หารือทวิภาคี‘สี จิ้นผิง’คลังยันได้แน่ 1หมื่นไม่เกินไตรมาส1ปี 67
‘เศรษฐา’ ปลื้มเยือนจีน
ประสบผลสำเร็จ หารือทวิภาคีกับ ‘สี จิ้นผิง’ พัฒนาความสัมพันธ์ทุกด้าน นายกฯ จีนให้เบอร์โทร.สายตรง เจรจาแลนด์บริดจ์-รถอีวีฉลุย คาดปั๊มเงินเข้าประเทศกว่าล้านล้านบาท ประกาศเดินหน้าคู่กับพี่ใหญ่ลุยตลาดโลก บินต่อไปเยือนซาอุฯ รมช.คลัง ‘จุลพันธ์’ เผยแจก 1 หมื่น ส่อเลื่อนจาก 1 ก.พ.67 แต่ไม่เกินไตรมาสแรก ขอพัฒนาแอพฯ ให้สมบูรณ์ กุนซือนายกฯ เชื่อดิจิทัลวอลเล็ตจะพาไทย ฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจโลก เพื่อไทยอัดพวกขาประจำปล่อยเฟกนิวส์โจมตี ด้านแบงก์ชาติแจง กมธ. ยันกระตุ้นเศรษฐกิจได้น้อย
‘นิด’ชูแลนด์บริดจ์ดึงดูดจีน
เมื่อวันที่ 19 ต.ค. นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ยังคงปฏิบัติภารกิจในการเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ เป็นวันที่สาม และร่วมการประชุมเวทีข้อริเริ่มสายแถบและเส้นทาง (Belt and Road Forum for International Coperration-BRF) ครั้งที่ 3 ระหว่างวันที่ 16-19 ต.ค.โดยเวลา 09.00 น. (ตามเวลา ท้องถิ่นกรุงปักกิ่งซึ่งเร็วกว่าไทย 1 ช.ม.) ที่โรงแรม เคอร์รี่ กรุงปักกิ่ง ได้เข้าร่วมงาน Thailand-China Investment Forum จัดโดยคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)
นายเศรษฐากล่าวว่า รัฐบาลไทยมีแผนลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งอย่างเต็มรูปแบบทั้งทางถนน ทางน้ำ ทางราง และทางอากาศ เพื่อเพิ่มโอกาสด้านการค้า การลงทุนและการท่องเที่ยว ยกระดับระบบคมนาคมขนส่งก่อให้เกิดการกระจายความเจริญไปสู่ทุกภูมิภาคของประเทศ จึงเป็นโอกาสดีที่ไทยและจีนจะยกระดับความร่วมมือในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้ชัดเจนและเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น
การเดินทางมาเยือนจีนครั้งนี้ นอกจากมี ผู้แทนจากภาครัฐแล้วยังนำคณะนักธุรกิจไทยที่มีศักยภาพและสนใจจะสร้างเครือข่ายทางธุรกิจมาด้วย หวังว่างานสัมมนาในวันนี้จะมีส่วนช่วยเชื่อมโยงภาคเอกชนไทยและจีน กระตุ้นให้เห็นโอกาสด้านการค้า การลงทุน และสร้างพันธมิตรทางธุรกิจระหว่างกันมากยิ่งขึ้น รัฐบาลไทยมุ่งมั่นจะให้โครงการแลนด์บริดจ์เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อเชื่อมโยงภูมิภาคและเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางหลักในการขนส่งสินค้าและห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาคและระดับโลก
วันที่ 16 ต.ค.ที่ผ่านมารัฐบาลอนุมัติให้ศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์เชื่อมต่อระหว่างอันดามันกับอ่าวไทย ระยะทาง 90 กิโลเมตร เชื่อมต่อโดยรถไฟ การลงทุนจะอยู่ที่ 1.3 ล้านล้านบาท ถือเป็นเมกะโปรเจ็กต์ระดับโลก ย่นระยะการเดินทางขนถ่ายสินค้าผ่านช่องแคบมะละกาลงได้ 6-9 วัน จะสร้างความมั่นใจให้นักลงทุนทั่วโลกเข้ามาสร้างฐานการผลิตที่เมืองไทย วันนี้ขอเชื้อเชิญนักลงทุนจากจีนเข้ามา ดูโปรเจ็กต์นี้มาร่วมกันพัฒนาและพูดคุย เพื่อทำให้โครงการนี้สำเร็จสัมฤทธิผลโดยเร็วที่สุด
“ภายใต้การนำของรัฐบาลนี้เปิดกว้างสำหรับการลงทุนโดยเฉพาะจีน ซึ่งถือเป็น นักลงทุนรายใหญ่ที่สุด ช่วงหลายปีที่ผ่านมารัฐบาลพร้อมทำงานให้เกิดความสะดวกในการทำธุรกิจ จะมีคณะกรรมการเข้ามา ไม่ใช่แค่วาทกรรมจะทำให้การเข้ามาทำธุรกิจง่ายขึ้นจริงๆ นำความสะดวกสบาย ยึดหลัก ธรรมาภิบาล ไทยแม้เป็นประเทศเล็กแต่มีศักยภาพสูง เราเป็นน้องคนหนึ่งของประเทศจีน ซึ่งจะช่วยกันเดินไปข้างหน้าควบคู่ไปกับพี่ใหญ่ ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญในเวทีโลก เราขอร่วมเดินทางไปกับจีนบนเส้นทางที่ท้าทายและทำให้โลกของเราเจริญรุ่งเรืองต่อไป” นายเศรษฐากล่าว
ยกเป็นพี่ใหญ่-ผนึกความร่วมมือ
เวลา 09.55 น. นายเศรษฐากล่าวถ้อยแถลงในพิธีลงนามหนังสือแสดงเจตจำนงว่าด้วยความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวระหว่างการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และ 8 พันธมิตรชั้นนำของจีนว่า ความสัมพันธ์อันดีของประชาชนทั้ง 2 ประเทศ เปรียบเสมือนคำพูดที่ว่าจีนไทยใช่อื่นไกล พี่น้องกัน ขอยืนยันว่าจีนเป็นพี่ใหญ่ และหวังว่าการมาเยือนครั้งนี้จะทำให้การยกเว้นการตรวจลงตราวีซ่าดียิ่งขึ้น ประเทศไทยมีความปลอดภัยและยินดีต้อนรับการเดินทางของทุกคน ยืนยันจะดูแลนักท่องเที่ยวจีนอย่างเต็มที่
ทั้งนี้ 8 พันธมิตรชั้นนำของจีน ประกอบด้วย หัวเว่ย ซีทริป เหม่ยถวน อาลีเพย์ สปริงแอร์ไลน์ สำนักงานข่าวซี่น่า อ้ายฉีอี้ และ เจโก้ทริป
เวลา 11.00 น. นายเศรษฐาหารือกับ Mr.Liu Jincheng, Chairman Founder, EVE Energy บริษัทผู้พัฒนา ผลิต และจำหน่ายแบตเตอรี่ลำดับที่ 3 ของจีนและติดอันดับ 1 ใน 10 ของโลก ซึ่งตัวแทนบริษัทยินดีที่ทำงานร่วมกับไทย จะพัฒนาด้านดิจิทัลเพื่อประโยชน์ของไทย ส่วนเอไอ เทคโนโลยีด้านการคำนวณก็ยินดีสนับสนุนให้ไทยเป็นศูนย์กลางด้านเอไอ และชื่นชมการดำเนินนโยบายการท่องเที่ยว ของไทย รวมทั้งสมาร์ตซิตี้ที่จะช่วยอำนวยความสะดวกนักท่องเที่ยวได้
เวลา 11.25 น. นายเศรษฐาหารือกับ Mr.Liang Hua, Chairman, Huawei (หัวเว่ย) ซึ่งเป็นนักลงทุนรายใหญ่ของไทย ด้าน คลาวด์ เซอร์วิส มีความร่วมมือกับภาครัฐ มาด้วยดี นายกฯ ขอให้หัวเว่ยช่วยเรื่องเกษตรกรรมอัจฉริยะเพื่อบริหารจัดการระบบ เช่น น้ำ ไฟ เสนอตั้งศูนย์คอมพิวเตอร์เอไอ ซึ่งจะเป็นประโยชน์สำหรับทุกภาคสาขา
ตัวแทนหัวเว่ย กล่าวว่า ยินดีที่ทำงานร่วมกับไทย จะพัฒนาด้านดิจิทัลเพื่อประโยชน์ของไทย ส่วนเอไอ เทคโนโลยีด้านการคำนวณก็ยินดีสนับสนุนให้ไทยเป็นศูนย์กลางด้านเอไอ และชื่นชมการดำเนินนโยบายการท่องเที่ยวของไทย รวมทั้งสมาร์ตซิตี้ที่จะช่วยอำนวยความสะดวกนักท่องเที่ยวได้ ซึ่งบริษัทได้เข้าไปช่วยพัฒนาเทคโนโลยีที่อำนวยความสะดวกด้านการท่องเที่ยวด้วย

2 ผู้นำ – นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เข้าเยี่ยมคารวะและหารือทวิภาคีกับนายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน เน้นย้ำความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์รอบด้านทุกมิติ มุ่งสู่ 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูต ที่มหาศาลาประชาชน กรุงปักกิ่ง เมื่อวันที่ 19 ต.ค.
เยือนจีนสำเร็จ-ผู้นำให้เบอร์
นายเศรษฐาให้สัมภาษณ์ถึงการหารือทวิภาคีกับนายหลี่ เฉียง นายกฯ จีน เมื่อค่ำวันที่ 18 ต.ค. ว่า เชื่อว่าการมาจีนครั้งนี้รัฐบาลประสบความสำเร็จ และมั่นใจว่าหากเกิดแลนด์บริดจ์รวมทั้งการลงทุนด้านรถไฟฟ้าอีวี ซึ่งขณะนี้มีเข้ามาแล้ว 4 เจ้า และจะเจรจาอีก 2 เจ้า จะสร้างเม็ดเงินกว่าล้านล้านบาท ซึ่งนับตัวเลขไม่ได้ เพราะประเทศจีนพัฒนาเยอะมาก และเป็นความโชคดีที่ไทยตั้งอยู่จุดยุทธศาสตร์ที่มีความสำคัญ เรามีความเป็น กลาง มีความเป็นมิตร
“เมื่อวันที่ 18 ต.ค.ผมรู้สึกว่ามีความผูกพันที่ดีมากๆ กับนายกฯ จีน ซึ่งท่านให้เบอร์มือถือไว้ หากมีอะไรก็โทร.พูดคุยได้ ถือเป็นนิมิตหมายที่ดี สองประเทศต้องพึ่งพากัน เราต้องพึ่งจีนในฐานะเป็นพี่ใหญ่ ในงานเลี้ยงอาหารค่ำวานนี้ในการแสดงดนตรีร้องเพลงไทยคือ เพลงลอยกระทง ซึ่งมีการฝึกกันนานมาก แสดงให้เห็นว่าจีนให้ความสำคัญกับเรา ทำให้บรรยากาศเป็นไปด้วยดีมาก”
ตนยังได้ให้ความมั่นใจว่าไทยจะพัฒนาโครงการบีอาร์เอฟอย่างต่อเนื่อง และมีการลงรายละเอียดเกี่ยวกับการพัฒนาโครงการรถไฟความเร็วสูง เรื่องการขนถ่ายสินค้าจากไทยไปจีนผ่านลาวที่พบว่ายังมีอุปสรรคคือ สะพานข้ามแม่น้ำโขงจากหนองคายไปลาว ตนบอกนายกฯ จีนว่าควรผลักดันให้เกิดขึ้น หากมีการสร้างสะพานดังกล่าวช่วงจ.หนองคาย จะมีการสร้างศูนย์เปลี่ยนถ่ายสินค้าด้วย พร้อมยืนยันว่าการประชุมครม.ที่ผ่านมาได้อนุมัติรถไฟทางคู่จากขอนแก่นไปหนองคาย เพื่อบรรเทาความแออัด ในการขนถ่ายสินค้าระหว่างการสร้างรถไฟความเร็วสูง
ชงตั้งศูนย์ตรวจวัว-วีซ่าฟรียาว
อีกทั้งได้แจ้งว่ารัฐบาลได้อนุมัติการทำการศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์เชื่อมต่ออันดามัน-อ่าวไทย เป็นทางเลือกหนึ่งที่จะทำรายได้ให้ไทยอย่างมาก ซึ่งจะไม่ใช่การขนถ่ายสินค้าระหว่างจีนผ่านไปอินเดีย ไปตะวันออกกลางและแอฟริกาอย่างเดียว แต่จะสร้างความมั่นใจกับนักลงทุนจีนว่า การสร้างโรงงานที่ไทยจะทำให้การขนถ่ายสินค้าขนส่งกระจายไป ทั่วโลกอย่างสบาย ซึ่งนายกฯ จีนให้ความสนใจอย่างมาก เพราะแลนด์บริดจ์จะเป็นโครงการที่มาเสริมให้บีอาร์เอฟมีศักยภาพและเชื่อมโยงกับทั่วโลกได้ สอดคล้องกับเจตนาของจีน
นอกจากนี้ ยังมีการพูดคุยกันถึงการนำเข้า-ส่งออกสินค้าการเกษตรซึ่งจีนพร้อมสนับสนุนทุกมิติ ตนขอให้การนำเข้าวัวของจีนเป็นนโยบายหลักที่ไทยจะส่งออกวัวให้จีนที่เป็นตลาดใหญ่ แต่ปัจจุบันการส่งออกวัวต้องผ่านการตรวจสอบที่ลาว รัฐบาลไทยจึงขอให้มีศูนย์ตรวจสอบที่ไทย ซึ่งจะทำตามกฎของจีนทุกอย่าง อาทิ การตรวจโรค การฉีดวัคซีน จะทำให้การพัฒนาส่งออกวัวได้เร็วขึ้น ไม่ว่าจะเป็นทางรางหรือทางเรือ ซึ่งนายกฯ จีนยืนยันจะพิจารณาข้อเสนอของไทย และได้หารือเรื่องวีซ่าฟรี ซึ่งอนุมัติให้คนจีนเข้าไทยได้โดยไม่ต้องมีวีซ่าถึง 29 ก.พ.67 แต่รัฐบาลประสงค์จะขยายให้เป็นแบบระยะยาวซึ่งทางจีนรับไปพิจารณา ส่วนตัวมั่นใจว่าน่าจะได้รับการตอบสนองที่ดี
“ส่วนการหารือเรื่องการแก้ปัญหาการจัดซื้อเรือดำน้ำที่ยังติดปัญหาเรื่องเครื่องยนต์ ทั้งสองฝ่ายจะมีการแก้ปัญหาอย่างบูรณาการ ซึ่งนายกฯ จีนรับปากว่าจะไปช่วยดูให้ ขณะที่ นายสุทิน คลังแสง รมว.กลาโหม ได้พูดคุยกับกองทัพจีนด้วย ช่วงบ่ายวันที่ 19 ต.ค. ผมจะพบกับนายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน จะได้คุยต่อเนื่อง ส่วนรายละเอียดขอให้ รมว.กลาโหมชี้แจง เพราะเป็นผลงานของนาย สุทิน” นายเศรษฐา กล่าว
ส่งท้ายพบ‘สีจิ้นผิง’-บินต่อซาอุฯ
เวลา 16.50 น. นายเศรษฐา และคณะ ประกอบด้วย นายปานปรีย์ พหิทธานุกร รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ต่างประเทศ นายสุทิน คลังแสง รมว.กลาโหม นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.คมนาคม นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ร่วมพิธีวางพวงมาลาที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน
เวลา 17.15 น. ที่มหาศาลาประชาชน นายเศรษฐาเข้าเยี่ยมคารวะและหารือกับนาย สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ทั้งสองฝ่าย ยืนยันสานต่อความสัมพันธ์ไทย-จีน ที่มีมายาวนาน ตามประโยคที่ว่า “จีน-ไทย ใช่อื่นไกล พี่น้องกัน” พร้อมเน้นย้ำความเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์อย่างรอบด้านไทย-จีน ที่ใกล้ชิด การส่งเสริมการแลกเปลี่ยนการเยือนระดับสูงอย่างต่อเนื่อง และมุ่งสู่วาระการเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันในปี 2568 โดยนายกฯ ได้เชิญประธานาธิบดีจีนเดินทางเยือนไทยอย่างเป็นทางการในโอกาสที่สะดวก
ภายหลังเสร็จสิ้นภารกิจที่จีน นายเศรษฐา และคณะ เดินทางออกจากท่าอากาศยานนานาชาติกรุงปักกิ่ง ไปยังกรุงริยาด ซาอุดีอาระเบีย เพื่อเข้าร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน-คณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับครั้งที่ 1 โดยใช้เวลาเดินทาง 10 ชั่วโมง 45 นาที (เวลาที่กรุงริยาดช้ากว่าปักกิ่ง 5 ชั่วโมง) เมื่อเดินทางมาถึงรองผู้ว่าการมณฑลริยาด นายกเทศมนตรีกรุงริยาด เลขาธิการคณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ เอกอัครราชทูตซาอุดีอาระเบียประจำประเทศไทยและหัวหน้าฝ่ายพิธีการสำนักพระราชวัง ต้อนรับ จากนั้นนายเศรษฐา เดินทางไปพักที่โรงแรม Ritz Carlton เพื่อปฏิบัติภารกิจ ระหว่างวันที่ 20-21 ต.ค.
กุนซือนายกฯเหน็บ 9 ปีจมปลัก
เมื่อเวลา 09.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี นำโดย นายพิชัย นริพทะพันธุ์ พล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก นาย ยุทธพงศ์ จรัสเสถียร เดินทางเข้าทำเนียบรัฐบาล สักการะพระพรหมบนตึกไทยคู่ฟ้า และศาลพระภูมิเจ้าที่ ศาลตาศาลยาย สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำทำเนียบรัฐบาล
พล.อ.นิพัทธ์กล่าวว่า ที่ปรึกษานายกฯ มี 5 คน คุ้นเคยกันดี ที่ผ่านมาพวกเราเฝ้าติดตามสถานการณ์ต่างๆ มาตลอด การที่นายกฯ แต่งตั้งเข้ามาเพื่อให้มาทำงานติดตามข้อมูลข่าวสารต่างๆ ส่วนการปฏิบัติงาน จะชัดเจนหลังจากนายกฯ กลับจากต่างประเทศ จึงจะไปรายงานตัวและรับมอบนโยบายว่าจะให้ทำอะไรอย่างไร และยืนยันว่าขณะนี้ยังทำอยู่ตลอดเวลา แม้ตนจะลาออกจากที่ปรึกษาผู้ว่าฯ กทม. ยังไม่ได้ไปไหน ยังอยู่ในกรุงเทพฯ และส่งข่าวประสานงานกันได้ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดี
ด้านนายยุทธพงศ์กล่าวว่า เราเคยทำงานร่วมกันในสมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร โดยนายพิชัย เป็นรมว.พลังงาน พล.อ.นิพัทธ์ เป็นปลัดกระทรวงกลาโหม และตนเป็นรมช.เกษตรและสหกรณ์ ถือเป็นคนคุ้นเคยกัน สามารถปรึกษาหารือกันได้ เราทำงานร่วมกันมาตั้งแต่ยังไม่ได้รับแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษา นายกฯ จึงไม่ต้องกังวลเรื่องความร่วมมือและความเป็นปึกแผ่นในการทำงาน
นายพิชัยกล่าวว่า เราเข้ามาทำงานจะทำให้ทุกอย่างเป็นไปด้วยความราบรื่น โดยเฉพาะปัจจุบันที่เศรษฐกิจไทยค่อนข้างแย่ เนื่องจากเศรษฐกิจโลกแย่ จีนมีวิกฤตด้านอสังหา ริมทรัพย์ สงครามรัสเซีย-ยูเครน ยังไม่จบ ยังมีปัญหาระหว่างอิสราเอลกับฮามาส ที่อาจทำให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นสูง ปัญหาเศรษฐกิจจะถาโถมเข้ามา ขณะที่สหรัฐอาจขึ้นดอกเบี้ยอีก ส่วนประเทศไทยมีปัญหาเศรษฐกิจที่โตต่ำ การส่งออกแย่ การลงทุนไม่มี ยังมีหนี้ต่างๆ ที่เพิ่มขึ้นซึ่งจะเป็นปัญหาระยะยาว จึงอยากเข้ามาช่วยกันคิดว่าจะทำอย่างไรให้ประเทศที่จมปลักอยู่ 9 ปี ให้ก้าวหน้าและเจริญเติบโตไปได้ ประชาชนมีความสุขและมีรายได้เพิ่มขึ้น ส่วนงานมั่นคงพล.อ.นิพัทธ์ สามารถช่วยได้ เพราะมีความชำนาญเรื่องนี้อยู่แล้ว
โวเงินดิจิทัลออกจังหวะเหมาะ
นายพิชัยกล่าวถึงนโยบายดิจิทัลวิลเล็ต แจกเงิน 10,000 บาท ให้ประชาชนทุกคนที่มีอายุ 16 ปีขึ้นไปว่า อยากให้มองอนาคตอันใกล้ เศรษฐกิจทั้งโลกกำลังจะแย่ ถ้าเรามีวิสัยทัศน์กว้างไกลจะเห็นว่าอีก 5-6 เดือนจะเกิดปัญหาขึ้น และนโยบายดิจิทัลวอลเล็ต จะออกมาเหมาะพอดีกับจังหวะที่เศรษฐกิจโลกกำลังจะมีปัญหา ดังนั้นนโยบายนี้จะช่วยประคองเศรษฐกิจไทยให้เดินหน้าต่อไปได้ และอยากเห็นเศรษฐกิจไทยโต 5% สำหรับงบประมาณดำเนินการตามหลักเศรษฐศาสตร์ ถ้าใช้เงินเก่า มันจะไม่กระตุ้น แต่ถ้ามีเงินจากภายนอกเข้ามา จะกระตุ้นได้ ดังนั้น เงินที่จะนำมาใช้ตรงนี้บางส่วนจะเป็นเงินงบประมาณ และมีบางส่วนมาจากเงินนอกงบประมาณ
ถ้าดูตัวเลขเศรษฐกิจ หุ้นตก หุ้นไทยอยู่คงที่มา 10 ปีแล้ว สมัยรัฐบาลของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อยู่ที่ 1,400 จุด ตอนนี้ยังอยู่ที่ 1,400 จุด ไม่ไหว เพราะเรามีปัญหาทางการเมือง เศรษฐกิจไม่โต ตนไม่ได้ใส่ร้าย แต่ต้องเอาความจริงมาพูด เรามีหนี้สาธารณะ 11 ล้านล้านบาท แต่เศรษฐกิจไทยโตแค่ 1% กว่า ต่อไปนี้เราจะต้องทำให้ดีขึ้นแต่จะดีอย่างไรนั้น นี่คือสิ่งที่เราอยากให้เห็น
“นายกฯ วิ่งตะลอนเพื่อชวนนักลงทุน เข้ามาในไทย 9 ปีที่ผ่านมา แทบไม่มีการเข้ามาลงทุนเลย นายกฯ เสียสละ วิ่งไปต่างประเทศเพื่อหานักลงทุนเข้ามา นี่เป็นสิ่งที่ถูกต้องและต้องเร่งทำให้เกิดขึ้น เชื่อว่ามีหลายบริษัทจากต่างประเทศที่ติดต่อเข้ามาว่าอยากลงทุนและจะต้องทำอย่างไร เพราะหลังจากเปลี่ยนรัฐบาลแล้ว และนายกฯ เป็นคนที่มาจากภาคธุรกิจ มีความรู้ความชำนาญทางธุรกิจและเศรษฐกิจ ทำให้บริษัทต่างๆ มีความมั่นใจมากขึ้น และอยากมาลงทุนในไทย ตอนนี้สัญญาณค่อนข้างดี แต่ภาวะเศรษฐกิจโลกอาจไม่เอื้ออำนวย จึงต้องหาทางว่าจะทำอย่างไรให้เราสามารถฝ่าฟันอุปสรรคของเศรษฐกิจโลกในภาวะเช่นนี้ แล้วดูว่าสุดท้าย หลังจากเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวแล้ว เศรษฐกิจของไทยจะก้าวเดินต่อไปอย่างไร” นายพิชัยกล่าว
พท.อัดขาประจำปล่อยเฟกนิวส์
น.ส.ตรีชฎา ศรีธาดา รองโฆษกพรรค เพื่อไทย (พท.) และประจำสำนักเลขาธิการ นายกฯ กล่าวว่า การออกมาแสดงความเห็นของกลุ่มที่คัดค้านนโยบายดิจิทัลวอลเล็ต รัฐบาลพร้อมที่จะรับฟังทุกฝ่าย แต่สำหรับกลุ่มขาประจำในทางการเมืองที่อยู่ในวุฒิสภาและอดีตนักการเมืองไม่กี่คน จะออกมาเป็นระยะๆ เพื่อขวางไม่ให้นโยบายนี้เดินหน้าได้สำเร็จ โดยหลงลืมไปว่านโยบายนี้คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ได้รับรองแล้วว่าเป็นนโยบายที่พรรคเพื่อไทยใช้หาเสียงได้และไม่เป็นการสัญญาว่าจะให้ เพราะเป็นการใช้เงินจากงบประมาณแผ่นดิน
พรรคเพื่อไทยและรัฐบาลที่นำโดยนายเศรษฐา และนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมช.คลัง ได้ชี้แจงยืนยันหลายครั้งแล้วว่านโยบายนี้จะเดินหน้าต่อและจะไม่มีวันยุติอย่างแน่นอน อีกทั้งยังไม่ใช่นโยบายแจกเงิน แต่เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจภาพใหญ่ของประเทศ รัฐบาลพร้อมที่จะรับฟังความคิดเห็นประชาชนเพื่อนำมาปรับปรุงบางอย่างให้ตอบโจทย์การปลุกเศรษฐกิจให้คืนชีพ และมีแรงที่เข้มแข็งทางด้านเงินหมุนเวียน
ส่วนที่มีผู้กล่าวหาว่าจะเอื้อประโยชน์ให้พวกพ้องเรื่องการจัดทำแอพพลิเคชั่น นายกฯ ได้ชี้แจงแล้วว่าไม่มีการจ้างบริษัทเอกชนใดๆ มาจัดทำโดยมีค่าใช้จ่าย 12,000 ล้านบาท อย่างที่มีการกล่าวหากัน และเป็นเฟกนิวส์ ยืนยันว่ารัฐบาลพรรคเพื่อไทยดำเนินนโยบาย ทุกอย่างตามที่ได้หาเสียงไว้ มีความโปร่งใสและตรวจสอบได้ ขณะนี้พรรคเพื่อไทยได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลกำลังมุ่งแก้ปัญหาให้ประเทศ พรรคเพื่อไทยและรัฐบาลตั้งใจมาแก้วิกฤตประเทศ และต้องการช่วยเหลือประชาชนที่เป็นฐานรากสำคัญของประเทศเหล่านี้ให้ได้โดยเร็วที่สุด
ธปท.ชี้กระตุ้นศก.ได้น้อย
เวลา 09.30 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร มีนายสิทธิพล วิบูลย์ ธนากุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล (ก.ก.) เป็นประธานกมธ. มีวาระพิจารณานโยบายของรัฐบาลว่าด้วยดิจิทัลวอลเล็ต โดยมีน.ส.ดารณี แซ่จู ผู้ช่วยผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สายกำกับระบบการชำระเงินและคุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน พร้อมตัวแทนจากกระทรวงการคลัง และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้แจงให้ข้อมูล
น.ส.ดารณีกล่าวว่าโครงการเงินดิจิทัลวอลเล็ต จะใช้งบประมาณ 5.6 แสนล้านบาท โดยผู้ที่มีสิทธิ์จะต้องมีอายุ 16 ปีขึ้นไป จะได้รับเงินจำนวน 10,000 บาท ซึ่งรัฐบาลต้องการกระตุ้นการอุปโภคบริโภคของประชาชน แต่มุมมองของธปท. เห็นว่าตัวเลขเศรษฐกิจในครึ่งปีแรกที่เกี่ยวกับการบริโภคภาคเอกชน ความจำเป็นต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยรวมผ่านโครงการนี้ยังมีไม่มาก เนื่องจากภาพรวมการบริโภคภาคเอกชนขยายตัวได้สูง และตลาดแรงงานฟื้นตัวต่อเนื่อง ดังนั้น ผลของโครงการต่อเศรษฐกิจอาจจะไม่ได้เต็มเม็ด เต็มหน่วย
ด้านนายสิทธิพลเปิดเผยหลังการประชุมว่า ยังรอความชัดเจนของนโยบาย ซึ่งผู้แทนจากกระทรวงการคลังยังไม่สามารถให้รายละเอียดที่ชัดเจน แต่ยังให้โอกาสรัฐบาลในการทำนโยบาย และอยากให้รัฐบาลคำนึงถึงผล กระทบรอบด้าน ข้อดี ข้อเสียของนโยบาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องแหล่งที่มาของงบประมาณ การนำไปใช้ วิธีการ ผลกระทบระยะสั้นและระยะยาว วันนี้กระทรวงการคลังไม่ได้ชี้แจงเรื่องแหล่งที่มาของเงิน ไม่ได้บอกว่าจะนำแหล่งเงินจากการยืมจากรัฐวิสาหกิจหรือไม่ บอกแต่เพียงว่ากรอบงบประมาณที่ใช้จะคำนึงถึงวินัยการเงินการคลัง ซึ่งกมธ.จะติดตามความคืบหน้าของโครงการการนี้ต่อไป
อดีตสว.ยื่นกกต.ระงับโครงการ
เมื่อเวลา 13.00 ที่สำนักงานกกต. น.ส.รสนา โตสิตระกูล อดีตสว. เข้ายื่นหนังสือถึงประธาน กกต. เพื่อขอให้กกต.ดำเนินการศึกษาเกี่ยวกับโครงการเงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาทของรัฐบาล หลังจากก่อนหน้านี้ได้ไปยื่นให้ประธานกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ซึ่งมีอำนาจตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน 2561 มาตรา 8 ในกรณีที่เห็นว่านโยบายของรัฐบาล อาจก่อให้เกิดปัญหาด้านงบประมาณและวินัยการเงิน การคลังก็สามารถที่จะตรวจสอบเรื่องนี้ได้ และหากพบว่าผิดสามารถที่จะเชิญประธาน กกต. และประธาน ป.ป.ช.มาประชุมเพื่อพิจารณาและทำรายงานเสนอให้รัฐบาลล้มเลิกโครงการนี้
เสนอเรื่องนี้เพื่อให้ประชาชนทราบว่าขณะนี้มีกฎหมายใหม่ เรียกว่าเป็นดาบที่จะสามารถหยุดยั้งกระบวนการที่ไม่ชอบ และเห็นว่า สิ่งนี้เป็นเรื่องที่เราร่วมกันล้อมคอกก่อน วัวหาย เพราะที่ผ่านมาเรามักจะล้อมคอกเมื่อวัวหายไปแล้ว ฉะนั้นการที่ยื่นต่อประธานกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน เพื่อให้ท่านเป็น เจ้าภาพเรื่องนี้ ถ้าพบว่าข้อเท็จจริงที่จะสามารถพิจารณายับยั้งได้ขอให้เรียนเชิญประธาน กกต.และประธาน ป.ป.ช. มาประชุมร่วมกันเพื่อลงมติว่าควรจะยับยั้งเรื่องนี้ หรือไม่
‘จุลพันธ์’เผยส่อเลื่อนแจก 1 หมื่น
นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมช.คลัง ประธานคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนโครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่านดิจิทัลวอลเล็ต เปิดเผยว่า ได้เลื่อนการประชุมคณะอนุกรรมการ ในวันที่ 19 ต.ค.ออกไป เนื่องจากพบว่ายังมีอีกหลายปัญหาที่ยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน ซึ่งเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ โดยจะประชุมอีกครั้งในวันที่ 24 ต.ค. หากได้ข้อสรุปทั้งหมดจะเร่งเสนอให้คณะกรรมการขับเคลื่อนแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาทพิจารณาทันที ส่วนจุดใดที่ยังติดขัดจะทำเป็นทางเลือกให้คณะกรรมการชุดใหญ่พิจารณา
ยอมรับว่าเป็นห่วงเรื่องกรอบระยะเวลาของโครงการ ซึ่งโจทย์ที่นายเศรษฐาวางไว้คือเริ่ม 1 ก.พ.2567 เรียนตามตรงว่า เป็นเวลาที่ค่อนข้างตึง และไม่ง่าย ดังนั้นหากมีความจำเป็นต้องเลื่อน ก็ต้องเลื่อน เชื่อว่านายกฯ จะไม่ติดใจประเด็นนี้ หากเป็นการเลื่อนด้วยเหตุผลที่เหมาะสม และมีความจำเป็นจริงๆ
“สุดท้ายแล้วถ้าแอพพลิเคชั่นที่จะใช้ในการดำเนินการ จำเป็นต้องใช้เวลาในการพัฒนา และสิ่งสำคัญที่ต้องดูคือเรื่องความปลอดภัยของข้อมูล ความมั่นคงของตัวระบบ ดังนั้นถ้าจะเอาเรื่องพวกนี้มาแลกกับเวลา คงไม่ได้ เรารู้อยู่แล้วว่ากระบวนการทำแอพ พลิเคชั่น สิ่งที่ใช้เวลานานที่สุดคือการทดสอบระบบ ทดสอบการโดนโจมตี ผมจะซื้อเวลาพวกนี้ไม่ได้เลย ถ้ามีความจำเป็นเท่าไรก็ต้องเท่านั้น แต่ต้องตอบให้ได้ว่าช้าเพราะอะไร แต่มีเดดไลน์ไว้ว่าจะต้องไม่เกินไตรมาส 1/2567”
ขณะนี้ยังต้องหารือในหลายประเด็น ทั้งเรื่องแหล่งเงิน แต่ยังสรุปไม่ได้ ไม่ใช่ไม่มี ข้อสรุป เพดานของโครงการอยู่ที่ 5.48 แสนล้านบาท สุดท้ายต้องมาหารือกับคณะทำงานว่าจะกำหนดกรอบผู้ได้รับสิทธิ์อย่างไร จำเป็นต้องตัดคนรวยไหม เพราะมีทั้งข้อเสนอให้ตัด และไม่ให้ตัด รวมถึงมีข้อเสนอให้จ่ายเป็นเฟส ตรงนี้ถือเป็นแนวทางหนึ่งที่ต้องนำมาพิจารณา สุดท้ายแล้วว่าจะใช้เงินเท่าไร คนเท่าไร ยังตอบไม่ได้ ไม่มีคำตอบที่เป็นวิทยาศาสตร์
รัฐบาลยังยืนยันว่า นโยบายนี้เป็นกลไกในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ไม่ใช่การสงเคราะห์ ไม่ใช่นโยบายช่วยเหลือคนยากจน ดังนั้นต้องให้มีเม็ดเงินมากเพียงพอที่จะมีผลกับการ กระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้นกลับมาในระดับที่เต็มศักยภาพ เพราะที่ผ่านมาเห็นการเติบโตที่ต่ำมาโดยตลอด มีการปรับลดคาดการณ์จีดีพี ลงอย่างต่อเนื่อง เหลือ 2.6-2.8% หากรัฐบาลไม่ทำอะไร ปล่อยไว้หลายส่วนคาดว่าจีดีพีอาจต่ำไปกว่านี้
มั่นใจไม่ซ้ำรอยจำนำข้าว
ตอนนี้รัฐบาลมีหลายนโยบายออกมา ทั้งเรื่องกระตุ้นการท่องเที่ยว ลดราคาพลังงาน ทำให้ทุกฝ่ายมั่นใจมากขึ้น ด้วยกลไกที่รัฐบาลทำระดับนี้ และเศรษฐกิจไทยที่ยังมีช่องว่างในการเติบโตได้อีก จึงมองว่ากลไกการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งนี้จะเป็นจุดหนึ่งที่ช่วยจุดประกายให้เศรษฐกิจอยู่ในช่วงขาขึ้น หลังจากนั้นรัฐบาลจะมีนโยบายอื่นๆ ประกอบตามมา เพื่อให้การเติบโตเป็นไปได้ตามเป้าหมายที่เฉลี่ย 5%
ถามว่าหากมีการกำหนดกรอบ หรือเกณฑ์ของผู้ได้รับสิทธิ์ในโครงการ ยอมรับว่าอาจขัดกับนโยบายที่ได้เสนอไว้ตอนหาเสียงว่าจะจ่ายให้ทุกคนที่อายุตั้งแต่ 16 ปีขึ้นไป แต่ ขณะนี้เป็นรัฐบาลผสม นโยบายบางข้อต้องมาพูดคุยเพื่อหาข้อสรุป จะยืนแข็งเป็นหินคงทำไม่ได้ ต้องมีจุดร่วมที่เหมาะสม เพราะตอนแรกยังไม่แน่ใจว่าพรรคเพื่อไทยจะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล แต่เมื่อชัดเจนแล้วว่ามีการเดินหน้าโครงการ มีคนออกมาตั้งข้อสังเกต รัฐบาลก็พร้อมรับฟัง และนำมาปรับในสิ่งที่เหมาะสม
ส่วนที่หลายฝ่ายมองว่าจะซ้ำรอยโครงการรับจำนำข้าวหรือไม่นั้น ตนไม่กังวล เพราะมั่นใจว่านโยบายนี้ไม่มีการทุจริตคอร์รัปชั่น โดยเฉพาะตัวตน มั่นใจมากว่าไม่มี เราแค่ต้องดูให้รอบคอบ รัดกุม ปฏิบัติตามกฎหมาย ทุกระดับอย่างเคร่งครัด มีกลไกในการตรวจสอบติดตาม ทั้งในส่วนนโยบายและการใช้จ่ายจริง หากไม่ได้มีการใช้จ่ายจริง โดยเป็นการ แลกสิทธิ์เป็นเงินสด ก็มีกระบวนการติดตามตรวจสอบและดำเนินคดีได้อย่าง ครบถ้วน
“สำหรับเรื่องการใช้วงเงินในการพัฒนาแอพพลิเคชั่นหลักหมื่นล้านบาทที่เป็นข่าวไปก่อนหน้านี้ ยืนยันว่าไม่ได้อยู่ในระดับที่น่าตกใจ ไม่ใช่เป็นพันล้านบาท หรือหมื่นล้านบาทแน่นอน แต่ยังไม่ได้คุยชัดเจนในประเด็นนี้ ผมไม่รู้ว่าไปเอาตัวเลขมาจากไหน เช่นเดียวกับเรื่องบริษัทมาพัฒนาแอพพลิเคชั่น ก็ไม่เป็นความจริง เรื่องนี้สมาคมสถาบันการเงิน เฉพาะกิจของรัฐ เป็นผู้ไปพิจารณา และนำมาเสนอแนวทางว่ามีต้นทุนดำเนินการอย่างไร ส่วนเงื่อนไขการใช้จ่ายที่เดิมกำหนดไม่เกิน 4 กิโลเมตรจากทะเบียนบ้านนั้นตอนนี้ตัวเลือกที่เหลือคือ สามารถใช้จ่ายได้ในระดับตำบล อำเภอ จังหวัด หากเป็นในพื้นที่กรุงเทพฯ ก็เป็นเขต เป็นแขวง” นายจุลพันธ์กล่าว