ขอญาติช่วยกล่อม พร้อมหางานให้ทำ ถกทูตในอิสราเอล เร่งอพยพวันละพัน รอคิวอีก5พันคน

นายกฯ ถกด่วนศูนย์ช่วยฉุกเฉินอิสราเอล ครั้งที่ 3 ชี้สถานการณ์การสู้รบส่อเลวร้ายขึ้น วอนญาติแรงงานช่วยกล่อมให้ยอมกลับบ้าน จ่อโทร.หาทูตอิสราเอลช่วยอีกทาง รวมทั้งปมนายจ้างขึ้นค่าแรง หวังจูงใจ ยืดจ่ายเงิน 10 พ.ย. ทำแรงงานตัดสินใจอยู่ต่อ แจ้งแรงงานเถื่อนขอให้กลับมาด้วย ย้ำความปลอดภัยสำคัญสุด รมต.พิพัฒน์แจงยอดขอกลับไปทำงานอีก 424 ราย ค่อยประสานให้หลังสงครามจบ จ่ายเยียวยาแล้ว 364 คน คนละ 15,000 บาท รวมกว่า 5.4 ล้านบาท สธ.ชี้ผลคัดกรองสุขภาพแรงงานเดินทางกลับ 20 ชุด 3,150 คน พบไม่สบายใจ 10.7% รวม 228 ราย ระดับมากสุด 20 ราย ส่งพบจิตแพทย์ 3 ราย ส่งรักษาต่อ 1 ราย ขอนแก่น-อุดรฯ-ชัยภูมิเศร้า เผาหนุ่มแรงงาน

นายกฯถกศูนย์ฉุกเฉินฯ
เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 23 ต.ค. ที่กระทรวงการต่างประเทศ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เป็นประธานประชุมศูนย์ประสานงานสถานการณ์ฉุกเฉินความไม่สงบในอิสราเอล-กาซ่า ครั้งที่ 3 มีนายปานปรีย์ พหิทธานุกร รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ต่างประเทศ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.แรงงาน นายสุทิน คลังแสง รมว.กลาโหม นายจักรพงษ์ แสงมณี รมช.การต่างประเทศ และหน่วยงานเกี่ยวข้องเข้าร่วม ผ่านวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ไปยังเอกอัครราชทูตอิสราเอล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

โดยนายณัฐพล ขันธหิรัญ รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวรายงานสรุปสถานการณ์ถึงแผนการอพยพคนไทย และแรงงานไทยกลับประเทศว่า ขณะนี้การสู้รบยังคงดำเนินอยู่ในจุดฉนวนกาซ่าอย่างรุนแรง การสู้รบได้เพิ่มขึ้นและขยายแนวออกไปตามชายแดนที่ติดกับเลบานอน โดยตั้งแต่วันที่ 21 ต.ค.ที่ผ่านมา มีคนไทยได้รับบาดเจ็บ 2 ราย อยู่ระหว่างเดินทางกลับประเทศไทย

สำหรับผลกระทบของคนไทย มีผู้เสียชีวิต 30 ราย ส่งร่างผู้เสียชีวิตกลับมาประเทศไทยเมื่อวันที่ 29 ต.ค. ที่ผ่านมา 8 ราย มีผู้บาดเจ็บอีก 18 คนและผู้ถูกจับกุม 19 คน ซึ่งเป็นตัวเลขที่ได้รับแจ้งจากนายจ้าง บางส่วนที่ได้รับรายงานยืนยันจากอิสราเอล ขณะที่จำนวนคนไทยที่แสดงความประสงค์จะกลับประเทศไทยทั้งหมด 8,478 คน ในจำนวนนี้ทางการไทยส่งกลับแล้วจำนวน 3,100 คน จาก 17 เที่ยวบิน คงเหลือคนไทยอีกประมาณ 5,300 คนที่รอการอพยพ ซึ่งจากวันนี้จนถึงสิ้นเดือนต.ค. จะมีขีดความสามารถในการอพยพได้ถึง 7,000 คน เพราะมีทั้งเครื่องบินของกองทัพอากาศและเครื่องบินพาณิชย์ ทั้งนี้ปัญหาและอุปสรรคที่ส่งผลให้คนไทยตัดสินใจที่จะไม่อพยพและเดินทางกลับช้าลง โดยสาเหตุหลักคือนายจ้างอิสราเอล จะจ่ายค่าแรงเพิ่มมากขึ้น เพื่อไม่ให้เดินทางกลับประเทศ

กลับเถอะ – นายเศรษฐา ทวีสิน นายกฯ แถลงผลประชุมศูนย์ประสานงานสถานการณ์ฉุกเฉินในอิสราเอล โดยขอร้องครอบครัวให้ช่วยกล่อมแรงงานไทยรีบอพยพกลับ เนื่องจากสถานการณ์ส่อเลวร้ายขึ้น ที่กระทรวงการต่างประเทศ เมื่อวันที่ 23 ต.ค.

เผยนายจ้างรั้งจ่ายเงินต้องอยู่ต่อ
ต่อมา เวลา 15.24 น. นายเศรษฐา นายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง แถลงผลการประชุมว่า เป็นการประชุมติดตามความคืบหน้าของสงครามฮามาสกับอิสราเอล ข้อมูลปัจจุบันมีผู้แสดงความประสงค์จะกลับไทย 8,500 คน และถึงวันนี้มาได้ประมาณกว่า 3 พันคน ขีดความสามารถในการนำคนไทยกลับมาได้ประมาณ 800 คนต่อวัน และเพิ่มได้อีก แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ การที่มีคนเปลี่ยนใจไม่กลับมาเยอะพอสมควร ด้วยเหตุผลหลักคือ นายจ้างอิสราเอลดึงเรื่องการจ่ายเงินไปเป็น วันที่ 10 พ.ย.นี้ และมีการปรับขึ้นค่าจ้างออกไป เพื่อเป็นแรงจูงใจให้แรงงานไทยอยู่ต่อ

“ทางไทยได้ประชุมกันแล้วทุกฝ่ายทั้งฝ่ายความมั่นคง ฝ่ายทหาร ฝ่ายต่างประเทศ ยืนยันว่าแม้ว่าข่าวเรื่องการถล่มจะเบาบางลงไป แต่ความเข้มข้นของสงครามไม่ได้ลดลงไป มีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้น และอาจจะขยายวงอีกบางประเทศที่ใกล้เคียงด้วย ตรงนี้เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงและเรามั่นใจว่าคงจะเลวร้ายลงไป แม้ยังไม่มีเรื่องของการปฏิบัติการภาคพื้นดิน ตามที่มีข่าวว่าจะมีการปฏิบัติการในอีก 2-3 วันนี้ จึงอยากขอเตือนพี่น้องว่าให้กลับมา หากญาติพี่น้องอยู่ที่นี่ขอให้บอกไปที่ญาติพี่น้องที่ทำงานให้กลับมา ต้องขอให้กลับมา เพราะช่วงนี้เป็นช่วงที่ยังกลับได้อยู่ ถ้าเกิดมีการปฏิบัติการภาคพื้นดินการกลับเข้ามาก็จะลำบาก เรื่องการเดินทางเข้าสู่ศูนย์อพยพเพื่อที่จะไปสนามบินก็จะลำบาก รัฐบาลเห็นว่าเป็นเรื่องที่จำเป็นต้องพูดและสื่อสารให้พี่น้องทุกคนได้ทราบ” นายเศรษฐากล่าว

นายเศรษฐากล่าวต่อว่า ในที่ประชุมตนได้มอบหมายให้ รมว.แรงงานไปดูแลแรงงานที่กลับเข้ามาโดยเพิ่มแรงจูงใจให้รีบกลับเข้ามา เพราะคนที่กลับเข้ามาได้เดือนละประมาณ 15,000 บาท ก็จะมีการเพิ่มค่าแรงให้อีก เพื่อให้กลับเข้ามาได้อีกเป็นจำนวนที่มากขึ้น ขณะที่รมว.เกษตรและสหกรณ์ ก็เป็นห่วงและช่วยคิดวิธีการที่เวลาแรงงานไทยกลับเข้ามาแล้ว จะให้ทำงานอะไร โดยแรงงานไทยที่ไปทำงานอิสราเอลส่วนมากเป็นแรงงานภาคเกษตร ใช้เทคโนโลยีชั้นสูง ฉะนั้นเมื่อกลับเข้ามา อาจจะมีความต้องการที่จะใช้แรงงานตรงนี้ จึงพยายามประกาศออกไปให้ทราบว่าถ้ากลับมาก็มีงานให้ทำอยู่จะได้รีบกลับมา

โทร.คุยทูตป้องกันสูญเสีย
“ขอตั้งข้อสังเกตถึงกรณีที่จะมีการจ่ายค่าแรงในวันที่ 10 พ.ย.นี้ ทั้งที่การจ่ายเงินควรจะต้องเป็นวันที่ 31 ต.ค. ทำให้ชวนคิดได้ว่าทำไมต้องไปจ่ายวันที่ 10 พ.ย. แสดงว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นก่อนหน้านั้นหรือไม่ เป็นเรื่องที่น่าคิดและเราไม่ทราบเหตุผลว่าทำไม แต่คิดไปก็เป็นแต่เรื่องไม่ดีทั้งนั้น ในฐานะที่เป็นนายกฯเมื่อนำประเด็นนี้มาพูดก็คิดว่าน่าจะเป็นประเด็นแต่ก็ต้องพูด เพราะจะจ่ายเงินวันที่ 10 พ.ย. แล้วถ้าก่อนหน้านั้นมีอะไรเกิดขึ้น จะได้กลับประเทศหรือไม่ ตนจึงขอให้แรงงานไทยคิดดีๆ ว่าจะอยู่หรือกลับ และตนจะโทรศัพท์หาเอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทยเพื่อพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องนี้ เพราะเป็นเรื่องที่สำคัญ ละเอียดอ่อน และอย่าเอาเรื่องเงินมาแลกกับชีวิตของคนไทย ต้องขอร้อง เรื่องนี้ควรจะดูแลเราให้ดีกว่านี้ ถ้าเราอยากจะกลับวันไหนก็ควรจะต้องจ่ายค่าแรง ไม่ใช่เอาเงินมาล่อให้เราอยู่ ถ้ามีการสูญเสียเกิดขึ้นก็เป็นเรื่องใหญ่” นายเศรษฐากล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า ไม่กลัวว่าจะเกิดเป็นประเด็นดราม่าตีกลับในเรื่องนี้หรือไม่ นายเศรษฐากล่าวว่า “ตีกลับก็ตีกลับ ผมก็ต้องรับ หน้าที่ผมคือดูแลชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องคนไทยทุกคน ซึ่งพร้อมน้อมรับ” เมื่อถามว่า จะต้องมีการคุยกับทางการอิสราเอลเพื่อพูดคุยกับนายจ้างด้วยหรือไม่ นายเศรษฐาย้ำว่า ตนจะโทร.ไปคุยกับทูตอิสราเอลว่ากรณีนี้ไม่ค่อยถูกต้องเท่าไหร่ ส่วนจำนวนแรงงานที่ถูกยื้อเอาไว้นั้น ยังไม่ทราบว่ามีจำนวนเท่าไหร่ และขอย้ำว่าให้แรงงานไทยตัดสินใจให้แน่วแน่ว่าจะเดินทางกลับหรือไม่กลับ เพราะถ้ามีปฏิบัติการภาคพื้นดินเมื่อไหร่ เส้นทางถนนถูกตัดขาด ไม่สามารถจะออกมาได้ เงินเท่าไหร่ก็ไม่คุ้ม

ส่งจนท.เจรจาช่วยตัวประกัน
นายเศรษฐากล่าวว่า สำหรับเรื่องการประสานความช่วยเหลือแรงงานไทยในอิสราเอล เราประสานทุกช่องทาง แต่ไม่พูดเพราะเป็นเรื่องของความมั่นคง โดยใช้ทุกวิถีทางทั้งผ่านนายกฯ มาเลเซีย รวมถึงการที่ตนไปร่วมประชุมเข้าร่วมการประชุม ASEAN-GCC Summit ที่ซาอุดีอาระเบีย ได้พูดคุยกับกษัตริย์โอมานและบาห์เรน รวมถึงมกุฎราชกุมาร และนายกรัฐมนตรีซาอุดีอาระเบีย ทุกท่านตระหนักและทราบถึงสถานภาพของคนไทย ว่าเราไม่ได้เป็นคู่กรณีหรือคู่ขัดแย้งเลย และเรามีการสูญเสียที่สูงมาก มีตัวประกัน 19 คน ยืนยันว่าเวลานี้ยังไม่รู้ชะตากรรม แต่ทุกเส้นทางเราพยายามทำงานกันอยู่ มีเจ้าหน้าที่ชั้นสูงของเราบินออกไป แต่ไม่ขอเปิดเผยว่าบินไปไหน และพบกับใคร แต่ยืนยันว่าเราทำทุกวิถีทางที่สามารถทำได้ พยายามทำอยู่

ผู้สื่อข่าวถามว่า ช่องทางที่จะนำคนไทยกลับ สะดวกมากยิ่งขึ้นใช่หรือไม่ นายเศรษฐากล่าวว่า ไม่มีปัญหา รมช.ต่างประเทศยืนยันว่าเราพาคนกลับได้วันหนึ่ง 800-1,000 คน เพียงแต่ว่าบางคนเปลี่ยนใจ แต่เมื่อมีการเปลี่ยนใจเรื่องการบริหารจัดการเครื่องบินก็มีปัญหา หากจะกลับถึง 1,000 คน เราก็สามารถจัดการได้ และอยากให้แจ้งมา และขอว่าอย่าเปลี่ยนใจเลย วงเงินแค่ไหนก็ไม่คุ้มกับชีวิตหรอก

แจ้งแรงงานเถื่อนให้กลับมา
เมื่อถามย้ำว่า เรื่องการปฏิบัติการภาคพื้นดิน จุดนี้คือสิ่งที่นายกฯ ห่วงมากใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ถูกต้อง หากมีการปฏิบัติภาคพื้นดินเกิดขึ้น การลำเลียงคนออกมาจากโซนต่างๆ มายังศูนย์พักพิงจะยากยิ่งขึ้น ทีนี้จะทำให้เกิดปัญหา เมื่อถามถึงกรณีมีแรงงานบางคนเดินทางไปทำงานอย่างไม่ถูกต้อง และไม่กล้ากลับ เพราะกลัวถูกดำเนินคดีนั้น นายเศรษฐากล่าวว่า เรื่องนี้เรามาพูดกันทีหลังได้ ไม่มีปัญหา จัดการได้หมด ขอให้กลับมา อย่างแรกคือความปลอดภัยของแรงงานไทย ทุกคนต้องกลับมาอย่างปลอดภัย เรื่องอื่นเป็นเรื่องรองหมด อย่าเป็นห่วงในเรื่องนั้น ขอให้เป็นห่วงชีวิตความเป็นอยู่ที่ต้องกลับมาโดยเร็ว และขอยืนยันว่าถ้ามารายงานตัวกับเจ้าหน้าที่ไทยกลับได้แน่นอน ไม่มีปัญหา

เมื่อถามว่า มีข้อสังเกตถึงรูปแบบการเสียชีวิตของคนไทยที่ดูเหมือนถูกกระทำอย่างโหดเหี้ยม นายเศรษฐากล่าวว่า ต้องให้เกียรติญาติพี่น้องและครอบครัว การที่จะพูดเรื่องพวกนี้ บางทีจะเป็นการกระทบกระเทือนจิตใจ การสูญเสียครั้งนี้ถือเป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของครอบครัวอยู่แล้ว วิธีการที่ เสียชีวิตเกิดขึ้นจากสงครามแล้วกัน ตนคิดว่าสรุปตรงนั้นดีกว่า อย่าไปลงรายละเอียดกันเลยว่าเป็นอะไร ต้องเห็นใจครอบครัวผู้เสียชีวิตด้วย ต้องขอร้องเลย ข้อมูลเรามี แต่ไม่อยากเปิดเผย และอย่าเปิดเผยเลยดีกว่าตรงนี้ ตอนนี้ยืนยันว่าอยากให้คนไทยกลับประเทศ โดยฝ่ายความมั่นคงและหน่วยงานของรัฐทุกคนยืนยันขอให้กลับมา หากญาติพี่น้องที่ฟังการแถลงข่าวอยู่ อยากให้ไปโน้มน้าวจิตใจญาติของตัวเองให้กลับมา เงินเท่าไหร่ก็ไม่คุ้ม ทางเราก็จะพยายามดูแลให้ดีที่สุดก่อนที่สถานการณ์จะเลวร้ายลงไปจนไม่สามารถพากลับมาได้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนการประชุมศูนย์ประสานงานสถานการณ์ฉุกเฉินฯ นายกฯ และรมว.คลัง ได้หารือนอกรอบกับตัวแทนกระทรวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อติดตามความคืบหน้าในการให้ความช่วยเหลือแรงงานไทยจากอิสราเอล โดยร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ในส่วนของกระทรวงเกษตรฯ จะรับแรงงานที่มีความชำนาญ และมีทักษะด้านการเกษตรเรื่องน้ำและเทคโนโลยี มาทำงาน ในลักษณะผู้ให้ความรู้แก่เกษตรกรเกี่ยวกับนวัตกรรมต่างๆ เพื่อลดต้นทุนการผลิต โดยกระทรวงเกษตรฯ จะร่วมกับกระทรวงแรงงานดำเนินการในเรื่องนี้

ยอดแจ้งขอกลับทำงาน 424
ด้านนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.แรงงาน เปิดเผยว่า ตามที่กระทรวงแรงงานได้มีการสอบถามข้อมูลกับแรงงานไทยที่ได้รับผลกระทบจากความไม่สงบในอิสราเอลเมื่อเดินทางกลับมายังภูมิลำเนาแล้วนั้น พบว่า ขณะนี้มีแรงงานไทยที่เดินทางกลับมาจากเหตุการณ์ความไม่สงบในอิสราเอล และแจ้งความประสงค์ต้องการกลับไปทำงานที่ประเทศอิสราเอลอีก 424 คน ไม่ต้องการกลับไปทำงานอีก 495 คน ที่เหลืออีก 76 คน ยังไม่แน่ใจ จากจำนวนแรงงานไทยที่รับแจ้งทั้งหมด 995 คน

นายพิพัฒน์กล่าวว่า ผลจากการสอบถามข้อมูลกับแรงงานไทยที่กลับจากเหตุการณ์ความไม่สงบในอิสราเอลถึงความต้องการทำงานในเบื้องต้นในครั้งนี้ เพื่อนำข้อมูล ดังกล่าวไปดำเนินการเกี่ยวกับการจัดหางานต่อให้กับแรงงานโดยเร็วที่สุด ซึ่งในขณะนี้มีแรงงานไทยเดินทางกลับมาแล้วกว่า 3,000 คน แต่ยังมีแรงงานไทยหลายรายมีความกังวลเรื่องการทำงาน ทั้งที่มีความประสงค์จะกลับไปทำงานที่อิสราเอล และบางรายประสงค์จะไปทำงานที่ประเทศอื่น และต้องการหางานทำในประเทศด้วยนั้น

“ไม่ว่าแรงงานไทยประสงค์อย่างไร ผมขอให้คลายความกังวล และขอให้แจ้งมาได้ที่กรมการจัดหางาน ที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด เราจะได้รวบรวมจำนวนความต้องการแรงงานที่ประสงค์จะเดินทางกลับไปทำงานที่อิสราเอล เพื่อจะได้ดำเนินการต่อไปภายหลังจากภาวะความไม่สงบในอิสราเอลได้สิ้นสุดลงแล้ว รวมถึงการไปทำงานในประเทศ อื่นๆ เช่น เกาหลีด้วย ส่วนผู้ที่ต้องการทำงานที่ประเทศไทย เราก็มีตำแหน่งงานว่างจาก ทั่วประเทศรองรับไว้ให้เช่นกัน นอกจากนี้ หากแรงงานไทยที่กลับมาจากอิสราเอลและบุคคลในครอบครัวต้องการฝึกทักษะฝีมือ สามารถติดต่อมาได้ที่สถาบันและสำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานที่ตั้งอยู่ทุกจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อเข้ารับการฝึกทักษะด้านอาชีพเสริม รองรับ ในช่วงการเปลี่ยนผ่านงาน จะได้มีอาชีพมีรายได้ สามารถเลี้ยงครอบครัวได้ต่อไป” นายพิพัฒน์กล่าว

ช่วยเหลือหนีภัยคนละ 1.5 หมื่น
ด้านนายไพโรจน์ โชติกเสถียร ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า ในส่วนของความคืบหน้าการช่วยเหลือสิทธิประโยชน์จากกองทุนเพื่อช่วยเหลือคนหางานไปทำงานในต่างประเทศนั้น ได้รับรายงานว่า ขณะนี้มีแรงงานยื่นคำร้องขอรับสิทธิประโยชน์จากกองทุนเพื่อช่วยเหลือคนหางานไปทำงานในต่างประเทศ ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค รวม 819 คน วินิจฉัยสั่งจ่ายไปแล้ว 364 คน คนละ 15,000 บาท คิดเป็นเงินกว่า 5,460,000 บาท โดยแรงงานไทยที่กลับจากอิสราเอล สามารถเขียนคำร้องขอรับเงินสิทธิประโยชน์จากกองทุนเพื่อช่วยเหลือคนหางานไปทำงานในต่างประเทศ ได้ที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดที่อยู่ในภูมิลำเนา โดยในเบื้องต้นทุกคน ที่เป็นสมาชิกกองทุน และยังอยู่ในการคุ้มครอง จะได้รับเงินกรณีประสบปัญหาต้องเดินทางกลับประเทศไทยเนื่องจากภัยสงคราม คนละ 15,000 บาท ซึ่งกระทรวงแรงงานจะรีบดำเนินการเพื่อให้แรงงานไทยทุกคนได้รับสิทธิประโยชน์ดังกล่าวโดยเร็วที่สุด

แจงผลเช็กสุขภาพคนกลับ
วันเดียวกัน กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ได้เผยแพร่ข้อมูลผลการปฏิบัติการด้านการแพทย์และสาธารณสุข กรณีอพยพคนไทยจากเหตุการณ์ความไม่สงบในอิสราเอลว่า วันที่ 22 ต.ค. มีผู้เดินทางกลับมาอีก 3 ชุด รวมจำนวน 506 ราย เป็นชาย 500 ราย และหญิง 6 ราย ผลคัดกรองและดูแลสุขภาพคนไทย ด้านสุขภาพจิต พบมีความไม่สบายใจ 39 ราย แบ่งเป็น ระดับปานกลาง 37 ราย ระดับมาก และระดับมากที่สุด อย่างละ 1 ราย และสุขภาพกาย พบมีอาการทางเดินหายใจ 9 ราย พบอาการผื่น 1 ราย และอาการไข้ออกผื่น 1 ราย ประสานส่งต่อการรักษา 1 ราย

ภาพรวมดำเนินการคัดกรองสุขภาพแรงงานไทยแล้วสะสม 20 ชุด รวม 3,150 ราย เป็นชาย 3,098 ราย และหญิง 52 ราย อาการด้านสุขภาพจิต พบ 338 ราย คิดเป็นร้อยละ 10.7 ได้แก่ มีความไม่สบายใจ ระดับปานกลาง 288 ราย ระดับมาก 29 ราย ระดับมากที่สุด 21 ราย จำนวนนี้ต้องพบจิตแพทย์รับยา 3 ราย และส่งต่อ 1 ราย ขณะที่อาการทางกายมี 70 ราย คิดเป็นร้อยละ 2.2 ได้แก่ บาดเจ็บ 19 ราย อาการทางเดินหายใจ 43 ราย โรคประจำตัว 3 ราย อาการทางผิวหนัง 4 ราย และไข้ออกผื่น 1 ราย จำนวนนี้มีการส่งต่อการรักษารวม 6 ราย คิดเป็นร้อยละ 0.2

2 ศพแรงงาน – พ่อแม่ ญาติพี่น้อง และเพื่อนบ้านร่วมฌาปนกิจ นายพงษ์เทพ กุระสัมย์ และนายพิชิต นาจันทร์ แรงงานไทยเสียชีวิตที่ประเทศอิสราเอล ท่ามกลางความเศร้าสลด ที่เมรุชั่วคราว วัดหัวหินประเสริฐธรรม อ.หนองสองห้อง จ.ขอนแก่น เมื่อวันที่ 23 ต.ค.

ขอนแก่นเศร้าเผา 2 หนุ่ม
วันเดียวกัน เวลา 15.30 น. ที่วัดหัวหินประเสริฐธรรม บ้านโคกสูง ต.โนนธาตุ อ.หนองสองห้อง จ.ขอนแก่น มีพิธีฌาปนกิจนายพงษ์เทพ กุระสัมย์ อายุ 26 ปี และนายพิชิต นาจันทร์ อายุ 27 ปี แรงงานไทยซึ่งเสียชีวิตที่ประเทศอิสราเอล โดยมีครอบครัว ญาติพี่น้อง และเพื่อนบ้านร่วมกันประกอบพิธีจูงศพและเคลื่อนย้ายศพ จากบ้านของทั้ง 2 ครอบครัวมายังเมรุชั่วคราว เพื่อประกอบพิธีฌาปนกิจ โดยนายลำเพย กุสะรัมย์ อายุ 62 ปี พ่อของนายพงษ์เทพ มารดาของนายพิชิต ได้นำดอกไม้จันทน์มาวางแสดงความอาลัยให้กับศพของลูกชาย กลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่ ญาติๆ ต้องช่วยกันประคองนายลำเพยออกมาไม่ให้เป็นลม ท่ามกลางบรรยากาศที่โศกเศร้า

ขณะที่นางหมวย แม่ของนายพิชิต ทำใจไม่ได้นั่งอยู่ในอาการเศร้าภายในศาลาวัดใกล้กับเมรุชั่วคราว ก่อนที่จะเสร็จสิ้นพิธี ท่ามกลางบรรยากาศที่หดหู่ใจของผู้ที่มาร่วมงานเป็นอย่างมาก

นางหมวย นาจันทร์ มารดาของนายพิชิต เผยว่า วันสุดท้ายแล้วที่ได้อยู่กับลูกชาย พอทำใจได้บ้างแล้ว หลังได้ตั้งศพสวดอภิธรรมมาจนวันสุดท้ายและต้องเคลื่อนศพลูกชายไปสู่เมรุ เพื่อฌาปนกิ ทำให้คิดว่า เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นเรื่องที่ทุกคนต้องพบเจอ เพียงแต่ลูกชายตายจากการกระทำที่เกิดจากความรุนแรงโหดเหี้ยมเท่านั้น แม่ป่วยเป็นมะเร็งผิวหนังที่เท้าข้างขวา ช่วงที่ลูกชายไปทำงานที่ประเทศอิสราเอล และต้องพบแพทย์รักษาอย่างต่อเนื่อง ทั้งยังเดินไม่ไหว แต่แม่ตั้งใจไปส่งลูกชายให้ไปอยู่ในภพภูมิที่ดี มีสุข เกิดชาติหน้าก็ขอให้มาเป็นแม่ลูกกันอีก

พ่อรอรับศพลูกชายอีกคน
นายลำเพยบิดาของนายพงษ์เทพ กล่าวว่า เมื่อเผาศพนายพงษ์เทพ คนน้องเสร็จ ก็ต้อง เตรียมตัว เตรียมใจ เพราะต้องรับศพนาย ชาติ กุสะรัมย์ อายุ 29 ปีลูกชายอีกคน พี่ของนายพงษ์เทพที่เสียชีวิตในเหตุการณ์สู้รบครั้งนี้ด้วย มาประกอบพิธีสวดอภิธรรมต่อที่บ้าน คาดว่า กระทรวงการต่างประเทศจะนำศพ ส่งที่บ้านดังเดิม ในวันที่ 25 ต.ค. ซึ่งยอมรับว่าตอนนี้เหนื่อยมาก แต่ต้องเข้มแข็ง เพื่อทำทุกอย่าง ที่จะส่งลูกชายไปสวรรค์ ไปอยู่กับแม่ของเขา พ่อก็ยังมีกำลังใจจากหลานชาย ที่เป็นบุตรของลูกชายคนโต มาอยู่ด้วย ก็พอหายเหนื่อยหายเครียดลงได้บ้าง

‘อุดรฯ-ชัยภูมิ’ร่ำไห้เผาหนุ่ม
ที่เมรุป่าช้า บ้านโนนสูง หมู่9 ต.บ้านหยวก อ.น้ำโสม จ.อุดรธานี นายวันชัย คงเกษม ผวจ.อุดรธานี เดินทางเป็นประธานพิธีฌาปนกิจ นายชัยรัตน์ สานุสันต์ หรือ ปู อายุ 39 ปี โดยภรรยาของนายชัยรัตน์ พร้อมญาติและเพื่อนๆ ร่วมพิธีด้วยความโศกเศร้า

ส่วนที่เมรุป่าช้า หมู่5 บ้านเดียม อ.กุมภวาปี จ.อุดรธานี นายสุรศักดิ์ อักษรกุล รองผวจ.อุดรธานี เป็นประธานวางผ้ามหาบังสุกุล นายอนุชา โสภากุล หรือ แจ๊ค อายุ 28 ปี โดยพ่อแม่พร้อมญาติ และเพื่อนบ้าน ร่วมพิธีด้วยความโศกเศร้า เช่นกัน

ที่เมรุป่าช้า วัดบ้านโนนเชือก ต.ส้มป่อย อ.จัตุรัส จ.ชัยภูมิ นายสมบัติ ไตรศักศักดิ์ รองผวจ.ชัยภูมิ เป็นประธานพิธีฌาปนกิจ นายอานันต์ เพชรแก้ว อายุ 39 ปี แรงงานไทยที่เสียชีวิต โดยมีน.ส.อรอาภา โล่ห์วีระ รองผวจ.ชัยภูมิ พร้อมครอบครัวของนางอ้อยใจ ชัยศรี ภรรยานายอานันต์ ญาติ ร่วมพิธี ท่ามกลางบรรยากาศที่โศกเศร้า

นางอ้อยใจ เผยว่า อันดับแรกเงินที่ได้รับช่วยเหลือจากทางการจะเก็บไว้เป็นทุนการศึกษาของลูกสาววัย 11 ขวบ ส่วนที่พักอาศัยคงต้องพักอยู่บริเวณพื้นที่เก็บของไปก่อน ส่วนสร้างบ้านหลังใหม่หรือไม่ ต้องขอหาเงินก่อน

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน