กมธ.ทหารเชิญทร.แจงเหตุล่ม แผน‘เรือดำน้ำ’ โพลหนุนผับตี 4 แค่จว.ท่องเที่ยว
‘เศรษฐา’เชียร์‘อุ๊งอิ๊ง’ นั่งหัวหน้าเพื่อไทยคนใหม่ ชี้มีความเป็นผู้นำสูง เพื่อไทยประสานทุกรุ่นในพรรคเป็นปึกแผ่นได้ กมธ.ทหารเชิญกองทัพเรือแจงเหตุเปลี่ยนเรือดำน้ำเป็นฟริเกต 26 ต.ค.นี้ วิปรัฐบาลส่อคว่ำญัตติพรรคก้าวไกลเสนอทำประชามติแก้รธน. อ้างซ้ำซ้อนกับรัฐบาล นิด้าโพลเผยประชาชนหนุนเปิดผับแค่ตี 2 ให้เปิดยาว ถึงตี 4 เฉพาะเมืองท่องเที่ยว
‘นิด’มั่นใจ‘อิ๊ง’เหมาะหน.พท.
เมื่อวันที่ 22 ต.ค. นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ให้สัมภาษณ์สดในรายการ “เนชั่นทันข่าวเช้า” ทางช่องเนชั่น ทีวี ถึงกระแสสนับสนุนของสมาชิกพรรคเพื่อไทย (พท.) ให้น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย ดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคเพื่อไทยคนใหม่ว่า ตนเป็นเพียงหนึ่งในสมาชิกพรรคเพื่อไทย ได้เป็นที่ปรึกษาของน.ส.แพทองธารมาตั้งแต่ก่อน และระหว่างการเลือกตั้งที่ผ่านมา ซึ่งได้เห็นถึงศักยภาพและความตั้งใจจริงของน.ส.แพทองธารอยู่แล้วว่าท่านมีประสบการณ์ด้านการเมือง มีความสัมพันธ์ที่ดี รวมถึงสามารถโน้มน้าวจิตใจคนได้ มีความเป็นผู้นำสูง
“ฉะนั้นผมเชื่อว่าน.ส.แพทองธารมีความเหมาะสมเต็มที่ แต่คงต้องติดตามว่าวันที่ 27 ต.ค. ในการประชุมใหญ่วิสามัญของพรรคเพื่อไทย จะมีการเสนอชื่อใครบ้าง ซึ่งต้องเป็นไปตามกลไกระเบียบของพรรคด้วย”นายเศรษฐากล่าว
พท.ปัดเลือกจากนามสกุล
น.ส.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ว่า ยืนยันว่าพรรคเพื่อไทยจะมีการประชุมเลือกหัวหน้าพรรคและคณะกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) ชุดใหม่ ในวันที่ 27 ต.ค. ที่จะมีมิติสีสันและทิศทางการเมืองของพรรคในอนาคต ส่วนน.ส.แพทองธารมีคุณสมบัติเหมาะสมขึ้นมาดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรค ความรู้สึกของคนที่เป็นสส.มองว่าหาก น.ส.แพทองธารเป็นหัวหน้าพรรคจริง ถือเป็นนิมิตหมายที่ดีของพรรคในการเริ่มต้นใหม่ เนื่องจากเป็นคนที่สามารถสอดประสานคนทุกรุ่นในพรรคได้อย่างเป็นปึกแผ่น จะเป็นการเริ่มต้นใหม่ที่จะกำหนดทิศทางของพรรค อุดมการณ์และแนวทางของพรรคที่ชัดเจนยิ่งขึ้น คล้ายกับมีศูนย์รวมทางความคิดและจิตใจสำหรับพรรคเพื่อไทย
ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีมีการมองว่าพรรคเพื่อไทยเป็นพรรคครอบครัว จิ้มใครมานั่งหัวหน้าพรรคก็ได้ น.ส.ลิณธิภรณ์กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยไม่ได้ยึดโยงกับคนที่จะมาเป็นหัวหน้าพรรคจากนามสกุล เพราะก่อนหน้านี้หัวหน้าพรรคไม่ได้นามสกุลชินวัตร เพียงแค่การเลือกหัวหน้าพรรคครั้งนี้ จะมีคนจากตระกูลชินวัตรเข้ามาเป็นหัวหน้าพรรค
“เราไม่ได้พิจารณาจากนามสกุล แต่เขามีคุณสมบัติที่เหมาะสมอยู่แล้ว ครั้นว่านามสกุลเขาเป็นส่วนหนึ่งที่อยู่กับพรรค มานาน เราไม่สามารถปฏิเสธได้ เพราะการก่อกำเนิดของพรรคเพื่อไทยตั้งแต่พรรคไทยรักไทย ก็มาจากนายทักษิณ ชินวัตร และไม่ใช่ว่าต้องเป็นนามสกุลชินวัตรเท่านั้นจึงจะมาเป็นหัวหน้าพรรคได้ เพราะในอดีตมีการเปิดโอกาสให้นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน และรมว.สาธารณสุขเคยเป็นหัวหน้าพรรค หรือนายจาตุรนต์ ฉายแสง สส.บัญชีรายชื่อ เคยเป็นหัวหน้าพรรคมาแล้วตั้งแต่สมัยพรรคไทยรักไทย” น.ส.ลิณธิภรณ์กล่าว
‘โต้ง’ขอหยุดด้อยค่าแจก1หมื่น
นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง ประธานที่ปรึกษาของนายกฯ โพสต์เฟซบุ๊กว่า นักเศรษฐศาสตร์การเงินคนหนึ่งชื่อ นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง ซึ่งรู้จักมักคุ้นกับคุณรสนา โตสิตระกูล ผ่านความชื่นชอบหลงใหลในศิลปะการดนตรี ได้อ่านความคิดของนักเศรษฐศาสตร์การเงินอีกท่านหนึ่ง ซึ่งไม่ทราบว่าเป็นใครเพราะคุณรสนามิได้ระบุนาม และนำความคิดด้อยค่าเงินดิจิทัลวอลเล็ตว่าเป็นเงินเลว มาชี้นำคุณรสนา ผมไม่ขอชี้นำอะไรท่าน ขอเพียงตั้งข้อสังเกตและคำถามต่อนักเศรษฐศาสตร์ ท่านนั้นผ่านคุณรสนา และหวังลึกๆ ว่าข้อสังเกตและคำถามของผมอาจทำให้คุณรสนา และมิตรสหายของท่านฉุกใจขึ้นมา ว่าน่าจะลองฟังความให้ถ้วนถี่อีกสักครั้งก่อน จะปักใจไปทางหนึ่งทางใด
1.คำว่า “เงินเลว” เป็นคำที่ผู้บริหารการคลังของอังกฤษ คือ Sir Thomas Gresham ใช้มาตั้งแต่ปี ค.ศ.1558 (พ.ศ.2101) แต่มาโด่งดังจนเป็นรู้จักกันในหมู่นักเศรษฐศาสตร์ ว่า Gresham’s Law ใน ค.ศ.ที่ 19 หากจะพยายามนำมาใช้กับกรณีนี้ ผมตีความในทางบวกได้ว่าเงินที่ว่าเลวนั้น สามารถทำหน้าที่ของการเป็นตัวกลางของการจับจ่ายใช้สอยที่ดีเมื่อลดความน่าเก็บสะสม ซึ่งเราทุกคนย่อมทราบดีว่าในยามที่เราจำเป็นต้องกระตุ้นขับเคลื่อนเศรษฐกิจ การมีเงิน หรือรับเงินไปแล้วถูกใช้จ่ายในกรอบเวลา และใช้จ่ายไปกับสิ่งที่พึงประสงค์ จะกระตุ้นขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้ดี เงินเลวจึงเป็นเงินที่ดีตามภารกิจได้ จึงขอกราบฝากคุณรสนาเรียนถามนักเศรษฐศาสตร์ท่านนั้นว่าเข้าใจ Gresham’s Law แบบที่นายกิตติรัตน์เข้าใจไหม
ยันเป็น‘เงินดี’กระตุ้นศก.
2.นอกจากการนำคำนิยามเงินเลวเก่าแก่ในอดีตมาใช้เชิงวาทกรรม แต่ไม่อิงความหมายที่ลึกซื้งแล้ว นักเศรษฐศาสตร์ท่านนั้นไม่สังเกตเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นใกล้ตัว ในปัจจุบัน คือ ค.ศ.2023 (พ.ศ.2566) ของเขตเศรษฐกิจสำคัญของเอเชียใกล้บ้านเราคือ ฮ่องกงบ้างเลยหรือ โดยชาวฮ่องกงทุกคนได้รับเงิน 5,000 เหรียญฮ่องกง หรือประมาณคนละ 23,000 บาท โดยรับเงินผ่านดิจิทัลวอลเล็ตเมื่อวันที่ 16 เม.ย.66 จำนวน 3,000 เหรียญ หากใช้จนหมดภายในวันที่ 30 มิ.ย. ก็ได้รับ อีก 2,000 เหรียญ ที่เหลือตามสิทธิ์เมื่อวันที่ 16 ก.ค.66 นอกจากนั้นนักเรียนหรือผู้มาทำงานระยะยาว ได้รับเงินครึ่งหนึ่งหรือ 2,500 เหรียญฮ่องกงด้วย นักเศรษฐศาสตร์ ท่านนั้น ไม่ได้ติดตามข่าวสารเศรษฐกิจการเงินในต่างประเทศบ้างเลยหรือ
ท่านคิดไหมว่าการมอบเงินดิจิทัลที่มีเงื่อนไขการใช้จ่ายที่ถูกด้อยค่าว่าเป็นเงินเลวนั้น แท้ที่จริงเป็นเงินดีตามภารกิจกระตุ้นขับเคลื่อนเศรษฐกิจ นักเศรษฐศาสตร์ท่านนั้น บิดเบือนด้อยค่าดิจิทัลวอลเล็ตให้ คุณรสนาเข้าใจผิดจนตกอกตกใจ นำไปถ่ายทอดกับมิตรสหายผู้หวังดีกับประเทศชาติทำไม หากคุณรสนายังไม่คลายความสงสัย ผมยินดีไปขอพบเพื่อปุจฉา วิสัชนา ทั้งเรื่องเศรษฐกิจการเงิน เรื่องศิลปะการดนตรี หรือเรื่องอื่นใดที่อาจจะเกิดประโยชน์กับประเทศชาติและประชาชนได้อีก ผมจะยินดีเป็นที่สุด ผมจบตรงนี้ ขอผู้พบเห็นข้อความนี้ โปรดอย่าตามมาด้อยค่านโยบายดิจิทัลวอลเล็ตของรัฐบาลเลย ว่าไปลอก ใครมาแบบคนที่มีอคติที่พอเห็นใครทำอะไรคล้ายใคร ก็จ้องตำหนิว่าลอกเขามา แต่พอทำไม่เหมือนใครเอาเสียเลยก็ด่วนกล่าวหาว่าทำเสี่ยง ทำประหลาด
“ผมช้ำใจทุกครั้งที่มีคนเรียกเราว่ากะลาแลนด์ คือขยับซ้ายก็ไม่เอา ขยับขวาก็ไม่ยอม เอาแต่จมปลักทับปัญหาไว้ เราอย่าปล่อยให้ผู้คนส่วนใหญ่แต่เสียงเบา ต้องลำบากยากจนแบบไม่คิดแก้ไขกันเลยนะครับ” นายกิตติรัตน์ระบุ
กมธ.เชิญทร.แจงล้มเรือดำน้ำ
นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชี รายชื่อ พรรคก้าวไกล(ก.ก.) ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การทหาร สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยถึงกรณีกระทรวงกลาโหม และกองทัพเรือ(ทร.) ยกเลิกจัดซื้อเรือดำน้ำ แบบ S26T จากจีนมาเป็นเรือรบฟริเกตแทน โดยต้องจ่ายเงินเพิ่มอีก 1,000 ล้านบาทว่า ในวันที่ 26 ต.ค.นี้ กมธ.การทหาร จะเชิญกองทัพเรือมาชี้แจงในกรณีนี้ เพื่อสอบถามข้อเท็จจริงว่าจีนมีการผิดสัญญาจริงหรือไม่ อย่างไร และมีความเป็นไปได้ในการคลี่คลายปัญหานี้อย่างไร เข้าใจว่าการทวงเงินคืนอาจจะยาก เนื่องจากต้องดูสัญญาก่อน แต่ 7,000 ล้านบาทที่จ่ายไปแล้ว จะทำอย่างไรให้เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติมากที่สุด
ส่วนกรณีที่อาจจะต้องจ่ายเงินเพิ่มนั้น ต้องดูมีรายละเอียดอย่างไร หากต้องจ่ายเงินจริง ต้องตั้งคำถามว่า เมื่อประเทศไทยมีศักยภาพในการต่อเรือรบฟริเกตเองได้ ทำไมไม่เลือกทางเลือกอื่น แล้วนำเงินที่เหลือไปแลกเปลี่ยน เช่น ซื้ออุปกรณ์เพื่อนำมาประกอบในประเทศไทย หรือสามารถเปลี่ยนเป็นสินค้าอื่นได้หรือไม่ อาทิ เรือตรวจการระยะไกล (OPV) หรืออุปกรณที่เราผลิตเองไม่ได้แต่มีความจำเป็น เพื่อให้สามารถจัดซื้อจัดจ้างต่อเรือฟริเกตได้ เรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน เป็นเรื่องของรัฐต่อรัฐด้วย เราต้องระมัดระวัง แม้ขณะนี้จะมีความคิดเห็นที่หลากหลาย แต่เราต้องยึดตามข้อเท็จจริงเป็นหลัก
‘สมชัย’ติงเป็นฟริเกตแทนไม่ง่าย
ด้านนายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมาธิการพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่าย ปี 2566 โพสต์เฟซบุ๊กว่า ไม่ซื้อเรือดำน้ำ เปลี่ยนเป็นเรือฟริเกตได้หรือไม่ คำตอบ คือ ไม่ง่าย ไม่ใช่รมว.กลาโหม เออออห่อหมก ก็ทำได้เลย ระบบราชการมีระเบียบการจัดซื้อจัดจ้าง คุณวิเคราะห์ความจำเป็นขอซื้อของอย่างหนึ่ง เช่น ขอซื้อไอแพด เพื่อเป็นอุปกรณ์ติดตัวการทำงาน พอถึงเวลา บริษัทที่สั่งบอกไม่มีไอแพด ขอเปลี่ยนเป็นเครื่องเดสก์ท็อปตั้งโต๊ะ คุณก็เออออจะรับตามข้อเสนอ เดสก์ท็อป ก็เดสก์ท็อปวะ ดีกว่าไม่ได้ของเลย อย่างนี้ทำไม่ได้ในทางราชการ
เมื่อเขาส่งไม่ได้ คุณต้องปรับ เรียกเงินคืน ทำแบล็กลิสต์ เอาเงินคืนคลัง ส่วนอยากจะได้เครื่องอะไรใหม่ ก็ต้องทำเรื่องของบประมาณใหม่โดยชี้แจงเหตุผลความจำเป็น หากเร่งด่วนก็ขอใช้เงินงบกลาง หรือทำเรื่องขอเปลี่ยนแปลงรายการอีกทีหนึ่ง
เรื่องนี้ จึงไม่ใช่ รมว.กลาโหม จะบอกว่าเปลี่ยนเรือดำน้ำเป็นฟรีเกต อีกอย่างงบประมาณอื่นๆ ที่ใช้ไปกับการเตรียมรับเรือดำน้ำ เช่น การสร้างท่าเทียบเรือดำน้ำ การส่งคนไปฝึกอบรม ค่าใช้จ่ายในการเตรียมการอื่นๆ หน้าไหนรับผิดชอบ ตอบด้วย
พท.ระบุดีกว่าเสียเงินเปล่า
น.ส.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า เดิมทีเรือดำน้ำมีปัญหาเรื่องเครื่องยนต์อยู่แล้ว ทำให้ต้องชะลอซื้อบวกกับช่วงสถานการณ์โควิด แม้จะมีการเซ็นสัญญากันแล้ว เมื่อรัฐบาลเข้ามาบริหาร หากยกเลิกสัญญามีผลกระทบในเรื่องงบประมาณที่ต้องสูญเสียอยู่แล้ว ดังนั้นนายสุทิน คลังแสง รมว.กลาโหม ออกมาหาทางเลือกเพิ่มเติม คือเปลี่ยนเป็นเรือฟริเกต เพื่อให้สัญญาที่ เซ็นไปในการจัดซื้อเรือดำน้ำนั้นสามารถเปลี่ยนเป็นสินค้าอื่นเพื่อทดแทนและสามารถใช้งานได้
หากมองในหลักการ การเสียเงินไปเฉยๆ กับการที่ยังสามารถได้ของมาใช้งานได้จริง คิดว่านายสุทินจะพิจารณาแนวทางที่เหมาะสมและรอบคอบที่สุด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเรือฟริเกตหรือจัดหาเรือ OPV เพื่อไม่ให้เราสูญเสียเงินไปโดยเปล่าประโยชน์ ตนคิดว่ากระบวนการนี้ที่เป็นข้อเสนอที่อาจจะต้องมีการพิจารณากันอย่างรอบคอบอีกครั้งในมติของคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพราะงบประมาณก้อนใหญ่
ผู้สื่อข่าวถามว่าถึงกรณีกมธ.การทหาร สภาจะเชิญทร.มาชี้แจง พร้อมเสนอขอถ่ายทอดสดการประชุม น.ส.ลิณธิภรณ์กล่าวว่า บทบาทของกมธ.เมื่อมีข้อสังเกตหรือข้อสงสัยใดๆ มีสิทธิเรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปชี้แจงได้ แต่การถ่ายทอดสด ตามระเบียบเดิมนั้นไม่มี แต่ขึ้นอยู่กับที่ประชุมของกมธ.ว่าจะเห็นสมควรอย่างไร ตนมองว่าจะถ่ายทอดสดหรือไม่ เนื้อหาสาระที่เกิดขึ้นจากคำชี้แจงหรือการตั้งข้อสังเกตนั้น มีโฆษกกมธ. มีประธานกมธ. มีกมธ.ที่ประกอบจากหลายพรรคการเมืองทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้าน ที่จะสามารถออกมาให้ข่าวหรือชี้แนะข่าวสารกับประชาชนได้อยู่แล้ว เพราะในชั้นของการชี้แจงอาจมีเอกสารบางส่วนที่เป็นเอกสารลับ ซึ่งใช้ในระบบราชการที่ไม่สามารถเผยแพร่ได้

ตรวจเยี่ยม – พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม ตรวจเยี่ยมการเฝ้าระวังและบำบัดรักษาแก้ปัญหายาเสพติด โดยกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน ที่โรงเรียนเขื่อนช้างวิทยาคาร อ.น้ำเกลี้ยง จ.ศรีสะเกษ เมื่อวันที่ 22 ต.ค.
ประชามติฉบับกก.ผ่านยาก
น.ส.ลิณธิภรณ์กล่าวกรณีที่ประชุมสภาสัปดาห์นี้มีวาระพิจารณาญัตติของพรรคก้าวไกลที่เห็นชอบและแจ้งให้ครม. ดำเนินการให้มีการออกเสียงประชามติเพื่อสอบถามความเห็นของประชาชนต่อการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ว่า การเสนอญัตติดังกล่าวสามารถดำเนินการได้ แต่ถ้าขอแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับอาจเป็นเรื่องยาก เพราะต้องผ่านความเห็นชอบของวุฒิสภา ซึ่งอาจทำให้ สว.บางกลุ่มค้านเนื่องจากอาจมีการแก้ไขหมวดที่เกี่ยวข้องกับพระราชอำนาจ ในหมวด 1 หมวด 2
รัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน ไม่ได้นิ่งนอนใจ มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อพิจารณาศึกษาแนวทางในการทำประชามติ เพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้ว น่าจะมีข้อสรุป เสนอครม.ภายในเดือนธ.ค.นี้ และเสนอต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อการ จัดทำประชามติ ดังนั้นแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เป็นไปได้ คือผ่านมติ ครม.เป็นอีกหนึ่งช่องทาง ที่ใช้ระยะเวลาไม่นานและมีความเป็นไปได้
‘อดิศร’ชี้ซ้ำซ้อนของรัฐบาล
นายอดิศร เพียงเกษ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ประธานคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร (วิปรัฐบาล) ให้สัมภาษณ์ว่า ญัตติของพรรคก้าวไกลจะพิจารณาไปตามระเบียบวาระ เพราะเป็นญัตติที่เสนอเข้าสู่สภาไว้ตั้งแต่แรก และเป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมายว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ส่วนตัวมองว่าไม่ใช่เรื่องที่รัฐสภากดดันการทำงานของรัฐบาล ที่ได้ตั้งคณะกรรมการเพื่อพิจารณาศึกษาแนวทางการทำประชามติ เพื่อ แก้ปัญหาความเห็นที่แตกต่างในเรื่องรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 เพราะขณะนี้รัฐบาลได้ดำเนินการแล้ว อีกทั้งในกระบวนการของสภาจะใช้เวลานาน เพราะต้องผ่านวุฒิสภาด้วย หากวุฒิสภาไม่เห็นด้วยเรื่องจะไม่ถูกส่งไปรัฐบาล
ผู้สื่อข่าวถามว่าจะโหวตสนับสนุนญัตติของพรรคก้าวไกลหรือไม่ นายอดิศรกล่าวว่า ทิศทางของวิปรัฐบาลหรือสส.ฝั่งรัฐบาลนั้น จะหารืออีกครั้งในวันที่ 24 ต.ค. เวลา 09.00 น. แต่ญัตติดังกล่าวพรรคก้าวไกลต้องการส่งให้ครม.พิจารณาดำเนินการตั้งแต่ต้น แต่ขณะนี้ครม.ทำแล้ว ดังนั้นจะซ้ำซ้อนกันหรือไม่ ต้องพิจารณาตามความเป็นจริง แต่การเสนอญัตติดังกล่าวถือเป็นสิทธิและต้องพิจารณาตามเหตุและผล
เมื่อถามว่าพรรคก้าวไกลต้องการคำถามประชามติที่ไม่มีเงื่อนไข ไม่ห้ามแก้รัฐธรรมนูญทุกมาตรา นายอดิศรกล่าวว่า “คำถามนั้นต้องคุยกัน ไม่มีอะไรที่ขัดกัน ส่วนที่ก้าวไกลต้องการให้แก้ทุกมาตรารวมถึงหมวดหนึ่ง หมวดสองนั้นต้องคุยในสภา ประเด็นนี้เป็นสิ่งที่ทำให้การจัดตั้งรัฐบาลของพรรคก้าวไกลไม่สำเร็จมาแล้ว ดังนั้นหากทำต้องแก้ให้เป็น”
นิด้าโพลหนุนปิดผับตี 2
วันเดียวกัน ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหาร ศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจของประชาชน เรื่อง “นโยบาย ปิดผับตี 4 มาอีกแล้ว!” สำรวจระหว่างวันที่ 17-19 ต.ค. จากประชาชนที่มีอายุ 20 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวม 1,310 หน่วยตัวอย่าง
จากการสำรวจเมื่อถามถึงการเที่ยวสถานบันเทิงยามค่ำคืนของประชาชน ตัวอย่าง ร้อยละ 55.65 ระบุว่า ไม่เคยไปเที่ยว ร้อยละ 44.35 ระบุว่า เคยไปเที่ยว เมื่อถามผู้ที่เคยไปเที่ยว (581 หน่วยตัวอย่าง) ถึงความถี่ในการเที่ยวสถานบันเทิงยามค่ำคืน ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ร้อยละ 57.66 ระบุว่า ไม่เคยไปเลยร้อยละ 33.22 ระบุว่า มีบ้างแล้วแต่โอกาส/เทศกาล ร้อยละ 4.13 ระบุว่า เดือนละครั้ง ร้อยละ 2.58 ระบุว่า อาทิตย์ละวัน ร้อยละ 2.07 ระบุว่า เกือบทุกวัน (3-5 วัน/สัปดาห์) และร้อยละ 0.34 ระบุว่า ทุกวัน (7 วัน/สัปดาห์)
ด้านความคิดเห็นของประชาชนต่อแนวคิดที่จะขยายเวลาปิดสถานบันเทิง จากเวลา 02.00 น. ออกไปเป็นเวลา 04.00 น. โดยภาพรวม ร้อยละ 41.76 ระบุว่า ปิดสถานบันเทิง เวลา 02.00 น. เหมาะสมดีอยู่แล้ว เพราะเป็นเวลาที่ไม่ดึกมากจนเกินไป ไม่เป็นการรบกวนเวลาพักผ่อนของผู้ที่พักอาศัยอยู่ใกล้กับสถานบันเทิง รองลงมา ร้อยละ 23.66 ระบุว่า ควรอนุญาตปิดสถานบันเทิง เวลา 04.00 น. เฉพาะเมืองท่องเที่ยวยอดนิยมของชาวต่างชาติ เพราะเป็นการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างรายได้ให้กับประเทศ ช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาเที่ยวในประเทศไทย
ร้อยละ 17.56 ระบุว่า ควรจะอนุญาต ปิดสถานบันเทิง เวลา 04.00 น. เหมือนกัน ทั่วประเทศ เพราะควรเป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งประเทศ เป็นการเพิ่มช่วงเวลาในการหา รายได้ให้กับผู้ประกอบกิจการสถานบันเทิง และกลุ่มอาชีพที่เกี่ยวข้อง ร้อยละ 8.32 ระบุว่า ควรปิดสถานบันเทิง ก่อนเวลา 02.00 น. เป็นช่วงเวลาที่ค่อนข้างดึกแล้ว อาจทำให้เกิดอุบัติเหตุและปัญหาอาชญากรรมได้ ร้อยละ 4.35 ระบุว่า ไม่ควรอนุญาตให้มีสถานบันเทิงยามค่ำคืนในประเทศไทย เพราะไม่เป็นการส่งเสียงดังรบกวนการพักผ่อนของผู้พักอาศัยในบริเวณใกล้เคียง ร้อยละ 4.27 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่แน่ใจ และร้อยละ 0.08 ระบุว่า อื่นๆ ได้แก่ ควรปิดสถานบันเทิง เวลา 03.00 น.
ยาวถึงตี 4 เฉพาะเมืองท่องเที่ยว
เมื่อพิจารณาเฉพาะความคิดเห็นของผู้ที่ เคยไปเที่ยวสถานบันเทิง (581 หน่วยตัวอย่าง) เกี่ยวกับแนวคิดที่จะขยายเวลาปิดสถานบันเทิง ร้อยละ 36.49 ระบุว่า ปิดสถานบันเทิง เวลา 02.00 น. เหมาะสมดีอยู่แล้ว รองลงมา ร้อยละ 30.29 ระบุว่า ควรอนุญาตปิดสถานบันเทิง เวลา 04.00 น. เฉพาะเมืองท่องเที่ยวยอดนิยมของชาวต่างชาติ ร้อยละ 25.13 ระบุว่า ควรจะอนุญาตปิดสถานบันเทิง เวลา 04.00 น. เหมือนกันทั่วประเทศ ร้อยละ 6.37 ระบุว่า ควรปิดสถานบันเทิง ก่อนเวลา 02.00 น. ร้อยละ 0.52 ระบุว่า ไม่ควรอนุญาตให้มีสถานบันเทิงยามค่ำคืนในประเทศไทย ร้อยละ 1.03 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่แน่ใจ และร้อยละ 0.17 ระบุอื่นๆ ได้แก่ ควรปิดสถานบันเทิง เวลา 03.00 น.
ส่วนความคิดเห็นของผู้ที่ไม่เคยไปเที่ยวสถานบันเทิง (729 หน่วยตัวอย่าง) ร้อยละ 45.95 ระบุว่า ปิดสถานบันเทิง เวลา 02.00 น. เหมาะสมดีอยู่แล้ว รองลงมา ร้อยละ 18.38 ระบุว่า ควรอนุญาตปิดสถานบันเทิง เวลา 04.00 น. เฉพาะเมืองท่องเที่ยว ยอดนิยมของชาวต่างชาติ ร้อยละ 11.52 ระบุว่า ควรจะอนุญาตปิดสถานบันเทิง เวลา 04.00 น. เหมือนกันทั่วประเทศ ร้อยละ 9.88 ระบุว่า ควรปิดสถานบันเทิง ก่อนเวลา 02.00 น. ร้อยละ 7.41 ระบุว่า ไม่ควรอนุญาตให้มีสถานบันเทิงยามค่ำคืนในประเทศไทย และร้อยละ 6.86 ระบุว่าไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่แน่ใจ
ถามถึงความมั่นใจของประชาชนต่อการขยายเวลาปิดสถานบันเทิงจะช่วยสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว ร้อยละ 27.71 ระบุว่า ค่อนข้างมั่นใจ และไม่ค่อยมั่นใจ ในสัดส่วนที่ เท่ากัน รองลงมา ร้อยละ 26.72 ระบุว่า ไม่มั่นใจเลย ร้อยละ 16.56 ระบุว่า มั่นใจมาก และร้อยละ 1.30 ระบุว่า ไม่ทราบ/ ไม่ตอบ/ไม่สนใจ
เมื่อพิจารณาเฉพาะความคิดเห็นของ ผู้ที่เคยไปเที่ยวสถานบันเทิง (581 หน่วยตัวอย่าง) เกี่ยวกับความมั่นใจต่อการขยายเวลาปิดสถานบันเทิงจะช่วยสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว ร้อยละ 33.73 ระบุว่า ค่อนข้างมั่นใจ รองลงมา ร้อยละ 27.20 ระบุว่า ไม่ค่อยมั่นใจ ร้อยละ 19.45 ระบุว่า มั่นใจมาก ร้อยละ 18.93 ระบุว่า ไม่มั่นใจเลย และร้อยละ 0.69 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ ส่วนความคิดเห็นของผู้ที่ไม่เคยไปเที่ยวสถานบันเทิง (จำนวน 729 หน่วยตัวอย่าง) พบว่า ร้อยละ 32.92 ระบุว่าไม่มั่นใจเลย รองลงมา ร้อยละ 28.12 ระบุว่า ไม่ค่อยมั่นใจ ร้อยละ 22.91 ระบุว่า ค่อนข้างมั่นใจ ร้อยละ 14.27 ระบุว่า มั่นใจมาก และร้อยละ 1.78 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ
พท.ซิวนายกอบจ.กาญจน์-กก.ปิ๋ว
วันเดียวกัน มีการเลือกตั้งนายก อบจ.กาญจนบุรี แทนนายสุรพงษ์ ปิยะโชติ ที่ลาออกไปรับตำแหน่งรมช.คมนาคม ในโควตาพรรคเพื่อไทย ซึ่งมีผู้สมัคร 2 คนคือ เบอร์ 1 นายสุกวี แสงเป่า หรือทนายวี และเบอร์ 2 นพ.ประวัติ กิจธรรมกูลนิจ หรือหมอหวัด อดีตรองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดกาญจนบุรี ลงสมัครในนามทีมพลังกาญจน์ ของนายสุรพงษ์ อดีตนายกฯ อบจ. มีผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง 637,672 คน มีหน่วยเลือกตั้ง 1,059 หน่วยเลือกตั้ง
เมื่อเปิดหีบเลือกตั้งเวลา 08.00 น. มีผู้มาลงคะแนนใช้สิทธิ์กันอย่างคึกคัก เช่น หน่วยเลือกตั้งที่ 22 และ 23 บริเวณศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเทศบาลเมืองกาญจนบุรี ต.ปากแพรก อ.เมือง ซึ่งเป็นหน่วยเลือกตั้งที่อยู่ใจกลางตัวเมืองกาญจนบุรี ผู้มา ใช้สิทธิ์มีความหลากหลายทุกเพศ ทุกวัย โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นที่เพิ่งใช้สิทธิ์เลือกตั้งใหญ่ครั้งที่ผ่านมา
หลังปิดหีบเลือกตั้ง เวลา 17.00 น. ทุกหน่วยทำการนับคะแนน กระทั่งเวลา 19.43 น. ผลการนับคะแนนแบบไม่เป็นทางการนับได้ 67% แบบเรียลไทม์ นพ.ประวัติ ได้ 139,000 คะแนน ส่วนนายสุกวี ได้ 80,000 คะแนน ซึ่งคาดว่าประมาณ 22.00 น.เศษ จะทราบผลคะแนนอย่างไม่เป็นทางการ
นพ.ประวัติกล่าวหลังผลการนับคะแนนชนะการเลือกตั้งไม่เป็นทางการว่า ขอขอบคุณทุกกำลังใจทุกคะแนนเสียงที่มอบให้ตนและทีมพลังกาญจน์ ให้เข้าไปทำหน้าที่นายก อบจ.กาญจนบุรี เพื่อดูแลพี่น้องประชาชนชาวกาญจนบุรีต่อไป คิดว่าตนจะทำให้ทุกคนสมหวัง ไม่ทำให้ผิดหวัง ขอบคุณทุกคน