บิ๊กทินเพิ่มบิน‘ทอ.’ ระดมรับหมดในตค. ยอดตาย29ถูกจับ17 ก.แรงงานลุยเยียวยาทวงค่าแรงอิสราเอล
สองเที่ยวบินส่งกลับไทยอีก 374 ทอ.ไฟลต์แรกปลอดภัย เตรียมไปรับอีก 18 ต.ค.นี้ นายกฯสั่งช่วยหางาน ระดมอีกอย่างน้อย 32 เที่ยวบิน พากลับ ชี้อพยพ-ช่วยตัวประกันสำคัญพอกัน ปานปรีย์ชี้มีสัญญาณบวก กต.เผยแรงงานไทยเสียชีวิตเพิ่ม 1 ราย ถูกจับเป็นตัวประกันอีก 1 คน กระทรวงแรงงานแจง 4 มาตรการ ช่วยเหลือ พร้อมช่วยตามค่าจ้างจากนายจ้างอิสราเอล
นายกฯยินดี 130 แรงงานถึงไทย
เมื่อวันที่ 16 ต.ค. นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์ถึงเครื่องบินกองทัพอากาศอพยพคนไทยในอิสราเอล 130 ถึงยังท่าอากาศยานทหาร กองบิน 6 ดอนเมือง ว่า ดีใจที่คนไทยได้เดินทางกลับประเทศ หลังจากนี้ให้กระทรวงแรงงานช่วยหางานที่เหมาะสมให้ประกอบอาชีพ ส่วนเรื่องการอพยพคนไทยที่เหลือก็พยายามทำอย่างเต็มที่และจะดำเนินการ ให้เร็วที่สุด ส่วนเที่ยวบินที่รับคนไทยเดินทางกลับอย่างน้อย ต้องมี 32 เที่ยวบิน และจะต้องเพิ่มขึ้น
ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเศรษฐา ทวีสิน นายก รัฐมนตรีและรมว.คลัง ให้สัมภาษณ์หลัง ประชุมครม.ถึงการเดินทางไปประชุมเวที ข้อริเริ่มสายแถบและเส้นทาง (Belt and Road Forum for International Cooperation: BRF) ครั้งที่ 3 ที่สาธารณรัฐประชาชนจีน และการประชุมสุดยอดอาเซียนคณะมนตรีความร่วมมือ รัฐอ่าวอาหรับ (ASEAN-GCC Summit) ครั้งที่ 1 ที่ซาอุดีอาระเบีย ระหว่างวันที่ 16-22 ต.ค. ว่า ในโอกาสที่จะพบผู้นำหลายประเทศครั้งนี้จะมีการพูดคุยกันในเรื่องนี้ และเชื่อว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ผู้นำประเทศทุกคนให้ความสำคัญ และเป็นห่วงเป็นใยจริงๆ อยากให้ทุกอย่างจบได้ด้วยดี จะใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัวและอาศัยการทูตทั้งช่องทางที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการเพื่อพูดคุย
ระดมอีกอย่างน้อย 32 เที่ยวบิน
เมื่อถามถึงกรณีที่ไม่สามารถบินผ่านเส้นทาง ของซาอุดีอาระเบียได้ การเดินทางไปเยือนครั้งนี้จะใช้โอกาสพูดคุยขอความช่วยเหลือ ในเรื่องนี้หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า เป็นข้อเสนอแนะที่ดีและคิดว่าคงต้องคุย โดยตน จะได้เจอ เจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน มกุฎราชกุมารซาอุดีอาระเบีย คงจะได้เจรจากันหลายเรื่อง
นายเศรษฐากล่าวว่า แรงงานไทยไม่ได้เป็นเป้าหมาย และว่าไทยไม่เปลี่ยนแปลงท่าที เราเป็นประเทศที่เป็นกลาง ไม่มีส่วนในความขัดแย้งและเราพยายามช่วยเจรจาทั้ง 2 ฝ่าย แต่น่าเสียใจที่เราสูญเสียเป็นอันดับต้นๆ มองว่าคงไม่ได้เจาะจงทำร้ายแรงงานไทย จุดมุ่งหมายสูงสุดของไทยคือการนำคนไทย ที่เป็นตัวประกัน ออกมาโดยเร็วที่สุดและปลอดภัยและสำหรับผู้ที่ไม่ได้เป็นตัวประกันและต้องการกลับไทย รัฐบาลจะอพยพกลับไทย โดยเร็วที่สุด
นายเศรษฐากล่าวว่า ที่ประชุมกระทรวงการต่างประเทศยืนยันให้ความสำคัญสูงสุด ที่จะอพยพคนไทยโดยเร็วที่สุดผ่านเครื่องบินสายการบินอิสราเอล นกแอร์ และสไปซ์ เจ็ต ซึ่งมีทั้งหมด 32 เที่ยวบิน ซึ่งถึงสิ้นเดือนอพยพได้ 5,700 คน ซึ่งจำนวนเที่ยวบินยังไม่เพียงพอ เพราะมีคนขอกลับกว่า 7,000 คน การลำเลียงคนเป็นปัญหาอยู่ จึงมอบหมายให้ทุกหน่วยงานไปหาเช่าเครื่องบินแอร์บัสเอ 380 อีกทางเลือกหนึ่ง การต่อสู้ยังไม่จบ อีกทั้งทางบก และท่าเรือปิด จึงต้องพึ่งทางอากาศอย่างเดียว ซึ่งสถานทูตทำงานอย่างเต็มที่และสามารถนำแรงงานไทยมาอยู่ในที่พักพิงเพื่อรอขึ้นเครื่องกลับ 400 คนต่อวัน
สั่งเร่งอพยพ-ช่วยตัวประกัน
นายเศรษฐาให้สัมภาษณ์อีกครั้งก่อนการเดินทางไปสาธารณรัฐประชาชนจีนว่า ขณะนี้ มีแรงงานไทยถูกจะเป็นตัวประกันเพิ่มอีก 1 คน เสียชีวิตเพิ่มอีก 1 คน ซึ่งสถานการณ์ไม่ได้เบาบางลงไป ยังอยู่ในขั้นวิกฤตเหมือนเดิม ส่วนเที่ยวบินที่รับแรงงานไทยกลับล่าสุด ได้รับว่าแจ้งว่าจะเดินทางกลับแต่ไม่สามารถเดินทางมาได้ 6 คน ซึ่งไม่สามารถติดต่อได้ คาดว่าจะอยู่ในพื้นที่สุ่มเสี่ยงจึงยังไม่สามารถเดินทางออกมาได้ ทางกระทรวงการต่างประเทศ จะประชุมวันนี้ในเวลา 16.00 น. ซึ่งเป็นช่วงจังหวะเวลาที่ตนเดินทางถึงกรุงปักกิ่งก็จะทราบ ความคืบหน้า จึงได้สั่งการไปว่าให้หาเที่ยวบินเพิ่มมากขึ้นเพื่ออพยพคนทั้ง 7,000 คนให้ได้ภายในสิ้นเดือนนี้ ได้สั่งการให้นำคนของเราออกมาโดยเร็วที่สุด ส่วนเรื่องอื่นเป็นเรื่องรอง ขณะที่เรื่องการช่วยตัวประกันก็เป็นเรื่อง ที่สำคัญเท่าเทียมกัน
เมื่อถามว่าเรื่องตัวประกันขณะนี้มีสัญญาณบวกหรือไม่ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ยังไม่มี ก็จะพยายามทำทุกวิถีทาง แต่มีความคืบหน้า ที่ดีขึ้นในแง่ของการเจรจา และว่าขณะนี้ไม่มีกรณีนายจ้างบังคับให้แรงงานทำงานแม้จะอยู่ในภาวะสงครามแล้ว ได้ประสานเอกอัคร ราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทยว่าเรื่องนี้เรารับไม่ได้ ขออย่าให้มีเรื่องนี้เกิดขึ้นเลย เพราะเป็นเรื่องของความเป็นความตาย จะมาบังคับทำงานไม่ถูกต้อง ซึ่งเอกอัครราชทูต อิสราเอลฯ ก็รับปากจะดูแลเรื่องนี้ให้
กต.เผยพบแรงงานเสียชีวิตอีก 1
นางกาญจนา ภัทรโชค อธิบดีกรมสารนิเทศ และโฆษกกระทรวงการต่างประเทศแจ้งว่า คนไทยตายเพิ่มอีก 1 ราย เป็น 29 ราย และ ผู้บาดเจ็บคงเดิมที่ 16 คน ผู้ถูกจับกุมยังไม่เปลี่ยนแปลงที่ 17 คน ส่วนคนที่ประสงค์ ขอกลับไทย 7,596 คน และไม่ขอกลับ 99 คน
นางกาญจนากล่าวด้วยว่า เที่ยวบินในวันที่ 16 ต.ค. 66 ค่ำนี้ สถานทูตไทยในกรุงเทลอาวีฟ ได้อำนวยความสะดวกจัดส่งคนไทยในอิสราเอล 244 คนกลับประเทศไทย ด้วยเที่ยวบิน เช่าเหมาลำพิเศษของสายการบินแอลอัล (El Al Israel Airlines) สายการบินแห่งชาติอิสราเอล ซึ่งออกเดินทางจากท่าอากาศยานเบนกูเรียนเมื่อเวลา 06.20 น. และจะเดินทางถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเวลา 19.05 น. ในวันเดียวกันนี้ มีนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ 30 คน และนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร 3 คน ซึ่งเดินทางไปศึกษาที่สถาบันฝึกอบรมนานาชาติ ด้านการเกษตรในเขตอาราวา ในเขตพื้นที่ทะเลทรายอาราวา โดยสารไปด้วย ทั้งนี้ ยังมีนักศึกษาที่เหลือ 82 คนไม่ได้แสดงความประสงค์เดินทางกลับ
สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟ แจ้งด่วนผ่านเฟซบุ๊กสถานทูต ขอให้คน ที่ประสงค์จะเดินทางกลับไทยยืนยันความประสงค์ด้วยการเดินทางมาที่ศูนย์พักพิง ที่โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทลอาวีฟ เพื่อที่สถานทูตจะสามารถอำนวยความสะดวกให้ท่านได้เดินทางกลับไทยในเที่ยวบินที่เร็วที่สุดต่อไป โดยตั้งแต่วันอังคารที่ 17 ต.ค. จะมีเที่ยวบินกลับไทยทุกวัน
สำหรับผู้ที่จะเดินทางมาที่ศูนย์พักพิงขอให้ รวมกลุ่มเดินทางมาที่ศูนย์ และขอใบเสร็จจากคนขับรถเพื่อนำไปเบิกที่ประเทศไทยต่อไป
ปานปรีย์เร่งช่วยตัวประกัน
นายปานปรีย์ พหิทธานุกร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ และความคืบหน้าในการช่วยเหลือคนไทยในอิสราเอลว่า ขณะนี้ใครที่แสดงความจำนงกลับมาก่อนสถานทูตก็จะพร้อมนำส่งกลับไปทันที ซึ่งมีทั้งหมด 32 เที่ยวบิน คาดว่าไม่ต่ำกว่า 5,600 คน ส่วนที่เหลือกำลังประสานอยู่ให้กลับมาโดยเร็วที่สุด ตามแผนสามารถที่จะนำคนไทยกลับมาได้เกือบ 6,000 คนแล้ว ส่วนที่เหลืออีก 1,000 คนนั้น ขณะนี้กำลังประสานงานกับสายการบินที่อยู่ในพื้นที่อิสราเอล และตะวันออกกลาง โดยจะนำกลับมา เพิ่มขึ้นโดยเร็วที่สุด
ผู้สื่อข่าวถามถึงเรื่องตัวประกันที่เป็นคนไทย ที่ถูกจับอยู่ในอิสราเอลนั้นมีสัญญาณบวก หรือไม่ นายปานปรีย์ กล่าวว่า มีสัญญาณบวก แต่ยังไม่แถลงถึงความชัดเจนและประสานงาน ทุกฝ่าย อาจจะไม่ได้บอกถึงรายละเอียดว่าประสานประเทศไหนบ้าง แต่ยืนยันเราประสาน ทั้งสองฝ่าย คือฝ่ายอิสราเอล เพราะเขาต้องมีหน้าที่ดูแลความปลอดภัยให้กับคนของเรา ส่วนประเทศในกลุ่มตะวันออกกลาง ที่มีความสนิทสนมและคุ้นเคยกับทางปาเลสไตน์และกลุ่มฮามาส เราก็ประสานกับเขาด้วย ล่าสุดเขาได้ส่งข่าวมาว่าแนวโน้มในการปล่อยตัวประกันมีสูงมาก ส่วนการพิสูจน์อัตลักษณ์ ผู้เสียชีวิตไม่ว่าจะเป็นประเทศไหนก็ต้องใช้เวลา ในภาวะสงครามแบบนี้ จำนวนคนที่จะพิสูจน์อัตลักษณ์ก็จะต้องใช้ระยะเวลานานพอสมควร อย่างไรก็ตามพยายามเร่งให้ทางการอิสราเอลขอให้เร่งทำในส่วนของประเทศไทยก่อน เพราะเราเพราะเราได้รับผลกระทบมากกว่าประเทศอื่น ซึ่งทางการอิสราเอลรับปากแล้วว่าจะเร่งให้
นายปานปรีย์กล่าวว่า เราก็ต้องการให้ยุติสงครามตั้งแต่ตอนนี้เลย ได้คุยกับผู้นำในประเทศตะวันออกกลาง ซึ่งก็กำลังประสานงาน และขับเคลื่อนต่างๆ โดยข้อแรกขอให้มีการหยุดยิงก่อนและให้มีการเจรจา เพราะเขาก็เป็นห่วง ถึงแม้จะเป็นภูมิภาคเดียวกับอิสราเอลและปาเลสไตน์ แต่ทุกประเทศภูมิภาค ต่างเร่งรัด และพยายามให้เกิดความสงบเรียบร้อยให้เกิดขึ้น ในอิสราเอล และในฉนวนกาซ่าโดยเร็วที่สุด
บินไทยจัดโบอิ้งบินรับ 17 ต.ค.
รายงานข่าวจากบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ขณะนี้การบินไทยได้รับประสานให้ปฏิบัติภารกิจอพยพคนไทยในอิสราเอล โดยจะทำการบินในเที่ยวบินแรกด้วยเครื่องโบอิ้ง 777-200 ER เที่ยวบินที่ TG 8950 เดินทางออกจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ วันที่ 17 ต.ค. 2566 เวลา 02.20 น. ใช้เวลาทำการบิน 12 ชั่วโมง คาดว่าจะถึงท่าอากาศยานเทลอาวีฟในเวลาประมาณ 14.20 น. โดยจะขนผู้โดยสารคนไทย 280 คน และเดินทาง กลับถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิวันที่ 18 ต.ค. 2566 เวลาประมาณ 05.00 น.
รายงานข่าวระบุอีกว่า เที่ยวบินแรกที่การบินไทยจะปฏิบัติภารกิจอพยพคนไทยในอิสราเอลนี้จะขนผู้โดยสารได้สูงสุด 280 คน และหลังจากนี้การบินไทยยังได้รับประสานจากภาครัฐให้ทำการบินเพื่ออพยพคนไทยในอิสราเอลเพิ่มเติมตลอดทั้งเดือนตุลาคมนี้ ซึ่งการบินไทยมีความพร้อมในทุกๆ ด้านที่จะสนับสนุนภารกิจนี้
รายงานข่าวระบุอีกว่า เที่ยวบินแรก ที่การบินไทยจะปฏิบัติภารกิจอพยพคนไทยในอิสราเอลนี้จะขนผู้โดยสารได้สูงสุด 280 คน และหลังจากนี้การบินไทยยังได้รับประสานจากภาครัฐให้ทำการบินเพื่ออพยพคนไทย ในอิสราเอลเพิ่มเติมตลอดทั้งเดือนตุลาคมนี้ ซึ่งการบินไทยมีความพร้อมในทุกๆ ด้านที่จะสนับสนุนภารกิจนี้

ถึงบ้าน – แรงงานไทย 130 คนนั่งเครื่องบิน A340-500 ของกองทัพอากาศกลับจากอิสราเอลมาถึงสนามบิน บน.6 ดอนเมือง ถือเป็นกลุ่มคนไทยล็อตที่ 4 ที่กลับถึงบ้าน โดยมีครอบครัวมารอต้อนรับอย่างอบอุ่น เมื่อเช้าวันที่ 16 ต.ค.

18 ตค.‘ทอ.’บินอพยพอีก
เวลา 06.50 น. วันที่ 16 ต.ค. ที่บน.6 เครื่องบิน A340-500 ของกองทัพอากาศ เที่ยวบินแรกที่เดินทางไปอพยพคนไทย ในอิสราเอล เดินทางถึงอย่างปลอดภัย โดยมีนายสุทิน คลังแสง รมว.กลาโหม และพล.อ.อ.เสกสรร คันธา เสธ.ทอ. ผู้แทนผบ.ทอ. ร่วมให้การต้อนรับ ซึ่งภาพรวมของผลการปฏิบัติภารกิจในครั้งนี้ เป็นไปด้วยความเรียบร้อยตามที่กองทัพอากาศวางแผนไว้ ถือเป็นแรงงานไทยจากอิสราเอลล็อตที่ 4 ที่เดินทางกลับถึงบ้าน
ทั้งนี้ คนไทยในอิสราเอลที่เดินทางกลับสู่ประเทศไทยในเที่ยวบินแรก ของกองทัพอากาศ จำนวน 130 คน แบ่งเป็นชาย 127 คน หญิง 2 คน และเด็กหญิง 1 คน โดยก่อนการเดินทางกลับประเทศไทยนั้น ได้ตรวจร่างกายเพื่อตรวจสอบความพร้อมบินของผู้โดยสารโดยทีมแพทย์ ทอ. และการตรวจความปลอดภัย ก่อนขึ้นเครื่องบินโดยเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยบนอากาศยาน และมีลูกเรือดูแลอำนวยความสะดวกตลอดเส้นทางการบิน เมื่อเดินทางถึงบน.6 ผู้โดยสารจะผ่านกระบวนการตรวจร่างกาย การตรวจคนเข้าเมือง การตรวจสอบสิทธิ ก่อนเดินทางไปสถาบันบำราศนราดูรเป็นลำดับต่อไป
สำหรับการอพยพคนไทยในเที่ยวบินที่ 2 กองทัพอากาศวางแผนนำ A340-500 ปฏิบัติภารกิจอีกครั้ง ในวันที่ 18 ต.ค.66 โดยใช้ เส้นทางบินเดิม
สำหรับเรื่องเงินช่วยเหลือเยียวยา กระทรวง แรงงานจะรับคำร้องเพื่อขอความสงเคราะห์เงินกองทุนเพื่อช่วยเหลือคนงานไปทำงานในต่างประเทศไว้ก่อน แล้วส่งให้แรงงานแต่ละจังหวัดรับเรื่องไปพิจารณา เพราะการเดินทางมารอบนี้มีแรงงานจำนวนมาก หลังจากนั้นหากเอกสารครบ จะใช้เวลาไม่เกิน 3 วัน จะมีเงินโอนเข้าบัญชี 15,000 บาท โดยทางกระทรวงแรงงานได้จัดโต๊ะไว้รองรับแรงงานทั้งหมด
รมว.กห.ขอบคุณจนท.ทุกคน
นายสุทินกล่าวกับนักบินและทางเจ้าหน้าที่ที่ไปอพยพคนไทยจากประเทศอิสราเอลว่า สิ่งแรกที่อยากจะพูดคือพวกเราทุกคนที่มา วันนี้ดีใจ และชื่นใจที่ได้เห็นทุกท่านกลับมาโดยสวัสดิภาพ พร้อมกับมีภารกิจที่สำเร็จอย่างสมบูรณ์ นั่นก็คือทุกท่านกลับมาด้วยสภาพร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์ ประการที่สอง คือภารกิจของเราได้ไปนำเอาพี่น้องเรากลับมา ซึ่งเมื่อสักครู่ก็ได้เห็นพี่น้องเราได้กลับมา เห็นหน้าตาที่ทุกคนได้เหมือนกับว่าได้รอดพ้นจากอันตรายและทุกคนเหมือนมีความรู้สึกว่า จะได้กลับมาสู่ความอบอุ่นของแผ่นดินของครอบครัว เพราะฉะนั้นต้องชื่นชมความ เสียสละของทุกท่านและความตั้งใจในการปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็งด้วยจิตใจที่มีความโอบอ้อมอารีต่อพี่น้องคนไทยด้วยกัน
จากนั้นนายสุทินให้สัมภาษณ์ว่า ขณะนี้ ยังมีคนไทยที่จะเดินทางกลับประเทศไทยอีกจำนวนมาก สำหรับอุปสรรคที่สำคัญคือยังมีการสู้รบ ทำให้การเดินทางจากที่ต่างๆ มายังสนามบินมีความลำบาก จึงต้องวางแผนทำงานให้รัดกุมเพราะการเดินทางต้องมาด้วยความปลอดภัย ส่วนเรื่องอื่นๆ เช่น เรื่องหนังสือเดินทางก็เล็กน้อย เพราะทางสถานทูตเราพร้อมที่จะออกทดแทน และแก้ปัญหาได้อยู่แล้ว
เมื่อถามว่าถึงสิ้นเดือนจะมีคนไทยอพยพออกมาได้ประมาณกี่คน นายสุทินกล่าวว่า น่าจะประมาณ 6,000 คน แต่ตอนนี้กำลังคิดวิธีการอื่นๆ ซึ่งหากมีวิธีการอื่นๆ เพิ่มเติม ก็อาจจะได้มากกว่า 6,000 คน
ครอบครัวรอรับน้ำตาคลอ
ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) สถาบันบำราศนราดูรจัดให้อาคารศูนย์กักกัน เป็นสถานที่ให้ครอบครัวแรงงานไทย 130 คน ที่อพยพจากอิสราเอลชุดที่ 4 รอคอยต้อนรับ โดยมีครอบครัวบางส่วนมารอตั้งแต่เช้ามืด ขณะที่ส่วนใหญ่เดินทางไปรอรับที่ บน.6 โดยมีนพ.ธงชัย กีรติหัตถยากร รักษาราชการแทนอธิบดีกรมควบคุมโรค เจ้าหน้าที่กระทรวง แรงงาน และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) มาคอยดูแลต้อนรับและประสานงานในการกลับภูมิลำเนา
นพ.ธงชัยกล่าวว่า แรงงานที่เดินทางกลับเข้ามาในประเทศไทยวันนี้ มีการตรวจคัดกรอง สุขภาพกาย สุขภาพจิตเบื้องต้นที่ บน.6 เรียบร้อยแล้ว บางส่วนก็เดินทางกลับภูมิลำเนา บางส่วนก็มาพบกับญาติๆ ที่สถาบันบำราศ นราดูร ที่มารอรับกลับบ้านด้วยกัน ทั้งนี้ผลการคัดกรองสุขภาพพบว่า มี 1 รายที่ได้รับบาดเจ็บหกล้ม และอีก 37 ราย ที่คัดกรองสุขภาพจิตเบื้องต้นที่ บน.6 พบว่า มีความ เครียด จึงต้องส่งเข้ามาที่สถาบันบำราศฯ เพื่อประเมินสุขภาพจิตอย่างละเอียด นอกจากนี้ ยังมีแรงงาน 1 คน ที่ขอค้าง 1 คืนที่สถาบันบำราศฯ ซึ่งเราได้จัดเตรียมที่พักให้แล้ว ส่วนเรื่อง การกลับภูมิลำเนานั้นจะมี พม.ดูแลต่อ
แรงงานแจง 4 มาตรการช่วย
ด้านนายไพโรจน์ โชติกเสถียร ปลัดกระทรวง แรงงาน กล่าวถึงการช่วยเหลือแรงงานไทยของกระทรวงแรงงานว่ามีแนวทางช่วยเหลือ ดังนี้ 1.เยียวยาให้กับแรงงานไทยที่เป็นสมาชิกกองทุนเพื่อช่วยเหลือ คนหางานไปทำงาน ต่างประเทศ และอยู่ในความคุ้มครอง โดยเมื่อกลับมาถึงไทย กระทรวงแรงงานจ่ายรายละ 15,000 บาททันที ตามสิทธิประโยชน์เงินสงเคราะห์ กรณีประสบปัญหาต้องเดินทางกลับประเทศไทยก่อนครบสัญญาจ้างจากเหตุสงคราม 2.หางานใหม่ ทั้งในและต่างประเทศ โดยกระทรวงแรงงานจะเจรจาประสานให้กับแรงงานไทยที่ยังไม่หมดสัญญาและประสงค์จะกลับไปทำงานที่อิสราเอล เพื่อให้สามารถกลับไปทำงานได้เมื่อเหตุการณ์สงบ รวมทั้งสอบถามความสมัครใจของแรงงาน หากไม่ประสงค์กลับไปทำงานที่อิสราเอล สามารถแจ้งความประสงค์มายังกระทรวงแรงงาน เพื่อเดินทางไปทำงานยังประเทศอื่นๆ ในส่วนผู้ที่มีความประสงค์จะทำงานในประเทศไทย ทางกระทรวงแรงงานพร้อมหางานให้ โดยสามารถแจ้งมาได้ที่กรมการจัดหางาน
นายไพโรจน์กล่าวอีกว่า 3.ฝึกทักษะฝีมือ รองรับอาชีพใหม่ กับกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน โดยแรงงานไทย ที่กลับมาจากอิสราเอลและบุคคลในครอบครัว สามารถติดต่อสถาบันและสำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานที่ตั้งอยู่ทุกจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อเข้ารับการฝึกทักษะด้านอาชีพเสริม 4.ดูแลสิทธิประโยชน์ และค่าจ้าง ค้างจ่าย ในส่วนนี้ตนได้สั่งการให้อัครราชทูตที่ปรึกษา (ฝ่ายแรงงาน) ประจำประเทศอิสราเอล ประสานนายจ้างเพื่อดำเนินการ จ่ายค่าจ้างส่วนที่ยังค้างจ่าย แล้วอยู่ระหว่างการเจรจา
“กระทรวงแรงงานยืนยันเจตนารมณ์ว่าเราให้ความสำคัญสูงสุดกับชีวิตของพี่น้องแรงงานไทยที่ทำงานในอิสราเอลทุกคน และจะให้การช่วยเหลือ ดูแล ทุกท่านที่เดินทาง กลับมาถึงประเทศไทยให้ได้รับสิทธิประโยชน์ และการคุ้มครองตามกฎหมาย” นายไพโรจน์กล่าว
นายสันติ นันตสุวรรณ รองอธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าวว่า สำหรับแรงงานไทยที่เป็นสมาชิกกองทุน สามารถยื่นเอกสารหลักฐานเพื่อรับสิทธิประโยชน์จากกองทุนได้ที่สำนักงาน จัดหางานจังหวัดที่อยู่ในภูมิลำเนา โดยเบื้องต้น ต้องเตรียมเอกสาร ได้แก่ สำเนาบัตรสมาชิกกองทุน (ถ้ามี) สำเนาหนังสือเดินทาง (ทุกหน้าที่มีข้อมูลและมีตราประทับ ถ้าไม่ได้ประทับตราวันที่กลับเข้าไทยให้แนบสำเนาบัตรโดยสารเครื่องบินวันที่เดินทางกลับเข้าประเทศไทย) สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน สำเนาใบอนุญาตทำงาน หรือสำเนาบัตรวีซ่าทำงาน สำเนาหน้าสมุดบัญชีธนาคารของผู้ยื่นคำร้อง (ธนาคารใดก็ได้ พร้อมกรอกแบบฟอร์ม KTB Corporate Online) เป็นต้น โดยสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วน 1694 กรมการจัดหางาน
วราวุธเผยผลเยียวยา
เวลา 09.15 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนา สังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ได้แถลงถึงความคืบหน้าในการช่วยเหลือ คนไทยที่กลับจากประเทศอิสราเอลว่า ตั้งแต่วันที่ 11 ต.ค. ที่ผ่านมา ทางกระทรวงพม. ได้ร่วมกระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวง แรงงาน ได้จัดให้มีนักสังคมสงเคราะห์ นักจิตวิทยา และสหวิชาชีพ ไปยังสองจุดหลักๆ หนึ่งคือจุดคัดกรองผู้ที่เดินทางกลับถึงประเทศไทยที่สนามบินสุวรรณภูมิ และสองคือที่อบจ.ของแต่ละจังหวัดที่มีรายชื่อของแรงงานที่ไปทำงานที่ประเทศอิสราเอล
นายวราวุธกล่าวว่า ในจุดแรกคือที่สนามบิน สุวรรณภูมินั้น โดยมีการดำเนินการไปแล้วทั้งหมด 90 ราย เป็นชาย 88 ราย และหญิง 2 ราย และได้สนับสนุนเรื่องที่พักและค่าใช้จ่ายในการเดินทางแล้ว 29 ราย ส่วนในแต่ละจังหวัด ได้ขอให้เจ้าหน้าที่อบจ.ในทั้งหมด 18 จังหวัด มีความพร้อม และเข้าไปพูดคุยกับครอบครัวผู้ได้รับผลกระทบ ตามรายละเอียดที่กระทรวงพม.ได้รับ และได้มีการบูรณาการกับทางกาชาดและทางกรมสุขภาพจิตของกระทรวงสาธารณสุขในแต่ละจังหวัด ให้ได้มีการเยี่ยมบ้านของผู้ได้รับผลกระทบ มีการประเมินความต้องการให้คำปรึกษาฟื้นฟูสภาพ จิตใจทั้งหมด 87 ราย มีการพิจารณาถึงเรื่องสังคมสงเคราะห์ทั้งหมด 13 ราย มีการทำแผนช่วยเหลือรายบุคคลที่เรียกว่าเคสเมเนเจอร์ มีการพบครอบครัวว่ารายละเอียดกิจวัตร ในแต่ละวันนั้นเป็นอย่างไร ทั้งในระยะสั้น กลาง และยาว เพื่อช่วยให้สภาพจิตใจและหลายๆอย่าง เพื่อให้สามารถข้ามผ่านไปได้ และมีทางทีมของเคสเมเนเจอร์ไปตรวจเยี่ยมและพูดคุยกับครอบครัวทั้งหมด 18 ราย ซึ่งแบ่งเป็นครอบครัวผู้ได้รับบาดเจ็บ 16 ราย และที่เป็นตัวประกัน 17 ราย ได้จัดตั้งทีม สายด่วนฮอตไลน์ตลอด 24 ชั่วโมงพร้อมให้คำปรึกษา นอกจากนั้นจะกระจายแนวทางการทำงานไปให้กับเจ้าหน้าที่พม.ในพื้นที่อื่นๆ
นายวราวุธกล่าวอีกว่า ที่สำคัญขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวผู้เสียชีวิต ซึ่งทราบว่ามีผู้เสียชีวิตหลายรายแต่การที่จะพิสูจน์และยืนยันอัตลักษณ์ได้นั้นเป็นเรื่องที่ใช้เวลา เพราะทางประเทศอิสราเอลก็ต้องประสานกับหลายประเทศ ซึ่งทางรัฐบาลไทยเองก็กำลังเร่งประสานดำเนินการอยู่ และทางกระทรวง พม.เองก็ได้ประสานงานกับทุกฝ่ายเพื่อที่จะได้เยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์
แม่เศร้าลูกถูกจับตายแล้ว
วันเดียวกัน นายพงศกร อินถาวร หรือบอย อายุ 31 ปี ชาวบ้านโนนสะอาด ต.บ้านชัย อ.บ้านดุง จ.อุดรธานี วิดีโอคอลแจ้งว่า พวกตน เป็นแรงงานไทยอยู่แถวโมชาฟยาเต็ด มิสตาคม ทำงานอยู่สวนมะเขือเทศ ห่างจากฉนวนกาซ่าไม่ถึง 10 ก.ม. ซึ่งอยู่ในพื้นที่สีแดงทางภาคใต้ของอิสราเอล หลังเกิดเหตุการณ์รุนแรง นายจ้างก็อพยพคนงานไทยหลบภัยสงครามทั้งหมด 28 คน เดินทางไปที่ปลอดภัยที่เมืองอื่นระยะทางเกือบ 200 ก.ม. เมื่อวันที่ 10 ต.ค. แต่เมื่อวันที่ 15 ต.ค. นายจ้างกลับพาคนงานทั้ง 28 คน กลับมาที่เดิม แล้วนายจ้างก็ทิ้งไป พวกเรากลัวจะมีคนตายเพิ่มเพราะในพื้นที่สีแดงมีการสู้รบกันอยู่ ตอนนี้พวกเราอยากกลับบ้าน อยากจะให้ทางการไทยแจ้งสถานทูตพูดกับนายจ้างให้ด้วย เราไม่อยากตายเพิ่ม
ที่จ.นครราชสีมา นางสุรางคณา ขุนศรี แม่ของ นายพงษธร ขุนศรี หรือ กรีน แรงงานไทยที่ถูก จับเป็นตัวประกัน เปิดเผยว่า สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟ โทรศัพท์มาแจ้งยืนยันอย่างเป็นทางการว่า นายพงษธรเสียชีวิตแล้ว โดยมี เพื่อนบ้านในหมู่บ้านแวะเวียนเข้ามาให้กำลังใจ ไม่ขาดสาย ขณะที่นางสุรางคณายังคงมีความหวัง จะได้เห็นหน้าลูกชายเป็นครั้งสุดท้าย แม้จะเหลือเพียงร่างที่ไร้วิญญาณก็ตาม ทั้งนี้ถือว่าเป็นรายแรกของแรงงานไทยในกลุ่มตัวประกัน ที่ถูกยืนยันอย่างเป็นทางการว่าเสียชีวิต
พระบุรีรัมย์สวดให้พรข้ามโลก
ที่จ.บุรีรัมย์ พระอาจารย์เลอศักดิ์ วราสโภ เจ้าอาวาสวัดป่าอัมพวันคุณานุสรณ์ อ.นางรอง เดินทางไปให้กำลังใจนางสำเรียง ก้อนเสมา อายุ 72 ปี และนางวิรากานต์ ก้อนเสมา อายุ 37 ปี แม่และภรรยาของนายพีระพงษ์ ก้อนเสมา หรือหรั่ง อายุ 38 ปี แรงงานที่ยังทำงานอยู่ ในเมืองลานานา ทางภาคเหนือของประเทศอิสราเอล ที่กำลังมีการสู้รบกัน พร้อมวิดีโอคอลถามข่าวถึงสถานการณ์การสู้รบจาก นายพีระพงษ์ที่บอกว่า แม้จะได้ยินเสียงปืนระเบิดแต่ยังห่างจากพื้นที่สีแดงที่สู้รบ จะทำงานต่อจนกว่าทางการจะสั่งให้อพยพ ขณะที่พระอาจารย์เลอศักดิ์ ยังได้สวดให้พรนายพีระพงษ์ผ่านวิดีโอคอล ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ปกป้องคุ้มครองให้ปลอดภัย รวมถึงแรงงานไทย ทุกคนที่ทำงานอยู่อิสราเอลก็ขอให้ปลอดภัยด้วยเช่นกัน ฝากให้ทุกคนใช้สติหากสถานการณ์ ไม่สู้ดีก็ควรจะเดินทางกลับบ้านเพื่อรักษาชีวิตเอาไว้
ที่จ.พะเยา ครอบครัวนายกรัชกร พุทธสอน แรงงานไทยในอิสราเอลที่ถูกยิงบาดเจ็บและได้รับการช่วยเหลือจากรัฐบาลส่งกลับไทยเป็นชุดแรก ได้ทำพิธีสืบชะตาเรียกขวัญสะเดาะเคราะห์ โดยนิมนต์พระสงฆ์จำนวน 5 รูป มาทำพิธีให้ที่บ้านเรียกขวัญให้กับโจ้ เพื่อความเป็นสิริมงคล ซึ่งเป็นความเชื่อของคนเหนือในถิ่นล้านนา ตามขนบธรรมเนียมและวัฒนธรรมของท้องถิ่นเพื่อความเป็น สิริมงคลต่อไป โดยนายกรัชกรกล่าวว่า วันนี้ญาติผู้ใหญ่จัดทำพิธีสะเดาะเคราะห์สืบชะตาเรียกขวัญให้กับตนเองที่บ้านตามขนบธรรมเนียม ประเพณีของท้องถิ่น เพื่อให้พ้นทุกข์พ้นโศกจากโรคภัยและเรียกขวัญกำลังใจกลับคืนมาหลังจากที่ขวัญผวาจากสงครามอิสราเอล