ถึงบ้านแล้ว1พัน วันนี้คิวล็อตที่ 8 เสียชีวิตเพิ่มอีก ยอดพุ่ง‘30ศพ’ ขออังกฤษช่วยเจรจากับฮามาส
ปรับแผนขนคนไทยกลับจากอิสราเอล จัดให้มาพักรอที่ดูไบ ยูเออี โดยเช่าเหมาลำขนจากเทลอาวีฟมารอ จากนั้นส่งเครื่องบินไปรับกลับไทย เริ่ม 22 ต.ค.นี้ ทอ.ส่งเครื่องแอร์บัสไปรับอีกรอบ พร้อมนำอาหารไปให้ ขณะที่แรงงานชุด 6 และ 7 กลับถึงบ้านแล้ว วันนี้ล็อต 8 อีก 145 คน ยอดกลับถึงทะลุ 1 พันคนแล้ว ‘นายกฯเศรษฐา’ เสียใจคนไทยตายเพิ่ม 1 ราย ยอดพุ่ง 30 ศพ ขณะที่บาดเจ็บ 16 ถูกจับเป็นตัวประกัน 17 คนเท่าเดิม วอนแรงงานไทยเร่งตัดสินใจจะกลับหรือไม่ ระบุเลขาฯ ยูเอ็นเสียใจคนไทยตายอื้อ กมธ.ต่างประเทศร้องขออังกฤษช่วยเจรจาเรื่องปล่อยตัวประกัน
นายกฯเสียใจไทยดับเพิ่ม-พุ่ง 30
เมื่อเวลา 08.45 น. วันที่ 18 ต.ค. ตามเวลาท้องถิ่นกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน ซึ่งเร็วกว่าประเทศไทย 1 ช.ม. นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เปิดเผยถึงสถานการณ์ความรุนแรงในอิสราเอลว่า มีรายงานคนไทยเสียชีวิตเพิ่มอีก 1 ราย ทำให้ขณะนี้มีผู้เสียชีวิตรวม 30 ราย ส่วนผู้บาดเจ็บและตัวประกันยังมีตัวเลขเท่าเดิม ขณะที่วานนี้ ตนได้พบปะกับนายอันโตนิโอ กูแตร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ (ยูเอ็น) และผู้นำหลายประเทศ ระหว่างงานเลี้ยงรับรองที่ประธานาธิบดีจี สี จิ้นผิง เป็น เจ้าภาพ ซึ่งทุกคนแสดงความห่วงใยกับสถานการณ์ที่อิสราเอล และทุกคนมั่นใจว่าสถานการณ์จะเคลื่อนไปในทิศทางที่เลวร้ายลง
นายเศรษฐากล่าวต่อว่า ตนได้แจ้งกับเลขาฯ ยูเอ็นว่า ไทยเป็นประเทศที่ไม่ได้อยู่ในความ ขัดแย้ง แต่กลับเป็นผู้ที่สูญเสียมากที่สุดเป็นอันดับ 2 รองจากสหรัฐ ซึ่งเลขาฯ ยูเอ็นแสดงความตกใจ และแสดงความเห็นใจมายังประเทศไทย พร้อมแจ้งว่า ในวันที่ 19 ต.ค. จะเดินทางไปอียิปต์และไปยังจุดที่มีความ ขัดแย้งซึ่งเข้าใจว่าไปกดดันให้มีการยุติโดยสันติภาพให้เร็วที่สุด แต่เชื่อว่าสถานการณ์ก็ไม่ดีเท่าไหร่ และแสดงความห่วงใยอย่างมาก พร้อมเป็นกำลังใจให้ประเทศไทย ขณะเดียวกันผู้นำหลายประเทศที่เกี่ยวข้องโดยตรงพยายามเดินทางเข้าไปเจรจา ล่าสุด นายโจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐก็เตรียมเข้าไป เช่นเดียวกับประเทศอียิปต์ก็มีส่วนร่วมในการช่วยเจรจา ทุกประเทศเป็นห่วงสถานการณ์ เนื่องจาก เห็นว่าไม่น่าจะคลี่คลายไปในทิศทางที่ดี
เร่งนำคนไทยกลับ 600 ต่อวัน
นายกฯ กล่าวถึงการช่วยเหลือคนไทยกลับประเทศว่า ปัจจุบันสามารถนำตัวคนไทยออกมาได้เฉลี่ย 400 คนต่อวัน คาดว่าจะสามารถเพิ่มจำนวนการกลับไทยเพิ่มขึ้นวันละ 600 คน ดังนั้นความจำเป็นในการนำเครื่องบิน A380 ซึ่งสามารถรองรับได้เที่ยวละ 500-600 คนก็น้อยลง เนื่องจากไม่สามารถนำคนมารวมกันไว้ได้เยอะขนาดนั้น เพราะสถานที่ไม่สามารถรองรับได้ มั่นใจว่าจะสามารถรับคนไทยที่แจ้งความประสงค์เดินทางกลับได้หมดภายในสิ้นเดือนนี้ ยืนยันว่ารัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจ โดยนายปานปรีย์ พหิทธานุกร รองนายกฯ และรมว.การต่างประเทศ ได้ติดต่อกับท่าเรือ เพราะบางประเทศนำเรือสำราญไปรับคนออกมา เช่น สหรัฐ ไปรับออกมา 1,500-2,000 คน ออกมาจากอิสราเอลแล้วไปจอดไซปรัส แต่ขณะนี้ท่าเรือปิดแล้ว หากไทยขอไปอีกอาจจะลำบาก มีความไม่แน่นอนเกิดขึ้น อีกทั้งการรับคนออกมาจากพื้นที่เสี่ยง แล้วมารวบรวมไว้เป็นพันคนไม่ใช่เรื่องง่าย เรื่องโลจิสติกส์เป็นเรื่องที่ลำบากใจมาก
นายกฯ กล่าวต่อว่า ยอมรับว่าเรื่องความสับสนทางข้อมูลก็มีประเด็น เพราะก่อนหน้านี้เอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย แจ้งว่าสามารถอพยพคนไทยออกจากพื้นที่อันตรายได้ถึง 99% ซึ่งความจริงแล้วยังไม่ใช่ เพราะจากเที่ยวบินล่าสุดมีคนไทยที่แจ้งความประสงค์จะกลับ ยังไม่สามารถออกจากพื้นที่นั้นได้หลายสิบคน ทำให้คนที่เดินทางกลับลดน้อยลง จึงเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง และหากสถานการณ์การสู้รบของทั้งสองฝ่ายอย่างเต็มที่ จะทำให้เกิดความสูญเสียมากขึ้น เป็นภาระของรัฐบาลที่จะต้องนำคนไทยออกมาให้ได้มากที่สุด โดยจะต้องประสานด้านโลจิสติกส์ให้ดีว่าหากนำตัวออกจากพื้นที่เสี่ยงได้แล้วจะทำอย่างไร ขณะนี้ฝ่ายด้านมั่นคง โดยผู้บัญชาการทหารสูงสุดพยายามติดต่อประสานเพื่อนำคนไทยออกมาให้ได้เร็วและปลอดภัยที่สุด แต่การลำเลียงคนออกจากพื้นที่สีแดงไม่ใช่ทำได้ตลอดเวลา ต้องดูเรื่องเวลาด้วย ยืนยันว่ารัฐบาลพยายามเจรจาและดำเนินการหลายๆ อย่าง
“ผมอยากให้คนที่ยังได้ตัดสินใจ เร่งตัดสินใจว่าจะกลับหรือไม่กลับ เพราะความเสี่ยงอยู่ที่ตัวท่าน ส่วนหน้าที่ของรัฐบาลหากท่านแสดงความจำนงว่าจะกลับ เป็นหน้าที่เราที่ต้องทำอย่างเต็มความสามารถ เพื่อลำเลียงคนออกมาให้เร็วและปลอดภัยที่สุด” นายเศรษฐา กล่าว และว่า วันนี้กระทรวงการต่างประเทศจะประสานไปที่สถานเอกอัครราชทูต เพื่อตรวจสอบจำนวนเที่ยวบินว่ามีเท่าไหร่ ที่สำคัญต้องนำคนไทยไปอยู่ในพื้นที่ปลอดภัยก่อนบินกลับประเทศ
ล็อต 6 กลับถึงไทยอีก 162 คน
วันเดียวกัน นายไพโรจน์ โชติกเสถียร ปลัดกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 17 ต.ค. มอบหมายให้น.ส.กรจิรัฏฐ์ พงจันทร์ศธร ผู้ช่วยปลัดกระทรวงแรงงานเดินทางเข้ารับแรงงานที่ได้รับผลกระทบจากความไม่สงบในอิสราเอลกลับถึงประเทศไทย 162 คน ที่เดินทางกลับมาด้วยสายการบินอิสราเอล แอร์ไลน์ เที่ยวบินที่ LY085 โดยแรงงานไทยกลุ่มนี้ถือเป็นแรงงานชุดที่ 6 มาถึงเมื่อเวลา 19.05 น. ที่บริเวณชั้น 2 ประตู 10 อาคารผู้โดยสารขาเข้าระหว่างประเทศ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จ.สมุทรปราการ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.แรงงานเป็นห่วงถึงผลกระทบจากเหตุความไม่สงบในอิสราเอลในครั้งนี้ และได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยทางกระทรวงแรงงานจัดเจ้าหน้าที่ตั้งโต๊ะให้บริการคำแนะนำเกี่ยวกับการยื่นคำร้องขอรับสิทธิประโยชน์จากกองทุนเพื่อช่วยเหลือแรงงานไทยไปทำงานต่างประเทศ เพื่อให้แรงงานไทยได้รับเงินสิทธิประโยชน์โดยเร็วที่สุด
นายไพโรจน์กล่าวอีกว่า แรงงานไทยที่เป็นสมาชิกกองทุนเพื่อช่วยเหลือคนหางานไปทำงานต่างประเทศ และอยู่ในความคุ้มครองมั่นใจได้เลยว่าเบื้องต้นมีสิทธิ์รับสิทธิประโยชน์จากกองทุน กรณีประสบปัญหาต้องเดินทางกลับประเทศไทยเนื่องจากภัยสงคราม รายละ 15,000 บาทอย่างแน่นอน หรือกรณีที่มีการรับรองจากแพทย์ว่าทุพพลภาพ จะได้รับการสงเคราะห์ 30,000 บาท หรือกรณีเสียชีวิตในต่างประเทศ จะสงเคราะห์ 40,000 บาท และค่าใช้จ่ายในการจัดการศพในต่างประเทศเท่าที่จ่ายจริงไม่เกิน 40,000 บาทด้วย นอกจากนี้ประเทศอิสราเอลยังมีสวัสดิการตามกฎหมาย (ประกันการทำงาน + นายจ้างจ่าย) กรณีบาดเจ็บ/พิการตามการรับรองของแพทย์ แบ่งเป็นบาดเจ็บ 10-19 % ได้รับเงินก้อนเดียว 1,440,000 บาท บาดเจ็บเกิน 20% ได้รับเงินเดือนทุกเดือน จนกว่าจะเสียชีวิต โดยประเมินจากความสูญเสีย กรณีเสียชีวิต ภรรยาและบุตร ได้รับเงินเดือนทุกเดือน จนกว่าภรรยาจะแต่งงานใหม่ และบุตรอายุครบ 18 ปีบริบูรณ์ (ภรรยาเป็นเงิน 34,560 บาทต่อเดือน/บุตร เป็นเงิน 5,760-11,520 บาทต่อเดือน)

กลับบ้าน – นายชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร การบินไทย เป็นประธานต้อนรับ 266 คนไทยเดินทางด้วยเครื่องบินโบอิ้ง 777-200ER จากประเทศอิสราเอลกลับถึงประเทศไทย ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จ.สมุทรปราการ เมื่อวันที่ 18 ต.ค.
266 คนล็อต 7 บินกลับถึงบ้าน
วันเดียวกัน เวลา 03.30 น. นายชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เป็นประธานต้อนรับแรงงานคนไทย 266 คน จากอิสราเอลเดินทางกลับประเทศไทย ด้วยสายการบินไทย เครื่องบินแบบโบอิ้ง 777-200ER เที่ยวบินที่ TG 8951 จากกรุงเทลอาวีฟ ประเทศอิสราเอล ถึง ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โดยนายเดชา พฤกษ์พัฒนรักษ์ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงแรงงาน และคณะเดินทางมาร่วมต้อนรับแรงงานไทยชุดนี้ซึ่งถือเป็นแรงงานชุดที่ 7 ด้วย
นายเดชากล่าวว่า จากรายงานของฝ่ายแรงงานประจำสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุง เทลอาวีฟ พบว่า ล่าสุดมีแรงงานไทยลงทะเบียนกรอกแบบฟอร์มแจ้งความประสงค์ เดินทางกลับประเทศไทยกับทางสถานทูตแล้ว 8,271 คน ขอกลับประเทศไทย 8,160 คน ไม่ประสงค์กลับ 111 คน ถูกจับเป็นตัวประกัน จำนวน 17 ราย เสียชีวิต 30 ราย รอยืนยัน บาดเจ็บ 16 ราย ยังไม่สามารถระบุชื่อได้ 1 ราย
ทอ.ส่งแอร์บัส 340 รับรอบสอง
เมื่อเวลา 09.00 น. ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) กองทัพอากาศ จัดเครื่องบินแอร์บัส 340-500 ออกเดินทางไปรับคนไทยในอิสราเอล จำนวน 145 คน เป็นเที่ยวบินที่ 2 โดยผู้อพยพแบ่งเป็นชาย 142 คน และหญิง 3 คน โดยมีกำหนดเดินทางกลับถึง ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 ในวันที่ 19 ต.ค. เวลา 13.40 น.
สำหรับเส้นทางการบินของเครื่องบินแอร์บัส 340 กองทัพอากาศนี้ จะต้องบินผ่านน่านฟ้า 10 ประเทศ (เส้นทางบินเดิม) ได้แก่ลาว, จีน, คาซัคสถาน, อุซเบกิสถาน, เติร์กเมนิสถาน, อาเซอร์ไบจาน, อาร์เมเนีย, ตุรกี, ไซปรัส และอิสราเอล โดยมีกำลังพลกองทัพอากาศ ประกอบด้วยนักบิน ลูกเรือ เจ้าหน้าที่อำนวยการ เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย และทีมแพทย์ รวมถึงเจ้าหน้าที่จากกระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงแรงงานที่ร่วมเดินทางเพื่อให้การช่วยเหลือและอำนวยความสะดวกแก่คนไทย
ส่ง 5 จนท.ช่วยอพยพแรงงาน
ขณะเดียวกัน นายภุชงค์ วรศรี ประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่ประจำกระทรวงแรงงาน พร้อมนายไพโรจน์ โชติกเสถียร ปลัดแรงงาน และผู้บริหารระดับสูงกระทรวงแรงงานส่งทีมเจ้าหน้าที่กระทรวงแรงงานเพิ่มเติมอีก 5 คน จากชุดแรกที่เดินทางไปเมื่อวันที่ 14 ต.ค. มุ่งหน้าสู่อิสราเอลด้วยเที่ยวบินพิเศษจากกองทัพอากาศ แอร์บัส 340 ในครั้งนี้ด้วย เพื่อสมทบการปฏิบัติภารกิจอพยพแรงงานไทยที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในอิสราเอลกลับประเทศไทย พร้อมนำเครื่องอุปโภคบริโภค ได้แก่ ข้าวสาร อาหารแห้งไปช่วยเหลือแรงงานไทยในอิสราเอลและไม่สามารถออกมาทำงานได้ เนื่องจากต้องอาศัยอยู่ในพื้นที่หลบภัย
นายไพโรจน์กล่าวว่า เจ้าหน้าที่กระทรวงแรงงานชุดที่ 2 นี้จะไปสมทบการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่กระทรวงแรงงานชุดแรก 5 คน รวม 10 คน ซึ่งปฏิบัติงานในพื้นที่จุดอพยพต่างๆ รวมทั้งที่สนามบิน เพื่อทำหน้าที่ในการประสาน อำนวยความสะดวกด้านเอกสาร รวมถึงการรวบรวมแรงงานไทย
วอนอังกฤษช่วยตัวประกัน
วันเดียวกัน นายนพดล ปัทมะ ประธานคณะกมธ.การต่างประเทศ กล่าวว่าคณะกรรมาธิการได้หารือกับรมช.การต่างประเทศและการพัฒนาฝ่ายกิจการอินโด-แปซิฟิก ของสหราชอาณาจักร แอนน์-มารี เทรเวลเลียน เพื่อกระชับความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างทั้งสองประเทศ ทั้งในประเด็นระดับทวิภาคี และระดับภูมิภาค เช่น สถานการณ์ในฉนวน กาซ่า และประเทศเมียนมา เป็นต้น ตลอดจนการสนทนาเกี่ยวกับโอกาสที่ทั้ง 2 ประเทศจะร่วมมือกัน โดยเฉพาะในด้านการค้า
นายนพดลกล่าวอีกว่า นอกจากนี้ตนขอให้ทางสหราชอาณาจักรในฐานะสมาชิกถาวรคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติที่มีบทบาทสำคัญในเวทีโลกสนับสนุนในการช่วยเหลือคนไทยที่ถูกจับเป็นตัวประกันในกาซ่า และเร่งหาหนทางที่จะให้ทุกฝ่ายเข้าสู่โต๊ะเจรจาเพื่อยุติการสู้รบ ลดความขัดแย้งและสร้างสันติภาพในภูมิภาคตะวันออกกลางอย่างยั่งยืนต่อไป
ปรับแผนขนคนไทยพักรอ‘ดูไบ’
วันเดียวกัน นางกาญจนา ภัทรโชค อธิบดีกรมสารนิเทศ และโฆษกกระทรวงการต่างประเทศกล่าวถึงสถานการณ์การอพยพคนไทยกลับบ้านจากสถานการณ์ความไม่สงบในอิสราเอลว่า เมื่อคืนมีเหตุการณ์สำคัญมากคือ การโจมตีโรงพยาบาลในฉนวนกาซ่า ซึ่งถือว่าผิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศอย่างรุนแรง ปกติในภาวะสงครามเราจะไม่โจมตีโรงพยาบาล จะไม่โจมตีโรงเรียน จะไม่มีพลเรือนเป็นเป้าการโจมตี ทำให้ผู้เสียชีวิตหลายร้อยรายและบาดเจ็บจำนวนมาก ขอแสดงความเสียใจอย่างใหญ่หลวง
นางกาญจนากล่าวต่อว่า การอพยพคนไทยในอิสราเอลกลับบ้านมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ทั้งการประชุมศูนย์ประสานงานสถานการณ์ฉุกเฉินและการประชุมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งได้ประสานงานกันอย่างเข้มข้น ยอดสะสมคนไทยกลับบ้านผ่านสถานทูตจนถึงขณะนี้มีจำนวน 926 คน ใน 7 เที่ยวบิน จากจำนวนผู้ขอกลับ 8,160 คน ส่วนคนที่ไม่ขอกลับ 106 คน ขณะนี้มีสายการบินอพยพกลับไทยทุกวัน ตั้งเป้าอพยพหมดภายในสิ้นเดือนต.ค.นี้ หรืออย่างช้าที่สุดต้นเดือนพ.ย.2566
“จำนวนผู้เดินทางกลับไทยแตกต่างจากจำนวนผู้ลงทะเบียนกลับไทยอยู่บ้าง ซึ่งเกิดจากมีบางคนเปลี่ยนใจ รวมถึงคนที่ยังไม่สามารถเดินทางออกมาจากพื้นที่ได้ สถานทูตติดตามทุกรายที่ได้ลงทะเบียนไว้ และที่ยังมาไม่ได้ก็จะติดตามต่อไป หรือมีคนที่ไปอยู่ในพื้นที่อื่นๆ โดยทุกคนที่ต้องการกลับบ้านจะได้กลับบ้าน และเมื่อเช้าเครื่องบินของกองทัพอากาศออกเครื่องไปพร้อมสิ่งของ อาหาร น้ำดื่ม ซึ่งได้รับความอนุเคราะห์จากเอกชนหลายรายด้วยกัน มีทั้งอาหารแห้ง น้ำดื่ม ยารักษาโรค อาทิ ฟ้าทะลายโจร จะออกจากกรุงเทลอาวีฟในวันนี้เวลา 22.00 น. ถึงไทยในวันที่ 19 ต.ค.2566 เวลา 13.40 น. โดยจำนวน ผู้ที่ขอลงทะเบียนคือ 145 คน และมีเที่ยวบินอพยพสายการบินพาณิชย์ของอิสราเอลที่สถานทูตจองที่นั่งให้จะออกเดินทางในคืนนี้เช่นกัน และถึงไทยพรุ่งนี้ 80 คน” นางกาญจนากล่าว
นางกาญจนากล่าวด้วยว่า นอกจากนี้สถานทูตจัดศูนย์พักพิงที่มี 7 โรงแรมด้วยกัน แต่อยากให้รายงานตัวที่จุดศูนย์กลาง คือโรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล เพื่อไม่ให้กระจัดกระจาย และมีรถพาคนไทยไปพักในโรงแรมต่างๆ ซึ่งอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกัน เมื่อวานมีคนมาพักที่ศูนย์พักพิงฯ รวม 539 คน คนเหล่านี้พร้อมที่จะเดินทางขึ้นเครื่องบินเพื่อกลับบ้าน และมีการเดินทางไปรับคนไทยในพื้นที่และประสานงานกับทางการอิสราเอล รวมถึงนายจ้าง สถานทูตส่งทีมไปในพื้นที่เพื่อรับพี่น้องแรงงานในพื้นที่เพื่ออำนวยความสะดวกให้เดินทางมาถึงกรุง เทลอาวีฟ โดยอยู่บนเงื่อนไขความปลอดภัยของคนไทยด้วย และมีพี่น้องคนไทยที่อยู่ในอิสราเอลที่ช่วยไปรับคนไทยจากพื้นที่ด้วย อย่างที่เห็น เช่นพี่แจ๋ม เป็นต้น ต้องขอขอบคุณพี่น้องคนไทยในอิสราเอลที่ช่วยกันดูแลและอำนวยความสะดวกส่งพี่น้องคนไทยให้ถึงมือสถานทูตเพื่อเดินทางกลับบ้านต่อไป
โฆษกกต. กล่าวว่า ตอนนี้ทางการไทยพยายามจัดเที่ยวบินทุกวัน ในเส้นทางเทลอาวีฟ-กรุงเทพฯ ที่ตั้งเป้าไว้ให้ได้วันละอย่างน้อย 400 คน และรวมทั้งกำลังจะลำเลียงไปพักรอที่ประเทศที่ 3 ซึ่งได้กำหนดจุดพักรอแห่งที่ 3 ที่นครดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือยูเออี ซึ่งจากกรุงเทลอาวีฟ ของอิสราเอลมาถึงดูไบใช้เวลาบิน 3 ชั่วโมงเศษ สาเหตุเลือกนครดูไบ เนื่องจากจะจ้างเหมาเครื่องบินลำใหญ่ที่ขนคนได้จำนวนมาก โดยบินจากเทลอาวีฟมาที่ดูไบ และจากดูไบ รัฐบาลจะมีเครื่องไปรับจากไทย
เช่าเหมาลำขนจากเทลอาวีฟ
“ได้คุยกับสายการบินหลายสายมาก มีการประสานกันอย่างใกล้ชิด นอกจากเครื่องของกองทัพอากาศแล้ว ยังมีเครื่องการบินไทย ไลอ้อนแอร์ แอร์เอเชีย รวมถึงนกแอร์ ซึ่งรับช่วงขนคนต่อมาที่ไทย ทั้งมีเที่ยวบินมาจากดูไบมาไทย 2-3 เที่ยวต่อวัน ซึ่งมีทั้งเครื่องบินของรัฐและเอกชน และจากดูไบ-เทลอาวีฟจะมีเช่าเหมาลำรับคนได้มากกว่า 600 คน ถือว่าจำนวนเยอะกว่าเที่ยวบินอพยพในปัจจุบันมาก คนที่ขึ้นเครื่องจากดูไบมากรุงเทพฯ ไม่ได้ ทางเจ้าหน้าที่จัดโรงแรมให้เข้าพักและวันรุ่งขึ้นเดินทางออกมา และคนเหล่านั้นต้องมีการขอวีซ่าด้วย ซึ่งทางสถานกงสุลใหญ่ไทยที่นครดูไบและสถานทูตไทยในกรุงอาบูดาบี ประสานงานกับทางการท้องถิ่น ท่าอากาศยาน โรงแรมอย่างเรียบร้อยด้วยแล้วในการดำเนินการด้านโลจิสติกส์ โดยแผนนี้จะเกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 22 ต.ค.เป็นต้นไปจนถึง 1 พ.ย. ที่เที่ยวบินอพยพคนไทยจะบินในลักษณะนี้ แต่ก่อนหน้านี้มีเที่ยวบินทุกวัน มีเครื่องกองทัพอากาศ สายการบินไทย สายการบินอิสราเอล รวมถึงสไปซ์ เจ็ต” นางกาญจนากล่าว
นางกาญจนายังชี้แจงกรณีเครื่องบินของกองทัพอากาศต้องบินอ้อมไปรับคนไทยว่า ไทยไม่ได้ขอบินผ่านประเทศที่จะมีความเสี่ยงว่าอาจจะไม่ได้รับอนุญาตหรือได้รับอนุญาต แต่ล่าช้ากว่าจะอนุญาต เราจึงไม่ขอทำการบินผ่านประเทศเหล่านี้ เพราะคิดว่าการเสียเวลาบินอ้อมสัก 3-4 ชั่วโมง ดีกว่าการที่เราต้องไปขออนุญาตบินผ่าน สมมติ ไทยไปขอบินผ่านประเทศที่ปกติแล้วไม่อนุญาตให้บินไปปลายทางอิสราเอล ถ้าเป็นดังนั้นต้องขอหลายประเทศ เหมือนการขอเป็นกรณีพิเศษ ซึ่งต้องใช้เวลา อาจใช้เวลาในการขอทำการบินเหล่านี้ สู้ขอในกรณีที่ได้บินผ่านอย่างแน่นอนดีกว่า ทั้งนี้การขออนุญาตการบินในภาวะปกติใช้เวลาราว 1 สัปดาห์ ที่ผ่านมาได้เร่งรัดให้ทุกสถานทูตติดต่อกับกระทรวงการต่างประเทศนั้นๆ ให้เร่งรัดมาให้ ดังนั้นขอเรียนว่า เราไม่ได้ขออนุญาตการบินเนื่องจากไม่อยากอพยพล่าช้า เราอาจขออนุญาตได้ แต่ไม่อยากให้คนไทยเกิดความเสี่ยงในการที่จะรอขออนุมัติ และอยากให้กลับบ้านอย่างปลอดภัยโดยเร็วที่สุด
ห่วงคนออกจากพื้นที่ไม่ได้
เมื่อถามว่าความกังวลอยู่ที่การอพยพคนไทยไปท่าอากาศยานในเทลอาวีฟ คนไทยที่อยู่ในพื้นที่สู้รบใกล้ฉนวนกาซ่าราว 5,000 คนกลับออกมาหมดแล้วหรือไม่ นางกาญจนากล่าวว่า คิดว่าคนส่วนใหญ่ออกมาแล้ว ซึ่งที่ทางการอิสราเอลอพยพมาให้แล้ว คือส่วนที่ใกล้กับบริเวณชายแดน แต่จะมีส่วนที่ถัดออกมา เช่นเกินมาสัก 4 ก.ม. ซึ่งทูตอิสราเอล ระบุว่า ไม่ได้เป็นเป้าหมายหลักในการอพยพของอิสราเอล แต่จากเท่าที่สังเกต จากการลงทะเบียนต่างๆ ส่วนใหญ่อพยพมาแล้ว ซึ่งอาจมีติดค้างอยู่บ้าง โดยกระทรวงการต่างประเทศเฝ้าติดตามทุกช่องทาง ไม่ว่าทางสถานทูต อีกทั้งได้รับความอนุเคราะห์จาก ผู้ให้บริการเครือข่ายสัญญาณโรมมิ่งดีแทค ทรูและเอไอเอสให้ส่งข้อความแจ้งข่าวไปยังคนไทยที่ใช้บริการในพื้นที่ ตามที่กระทรวงส่งข้อมูลไปให้
เมื่อสอบถามอีกว่า คนที่ขึ้นเครื่องบนกลับไทยน้อยกว่าจำนวนคนที่ลงทะเบียนค่อนข้างมาก นางกาญจนากล่าวว่า คงต้องสื่อสารไปเรื่อยๆ ยิ่งสื่อสารเยอะยิ่งดี ขณะนี้ไม่ได้ห่วงคนเปลี่ยนใจไม่ขึ้นเครื่องกลับไทย แต่เป็นห่วงว่าคนไทยออกมาจากพื้นที่ได้หรือเปล่า แต่ที่ดีที่สุดคือหากไม่ปลอดภัยก็ไม่ต้องออกมา และขอคนไทยอย่าห่วงกังวลว่า หากไม่ออกมาจากพื้นที่อันตรายแล้วจะตกเครื่อง เนื่องจากแม้ไม่ลงทะเบียนกลับไทยผ่านสถานทูตก็ยังสามารถเดินทางเข้ามาที่ศูนย์พักพิงรอขึ้นเครื่องและมีเที่ยวบินกลับไทยทุกวัน
ตอบยากจะปล่อยตัวประกัน
นางกาญจนากล่าวถึงความคืบหน้าการช่วยเหลือตัวประกันคนไทย 17 คนในสถานการณ์ความไม่สงบในอิสราเอลว่า ทุกฝ่ายตั้งแต่นายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรีและรมว.การต่างประเทศ และรัฐมนตรีทุกท่านและทุกฝ่าย รวมถึงในการเจรจาระดับรัฐบาล ผู้นำ รัฐมนตรี สถานเอกอัครราชทูต ในการที่จะเรียกร้องและทำให้แน่ใจว่าตัวประกันปลอดภัย และให้ปลดปล่อยผู้บริสุทธิ์ โดยขอให้วางใจได้ว่าทุกฝ่ายพยายามดำเนินการอย่างดีที่สุดเพื่อให้กลับมาไทยอย่างปลอดภัยและย้ำว่ายังอยู่ในภาวะสงคราม อีกทั้งสถานการณ์แย่ลงจากการโจมตีโรงพยาบาลในกาซ่า ถือเป็นการละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมอย่างร้ายแรง ซึ่งไทย ได้มีแถลงการณ์ท่าทีแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วย
นางกาญจนากล่าวยืนยันว่า ขณะนี้ตัวประกันคนไทยยังปลอดภัยอยู่ และเท่าที่สังเกตไม่มีการสังหารตัวประกันเพื่อเอามา ต่อรอง และยืนยันอีกคครั้งว่าตัวประกันยังปลอดภัยอยู่
เมื่อถามว่ากระทรวงการต่างประเทศคิดว่าตัวประกันจะถูกปล่อยตัวเร็วๆ นี้หรือไม่ นางกาญจนากล่าวว่า ตอบยาก เนื่องจากต้องพิจารณาถึงสถานการณ์ต่างๆ ด้วย โดยเฉพาะการโจมตีโรงพยาบาลในกาซ่า ทำให้สถานการณ์ แย่ลง ซึ่งส่งผลให้การเจรจาระหว่างนาย โจ ไบเดน ผู้นำสหรัฐอเมริกาและผู้นำในภูมิภาคตะวันออกกลางได้ถูกยกเลิกไปแล้ว