จุดอพยพนอกอิสราเอล ทอ.ประเดิมบินไม่อ้อม นายกเรียกถกใหญ่วันนี้ เร่งหาทางช่วยตัวประกันกว่า3.3พันกลับไทยแล้ว

นายกฯเศรษฐาเรียกประชุมด่วนช่วยตัวประกัน เผยทำเต็มที่ทุกทาง หลังเดินสายพบผู้นำโลกหลายประเทศ- ใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัวช่วยด้วย ทอ.ไฟลต์แรกบินน่านฟ้าใหม่ เครื่องบิน A340-500 รับ 139 คนไทย-แรงงานจากดูไบกลับไทย ไม่ต้องบินอ้อม ลดเวลาบินลงจาก 13 ช.ม. เหลือ 9 ช.ม. 25 ต.ค. บินรับเที่ยวที่ 4 หนุ่มแรงงานดีใจกลับถึงไทย ก้มกราบแผ่นดินดีใจน้ำตารื้น กลับมาอีกชุด 2 เที่ยวบิน รวม 367 คน ลงสุวรรณภูมิ ปลัดแรงงานแจงยอดคนไทยขอกลับเพิ่มเป็น 8,475 คน พากลับมาได้แล้ว 3,329 คน ขออยู่ต่อ 123 คน สธ.แจงผลตรวจสุขภาพ 508 ราย พบไม่สบายใจ 47 บาดเจ็บ 1 ผู้ว่าฯ โคราชเป็นประธานฌาปนกิจหนุ่มวัย 25 ชาวเฉลิมพระเกียรติ ญาติ-เพื่อนๆ ร่ำไห้อาลัย ขอนแก่นเผาวันนี้ 2 หนุ่มชาวหนองสองห้อง

นายกฯนัดประชุมด่วน
เมื่อวันที่ 22 ต.ค. นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ให้สัมภาษณ์ถึงแนวทางการช่วยเหลือตัวประกันคนไทย หลังเดินทางไปภารกิจต่างประเทศและได้หารือเรื่องนี้กับบรรดาผู้นำสำคัญประเทศต่างๆ ว่า เป็นเรื่องละเอียดอ่อน เพราะมีหลายส่วนที่ให้การช่วยเหลือ ซึ่งขณะนี้ยังมีการเจรจาอยู่อย่างต่อเนื่องไม่หยุดยั้ง รวมถึงยอดแรงงานไทยที่มีความประสงค์อยากเดินทางกลับมาเพิ่มมากขึ้น โดยในวันที่ 23 ต.ค. จะมีการประชุมใหญ่กันถึงเรื่องนี้ที่กระทรวงการต่างประเทศ ยืนยันว่าทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงการต่างประเทศ ทูตไทยประจำประเทศอิสราเอล หน่วยงานความมั่นคง ให้ความสำคัญมาก รวมถึงใช้คอนเน็กชั่นส่วนตัวมาช่วยในการเจรจา และคาดว่าจะมีความคืบหน้าในวันประชุม ดังกล่าว ต้องขอร้องว่าการเจรจาบางเรื่อง ไม่สามารถเปิดเผยได้ แต่ขอให้มั่นใจ ว่าเราทำเต็มที่ อะไรทำได้เราทำเต็มที่อยู่แล้ว

ดร.ตั๊กแจงถกรัฐอ่าวอาหรับ
นายปานปรีย์ พหิทธานุกร รองนายกรัฐมนตรี และรมว.การต่างประเทศ กล่าวภายหลังเดินทางกลับประเทศไทยว่า ภารกิจที่ซาอุดีอาระเบียครั้งนี้ ตนได้ขับเคลื่อนการทูตเศรษฐกิจเชิงรุกระหว่าง เข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียนกับ คณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ (ASEAN-GCC Summit) อีกวาระเร่งด่วน ในฐานะรมว.การต่างประเทศ ในจังหวะ ที่สำคัญเช่นกัน เพราะกลุ่มประเทศ อ่าวอาหรับ (GCC) เป็นกลุ่มประเทศที่มีบทบาทและอิทธิพลต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลางเป็นอย่างมากในขณะนี้ นอกจากการหารือทวิภาคีกับซาอุดีฯ แล้ว พวกเรายังได้ร่วมสนับสนุนให้มีการออกแถลงการณ์ร่วมอาเซียน-GCC แสดงความเห็นต่อพัฒนาการในกาซ่า โดยเรียกร้องให้มีการปล่อยตัวตัวประกันพลเรือนและผู้ถูกจับกุมในทันทีและอย่างไม่มีเงื่อนไข

“ผมขอย้ำกับพี่น้องคนไทยที่รอฟังข่าวดีเกี่ยวกับญาติพี่น้องที่รับผลกระทบจากความรุนแรงในตะวันออกกลางในขณะนี้ว่ารัฐบาลไทยกำลังใช้ทุกวิถีทางทุกความสามารถ และทุกความสัมพันธ์ในทุกระดับ เพื่อที่จะนำไปสู่การปล่อยตัวประกันทันที และความปลอดภัยของคนไทยทุกๆ คน” นายปานปรีย์กล่าว

ทอ.บินน่านฟ้าใหม่พากลับ 139
เวลา 12.15 น. วันเดียวกัน ที่ท่าอากาศยาน 2 กองบิน 6 เครื่องบิน A340-500 ของกองทัพอากาศเที่ยวบินที่ 3 RTAF229 ที่เดินทางไปอพยพคนไทยในอิสราเอล จากดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เดินทางถึง หลังการปรับเส้นทางการบินใหม่เป็นเที่ยวแรก โดยมี พล.อ.อ.พันธ์ภักดี พัฒนกุล ผบ.ทอ. ให้การต้อนรับผลการปฏิบัติภารกิจเป็นไปด้วยความเรียบร้อยตามที่กองทัพอากาศวางแผนไว้ พาคนไทยกลับมาจำนวน 139 คน แบ่งเป็นชาย 136 คน และหญิง 3 คน

กราบแผ่นดิน – แรงงานไทยก้มกราบแผ่นดิน หลังมาถึงท่าอากาศยาน 2 บน.6 ดอนเมือง โดยเป็นเที่ยวบินแรกที่เครื่องบิน กองทัพอากาศไปรับจากดูไบ จุดพักคอยนอกประเทศอิสราเอลที่รัฐบาลช่วยอพยพออกจากพื้นที่อันตราย เมื่อวันที่ 22 ต.ค.

ถือธงชาติไทยก้มกราบแผ่นดิน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อลงจากเครื่องบิน แรงงานไทยได้เดินถือธงชาติไทย ก่อนจะก้มลงกราบพื้นดิน ขณะที่บางคนดึงมือขึ้นมากุมไว้ที่หัวใจด้ววความดีใจและซาลซึ้งใจที่ได้กลับมาถึงประเทศไทยด้วยความปลอดภัย

โดยก่อนการเดินทางกลับ ได้ตรวจร่างกายเพื่อตรวจสอบความพร้อมบินของผู้โดยสารโดยทีมแพทย์ทหารอากาศ และการตรวจความปลอดภัยก่อนขึ้นเครื่องบินโดยเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยบนอากาศยาน และมีลูกเรือดูแลอำนวยความสะดวกตลอดเส้นทางการบิน ซึ่งเมื่อเดินทางถึงสนามบินดอนเมือง ผู้โดยสารจะ ผ่านกระบวนการตรวจร่างกาย การตรวจสุขภาพจิต การตรวจคนเข้าเมือง การตรวจสอบสิทธิ และการให้คำปรึกษาด้านกฎหมาย ก่อนเดินทางไปยังสถานีกลาง กรุงเทพอภิวัฒย์ (สถานีกลางบางซื่อ) ต่อไป

สำหรับการอพยพคนไทยในเที่ยวบินต่อไปกองทัพอากาศวางแผนนำ A340-500 จำนวน 1 เครื่อง ปฏิบัติภารกิจอีกครั้ง ใน วันที่ 25 ต.ค. ออกเดินทางในเวลา 02.40 น. โดยกระทรวงการต่างประเทศ ได้ปรับแผน ใช้วิธีการอพยพคนไทยออกจากกรุงเทล อาวีฟ ด้วยสายการบิน สไปซ์เจ็ต ไปส่งที่นครดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และจะให้เครื่องบินพาณิชย์รวมถึงเครื่องบินของกองทัพอากาศ ไปรับคนไทยจากนคร ดูไบด้วย

ขณะที่นายไพโรจน์ โชติกเสถียร ปลัดกระทรวงแรงงาน มอบหมายให้ เรือเอกสาโรจน์ คมคาย ที่ปรึกษากฎหมาย สำนักงานปลัดกระทรวงแรงงาน ต้อนรับและดูแลอำนวยความสะดวกแรงงานที่เดินทางกลับมา โดยมีผู้บริหารระดับสูงกระทรวงแรงงาน และหน่วยงานราชการต่างๆ ร่วมอำนวยความสะดวกและแนะนำสิทธิในการช่วยเหลือเยียวยา เช่น กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ดูแลกรณีแรงงานไม่มีเงินค่าเดินทางกลับภูมิลำเนา กระทรวงยุติธรรม ให้ คำแนะนำการพักชำระหนี้ การไกล่เกลี่ยหนี้ ในส่วนของเจ้าหน้าที่จากกระทรวงแรงงานนั้น กรมการจัดหางานได้ตั้งโต๊ะให้คำแนะนำการยื่นคำร้องขอรับสิทธิประโยชน์จากกองทุนเพื่อช่วยเหลือคนหางานไปทำงานต่างประเทศ โดยทันทีที่มาถึง กระทรวงแรงงานได้จัดเจ้าหน้าที่ตั้งโต๊ะให้บริการคำแนะนำเกี่ยวกับการยื่นคำร้องขอรับสิทธิประโยชน์จากกองทุนเพื่อช่วยเหลือแรงงานไทยไปทำงานต่างประเทศ เพื่อให้แรงงานไทยได้รับเงินสิทธิประโยชน์ดังกล่าวโดยเร็วที่สุด

ยอดขอกลับไทยพุ่ง 8,475 คน
ด้านนายไพโรจน์ ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า แรงงานไทยทั้ง 139 คน เป็นแรงงานไทยกลุ่มแรก ที่เครื่องบินกองทัพอากาศได้ปรับเส้นทางการอพยพแรงงานไทย โดยใช้ระยะเวลาบินสั้นลง จากเดิม 13 ชั่วโมง เหลือ 9 ชั่วโมง ซึ่งจากเดิมแรงงานไทยในอิสราเอลนั้นต้องบินผ่านน่านฟ้า 10 ประเทศ เนื่องจากกระทรวงการต่างประเทศ ได้เจรจาขอบินผ่านน่านฟ้าในเส้นทางการบินใหม่ ซึ่งการใช้ระยะเวลาที่สั้นลงนี้ ประกอบกับการมีจำนวนเที่ยวบินที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้สามารถพาแรงงานไทยกลับถึงประเทศ ไทยได้มากขึ้น

นายไพโรจน์กล่าวว่า หลังจากที่กระทรวงแรงงานได้ส่งเจ้าหน้าที่ จำนวน 10 คน ไปปฏิบัติภารกิจอพยพแรงงานจากอิสราเอลกลับไทย โดยปฏิบัติงานในพื้นที่จุดอพยพต่างๆ รวมทั้งที่สนามบิน เพื่อทำหน้าที่ในการประสาน อำนวยความสะดวกด้านเอกสาร รวมถึงการรวบรวมแรงงานไทยนั้น ได้รับรายงานว่าตั้งแต่ไปปฏิบัติหน้าที่วันที่ 15-20 ต.ค. มีคนไทยเดินทางมายังศูนย์พักพิงฯ รวม 2,541 คน ขณะที่ตอนนี้สามารถพาคนไทยและแรงงานไทย เดินทางกลับประเทศไทยได้แล้ว 3,329คน

นายไพโรจน์กล่าวถึงความคืบหน้าสถานการณ์การให้ความช่วยเหลือพี่น้องแรงงานไทยในประเทศอิสราเอลว่า จากรายงานของฝ่ายแรงงานประจำสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟ พบว่า ล่าสุดมีแรงงานไทยได้ลงทะเบียนกรอกแบบฟอร์มแจ้งความประสงค์เดินทางกลับประเทศไทยกับทางสถานทูตแล้ว 8,475 คน ไม่ประสงค์กลับ 123 คน ถูกจับไปเป็นตัวประกัน 19 ราย บาดเจ็บ 18 ราย ยังไม่สามารถระบุชื่อได้ 1 ราย เสียชีวิต 31 ราย นำศพกลับไทยแล้ว 8 ราย

นายไพโรจน์กล่าวอีกว่า รัฐบาลมีการปรับแผนการอพยพคนไทย โดยตั้งแต่วันที่ 22 ต.ค. จะลำเลียงคนไทยที่ต้องการกลับประเทศไปพักคอยที่นครดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ก่อน ซึ่งจะมีเครื่องบินขนาดใหญ่ ที่รัฐบาลจ้างเหมาลำระหว่าง เทลอาวีฟมายังดูไบ จะใช้เวลานาน 3 ชั่วโมง ซึ่งทางกระทรวงแรงงานได้เตรียมพร้อมในทุกด้านเพื่อรองรับคนไทยและแรงงานไทยที่จะอพยพเข้าไปเรียบร้อยแล้ว อย่างไรก็ดี เชื่อมั่นว่าจะพาแรงงานไทยกลับบ้านได้ตามที่รัฐบาลกำหนดเป้าหมายไว้ และเร็วขึ้น หลังจากที่หลายหน่วยงานประสานความร่วมมือส่งเจ้าหน้าที่ไปสนับสนุนภารกิจที่สถานเอกอัครราชทูต รวมทั้งการเพิ่มเที่ยวบินรับแรงงานไทย

ย้ำบินกลับเองเบิกได้หมด
นายไพโรจน์กล่าวต่อว่า ในส่วนของแรงงานไทยที่เดินทางกลับมาด้วยตนเอง และกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายนั้น เกี่ยวกับเรื่องนี้นั้น เมื่อเดินทางกลับมาประเทศไทยแล้ว ขอให้แรงงานไทยเก็บหลักฐานการเดินทาง ได้แก่ บอร์ดดิ้งพาส ใบเสร็จ และตั๋วเครื่องบินไว้ เพื่อใช้ในการขอรับเงินค่าตั๋วเครื่องบินต่อไป

จากนั้น ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน ต้อนรับและดูแลอำนวยความสะดวกแรงงานไทยอีกชุดที่เดินทางกลับมาถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จ.สมุทรปราการ โดยมีจำนวน 2 เที่ยวบิน คือ เที่ยวบินที่ LY 081 จำนวน 61 คน และเที่ยวบินที่ LY 085 จำนวน 306 คน

วันเดียวกันผู้สื่อข่าวรายงานว่า กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ได้เผยแพร่ข้อมูลผลการปฏิบัติการด้านการแพทย์และสาธารณสุข กรณีอพยพคนไทยจากเหตุการณ์ความ ไม่สงบในอิสราเอล ว่า วันที่ 21 ต.ค. มี ผู้เดินทางกลับมาจำนวน 508 ราย เป็นชาย 498 ราย และหญิง 10 ราย ผลคัดกรองและดูแลสุขภาพคนไทย ด้านสุขภาพจิต พบมีความไม่สบายใจ 47 ราย และสุขภาพกาย พบบาดเจ็บ 1 ราย มีอาการทางเดินหายใจ 7 ราย และพบอาการผื่นเรื้อรัง 2 ราย ภาพรวมดูแลแรงงานไทยแล้วสะสม 17 ชุด รวม 2,644 ราย เป็นชาย 2,598 ราย และหญิง 46 ราย ด้านการคัดกรองอาการด้านสุขภาพจิต พบ 234 ราย หรือร้อยละ 8.9 พบว่า ไม่สบายใจ 157 ราย เครียด/เครียด ปานกลาง 40 ราย เครียดสูง 25 ราย นอน ไม่กลับ 7 ราย และตื่นตัวมากเกินไป 5 ราย ขณะที่ภาพรวมอาการทางกายมี 59 ราย หรือร้อยละ 2.2 ได้แก่ บาดเจ็บ 19 ราย อาการทางเดินหายใจ 34 ราย โรคประจำตัว 3 ราย และอาการทางผิวหนัง 3 ราย จำนวนนี้มีการส่งต่อการรักษารวม 5 ราย คิดเป็นร้อยละ 0.2

เผาแรงงาน – ครอบครัวจัดพิธีฌาปนกิจนายพงษธร ขุนศรี แรงงานไทยที่ เสียชีวิตในอิสราเอล หลังรัฐบาลช่วยประสานนำร่างกลับบ้าน ท่ามกลางบรรยากาศเศร้าสลด ที่วัดหนองยาง อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.นครราชสีมา เมื่อวันที่ 22 ต.ค.

โคราชเศร้าเผาหนุ่มวัย25
ที่เมรุวัดหนองยาง บ้านหนองยาง ต.หนองยาง อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.นครราช สีมา นายสยาม ศิริมงคล ผวจ.นครราชสีมา เป็นประธานพิธีฌาปนกิจ นายพงษธร หรือกรีน ขุนศรี อายุ 25 ปี ชาว อ.เฉลิมพระเกียรติ แรงงานไทยที่เสียชีวิต หลังนำร่างกลับมาประเทศไทย โดยมีพล.ต.อรรถชัย รักษาศิลป์ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 21 (มทบ.21) นาย ไพรัตน์ อินทร์ปัญญา นายอำเภอเฉลิมพระเกียรติ หัวหน้าส่วนราชการในพื้นที่ จัดหางานจังหวัด ประกันสังคม ญาติพี่น้องและเพื่อนบ้านมาร่วมงานกว่า 100 คน มีนางสุรางคณา ขุนศรี แม่ของนายพงษธร พี่ น้องชายถือรูปนายพงษธร บรรยากาศเป็นไปด้วยความโศกเศร้า มีป้ายไวนิลข้อความว่า “อยู่ให้รัก จากไปให้คิดถึง “กรีน” และรูปนายพงษธร สวมเครื่องแบบทหารสมัยเป็นทหารกอง ประจำการ สังกัดกรมทหารราบที่ 23 ค่าย สุรธรรมพิทักษ์ จ.นครราชสีมา ก่อนถูกส่งไปปฏิบัติราชการชายแดนประเทศกัมพูชาและปลดประจำการ เมื่อวันที่ 1 พ.ค.2564

นางสุรางคณาเปิดเผยความรู้สึกว่า ตอนนี้รู้สึกโล่งใจที่ได้ส่งน้องไปที่ดีๆ เขาจะได้ไม่ต้องห่วงกังวลอะไรแล้ว เรื่องเงินช่วยเหลือนั้นเอาไว้ทีหลัง ขณะนี้อยู่ระหว่าง ขั้นตอนหน่วยงานราชการได้แจ้งจะช่วยติดตามให้ ขอขอบคุณทุกหน่วยงานที่ให้ความช่วยเหลือเมตตาลูกชายเป็นอย่างดี

ทั้งนี้ จ.นครราชสีมา มีแรงงานทำงานที่ประเทศอิสราเอล จำนวน 2,613 คน ข้อมูลล่าสุดได้เดินทางกลับเมืองไทย 180 คน เสียชีวิต 1 คน ไม่มีผู้ถูกจับเป็นตัวประกัน

ที่วัดหัวหินประเสริฐธรรม บ้านโคกสูง ต.โนนธาตุ อ.หนองสองห้อง จ.ขอนแก่น ครอบครัวกุสะรัมย์ และครอบครัวนาจันทร์ ทำเมรุลอยเผา ก่ออิฐบล็อก ทำเสาทั้ง 4 ด้าน เพื่อใช้ผ้าขาวมุงด้านบน ประดับโดยรอบเมรุลอยด้วยผ้าลูกไม้สีขาวดำ ดอกไม้สีขาว ที่จะทำพิธีฌาปนกิจ นายพงษ์เทพ กุสะรัมย์ อายุ 26 ปี และนายพิชิต นาจันทร์ อายุ 27 ปี 2 แรงงานไทย ที่ เสียชีวิตหลังนำร่างกลับมาไทย โดยจะ มีขึ้น วันที่ 23 ต.ค.

สงขลาจัดเสวนายุติรุนแรง
วันเดียวกัน ที่มัสยิดกลางประจำจังหวัดสงขลา สำนักงานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดสงขลา ร่วมกับ สภาเครือข่ายช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม สำนักจุฬาราชมนตรี และอีกหลายองค์กร ร่วมกันจัดงาน “รวมเป็นหนึ่งเพื่ออัลกุดส์” เพื่อแสดงออกถึงความไม่เห็นด้วยต่อการที่อิสราเอลละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อชาวปาเลสไตน์ พร้อมการเสวนาหัวข้อ “มัสยิดอัลอักซอ และการต่อสู้ในยุคสุดท้าย” และรับชมนิทรรศการว่าด้วยอัลกุดส์ และมัสยิดอัลอักซอ โดยมีชาวไทยมุสลิมจากหลายจังหวัด เดินทางเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้จำนวนมาก เพื่อร่วมกันฟังการเสวนา รับทราบสถานการณ์การสู้รบระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์ รวมถึงแนวโน้มของสถานการณ์

ทั้งนี้ ได้มีการออกแถลงการณ์ในนามสมัชชาประชาชนรวมเป็นหนึ่งเพื่ออัลกุดส์ ซึ่งประกอบด้วย องค์กรภาคประชาชน ทั้งองค์กรศาสนา และองค์กรภาคประชาสังคม เพื่อเรียกร้องไปยังคู่สงครามและประชาคมโลก ใน 6 ประการได้แก่ ประชาชาติอิสลามทั่วโลกต้องร่วมกันพิทักษ์ ปกป้องคุ้มครองมัสยิดอัลอักซอและอัลกุดส์เอาไว้จนสุดความสามารถ มิให้ผู้ใดทำลาย หรือล่วงละเมิดในทุกรูปแบบเพราะมัสยิดอัลอักซอคือสัญลักษณ์แห่งอิสลามการทำลายมัสยิดอัลอักซอ คือการทำลายอิสลาม

ขอให้ขบวนการฮามาสปฏิบัติต่อตัวประกันชาวไทยและเชลยสงครามด้วยดีและเร่งปล่อยตัวคนไทยกลับสู่มาตุภูมิโดยเร็ว, ขอให้ทั้งสองฝ่ายหยุดการทำลายเป้าหมายที่เป็นพลเรือนและเปิดโอกาสให้ประชาคมโลกส่งความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเข้าสู่กาซ่าโดยเร็ว, ให้อิสราเอลเคารพต่อสิทธิของชาวปาเลสไตน์ว่าด้วยอธิปไตยเหนือแผ่นดินมาตุภูมิของพวกเขา, ให้อิสราเอลหยุดการละเมิดมัสยิดอัลอักซอและ อัลกุดส์ รวมทั้งหยุดการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อชาวปาเลสไตน์ และประชาคมโลกต้องร่วมกันหยุดยั้งการรุกรานของอิสราเอล หยุดแผนการอพยพชาวกาซ่า ให้ไปอยู่ แผ่นดินอื่น

จากนั้นชาวไทยมุสลิมที่ร่วมกิจกรรมได้ร่วมกันละหมาดฮายัต ขอให้เกิดความสันติสุข ก่อนสลายตัว และเดินทางกลับ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน