เปิดแถลงครั้งแรกโชว์เหยื่อ ชาวต่างชาติลุ้นได้อิสรภาพ คนไทยล็อต6-7กลับอีก530เจรจา2สายบิน‘กาตาร์-ยูเออี’

‘เศรษฐา’แย้มข่าวดีตัวประกัน หลังพยายามเจรจามีสัญญาณเป็นบวก เผยเตรียมขอประเทศที่ 3-4-5 ช่วยเหลือเจรจาปล่อยตัวประกัน ‘ฮามาส’แถลงพร้อมโชว์ตัวเหยื่อครั้งแรก จ่อปล่อยตัวประกันชาวต่างชาติ ขณะเดียวกันรัฐบาลเร่งเจรจา 2 สายการบินดัง ‘กาตาร์-เอมิเรตส์’ หวังเช่าเหมาลำเครื่องบินแอร์บัส 380 ขนคนไทยกลับบ้าน ส่วนแรงงานไทยล็อตที่ 6 และ 7 รวม 530 คน กลับถึงบ้านแล้ว โฆษกกต.เผยข่าวดีอิสราเอลผ่อนปรนแรงงานไทยหนีภัยสงครามสามารถกลับไปทำงานได้อีก โดยไม่ต้องขอวีซ่ารีเอ็นทรี

530 แรงงานไทยกลับถึงบ้าน
เมื่อวันที่ 17 ต.ค. กระทรวงการต่างประเทศแจ้งว่า เที่ยวบินจากอิสราเอลที่จะนำแรงงานไทยที่ได้รับผลกระทบจากสงครามระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮามาสมาถึงไทย ในช่วงวันที่ 17-18 ต.ค. ดังนี้ วันที่ 17 ต.ค. สายการบินแห่งชาติอิสราเอล เที่ยวบิน LY085 ถึงไทยเวลา 19.05 น. โดยผู้โดยสารที่ลงทะเบียนไว้ 250 คน

ส่วนวันที่ 18 ต.ค. เที่ยวบินของการบินไทย เที่ยวบิน ทีจี 8951 บินถึงไทยเวลา 03.30 น. ผู้โดยสารที่ลงทะเบียนไว้ 280 คน โดยทั้งสองเที่ยวบินมาลงที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

ด้านบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ในฐานะสายการบินแห่งชาติ สนับสนุนภารกิจรัฐบาล โดยนำเครื่องบินแบบโบอิ้ง 777-200ER บินไปยังกรุงเทลอาวีฟ ประเทศอิสราเอล ด้วยเที่ยวบินทีจี 8950 ออกเดินทางจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ในวันที่ 17 ต.ค. เวลา 02.20 น. เพื่ออพยพคนไทยในอิสราเอล 280 คน และจะเดินทางถึงประเทศไทยในวันพุธที่ 18 ต.ค. เวลา 05.00 น. ด้วยเที่ยวบินที่ ทีจี 8951

ทั้งนี้ การบินไทยจะสนับสนุนเที่ยวบิน เพื่ออพยพคนไทยในอิสราเอลที่มีความประสงค์จะกลับประเทศไทยจนถึงสิ้นเดือนต.ค.นี้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา 22.00 น. วันที่ 16 ต.ค. ที่สนามบินสุวรรณภูมิ น.ส.บุญยวีร์ ไขว้พันธุ์ รองอธิบดีกรมการจัดหางาน นายสมบัติ โพธิวัฒน์ ผอ.กองทะเบียนจัดหางานกลางและคุ้มครองคนหางาน น.ส.ทิพวรรณ ธงศรี ผู้เชี่ยวชาญฯ รักษาการผอ.กองบริหารแรงงานไทยไปต่างประเทศ พร้อมทีมงานกองทุนเพื่อการช่วยเหลือคนหางานไปทำงานในต่างประเทศ เจ้าหน้าที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ พร้อมญาติพี่น้องต้อนรับแรงงานไทยซึ่งได้รับเป็นผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์สงครามออกมาจากพื้นที่อันตรายในประเทศอิสราเอล ชุดที่ 5 จำนวน 244 คน โดยมีนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ 30 คน ร่วมเดินทางกลับมาด้วยถึงประเทศไทยแล้ว ด้วยสายการบิน เอล อัล อิสราเอล แอร์ไลน์ส เที่ยวบินที่ LY085 ออกเดินทางจากกรุงเทลอาวีฟ เวลา 08.46 น. ถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ วันที่ 16 ต.ค. เวลา 21.05 น.

ด้านนายศักดิ์สิทธิ์ วิจิตรธงชัย อายุ 28 ปี แรงงานชาวนครราชสีมา เล่าว่า ตนทำงานอยู่ห่างจากจุดเกิดเหตุ 30 ก.ม. ได้ยินทุกอย่างที่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นพื้นที่สีแดงเสียงปืนดังสนั่นตลอด พวกตนทั้งหวาดกลัวกันทุกคน แม้แต่เวลานอนยังต้องพกมีดไว้ป้องกันตัว รวมทั้งเพื่อนๆ ในแคมป์ก็ต้องพกอาวุธไว้ป้องกันตัวตลอดเวลา เนื่องจากเพื่อนคนงานที่แคมป์ใกล้กันโดนยิงตาย 7-8 คน โดยในแคมป์ที่อยู่ประมาณ 60 คน แต่ไม่มีใครเป็นอะไร เนื่องจากอพยพออกมาได้ก่อน

อ้อมกอด – แรงงานไทยในประเทศอิสราเอลชุดที่ 5 จำนวน 244 คน พร้อมด้วย นักศึกษาม.อ.อีก 30 คน เดินทางถึงประเทศไทย โดยมีครอบครัวไปรอรับอย่างอบอุ่น ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เมื่อช่วงดึกวันที่ 16 ต.ค.

นายกฯแย้มเชิงบวกช่วยตัวประกัน
เมื่อเวลา 15.30 น.วันเดียวกัน ตามเวลาท้องถิ่นประเทศจีน นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรมว.การคลัง ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการช่วยเหลือคนไทยที่เป็นตัวประกันในอิสราเอลว่า เมื่อคืนวันที่ 16 ต.ค. ที่ผ่านมาเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่ทางการไทยสามารถจัดเครื่องบินได้เพิ่มมากขึ้น สามารถนำคนไทยกลับมาได้เพิ่มอีก 600 คน แต่ยังไม่หยุดแค่นี้ เราพยายามหาทางนำคนไทยกลับมาให้มากและเร็วกว่านี้ ปัจจุบันมีคนไทยแสดงเจตจำนงที่จะเดินทางกลับเพิ่มมากขึ้นเกือบ 8,000 คน และที่เราสบายใจขึ้นคือไม่มีผู้เสียชีวิต ผู้บาดเจ็บ และผู้ที่ถูกจับเป็นตัวประกันเพิ่มเติม และทางการไทยยังได้ทำงานร่วมกับหลายๆ ประเทศในการเจรจากับ ฮามาสเพื่อให้ปล่อยตัวคนไทย ซึ่งรายละเอียดคงบอกไม่ได้ บอกได้แค่เพียงว่าเป็นทิศทางบวก และอีกเรื่องหนึ่งก่อนหน้านี้ตนได้ระบุว่าทางการอิสราเอลระบุว่าในพื้นที่อันตรายสามารถนำคนไทยออกมาได้แล้ว 99% แต่ส่วนตัวเข้าใจว่ายังไม่ถึง ยังมีคนติดค้างอยู่บ้าง เราจึงมีความพยายามที่จะกดดัน และทำงานร่วมกันเพื่อนำคนออกมาให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ อย่างไรก็ตามในการอพยพคนไทยถึงวันนี้เป็นไปด้วยดี

นายกฯ กล่าวว่า มี 2 เรื่องที่ยังมีคนและสังคมเกิดข้อกังขาถึงเครื่องบินที่บินไปรับคนไทย ยืนยันว่าเราได้มีการนำอาหาร น้ำดื่ม หรือแม้แต่บะหมี่สำเร็จรูปไปช่วยเหลือด้วย และอีกเรื่องหนึ่งบางสายการบินที่เราต้องบินอ้อมเพราะว่าเครื่องบินที่เราเช่าเหมาลำไม่มีสนธิสัญญาการบินข้ามน่านฟ้าระหว่างประเทศ ไม่ได้เกี่ยวว่าประเทศนั้นๆ ไม่ต้อนรับ จะใช้เวลา 1 ชั่วโมงครึ่งหรือ 2 ชั่วโมง หรือมากกว่าก็ไม่ได้ทำให้เป็นประเด็น เพียงแต่เราต้องการเครื่องบินมากกว่า

เจรจาเอมิเรตส์-กาตาร์รับคนไทย
เมื่อถามถึงความคืบหน้าการเช่าเครื่องบินแอร์บัส 380 ซึ่งมีที่นั่งจำนวนมากเพื่อไปรับคนไทย นายกฯกล่าวว่า มีความคืบหน้า โดยติดต่อไป 2 สายการบิน คือสายการบิน เอมิเรตส์กับกาตาร์แอร์ไลน์ ซึ่งเรามีความสัมพันธ์กันอยู่ ตอนนี้ก็พยายาม แนวโน้มเป็นไปในทิศทางที่ดี แต่ต้องไปดูโลจิสติกส์ในด้านอื่นด้วย วันนี้ได้รับทราบความคืบหน้าว่าเริ่มต้นการเจรจา

ผู้สื่อข่าวถามว่ารัฐบาลโดยกระทรวงแรงงานมีแนวทางการช่วยเหลือแรงงานและกลับมายังเป็นหนี้ก้อนโต นายเศรษฐากล่าวว่า เดี๋ยวจะกลับไปพูดคุยกับรมว.แรงงานว่าจะช่วยเหลืออะไรได้บ้างในแง่ที่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการไปทำงาน ขั้นต่อไปจะดูว่าจะสามารถเยียวยาอะไรได้บ้าง เดี๋ยวขอไปพูดคุยก่อนตนเห็นใจและเข้าใจ

สธ.ตรวจพบเครียดสูง 25 คน
นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว รมว.สาธารณสุข (สธ.) กล่าวถึงการดูแลด้านสุขภาพคนไทยที่อพยพกลับจากสถานการณ์ความไม่สงบในประเทศอิสราเอลว่า นพ.สุรโชค ต่างวิวัฒน์ รักษาราชการแทนรองปลัดสธ. ในฐานะ ผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุข (PHEOC) รายงานความคืบหน้าว่า เมื่อวันที่ 16 ต.ค.ที่ผ่านมา มีแรงงานไทยเดินทางกลับจากอิสราเอล 2 ชุด ซึ่งเป็นชุดที่ 4 และ 5 รวม 378 คน ชุดแรกโดยเครื่องบินของกองทัพอากาศ ถึงสนามบิน บน.6 ช่วงเช้ามืด จำนวน 130 คน ชุดที่ 2 โดยเที่ยวบิน LY085 ถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ช่วงค่ำ 248 คน ซึ่งมีการจัดกระบวนการตรวจคัดกรองทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิตให้กระชับรวดเร็ว เพื่ออำนวยความสะดวกให้แรงงานไทยเดินทางกลับสู่ครอบครัวเร็วที่สุด

นพ.ชลน่านกล่าวต่อว่า สำหรับผลการตรวจคัดกรองสุขภาพเบื้องต้น พบปัญหาสุขภาพทางกาย 12 ราย ได้แก่ ล้มแขนหัก (ผ่าตัดแล้ว) 1 ราย แผลไฟลวก (ใกล้หาย) 1 ราย มีอาการทางเดินหายใจ 10 ราย ส่วนด้านสุขภาพจิต พบมีความเครียดระดับสูง 25 ราย ระดับปานกลาง 8 ราย ทีมแพทย์ได้ประสานสถานบริการในพื้นที่ติดตามดูแลต่อเนื่องหลังกลับภูมิลำเนา ทั้งนี้ ภาพรวมสธ.ดำเนินการตรวจคัดกรองสุขภาพแรงงานไทยที่เดินทางกลับมารวม 539 คน มีผู้บาดเจ็บ 10 ราย อาการทางเดินหายใจ 11 ราย และมีปัญหาด้านสุขภาพจิต 53 ราย อาทิ เครียด นอนไม่หลับ ตื่นตัวมากเกินไป เป็นต้น

18 คนไทยยังถูกจับเป็นประกัน
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.แรงงาน ให้สัมภาษณ์ถึงการช่วยเหลือแรงงานไทยกลับจากอิสราเอลว่า ขณะนี้สถานทูตไทยในอิสราเอล พร้อมด้วยกระทรวงแรงงานรับผู้ใช้แรงงานไทยมาอยู่ที่กรุงเทลอาวีฟ วันหนึ่งมีไม่น้อยกว่า 2 ไฟลต์บินที่จะรับผู้ใช้แรงงาน 300-400 คน ขณะนี้เราเริ่มกระบวนการระดมเจ้าหน้าที่ไปกรุงเทลอาวีฟเรียบร้อยแล้ว เพราะฉะนั้นการเคลื่อนย้ายผู้ใช้แรงงานน่าจะทำได้ดีขึ้น เร็วขึ้นซึ่งนายกฯ มีดำริให้นำผู้ใช้แรงงานที่ลงทะเบียนล่าสุดทั้งหมด 7,500 คน กลับให้เสร็จสิ้นภายในสิ้นเดือนต.ค.นี้ แต่ก็อยู่ที่ว่าจำนวนเครื่องบินที่จะไปช่วยนั้นเรามีมากน้อยเพียงพอหรือไม่ เท่าที่ทราบขณะนี้มีเครื่องบินการบินไทย 1 ลำ กองทัพอากาศ 1 ลำ นกแอร์ 2 ลำ และแอร์เอเชีย 2 ลำ เชื่อว่าแม้จะไม่หมดก็คงจะใกล้เคียง หลังจากนี้จะต้องดูเหตุการณ์ต่อไปว่าสงครามจะเลิกเมื่อไหร่ หรือจะเบาบางลงหรือไม่ จะลุกลามมาถึงตอนกลาง หรือภาคเหนือของอิสราเอลหรือไม่ ถ้าลุกลามมาถึง เราคงต้องพยายามขนผู้ใช้แรงงานที่มีความประสงค์ที่จะกลับประเทศไทยกลับมาทั้งหมด ขณะนี้สามารถนำผู้ใช้แรงงานไทยกลับประเทศได้แล้ว 500 คน

“ส่วนการช่วยเหลือผู้ใช้แรงงานไทยที่ยังอยู่ที่อิสราเอลนั้น คงทำอะไรไม่ได้เพราะอยู่ที่ทางรัฐบาลอิสราเอล ซึ่งอยู่ระหว่างการพิสูจน์อัตลักษณ์ว่าคนที่เสียชีวิตในอิสราเอลขณะนี้เป็นของประเทศใดบ้าง เมื่อพิสูจน์ อัตลักษณ์เรียบร้อยก็น่าจะส่งกลับมา ขณะนี้เรามีไฟลต์บินมาเมืองไทยทุกวัน เชื่อว่าอีกไม่เกิน 1 สัปดาห์ น่าจะมีการลำเลียงศพกลับมาได้บ้างสำหรับคนที่พิสูจน์อัตลักษณ์เสร็จ” นายพิพัฒน์กล่าว

นายพิพัฒน์กล่าวด้วยว่า นายกรัฐมนตรีสั่งการไปแล้วว่าขอความกรุณาจากนายจ้างที่เป็นชาวอิสราเอลซึ่งในช่วงขณะนี้ไม่ควรที่จะให้คนงานยังต้องทำงาน เพราะอยู่ในภาวะที่มีความไม่สงบ นายกฯ สั่งการไปแล้ว จึงอยู่ที่เอกอัครราชทูตจะต้องประสานกับรัฐบาลอิสราเอลและนายจ้างของอิสราเอล

เมื่อถามถึงสถานการณ์การจับแรงงานไทยเป็นตัวประกัน นายพิพัฒน์กล่าวว่า ตอนนี้เท่าที่ทราบประมาณ 18 คน และยังไม่มีข่าวคราว แต่เชื่อว่าจากการที่นายกฯ เดินทางไปประเทศจีน ก็จะมีการเจรจาผ่านอีกหลายๆประเทศ และเมื่อกลับจากประเทศจีนแล้ว นายกฯ จะเดินทางต่อไปยังซาอุดีอาระเบีย ซึ่งคงจะหารือกันเรื่องการช่วยเหลือตัวประกันผ่านประเทศที่สาม สี่ ห้า ก็แล้วแต่ว่าประเทศไหนที่คิดว่าจะมีโอกาสช่วยเราได้ นายกฯ ก็จะหารือทั้งหมด

ผ่อนผันไม่ต้องขอรีเอ็นทรีวีซ่า
นางกาญจนา ภัทรโชค อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศกล่าวว่า เมื่อวันที่ 16 ต.ค.ที่ผ่านมา สำนักงานประชากรและตรวจคนเข้าเมือง (Population and Immigration Authority – PIBA) ของอิสราเอล มีหนังสือเวียนแจ้งว่าแรงงานไทยในภาคเกษตรกรรมของอิสราเอลที่มีอายุงานไม่เกิน 5 ปี 3 เดือน และเดินทางกลับประเทศไทยในช่วงสงครามครั้งนี้ สามารถเดินทางกลับไปทำงานในอิสราเอลหลังจากนี้ได้ โดยไม่ต้องขอใบอนุญาตขอกลับเข้าประเทศใหม่ หรือรีเอ็นทรี วีซ่า โดยขอให้แรงงานติดต่อบริษัทจัดหางานของตนก่อนเดินทางกลับเข้าไปในอิสราเอลอีกครั้ง

ขอกลับไทย 7,596 คน
ด้านนายนันทชัย ปัญญาสุรฤทธิ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า มารับแรงงานไทย 244 คนที่กลับมาด้วยสายการบินอิสราเอลแอร์ไลน์ส เที่ยวบิน LY 085 โดยกลุ่มนี้ถือเป็นชุดที่ 5 ที่แจ้งความประสงค์ไว้กับสถานทูต และเดินทางถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โดยกระทรวงแรงงานจัดเจ้าหน้าที่ตั้งโต๊ะให้บริการคำแนะนำเกี่ยวกับการยื่นคำร้องขอรับสิทธิประโยชน์จากกองทุนเพื่อช่วยเหลือแรงงานไทยไปทำงานต่างประเทศ เพื่อให้แรงงานไทยได้รับเงินสิทธิประโยชน์ กรณีประสบปัญหาต้องเดินทางกลับประเทศไทยเนื่องจากภัยสงคราม รายละ 15,000 บาท หรือกรณีที่มีการรับรองจากแพทย์ว่าทุพพลภาพ จะได้รับการสงเคราะห์ 30,000 บาท หรือกรณีเสียชีวิตในต่างประเทศ จะสงเคราะห์ 40,000 บาท และค่าใช้จ่ายในการจัดการศพในต่างประเทศเท่าที่จ่ายจริงไม่เกิน 40,000 บาท

นอกจากนี้ประเทศอิสราเอลยังมีสวัสดิการตามกฎหมาย (ประกันการทำงาน+นายจ้างจ่าย) กรณีบาดเจ็บ/พิการตามการรับรองของแพทย์ แบ่งเป็นบาดเจ็บ 10-19% ได้รับเงินก้อนเดียว ประมาณ 1,440,000 บาท บาดเจ็บเกิน 20% ได้รับเงินเดือนทุกเดือนจนกว่าจะเสียชีวิต โดยประเมินจากความสูญเสีย กรณีเสียชีวิต ภรรยาและบุตรได้รับเงินเดือนทุกเดือน จนกว่าภรรยาจะแต่งงานใหม่ และบุตรอายุครบ 18 ปีบริบูรณ์ (ภรรยาเป็นเงิน 34,560 บาทต่อเดือน /บุตร เป็นเงิน 5,760-11,520 บาทต่อเดือน)

นายนันทชัยกล่าวต่อว่า ล่าสุดได้รับรายงานว่ามีแรงงานไทยที่ถูกจับเป็นตัวประกัน 17 ราย เสียชีวิต 29 ราย บาดเจ็บ 16 ราย ยังไม่สามารถระบุชื่อได้ 1 ราย มีผู้ลงทะเบียนแจ้งความประสงค์เดินทางกลับประเทศไทยกับทางสถานทูต 7,696 ราย จำแนกเป็นผู้ที่ขอเดินทางกลับประเทศไทย 7,596 ราย และไม่ประสงค์กลับ 100 ราย ขณะนี้เดินทางกลับถึงประเทศไทยแล้วกว่า 500 ราย

ฮามาสจ่อปล่อยตัวประกัน
วันเดียวกัน สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า นายอาบู โอไบดา โฆษกกลุ่มติดอาวุธ ฮามาส กล่าวเมื่อวันที่ 16 ต.ค.ว่า พวกเขาพร้อมปล่อยตัวผู้ที่ไม่ใช่ชาวอิสราเอลที่ถูก ฮามาสควบคุมตัวไว้ เพราะคนเหล่านี้ถือเป็นแขกของเรา และขอโทษที่กักตัวพวกเขา ซึ่งตัวประกันชาวต่างชาติจะได้รับการปล่อยตัวอย่าง แน่นอนเมื่อสถานการณ์เอื้ออำนวย แต่ไม่ได้ให้รายละเอียดใดๆ มากกว่านี้

โดยโฆษกของกลุ่มฮามาสอ้างว่า ทางกลุ่มสามารถควบคุมตัวประกันไว้ได้ราว 200-250 คน แต่กองทัพอิสราเอลออกมาระบุว่า ตัวประกันที่ฮามาสควบคุมตัวไปยังฉนวน กาซ่าน่าจะมีอยู่ 199 คน เพิ่มขึ้นจาก 155 คนที่อิสราเอลเคยบอกไว้ก่อนหน้านี้

ด้านนายมุสซา อาบู มาร์ซุก เจ้าหน้าที่อาวุโสอีกคนหนึ่งของฮามาส กล่าวว่า ตัวประกันชาวต่างชาติไม่สามารถระบุจำนวนที่แน่ชัด และยังไม่สามารถถูกปล่อยตัวได้ เนื่องจากอิสราเอลยังคงทิ้งระเบิดในฉนวนกาซ่า อย่างต่อเนื่อง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างการแถลงข่าว กลุ่มฮามาสได้นำตัวประกันชาวอิสราเอลมาโชว์เป็นครั้งแรกอีกด้วย

ขณะที่คาเลด เมชาล อดีตผู้นำฮามาส ซึ่งขณะนี้เป็นหัวหน้าสำนักงานของผู้พลัดถิ่นในกรุงโดฮา ประเทศกาตาร์ กล่าวว่า ฮามาสมีสิ่งที่ต้องการ เพื่อให้ปล่อยตัวชาวปาเลสไตน์ทั้งหมดที่อยู่ในคุกของอิสราเอล

ถ้อยคำดังกล่าวของเมชาลบ่งชี้ว่าฮามาสพยายามจะใช้ชาวอิสราเอลที่ถูกจับเป็นตัวประกัน เพื่อต่อรองให้มีการปล่อยตัวประกันชาวปาเลสไตน์ประมาณ 6,000 คนที่ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำของอิสราเอลในปัจจุบัน

ทั้งนี้ ทางการอิสราเอลยังไม่ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับประกาศของกลุ่มฮามาส

หนุ่มกาฬสินธุ์ร้องช่วยด่วน
นายกิติภูมิชัย วงศ์สนิท นายอำเภอห้วยเม็ก จ.กาฬสินธุ์ เผยว่า แรงงานชาวอ.ห้วยเม็ก ที่เดินทางไปทำงานที่อิสราเอลมี 10 คน โดยเดินทางกลับมาก่อนเกิดเหตุสู้รบ 1 คน หลังเกิดเหตุต้องการกลับ 1 คน ส่วนอีก 8 คนไม่ประสงค์เดินทางกลับ เนื่องจากที่พักและที่ทำงานอยู่ในโซนที่ปลอดภัย โดยแรงงานที่ประสงค์จะเดินทางกลับและขอความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนคือนายวิไล เทพเมืองไพร ชาวบ้านหมู่ที่ 4 ต.พิมูล อ.ห้วยเม็ก ตอนนี้อยู่ในเขตอันตรายใกล้การสู้รบ โดยอาศัยที่บ้านนายจ้าง พร้อมเพื่อนคนงานไทยในจังหวัดต่างๆ รวม 5 คน ขณะนี้นายจ้างหนีออกจากพื้นที่แล้ว ถือว่าเป็นแรงงานถูกทิ้ง และกำลังประสบปัญหาเรื่องอาหารขาดแคลน และความปลอดภัย ไม่สามารถออกไปข้างนอกได้ มีความประสงค์เดินทางกลับประเทศไทยอย่างเร่งด่วน

ขณะเดียวกัน ญาติพี่น้องทำพิธีบายศรีสู่ขวัญผูกข้อมือรับขวัญตามธรรมเนียมอีสานให้กับนายสุเทพ วิชาสาร ชาวอ.เขาวง และนายวิทยา เวียนเวช ชาวอ.นาคู ที่เดินทางกลับจากอิสราเอลมาอย่างปลอดภัย

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน