เชิญมาเยือนไทยปีหน้า ถกผู้นำจีน-บินต่อซาอุฯ เอกชนให้แต้มเกิน100 เซลส์แมนชื่อ‘เศรษฐา’

‘เศรษฐา’ปลื้ม‘ปูติน’ เช็กแฮนด์ พูดไทย ‘ขอบคุณครับ’ เผยมาภูเก็ตประจำ จับเข่าคุยกับนายกฯ จีน เดินหน้าขยายการลงทุน วันนี้พบประธานาธิบดีสี จิ้นผิง แล้วบินจากปักกิ่งไปต่อซาอุฯ นักธุรกิจไทยให้คะแนนเซลส์แมนเศรษฐาเกินร้อย ชมแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้ดี ลั่นพร้อมฝ่าฟันอุปสรรคไปกับนายกฯ ‘สว.สมชาย’สวนนายกฯ ทำแอพฯ ดิจิทัลสูญหมื่นล้านจริง แนะใช้ ‘เป๋าตัง’ แทน กมธ.-หอการค้าก็หนุนใช้เป๋าตัง ก้าวไกลขยับ ตั้งคณะทำงานพิเศษยกระดับแก้ปัญหาความรุนแรงทางเพศ

‘เศรษฐา’ปลื้ม‘ปูติน’พูดไทย
เมื่อวันที่ 18 ต.ค. นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ให้สัมภาษณ์ระหว่างเข้าร่วมการประชุมเวทีข้อริเริ่มสายแถบและเส้นทาง (Belt and Road Forum for International Coperration-BRF) ครั้งที่ 3 และการเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 16-19 ต.ค.ถึงการพบปะกับผู้นำระดับโลกช่วงบ่ายวันที่ 17 ต.ค. ที่ผ่านมาว่า ได้พบกับนายวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย ที่โรงแรมที่พักท่าน มีการโอภาปราศรัยที่ดี ประธานาธิบดีรัสเซียบอกว่าไทยและรัสเซียมีความสัมพันธ์ที่ดีกันมา 125 ปี ตั้งแต่สมัยกษัตริย์ชาร์ลส์และมีการแลกเปลี่ยนด้านการค้า วัฒนธรรมและหลายๆ เรื่อง อีกทั้งนักท่องเที่ยวชาวรัสเซียเดินทางมาเที่ยวเมืองไทยที่ผ่านมา 1,000,000 กว่าคนแล้ว และดีใจที่ไทยได้เพิ่มจำนวนวันพำนักให้นักท่องเที่ยวชาวรัสเซียจาก 30 วันเป็น 90 วัน จะกระตุ้นเศรษฐกิจได้

“ประธานาธิบดีรัสเซียก็ชอบภูเก็ต เข้าใจว่าเดินทางมาเป็นประจำ ผมได้เชื้อเชิญท่านว่าปีหน้าขอให้มาเยี่ยมเยียนประเทศไทย ท่านพยักหน้าพร้อมกล่าวคำว่าขอบคุณครับ การที่ท่านพูดภาษาไทยได้แสดงว่ามีความคุ้นเคยที่ดี ทั้งกับอดีตผู้นำด้วยและหลายๆ อย่าง ซึ่งมีการพูดจากันด้วยดีอย่างมาก” นายเศรษฐากล่าว

ช่วงค่ำได้ร่วมงานเลี้ยงรับประทานอาหารที่ นายสี จิ้น ผิง ประธานาธิบดีสาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นเจ้าภาพเลี้ยงรับรองผู้นำทั้ง 20 กว่าประเทศ มีโอกาสพบกับนายสีจิ้น ผิง ในเวลาสั้นๆ ได้ถ่ายรูปและทักทายกับท่านและภรรยา และนั่งร่วมโต๊ะกับรองประธานาธิบดี ที่เป็นเบอร์ 2 มีการพูดคุยกันเรื่องเศรษฐกิจ และสัมพันธภาพที่ดีระหว่างสองประเทศ รวมทั้งเรื่องจะมีการพูดคุยกันอย่างเป็นทางการกับนายกฯ จีน ในวันเดียวกันนี้ ทั้งเรื่องวีซ่าที่หวังว่าจะทำให้เป็นระยะยาวไปเลยทั้งสองประเทศ คือต้องฟรีวีซ่าทั้งสองประเทศ เป็นการพูดคุยกันที่ดี นอกจากนี้ ยังได้พบกับเลขาธิการสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ด้วย ได้พูดคุยกันถึงสถานการณ์ในอิสราเอล

นอกจากนี้ได้พบปะพูดคุยกับผู้นำจากลาว เวียดนาม และกัมพูชา เป็นการพูดคุยกันที่ดี ตนจะเดินทางไปเยือนเวียดนามอย่างเป็นทางการด้วย เพราะเป็นประเทศในอาเซียนที่ยังไม่ได้ไปเยือน และทางลาวทราบดีว่าระหว่าง 29-30 ต.ค.นี้ ตนจะเดินทางไปเยือนอย่างเป็นทางการ ท่านยินดีและพร้อมเจอกับเราอีกครั้งหนึ่ง

เวทีผู้นำ – นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ร่วมพิธีเปิดประชุมเวทีข้อริเริ่มสายแถบและเส้นทาง BELT AND ROAD FORUM FOR INTERNATIONAL COOPERATION : BRF ครั้งที่ 3 ณ มหาศาลาประชาชน กรุงปักกิ่ง เมื่อวันที่ 18 ต.ค.

ฟังผลประชุม 50 ผู้แทนเอกชน
เวลา 12.30 น. วันที่ 18 ต.ค.(เวลาท้องถิ่นกรุงปักกิ่งเร็วกว่ากรุงเทพฯ 1 ช.ม.) นายเศรษฐารับฟังสรุปผลการประชุมขยายโอกาสทางธุรกิจการค้าการลงทุนระหว่างไทย-จีน ซึ่งระหว่างการเยือนจีนอย่างเป็นทางการครั้งแรกของนายกฯ มีผู้แทนภาคเอกชนไทย 50 ราย จากกว่า 20 บริษัท ร่วมคณะ เพื่อร่วมกิจกรรมขยายโอกาสทางธุรกิจการค้าการลงทุนระหว่างไทย-จีน เข้าร่วมงานเสวนาโต๊ะกลม Strengthening Thailand-China Business Partnership ที่กรุงปักกิ่ง เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับการหารือทวิภาคีกับนายหลี่ เฉียง นายกฯ จีนในวันเดียวกันนี้ เรื่องวีซ่า เรือดำน้ำ การค้า การลงทุน รถไฟความเร็วสูง และนายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ในวันที่ 19 ต.ค.

นักธุรกิจไทยส่วนใหญ่ที่เข้าร่วมกิจกรรมมาในนามคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เช่น นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย นายเกรียงไกร เธียรนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้แทนประธานสมาคมธนาคารไทย รวมทั้งนายณรงค์ศักดิ์ พุทธพรมงคล ประธานกรรมการหอการค้าไทย-จีน และบริษัทรายใหญ่อื่นๆ ที่ค้าขายลงทุนกับจีน เช่น SCG อมตะ คอร์ปอเรชั่น บ้านปู มิตรผล ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกสิกรฯ ฯลฯ

ปัจจุบันจีนเป็นประเทศคู่ค้าอันดับหนึ่งของไทย มูลค่าการค้ารวมเมื่อปี 2565 อยู่ที่ 105,404 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นอกจากนี้ จีนยังเป็นนักลงทุนต่างชาติอันดับหนึ่งของไทย โดยในปี 2565 มีจำนวนโครงการที่ยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนจำนวน 158 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 77,381 ล้านบาท

ชวนซีเอชอีซี-จีลี่ลงทุนในไทย
เวลา 13.10 น. ที่โรงแรม China world นายหวัง ถงโจว ประธาน บริษัท CHEC เข้าเยี่ยมคารวะ นายเศรษฐา โดย CHEC เป็นบริษัทที่เชี่ยวชาญด้านการก่อสร้างในโครงสร้างสาธารณูปโภคใหญ่ที่สุดของจีน และดำเนินกิจการในประเทศไทยภายใต้ชื่อจดทะเบียนบริษัท ซีเอชอีซี (ไทย) จำกัด ตั้งแต่ปี 2537 ซึ่งประกอบธุรกิจก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ระบบการขนส่ง และการให้บริการคำปรึกษาด้านวิศวกรรม

ซึ่งนายเศรษฐาเชิญชวน CHEC ร่วมลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ โดยเฉพาะแลนด์บริดจ์ ซึ่งมีโครงการสร้างและขยายสนามบิน ท่าเรือ โครงการรถไฟ ขอให้คุยกับคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เพื่อขอรับสิทธิพิเศษการลงทุนตามนโยบาย และยังเชิญชวนให้ตั้งสำนักงานภูมิภาคในไทย เพิ่มความสามารถในการแข่งขันในภูมิภาคร่วมกัน

ขณะที่นายหวัง ถงโจว ประธานบริษัท CHEC กล่าวว่า ยินดีที่ไทยสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานอย่างครบถ้วนครอบคลุมในประเทศ เสนอความร่วมมือของบริษัท 1.ทางหลวงและระบบราง เฟส 3 ของแหลมฉบัง ดำเนินไปด้วยดี มีแผนผนวก ท่าเรือ เมือง และนิคมเข้าด้วยกัน 2. โครงการแลนด์บริดจ์ บริษัทประสงค์จะเข้าร่วมโครงการด้วย

เวลา 13.50 น. นายแดเนียล ลี ซีอีโอ บริษัท Geely (จีลี่) เข้าเยี่ยมคารวะนายเศรษฐา หารือเกี่ยวกับโอกาสการลงทุนการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าและกิจการต่อเนื่องในประเทศไทย ซึ่งบริษัทมีแผนจะนำรถ EV Pickup ไปจำหน่ายในไทยในเดือนต.ค.นี้ ซึ่งนายกฯ เห็นว่ายังไม่มีผู้นำตลาดรถกระบะไฟฟ้าภายในประเทศ จึงเป็นโอกาสดีของบริษัทที่จะเข้ามาทำตลาดในไทยในฐานะผู้นำตลาดรถกระบะไฟฟ้าในประเทศไทย พร้อมเชิญชวนให้บริษัท ผลิตรถยนต์ EV ทั้งระบบ ครบวงจร โดยไทยยินดีเสนอสิทธิพิเศษการลงทุนและอำนวยความสะดวกต่อไป

หารือนายกฯจีน-บินไปซาอุฯ
สำหรับการประชุมเวทีข้อริเริ่มสายแถบและเส้นทางครั้งที่ 3 เริ่มเวลา 10.00 น. วันที่ 18 ต.ค ที่มหาศาลาประชาชน กรุงปักกิ่ง โดยนายเศรษฐาและผู้นำแต่ละประเทศได้ร่วมกล่าวสุนทรพจน์ในฐานะผู้แทนแห่งภูมิภาค

เวลา 16.17 น. ที่ศูนย์การประชุม China National Convention Center (CNCC) กรุงปักกิ่ง นายเศรษฐากล่าวถ้อยแถลงในการประชุม High-Level Forum ภายใต้หัวข้อ “Green Silk Road for Harmony with Nature” โดยกล่าวชื่นชมความสำเร็จในโอกาสครบรอบ 10 ปี ของข้อริเริ่มสายแถบและเส้นทาง พร้อมเสนอแนวทางการดำเนินงานเพื่อบรรลุวิสัยทัศน์ “เส้นทางสายไหมสีเขียวเพื่อความกลมกลืนกับธรรมชาติ” สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน 4 ประการ ได้แก่ การเปลี่ยนผ่านสีเขียวในทุกภาคส่วน การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การส่งเสริมกลไกการเงินสีเขียว และการส่งเสริมความร่วมมือพหุภาคี

เวลา 17.45 น. ที่เรือนรับรองรัฐบาล เตี้ยวหยูไถ่ นายเศรษฐากล่าวหารือกับนายหลี่ เฉียง นายกฯ จีน ว่า ขอแสดงความเสียใจ ต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่ห้างสรรพสินค้าสยาม พารากอน ทำให้มีคนจีนต้องเสียชีวิต ซึ่งเหตุการณ์แบบนี้จะเป็นเพียงเหตุการณ์เดียวและจะไม่เกิดขึ้นอีก ไทยได้ยกระดับการป้องกันความปลอดภัยขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง แต่ยินดีถ้าฝ่ายจีนจะมีข้อเสนอและคำแนะนำต่างๆ เรามีความเป็นห่วงและพร้อมที่จะดูแลนักท่องเที่ยวชาวจีนอย่างดีเสมอมา ทั้งนี้ตนเห็นด้วยกับนายกฯ จีนที่ได้พูดถึงการค้าไทยและจีนที่มีนักลงทุนจีนไปลงทุนในไทยสูงสุด รวมทั้งเรื่องการท่องเที่ยว เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับประชาชน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 19 ต.ค.หารือกับนายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน จากนั้นนายเศรษฐาและคณะเดินทางจากกรุงปักกิ่งไปกรุงริยาด ประเทศซาอุดีอาระเบีย เพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียนคณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ ครั้งที่ 1 ระหว่างวันที่ 19-22 ต.ค. โดยมีกำหนดการเข้าเฝ้าฯ เจ้าชายมุฮัมมัด บิน ซัลมาน บิน อับดุล อะซีซ อัลซะอูด มกุฎราชกุมารและนายกฯ แห่งราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย รวมถึงหารือกับภาคเอกชน 3 บริษัทด้วย

แลกเปลี่ยน – นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย นำคณะผู้บริหารกระทรวงมหาดไทย เข้าพบปะแลกเปลี่ยน กับนายขรรค์ชัย บุนปาน ประธานเครือมติชน และคณะผู้บริหารมติชน ที่อาคารมติชน

กกร.ให้คะแนนเซลส์แมนเกินร้อย
นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ให้สัมภาษณ์ภายหลังการร่วมหารือกับภาคธุรกิจจีน ว่า ในนามของกกร. และภาคเอกชนที่มาร่วมกับคณะของนายกฯ ต้องการสร้างความมั่นใจให้ทางจีนเห็นว่าเรื่องภูมิรัฐศาสตร์จะเป็นโอกาสสำหรับจีนที่จะลงทุนในไทย และได้พูดคุยอุปสรรคต่างๆ ที่ไทยเข้ามาลงทุนในจีน โดยภาครัฐของจีนได้ให้ความสำคัญกับภาคเอกชนทั้งสองฝ่าย เช่น เรื่องการปลอมแปลงเครื่องหมายการค้าหรือการละเมิดลิขสิทธิ์ ปลอมแปลงผลิตภัณฑ์ รวมทั้งระบบศุลกากร ซึ่งฝ่ายจีนให้ความมั่นใจว่ารัฐบาลจีนได้ควบคุมอย่างเข้มงวด และสร้างความมั่นใจให้กับฝ่ายไทย

ผู้สื่อข่าวถามว่า คิดว่านโยบายของรัฐบาลสนับสนุนและสอดคล้องกับแนวทางของเอกชนมากแค่ไหน นายสนั่นกล่าวว่า รัฐบาลไทยมีความกระตือรือร้นทำงานในเชิงรุก โดยเฉพาะการเชิญชวนดึงดูดชาวต่างชาติเข้ามาลงทุน ซึ่งนอกจากจะมีการเซ็นเอ็มโอยูของภาครัฐแล้วยังจะเซ็นเอ็มโอยูระหว่างภาคเอกชน สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสภาหอการค้าที่เกี่ยวกับการส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (CCPIT) เพื่อสร้างเทรดแพลตฟอร์มซึ่งเป็นทั้งภาษาจีน ภาษาอังกฤษ และภาษาไทย ถือเป็นสิ่งที่ดี

นอกจากนี้ ยังจะมีการจัดงานแสดงสินค้าระหว่างสองประเทศ โดยวันที่ 28 ต.ค.นี้ ทางจีนจะจัดงานเอ็กซ์โป ซึ่งตรงกับทางภาคอุตสาหกรรมและเป้าหมายของเรา ถือเป็นสิ่งที่ดีมาก นอกจากนี้ ยังได้พูดคุยถึงการพัฒนาบุคลากร เนื่องจากจีนมีการเข้าไปลงทุนจำนวนมาก จึงอยากมีการเสริมทักษะให้คนไทยได้เรียนรู้ภาษาจีนและวัฒนธรรม โดยจะให้ทุนกับประเทศไทยโดยเฉพาะนักธุรกิจรุ่นใหม่ได้เข้ามาเรียนรู้ภาษาจีนและวัฒนธรรม ซึ่งจะทำให้การค้าและการลงทุนมีการพัฒนาอย่างมั่นคงและยั่งยืน ผู้สื่อข่าวถามว่าให้คะแนนและความเชื่อมั่นกับเซลส์แมนที่ชื่อนายเศรษฐา ทวีสิน อย่างไรบ้าง นายสนั่นกล่าวว่า “ถ้าพูดถึงเซลส์แมนที่ชื่อนายเศรษฐา ผมว่าให้เกินร้อยในเรื่องของความตั้งใจ”

แผนด่วน – นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯ และรมว. พาณิชย์ มอบนโยบาย ให้กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ผลักดันการส่งออก ที่เป็นแผนเร่งด่วนช่วง 3 เดือนสุดท้ายของปีนี้ โดยจะจัดกิจกรรมทั้งในและต่างประเทศ รวม 73 กิจกรรม

ชมเข้าใจแก้ศก.-ไปไหนไปด้วย
ด้านนายเกรียงไกร เธียรนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า เบื้องต้นได้รับสัญญาณที่ดีจากทางจีน ในการตอบรับร่วมเป็นหุ้นส่วนการลงทุน โดยใช้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิต สิ่งที่เห็นตรงกันทั้งสองฝ่าย คือ นโยบายการสนับสนุน 5 อุตสาหกรรม คือ อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ (EV) อุตสาหกรรมดิจิทัล อุตสาหกรรมการแพทย์และสุขภาพ อุตสาหกรรมสีเขียว และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่เกี่ยวข้องกับพลังงานสะอาด โดยเฉพาะช่วงเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานอีวี หรือพลังงาน สะอาดอื่นๆ สิ่งที่จะได้จากนักลงทุนจีนที่จะเข้ามาลงทุน คือการถ่ายทอดเทคโนโลยีด้วย เชื่อว่าจีนและไทยจะสามารถร่วมมือกันได้ โดยที่ให้ไทยเป็นฐานการผลิตและส่งออก ประเทศไทยจะกลายเป็นผู้นำด้านนี้

การที่นายกฯ พามาเยือนจีนในครั้งนี้ พวกเราในฐานะเอกชนยินดีที่จะทำตามนโยบายภาครัฐ เราสามารถใช้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิต ไม่ใช่เฉพาะแค่ฐานการผลิต แต่เพื่อส่งออกไปในภูมิภาคนี้และทั่วโลก วันนี้โลกเปลี่ยนแปลงไปเยอะ มีการย้ายฐานการผลิตต่างๆ ผมคิดว่าประเทศมีเสน่ห์หลายๆ อย่าง จึงเป็นโอกาสที่ดีของประเทศไทย

“ขณะนี้นายกฯ ค่อนข้างเข้าใจปัญหาและเข้าใจการแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะเศรษฐกิจ การที่นายกฯ เดินทางไปประเทศต่างๆ ที่เป็นเป้าหมายเป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะขณะนี้ทั่วโลกกำลังแข่งขันกันมาก การหาตลาดสำคัญๆ เช่น จีน หรือตลาดใหม่ๆ ท่านทำได้เต็มที่และเต็มศักยภาพ ภาคเอกชนพร้อมที่จะไปกับ นายกฯ ท่านไปไหน เราไปนั่น พร้อมจะช่วยกัน เพราะผมเชื่อว่าภาครัฐและเอกชนใกล้ชิดกัน เราจะแก้ไขปัญหา และฝ่าฟันอุปสรรคได้” นายเกรียงไกรกล่าว

นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรอง ผู้จัดการใหญ่ และเลขานุการบริษัท ธนาคารกรุงเทพ (มหาชน) ในฐานะตัวแทนสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า ขอบคุณนายกฯ ที่นำพานักธุรกิจไทยมาในวันนี้ สมาคมธนาคารไทยยินดีร่วมมือเป็นสะพานนำนักธุรกิจจีนเข้าสู่ประเทศไทย เรื่อง การให้ข้อมูล การติดต่อทางราชการ พร้อมให้บริการทางการเงินต่างๆ และพร้อมเป็นสะพานเชื่อมให้นักธุรกิจไทยมาลงทุนในประเทศจีนซึ่งจีนก็ให้ความสนใจ และพร้อมให้ความร่วมมือกลับ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทยและสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ในการขับเคลื่อนความสัมพันธ์ไทยจีน

สว.สวน‘นิด’-ถลุงแอพดิจิทัล
นายสมชาย แสวงการ สว. ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ชี้แจงการจัดทำแอพพลิเคชั่นรองรับโครงการดิจิทัลวอลเล็ตใช้เงินเล็กน้อย ไม่ถึง 1.2 หมื่นล้านบาทต่อปีตามที่มีการเป็นห่วงว่า ขอให้ไปดูหลักฐานการทำแอพเป๋าตัง ของธนาคารกรุงไทย ที่ธนาคารต้องใช้งบประมาณพัฒนาแพลตฟอร์มถึง 1.2 หมื่นล้านบาทต่อปี ต่อประชาชน 40 ล้านคน แต่โครงการดิจิทัลวอลเล็ต มีผู้ใช้ 56 ล้านคน มากกว่าแอพเป๋าตัง อย่างน้อยต้องใช้งบประมาณเท่ากันหรือมากกว่า เป็นไปไม่ได้ที่จะใช้เล็กน้อยอย่างที่นายกฯ ชี้แจง ขอให้ดูตัวอย่างระบบแอพที่ธนาคารกรุงไทยจ่าย

ทางออกเรื่องนี้นายกฯควรใช้แอพเป๋าตังของธนาคารกรุงไทยที่มีอยู่แล้ว ไม่ควรไปสร้างแอพใหม่ เพราะต้องเสียเงินถึง 2 ต่อ ทั้งค่าสร้างระบบใหม่ และค่าบริหารดำเนินการรายปี การใช้แอพเป๋าตังไม่ต้องอาย หรือถือว่าเสียหน้า อะไรดีควรต่อยอดใช้ต่อ ตอนรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกฯ ไม่เคยไปล้มเลิกโครงการรัฐบาลนายทักษิณ ชินวัตร ทั้งเรื่อง 30 บาทรักษาทุกโรค และกองทุนหมู่บ้าน

แนะใช้‘เป๋าตัง’-ไม่หว่านแจก
ส่วนตัวอยากให้ล้มโครงการดิจิทัลวอลเล็ต แล้วเอาเงิน 5.6 แสนล้านบาทไปทำอย่างอื่น แต่หากไม่ยกเลิกต้องปรับรูปแบบวิธีการดำเนินการมากมาย โดยลดจำนวนคนเข้าร่วมโครงการ 56 ล้านคน ไม่แจกแบบหว่านแห แต่แจกเงินให้เฉพาะคนมีรายได้น้อยเท่านั้น โดยยึดตัวเลขจากคนจนที่ลงทะเบียนในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 16 ล้านคนเป็นหลัก จะใช้งบเพียงแค่ 1.6 แสนล้านบาท แล้วโอนเงินเข้าบัญชีคนเหล่านี้โดยตรง อาจจะโอนให้รายเดือน เดือนละ 1,000 บาท ไม่ต้องจ่ายทีเดียว 10,000 บาท

ส่วนเงินที่เหลืออีก 4 แสนล้านบาท ให้เอาไปจ้างนักศึกษาจบใหม่ ไปทำงานในหมู่บ้าน 76,000 หมู่บ้าน ไปสำรวจวิเคราะห์ข้อมูล ความยากจนของประชาชนแต่ละหมู่บ้าน 1 ปี แล้วทำแผนเสนอแนวทางแก้ปัญหาความยากจนเสนอต่อรัฐบาล รวมถึงนำเงินไปจ้างชาวบ้านสร้างฝายกั้นน้ำ ขุดบ่อ สร้างถนน จะเกิดรายได้หมุนเวียน ไม่สูญเปล่า วิธีกระตุ้นเศรษฐกิจทำได้หลายวิธี ไม่จำเป็นต้องแจกเงินอย่างเดียว เศรษฐกิจประเทศขณะนี้เป็นตัวเค มีทั้งขึ้นและลง ต้องเน้นช่วยคนข้างล่าง 16 ล้านคนให้เงยหน้าได้ โดยการจ้างงาน จะเกิดการหมุนเวียนเงินใน 76,000 หมู่บ้าน

“สิ่งที่อยากให้รัฐบาลตอบคำถามยืนยันให้ชัดเจนคือ แหล่งที่มาของงบประมาณที่ระบุว่า ส่วนหนึ่งต้องไปหาทางเกลี่ยงบประมาณบางโครงการที่ไม่จำเป็น เช่น การจัดซื้อจัดจ้างขนาดใหญ่อาจต้องเลื่อนออกไปนั้น อาจไปกระทบต่อการชะลอโครงการรถไฟทางคู่ โครงการแลนด์บริดจ์ หรือถึงขั้นไปตัดงบประมาณอื่น เช่น เบี้ยยังชีพคนชรา เบี้ยคนพิการหรือไม่ รัฐบาลควรเคลียร์ให้ชัดเจน จะไม่มีการตัดงบประมาณเหล่านี้ ถ้าต้องไปตัดงบเหล่านี้เชื่อว่าประชาชนคงไม่เห็นด้วยแน่ เพราะคิดว่าจะได้เงินเพิ่มเติม ไม่ใช่ได้เงินก้อนใหม่มา แต่ต้องเสียเงินก้อนเดิมที่เคยได้อยู่” นายสมชายกล่าว

กมธ.-หอค้าก็หนุนใช้แอพเดิม
เมื่อเวลา 13.05 น. ที่รัฐสภา นายวรภพ วิริยะโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล (ก.ก.) ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การเงิน การคลัง สถาบันการเงิน และตลาดการเงิน สภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์หลังกมธ.เข้าหารือกับนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมช.คลัง ถึงนโยบายดิจิทัลวอลเล็ตว่า รมช.คลัง บอกว่าอยู่ในกระบวนการหาข้อสรุปในอนุกมธ.ที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้แต่งตั้ง หากได้ข้อสรุป รมช.คลังจะรีบชี้แจง

ขณะเดียวกัน กมธ.ได้สะท้อนความเห็นว่า ช่วงนี้อยู่ในวิสัยที่รัฐบาลสามารถทบทวนได้ โดยเฉพาะประเด็นเงื่อนไขกำหนดรัศมีการใช้ระยะ 4 ก.ม. ตนสะท้อนความเห็นว่า ประชาชนจำนวนมากไม่ได้พักอาศัยอยู่ในเขตทะเบียนบ้านตัวเอง ซึ่งรมช.คลัง ให้คำตอบว่า 4 ก.ม. ไม่ได้อยู่ในเงื่อนไขแล้ว แต่จะใช้อย่างไรยังไม่ได้ข้อสรุป ตนจึงยังมีความกังวลเรื่องนี้ เพราะประชาชนนอกเขตทะเบียนบ้านมีจำนวนมาก จึงอยากให้รัฐบาลทบทวน ซึ่งรมช.คลัง รับปากจะนำไปพิจารณา ส่วนอีกเรื่องคือมีกมธ.สอบถามว่ากระทรวงการคลัง ได้ทำข้อสรุปถึงความคุ้มค่าของนโยบายดิจิทัลวอลเล็ต เพื่อเปิดเผยต่อสาธารณะว่าเป็นอย่างไรหรือไม่ ซึ่งรมช.คลัง จะรับเรื่องความคุ้มค่าไปพิจารณาด้วย

เมื่อถามถึงกรณีที่มีเสียงวิจารณ์การทำ แอพพลิเคชั่นใหม่ เพื่อใช้แจกดิจิทัลวอลเล็ต นายวรภพกล่าวว่า ในการหารือกันไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้ แต่ตนและพรรคก้าวไกล ยืนยันว่าแอพเป๋าตังใช้ในโครงการนี้ได้เลย เพื่อความรวดเร็วไม่จำเป็นต้องสร้างแอพใหม่ให้ซ้ำซ้อน

นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ภาคเอกชนเห็นด้วยกับดิจิทัลวอลเล็ต ในด้านของเศรษฐกิจโดยทั่วไปตอนนี้เราต้องมีมาตรการในการกระตุ้นเศรษฐกิจ รวมทั้งต้องมีเม็ดเงินใส่เข้าไปเพื่อทำให้เศรษฐกิจมีการกระตุ้น ประกอบกับการจ้างงานจะเพิ่มขึ้นถือเป็นสิ่งที่ดี แต่เอกชนเห็นว่าอยากให้ใช้แพลตฟอร์มที่มีอยู่แล้ว เช่น เป๋าตังของกรุงไทย นอกจากนี้ยังมีแพลตฟอร์มของเอกชนต่างๆ ใช้ของที่มีอยู่แล้ว ซึ่งจะสามารถใช้ได้ทันที ไม่ต้องไปลงทุนทำใหม่ก็จะดี และเมื่อมีการสร้างงานแล้วจะทำให้เงินเข้าระบบการหมุนเวียนหลายรอบด้วยกัน จะเป็นสิ่งที่ดี

ก.ก.ตั้งคณะพิเศษป้องกันสส.หื่น
น.ส.เบญจา แสงจันทร์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล เผยว่า พรรคได้จัดตั้งคณะทำงานพิเศษเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาความรุนแรงทางเพศ เพื่อยกระดับความเข้าใจเกี่ยวกับการรับมือและการป้องกันปัญหาการคุกคามและความรุนแรงทางเพศ ให้ทุกองคาพยพของพรรคเข้าใจเท่าเทียมกัน สอดคล้องคุณค่าหลักของพรรค

คณะทำงานพิเศษชุดนี้ประกอบด้วยคนในและคนนอกพรรคที่มีความรู้ มีทักษะ ความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์ มาทำงานร่วมกัน โดยมีตนเป็นประธาน องค์ประกอบเบื้องต้น ได้แก่ 1.นักวิชาการ 2.สหวิชาชีพ 3.ประธานคณะกรรมการวินัยของพรรค 4.ตัวแทนทีมนโยบายของพรรค 5.ฝ่ายจัดการอบรมของพรรค 6.ตัวแทนจากฝ่ายเครือข่ายของพรรค หลังจากนี้อีก 1 สัปดาห์ ตนจะออกแบบการทำงานและผลลัพธ์ที่คาดหวังจากคณะทำงาน พิเศษฯ เพื่อเสนอต่อกรรมการบริหารพรรคต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การตั้งคณะกรรมการพิเศษของพรรคก้าวไกลสือเนื่องมาจากมีปัญหาสส.มีพฤติกรรมคุกคามและใช้ความรุนแรงทางเพศหลายราย แต่ทางพรรคดำเนินการแก้ปัญหาเรื่องนี้ล่าช้าและการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบยังใช้แต่คนในพรรค จนเกิดการวิจารณ์อย่างกว้างขวาง (อ่านรายละเอียด น.7)

‘นิกร’ถกอนุกก.นัดแรก 25 ต.ค.
นายนิกร จำนง ประธานคณะอนุกรรมการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน เกี่ยวกับแนวทางในการทำประชามติเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 กล่าวว่า ตนนัดประชุมคณะอนุกรรมการรับฟังความเห็นเป็นครั้งแรกในวันที่ 25 ต.ค. ที่สำนักงานปลัดสำนักนายกฯ โดยเตรียมเสนอให้คณะอนุกรรมการเริ่มต้นเข้ารับฟังความเห็นจากสมาชิกรัฐสภาที่ไม่สามารถ รับเชิญเข้ามาร่วมเป็นคณะกรรมการชุดใหญ่ได้ให้ผ่านกมธ.พัฒนาการเมืองของทั้ง สองสภา

ทางวุฒิสภา ตนได้ประสานงานผ่านนายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธาน ไปเบื้องต้นแล้ว ส่วนทางสภาผู้แทนราษฎรได้ฝากประสานผ่านไปที่นายชัยธวัช ตุลาธน หัวหน้าพรรคก้าวไกล ไปที่นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.พรรคก้าวไกล ประธาน กมธ.การพัฒนาการเมือง ไปเบื้องต้นแล้ว พร้อมการขอเข้าพบกับพรรคก้าวไกลที่ยังปฏิเสธไม่ส่งตัวแทนที่ไม่ใช่ สส. มาเข้าร่วม เพราะยังมีความเห็นไม่สอดคล้องในเชิงหลักการของการทำประชามติครั้งนี้อยู่ ซึ่งคิดว่าสำคัญในการน้อมรับฟังความเห็นต่างที่สำคัญนี้

เบื้องต้นตนจะขอความเห็นชอบกรอบวาระงานเร่งด่วนจากที่ประชุมอนุกรรมการเพื่อออกเป็นหนังสือทางการส่งไปยัง กมธ.เหล่านั้นต่อไป การประชุมครั้งแรกที่จะมีขึ้นนี้ คณะกรรมการจำเป็นต้องกำหนดเวลาทำงานที่ชัดเจน เพราะต้องเร่งรัดมากเนื่องจากเวลาจำกัด ต้องสรุปผลการรับฟังส่งให้คณะกรรมการชุดใหญ่ในโอกาสแรก เพื่อให้ทันกับแผนงานในภาพรวมที่กำหนดไว้ โดยอาจต้องรับฟังความเห็นเกี่ยวกับการทำประชามติ จากกลุ่มหลักในภาคส่วนต่างๆ ของประชาชน ส่วนความเห็นองค์รวมของประชาชนทั่วไปในการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นตนจะนำข้อมูลการรับฟังความเห็นของประชาชนในคณะกรรมการศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญของสภาชุดที่แล้วที่ทำไว้อย่างกว้างขวางดี เข้าประกอบการพิจารณาด้วย

‘ทวี’บูรณาการร่วมแก้ยาเสพติด
เมื่อวันที่ 18 ต.ค. พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม นำคณะผู้บริหารกระทรวงยุติธรรม และหน่วยงานในสังกัดที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด อาทิ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (สำนักงาน ป.ป.ส.), กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ร่วมประชุมและหารือข้อราชการระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และพล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ แม่ทัพภาคที่ 2 ในการดำเนินการร่วมกันเรื่องการดำเนินการของศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดจังหวัดชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ณ อาคารกระทรวงยุติธรรม

พ.ต.อ.ทวีกล่าวว่า เป็นการหารือและแลกเปลี่ยนกรอบแนวคิด สภาพปัญหา และแนวทางแก้ไขปัญหายาเสพติดตามนโยบายของรัฐบาล โดยปัญหาเรื่องยาเสพติดเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศไทยที่ต้องแก้ไขปัญหาให้ลดน้อยลงและหมดไป ปัญหายาเสพติดนั้นมีหลายมิติ หากทุกฝ่ายร่วมมือร่วมใจกันจะเป็นจุดเริ่มต้นในการขจัดปัญหานี้ออกไปจากสังคมไทย ตั้งเป้าปัญหาการนำเข้ายาเสพติดให้เป็นศูนย์

พ.ต.อ.ทวียังกล่าวด้วยว่า นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ประกาศแก้ไขปัญหายาเสพติดเป็นวาระแห่งชาติ พร้อมย้ำทุกหน่วยงานต้องร่วมมือแก้ไขปัญหา บังคับใช้กฎหมายยาเสพติดอย่างจริงจัง และมีประสิทธิภาพ

ที่ประชุมยังได้หารือถึงการแก้ปัญหาร่วมกัน 3 ข้อ คือ 1.) นโยบายแก้ปัญหายาเสพติดที่เข้มแข็ง 2.) การตั้งงบประมาณที่สอดคล้องกัน และ 3.) การประสานงานที่เข้มแข็ง โดยมี เป้าหมายคือ สกัดกั้นยาเสพติดในรูปแบบมิติใหม่ ที่พลเรือน ตำรวจ ทหาร ท้องถิ่น และประชาชน เข้าร่วมด้วยกัน โดยภายใน 1 ปี ต้องให้เห็นผลจากการกำหนดยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน