนด้วยเหตุผลอะไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเป็นนโยบายแจกเงินต้องมีเสียงสนับสนุน อยู่แล้ว แต่จะไม่ฟังเสียงคัดค้านเลยก็ไม่ได้ งบประมาณมาจากไหน สุดท้ายประชาชนได้ประโยชน์จริงหรือไม่ และยั่งยืนหรือเปล่า

นัยยะคือการสื่อสารให้คนที่เห็นด้วยกับนโยบายนี้แสดงออกมากยิ่งขึ้น ซึ่งตนคิดว่าเรื่องนี้ไม่เป็นผลดีเลย จะยิ่งเป็นการแบ่งแยกคนที่เห็นด้วย และคนที่คัดค้าน คิดว่าควร เดินหน้าชี้แจงคนที่ยังไม่เข้าใจหรือยังไม่เห็นด้วย ด้วยเหตุผลที่ได้คิดโครงการไว้แล้ว รวมทั้งที่มาของเงินว่าเป็นอย่างไร น่าจะเป็นผลดีมากกว่าปลุกมวลชนแบ่งข้าง

ผู้สื่อข่าวถามว่า หากเกิดกระแสการ ต่อต้านเพิ่มมากขึ้น ถ้ารัฐบาลยังเดินหน้าโครงการต่อไป จะมีผลกระทบภาพรวมต่อเศรษฐกิจของประเทศอย่างไร นายณัฐชา กล่าวว่า คิดว่านโยบายนี้เป็นจุดตายของรัฐบาลเลย คือหากทำได้ดีคุณสามารถอยู่ต่อได้ในระยะยาว แต่หากทำไม่ดี ไม่ชัดเจน รัฐบาลอาจมีอายุสั้นลงก็ได้ ฉะนั้นการดำเนินนโยบายนี้เป็นนโยบายที่ประชาชนให้ความสนใจ ทั้งผู้สนับสนุนและคัดค้าน ฉะนั้นควรระมัดระวังในการตัดสินใจ หากใช้วิธีที่จะปลุกคนสนับสนุนให้ออกมาแสดงออก เพื่อจะเกทับฝั่งคนไม่เห็นด้วย โครงการนี้น่าเป็นห่วงเพราะเป็นการใช้งบประมาณก้อนใหญ่ กระทบกับงบประมาณแผ่นดินแน่นอน และผลกระทบที่จะตามมาต่างๆ ต้องชี้แจงให้ประชาชนทราบด้วยว่าสุดท้ายแล้วเงินก้อนนี้จะเข้าไปหมุนเศรษฐกิจ ให้คนกี่กลุ่มที่จะได้รับประโยชน์จากตรงนี้

ปธ.แนะยืนอยู่บนเหตุผล
นายกัณวีร์ สืบแสง สส.บัญชีรายชื่อ เลขาธิการพรรคเป็นธรรม (ปธ.) กล่าวว่า การที่นายเศรษฐาอ้อนประชาชนให้เชียร์นโยบายการแจกดิจิทัลว่า ต้องดูตรรกะและเหตุผลว่าการเพิ่มเงินใส่เม็ดเงินเข้าไปในระบบโดยเฉพาะในกระเป๋าประชาชนเป็นสิ่งที่ดี แต่เราต้องดูว่าเม็ดเงินมาจากไหน มีภาระผูกพัน ตรงไหนบ้าง หากมีภาระผูกพันที่จะเสียมากกว่าได้ ต้องพิจารณาให้ดี ไม่เช่นนั้น อาจเป็นการเพิ่มหนี้ให้ประเทศมากกว่าเดิม หากออกมาสนับสนุนโดยมีตรรกะและ เหตุผลรองรับ อันนี้น่าฟัง แต่หากเป็นการสนับสนุนเฉยๆ โดยที่ไม่มีเหตุผลมารองรับ มันการันตีไม่ได้ว่าประเทศจะไม่มีภาระผูกพันในอนาคต และจะไม่ส่งผลให้ประชาชน เสียภาษีมากกว่าเดิม

ส่วนการแบ่งฝ่ายระหว่างผู้ที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยคงปฏิเสธไม่ได้ แต่อย่างที่ตนยืนยันว่า ต้องมีเหตุผลว่าทำไมถึงสนับสนุน และตรงนี้จะช่วยไม่ให้เราแบ่งเป็นฝักฝ่าย จะเป็นการสร้างสมดุลให้กับสังคมว่าทำไมถึงอยากให้ประชาชนสนับสนุนนโยบายนี้ น่าจะตอบโจทย์มากกว่า คือการทำให้ทุกคนเห็นด้วยโดยการใช้เหตุผลในการเชิญชวนประชาชน ยืนยันว่า หากเกิดการต่อต้านมากๆ คุณก็ออกมาแจงว่าอะไรเป็นอะไรบ้าง เอาสมการง่ายๆ แสดงให้ประชาชนเห็นง่ายๆ ตนว่านี่เป็นสิ่งที่ควรจะทำ ไม่ใช่ต่อต้านกันไปมาและไม่ยอมชี้แจง หากแจงที่มาได้ทุกอย่างจบและทุกคนยอมรับได้

นิด้าโพลระบุคนส่วนใหญ่กังวล
ด้านศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจของประชาชน เรื่อง “การแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต ควรไปต่อหรือพอแค่นี้?” สำรวจระหว่างวันที่ 9-11 ต.ค.2566 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาคระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับการแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่าง ด้วยวิธีแบบง่าย (Simple Random Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

จากการสำรวจเมื่อถามถึงความกังวลของประชาชนต่อนโยบายการแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท ว่าอาจจะทำให้ได้ ไม่คุ้มเสียกับประเทศ (เช่น เกิดภาวะเงินเฟ้อ ข้าวของแพงขึ้น ไม่กระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ) ตามคำเตือนของ 99 นักวิชาการ และคณาจารย์เศรษฐศาสตร์ พบว่าตัวอย่างร้อยละ 30.92 ระบุว่า ค่อนข้างกังวล รองลงมา ร้อยละ 28.47 ระบุว่า ไม่กังวลเลย ร้อยละ 25.27 ระบุว่า กังวลมาก ร้อยละ 15.19 ระบุว่า ไม่ค่อยกังวล และร้อยละ 0.15 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

79% รับเงิน-ถ้าล้มฉุดเรตติ้งพท.
ด้านความคิดเห็นของประชาชนต่อการดำเนินนโยบายการแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท ร้อยละ 47.10 ระบุว่า ดำเนินนโยบายต่อ แต่ควรมีการปรับให้เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบัน รองลงมา ร้อยละ 32.52 ระบุว่า ดำเนินนโยบายต่อตามที่ได้หาเสียงไว้ ร้อยละ 18.85 ระบุว่า ควรหยุดการดำเนินการในนโยบายนี้ได้แล้ว และร้อยละ 1.53 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

ส่วนการรับเงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท ของประชาชน ร้อยละ 79.85 ระบุว่า รับเงินและนำไปใช้จ่าย รองลงมา ร้อยละ 13.51 ระบุว่า ไม่รับเงิน ร้อยละ 5.42 ระบุว่า รับเงิน แต่ไม่นำไปใช้จ่าย และร้อยละ 1.22 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

เมื่อถามความคิดเห็นของประชาชนต่อคะแนนนิยมพรรคเพื่อไทย หากรัฐบาลยกเลิกนโยบายการแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท ร้อยละ 60.00 ระบุว่า ส่งผลกระทบให้คะแนนนิยมพรรคเพื่อไทยลดลง รองลงมา ร้อยละ 29.92 ระบุว่า ไม่ส่งผลกระทบใดๆ กับคะแนนนิยมพรรคเพื่อไทย ร้อยละ 6.49 ระบุว่า ส่งผลให้คะแนนนิยมพรรคเพื่อไทยเพิ่มขึ้น และร้อยละ 3.59 ระบุว่า ไม่ทราบ/ ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

เมื่อพิจารณาลักษณะทั่วไปของตัวอย่าง พบว่า ตัวอย่างร้อยละ 8.55 มีภูมิลำเนา อยู่กรุงเทพฯ ร้อยละ 18.55 มีภูมิลำเนาอยู่ ภาคกลาง ร้อยละ 18.01 มีภูมิลำเนาอยู่ ภาคเหนือ ร้อยละ 33.44 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ร้อยละ 13.74 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคใต้ และร้อยละ 7.71 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคตะวันออก ตัวอย่าง ร้อยละ 48.09 เป็นเพศชาย และร้อยละ 51.91 เป็น เพศหญิง

พท.ไม่ค้านนิรโทษฉบับก.ก.
น.ส.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ ให้สัมภาษณ์กรณีที่นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ โฆษกพรรค ก้าวไกล เสนอแนะให้พรรคเพื่อไทยยื่นร่างประกบกฎหมายนิรโทษกรรมฉบับพรรค ก้าวไกล หากหวั่นว่าร่างกฎหมายดังกล่าว จะเอื้อให้กับกลุ่มคนโดนคดีอาญามาตรา 112 ว่า พรรคเพื่อไทยมุ่งไปในแนวทางการแก้ไขกฎหมายการชดเชยและเยียวยาผู้ได้รับ ผลกระทบจากการปราบปรามการชุมนุม ซึ่งเราได้ยื่นร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ(พ.ร.ป.) ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ฉบับที่…) พ.ศ. … และร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง (ฉบับที่…) พ.ศ. … ต่อนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎรไปแล้ว ส่วนร่างกฎหมายนิรโทษกรรมอยู่ในกระบวนการหารือในพรรค ซึ่งมีการพูดคุยกันในฝ่ายกฎหมายและวงประชุมของสส.พรรค แต่ยังไม่ได้มีแนวทางที่ชัดเจน ทั้งนี้ เราไม่ได้คัดค้าน หากใครเสนอมาก็ไปพูดกันในสภา

ส่วนนายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า เป็นสิทธิ์ของนายพริษฐ์ที่จะเสนอ แต่เชื่อว่าการดำเนินการทุกเรื่องของรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นการผลักดันหรือขับเคลื่อนนโยบายด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ต้องมีส่วนผสมที่ลงตัว ประชาชนที่เฝ้ารอการแก้ปัญหาเรื่องเศรษฐกิจปากท้องก็มี ขณะเดียวกันยอมรับว่ามีประชาชนที่รอการแก้ปัญหาการเมืองเช่นเดียวกัน ฉะนั้น ต้องรับฟังความเห็นให้รอบด้าน ไม่ใช่ฟังเฉพาะคุณพริษฐ์ หรือฟังแค่บางส่วน เชื่อว่ามีคณะกรรมการที่ครอบคลุมหลากหลาย และเชื่อว่าหากทุกฝ่ายให้ความร่วมมือกันเสียงทุกเสียง ข้อเสนอแนะทุกข้อเสนอ รัฐบาลยินดีรับฟัง เพราะแก้แล้วต้องดีกว่าเดิม อีกทั้งวันนี้รัฐบาลสลายความขัดแย้งแล้ว จะทำอะไรต้องระมัดระวัง รวมถึงต้องยึดผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ

เมื่อถามว่าพรรคเพื่อไทยได้หารือเรื่องนี้บ้างหรือไม่ นายอนุสรณ์กล่าวว่า มี ทุกการประชุมของสมาชิกพรรคเพื่อไทยมีคนที่มี ข้อเสนอเรื่องนี้ คิดว่าเมื่อถึงจังหวะที่รวบรวมข้อมูลสำคัญแล้ว คงมีคณะกรรมการที่ดูแลแต่ละเรื่องออกมาแถลงความคืบหน้า

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน