กต.แนะแรงงานรีบกลับ คาดรบหนักลามทั่วปท. นายกชี้ชีวิตสำคัญกว่า มอบสส.แจ้งครอบครัว ส่งกลับอีก7ศพ26ตค.

อิสราเอลส่งกลับอีก 7 ศพ ถึงไทย 26 ต.ค.นี้ ลุ้น 50 ตัวประกันที่ ฮามาสเตรียมปล่อย มีคนไทยอยู่ด้วย กต.คาดสถานการณ์รีบกลับไทย ‘เศรษฐา’ เผยเอง พูดรุนแรงกับทูตอิสราเอล ปมนายจ้างขึ้นเงินล่ออยู่ต่อ สะเทือนใจเอาชีวิตไปเสี่ยงเพื่อหาเลี้ยงครอบครัว ลั่นต้องยกระดับเศรษฐกิจไทย ชี้เงินทดแทนชีวิตไม่ได้ สธ.คัดกรองแล้ว 3,861 ราย

เศรษฐารับไม่ได้-เงินล่ออยู่ต่อ
เมื่อวันที่ 24 ต.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี ว่าการกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าในการช่วยเหลือแรงงานไทย ในอิสราเอลว่า เมื่อวันที่ 23 ต.ค.ได้โทรศัพท์พูดคุยกับเอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย จากปัญหาที่นายจ้างในอิสราเอลเพิ่มเงินค่าแรงเพื่อเป็นแรงจูงใจให้แรงงานไทยอยู่ทำงานต่อ การเลื่อนจ่ายเงินเป็นวันที่ 10 พ.ย.ทูตอิสราเอลไม่ทราบเรื่อง แต่ตนได้ยืนยันด้วยเสียงหนักแน่นไปว่ามีจริง และเขาต้องดูเรื่องนี้ให้เรา

“ซึ่งผมเองได้พูดไปแรง เพราะเอาเงินมาล่อ ผมคิดว่ามันไม่ถูกต้อง เขาก็ไม่ทราบเรื่องเลย แต่จะสืบและแจ้งให้ทราบโดยเร็ว เค้าก็เป็นห่วงเหมือนกัน ส่วนเรื่องการให้เงินเพิ่มนั้น มีจริง แต่การเลื่อนจ่ายยังไม่ทราบเรื่อง ซึ่งเขาจะดูให้เรา” นายกฯ กล่าว

นายเศรษฐากล่าวด้วยว่า คิดว่าเรื่องที่สำคัญ ที่สุดคือเหตุการณ์ที่อิสราเอล โดยปัญหาที่เราเผชิญอยู่ในเรื่องของแรงงานไทยต้องบอกตรงๆ เป็นเรื่องที่ทำให้ตนสะเทือนใจอย่างมาก เป็นเหตุว่าทำไมรัฐบาลถึงต้องกระตุ้นเศรษฐกิจให้ขยายตัวเร็วที่สุดเพื่อซ่อมและสร้างอนาคตให้กับประชาชน ขอให้ลองคิดดูแรงงาน 20,000-30,000 คนที่อยู่ต่างแดนต้องเสี่ยงชีวิต พอมีคนเอาเงินเข้ามาล่อก็จะอยู่ต่อเพื่อเงินหลักหมื่นหลักแสน ถ้าเกิดเขาถามกลับมาว่านายกฯ ไม่เข้าใจหรอกว่าการที่มี คนเอาเงินมาให้ 50,000 หรือ 100,000 บาท เพื่อให้อยู่ต่อและต้องเสี่ยงชีวิตมันมีความสำคัญกับพวกเขาขนาดไหน

ลั่นต้องยกระดับศก.ไทย
“เรื่องนี้ผมตระหนักดี ฉะนั้น เรื่องการกระตุ้นเศรษฐกิจจึงเป็นเรื่องที่สำคัญสุดที่จะทำให้พี่น้องประชาชนนับหมื่นคนที่ต้องเสี่ยงชีวิตอยู่เพื่อจะนำเงินมาช่วยคน หลักแสนหรืออาจจะหลักล้านได้ ซึ่งเป็นห่วงโซ่ที่ต้องพึ่งการดูแลของพวกเขา ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่น่าสะเทือนใจมาก จริงๆ แล้วนโยบายการเงินการคลังที่ดี ไม่ใช่แค่รักษาวินัยการเงินอย่างเดียว แต่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใดต้องตอบสนองความต้องการของพี่น้องประชาชน ยกระดับความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนให้ดี ไม่ใช่ต้องเอาชีวิตมาเสี่ยงเพื่อให้ได้ซึ่งเงิน ตรงนี้เป็นเรื่องสำคัญที่สุด” นายเศรษฐากล่าว

นายเศรษฐากล่าวอีกว่า เรื่องนี้ได้พูดคุยและสั่งการรมว.แรงงานให้ช่วยดูแล และกระทรวง อื่นๆ ด้วย หากเขากลับมาแล้วต้องช่วยดูแลตรงนี้ให้ดี และเป็นเรื่องที่ตนเชื่อว่ารัฐมนตรีทุกท่านตะหนักดี ส่วนร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ ได้ช่วยดูแรงงาน ที่เดินทางกลับมาเพราะแรงงานภาคการเกษตรที่กลับมาจากอิสราเอลเป็นแรงงานที่มีคุณภาพ ซึ่งต้องดูเรื่องผลตอบแทนให้มันดีขึ้น

นายกฯ กล่าวอีกว่า ส่วนรายงานความ คืบหน้าเรื่องของตัวประกัน ผู้บาดเจ็บ และคนเสียชีวิตยังเท่าเดิมอยู่ การที่เราเอาคนกลับ เข้ามาได้วันหนึ่ง 600-800 คนยังเป็นไปได้อยู่ และมีผู้แสดงเจตจำนงจะกลับมาก็มีมากขึ้น และต้องขอขอบคุณพี่น้องสื่อมวลชนที่ช่วยกัน เสนอข่าวให้กับแรงงานและญาติพี่น้องทั้งหลาย ให้บอกให้กลับมาเถอะ มันไม่คุ้มที่จะเสี่ยงชีวิตอยู่

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีกลุ่มฮามาสจะปล่อยตัวประกัน 50 คนจะมีคนไทยอยู่ด้วยหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ขอติดตามเรื่องนี้ก่อน จะโทร.สอบถาม หวังว่าคงจะได้รายละเอียดบ้าง เพราะเรายังไม่ทราบชะตากรรม 19 ชีวิตนี้ เป็นอย่างไรบ้าง ก็ต้องเรียนอย่างนี้ตรงๆ แต่ได้ คุยกันอย่างต่อเนื่อง

ชี้เงินทดแทนชีวิตไม่ได้
ที่พรรคเพื่อไทย (พท.) นายเศรษฐาให้สัมภาษณ์อีกครั้งว่า ฝาก สส.ที่มีแรงงานไทยอาศัยอยู่ในพื้นที่ ให้ไปบอกญาติพี่น้องพวกเขาด้วย ว่าเป็นเรื่องน่าเศร้าที่คนนับหมื่นคนต้องเสี่ยงชีวิตดูแลคนเป็นแสนเป็นล้านคน ปัญหาดังกล่าวเป็นภาพสะท้อนกลับมาว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นปัญหาด้านเศรษฐกิจ ทุกคนพยายามหาเงิน พยายามอยู่ต่อเพื่อให้ได้เงินอีก 5 หมื่นบาท ขณะที่นายจ้างอิสราเอลก็เอาเปรียบ จากความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจของเรา ถือเป็ นเรื่องน่าสะเทือนใจ ดังนั้นรัฐบาลถึงพยายามเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจ ทั้งการลดค่าน้ำ ค่าไฟ พักหนี้เกษตรกร รวมถึงนโยบายดิจิทัลวอลเล็ต ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ แม้จะมีนักวิชาการ นักเศรษฐศาสตร์หลายคนบอกเรื่องการรักษาวินัยการเงินการคลัง เป็นสิ่งที่ต้องคำนึงถึง แต่ตนมองว่าไม่ใช่เรื่องเดียว ไม่ได้หมายความว่าเราทำโครงการนี้หรือโครงการอื่นๆ แล้ว จะเป็นการทำให้วินัยการเงินการคลังเสีย หากเป็นสิ่งที่อธิบายได้

“แม้ว่ากระทรวงการต่างประเทศจัดเครื่องบิน รับแรงงานไทยได้วันละ 800-1,000 ที่ แต่คนที่กลับมาเริ่มลดน้อยลง เพราะนายจ้างอิสราเอล เริ่มปั่นหัวว่าจะได้เงินเพิ่มขึ้น แต่เมื่อดูจากสถานการณ์ สำนักข่าวกรองหรือฝ่ายความมั่นคง ชัดเจนว่าสถานการณ์สู้รบจะรุนแรงมากขึ้น แล้วอาจจะลุกลามไปประเทศข้างเคียงด้วย เรื่งนี้เป็นเรื่องน่าสะเทือนใจ แต่ผมพูดเพื่อให้เกิด การพาดหัว เชื้อเชิญให้คนไทยกลับมาเถอะ เงินจำนวนไหนก็ไม่สามารถทดแทนชีวิตได้” นายเศรษฐากล่าว

กต.เร่งประสานทุกทาง
นายปานปรีย์ พหิทธานุกร รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (กต.) ให้สัมภาษณ์ถึงการช่วยเหลือแรงงานไทยในอิสราเอลที่ถูกจับเป็นตัวประกันว่า ได้ประสานงานตลอดเวลาและได้รับแจ้งมาว่ามีคนเข้าไปพูดคุยกับสายที่สามารถพูดคุยได้กับกลุ่มฮามาส ซึ่งอยู่ในช่วงการเจรจา โดยมีคนที่ถูกจับเป็นตัวประกันประมาณ 200 คน มีคนไทย 19 คน เรามีความคาดหวังว่าเขาน่าจะปล่อยตัวคนไทยในเร็ววันนี้ อย่างไรก็ตาม จากสถานการณ์ที่รุนแรงขึ้นในอิสราเอล เราไม่แน่ใจว่าขณะนี้ตัวประกันคนไทยอยู่ที่ไหน ก็มีความเป็นห่วงและพยายามพูดคุยกับผู้ที่จะประสานงานให้เร่งดำเนินการในการปล่อยตัวคนไทยให้เร็วที่สุด

ผู้สื่อข่าวถามว่า ตัวประกัน 50 คน มีคนไทย ด้วยหรือไม่ นายปานปรีย์กล่าวว่า เท่าที่พูดคุยมาน่าจะมี ซึ่งที่จริงคนไทยไม่ได้มีความขัดแย้งอะไรกับทั้งสองฝ่าย เพราะคนไทยเข้าไปเพื่อที่จะทำงาน ทำมาหากินในอิสราเอล ไม่ได้ขัดแย้งกับทั้งสองประเทศ เขาก็ไม่น่า จะคิดว่าคนไทยจะเป็นปฏิปักษ์ หรือเป็นอันตราย ต่อฮามาส ตนมีความหวังสูงสุดที่จะให้เขาปล่อยตัวคนไทยทั้งหมดในเร็ววัน

ผู้สื่อข่าวถามถึงความคืบหน้าการพิสูจน์อัตลักษณ์แรงงานไทยที่เสียชีวิต นายปานปรีย์กล่าวว่า ผู้เสียชีวิตบางส่วนที่ส่งกลับมา การพิสูจน์อัตลักษณ์เป็นไปได้ยาก เนื่องจากศพเริ่มเปลี่ยนสภาพ เราจึงต้องพิสูจน์ด้วยการตรวจดีเอ็นเอ ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่ฝั่งไทยกำลังดำเนินการขอดีเอ็นเอจากญาติผู้เสียชีวิต เพื่อไปพิสูจน์อัตลักษณ์กับทางอิสราเอลด้วย ทั้งนี้ ยังไม่ได้รับรายงานว่าจะมีการส่งผู้เสียชีวิต กลับมาเพิ่มเติม ขณะนี้ข่าวเริ่มไม่สับสนและรู้ว่าสถานการณ์เป็นอย่างไร

กต.หวั่นรบหนัก-แนะกลับไทย
วันเดียวกัน กระทรวงการต่างประเทศ เผยแพร่แถลงการณ์กรณีสถานการณ์สู้รบในอิสราเอลและกาซ่า วันที่ 24 ต.ค. ว่า ตามที่ได้เกิดสถานการณ์สู้รบในอิสราเอลและกาซ่าตั้งแต่วันที่ 7 ต.ค. และรัฐบาลไทยได้อพยพคนไทยออกจากอิสราเอลถึงวันที่ 24 ต.ค.นี้มากกว่า 3,400 คนแล้ว กระทรวงการ ต่างประเทศขอเรียน ดังนี้ 1.จากประเมินของหลายฝ่ายเห็นว่า แม้การโจมตีทางอากาศ ในระยะนี้อาจลดลงเมื่อเทียบกับช่วงแรกที่เกิดการสู้รบ แต่มีแนวโน้มที่การสู้รบจะยืดเยื้อและสถานการณ์จะทวีความรุนแรงมากขึ้น ในกรณีที่กองกำลังทหารอิสราเอลบุกกาซ่าทางบก ซึ่งอาจทำให้การสู้รบขยายตัวไปยังบริเวณอื่นของอิสราเอล เช่น บริเวณชายแดนทางเหนือติดกับเลบานอน หากสถานการณ์บานปลายก็จะส่งผลกระทบต่อการอพยพ รวมถึงการจัดเที่ยวบินออกจากพื้นที่ได้

2.ทางการไทยขอแนะนำให้คนไทยในอิสราเอลพิจารณาเดินทางกลับประเทศไทยโดยเร็วที่สุด โดยคำนึงถึงเหตุผลด้านความปลอดภัยของชีวิตของท่านเป็นสำคัญ ซึ่งรัฐบาล พร้อมดำเนินการทุกวิถีทางให้ทุกท่านได้เดินทาง กลับประเทศไทยโดยสวัสดิภาพ รวมถึงกระทรวงแรงงาน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้จัดให้มีมาตรการต่างๆ เพื่อดูแลช่วยเหลือท่านในการทำมาหาเลี้ยงชีพในระหว่างที่พำนักอยู่ในประเทศไทย และในอนาคต หากสถานการณ์เอื้ออำนวย ท่านก็สามารถ เดินทางกลับไปทำงานที่อิสราเอลได้อีก โดยกระทรวงแรงงานพร้อมที่จะอำนวยความสะดวกให้ท่าน

3.สำหรับประชาชนชาวไทย กระทรวงการต่างประเทศขอแนะนำว่า ขณะนี้ควรหลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังประเทศอิสราเอล หรือเลื่อนการเดินทางไปอิสราเอลออกไปก่อน และขอให้ ติดตามข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับสถานการณ์ การสู้รบครั้งนี้อย่างใกล้ชิดจากแหล่งข่าวและหน่วยงานที่เชื่อถือได้ต่อไป

ส่งกลับอีก 7 ศพถึงไทย 26 ต.ค.
นางกาญจนา ภัทรโชค อธิบดีกรมสารนิเทศ และโฆษกกระทรวงการต่างประเทศกล่าวว่า กระทรวงการต่างประเทศได้รับแจ้งจากสถานทูต ณ กรุงเทลอาวีฟว่า ร่างผู้เสียชีวิต 7 ราย จะได้รับการนำกลับประเทศไทยโดยสายการบิน แอลแอล สายการบินแห่งชาติอิสราเอล เที่ยวบิน ที่ LY083 ถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ วันที่ 26 ต.ค. 66 เวลา 10.35 น.

นางกาญจนายังแจ้งสถานะคนไทยที่ได้รับผลกระทบในอิสราเอลจนถึงคืนวันที่ 23 ต.ค. ผู้เสียชีวิตคงเดิม 30 ราย ผู้บาดเจ็บคงเดิม 18 ราย และผู้ที่คาดว่าถูกควบคุมตัวคงเดิม 19 ราย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ ชุดแรกส่งมา แล้ว 8 ศพ และชุดที่สองอีก 7 ศพ รวม 15 ศพ

หวังแรงงานคิดเรื่องปลอดภัย
นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.การพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กล่าวถึงการเยียวยาจิตใจแรงงานไทยที่กลับมาจากประเทศอิสราเอลว่า ขณะนี้กระทรวง พม.ได้เข้าไปพูดคุยและดูแลครอบครัวของแรงงานไทยที่เสียชีวิตทั้ง 8 คนแล้ว ส่วนอีก 254 รายที่ได้รับบาดเจ็บและได้รับผลกระทบอื่นๆ เจ้าหน้าที่ได้ไปตรวจเยี่ยมและพูดคุย ส่วนใหญ่อยู่ในภูมิลำเนาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และในส่วนภาคอื่นๆ มีอยู่เล็กน้อย อย่างไรก็ตาม กระทรวง พม.ได้ไปพูดคุยกว่า 300 รายแล้ว แต่ในหน่วยงานอื่นๆ ก็ไปดูแลเรื่องการเยียวยา โดยกระทรวง พม.ได้มีการทำงานร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขเพื่อดูแลและด้านจิตใจ เพราะมีแรงงานไทยต้องการการดูแลเรื่องจิตใจ เป็นจำนวนมาก ซึ่งจะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพ ในการทำงานร่วมกันเพื่อดูแลแรงงานไทยในอิสราเอล

นายวราวุธกล่าวว่า ได้พูดคุยกับนายกฯ กรณี ที่มีแรงงานไทยในอิสราเอลมีความประสงค์ จะอยู่ในประเทศอิสราเอลต่อ เนื่องจากนายจ้าง เพิ่มค่าแรงให้นั้น ตนอยากให้พิจารณาถึง ความห่วงใยของครอบครัวของแรงงานที่อยู่ ในประเทศ เข้าใจว่าหากกลับมาจะมีหนี้สิน แต่อยากให้พิจารณาความปลอดภัยของตนเองเป็นหลัก โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องไปหาวิธี ให้แรงงานกลุ่มดังกล่าวกลับประเทศ แต่อย่างไร ก็ตามในส่วนที่กระทรวง พม.ดูแลจะทำให้ดีที่สุด

นายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า นายกฯแจ้งให้ที่ประชุมครม.รับทราบ โดยชื่นชมกรณีที่กระทรวงเกษตรฯ เตรียมแผน จัดหางานให้กับแรงงานไทยที่เดินทางกลับจาก อิสราเอล จึงเน้นย้ำให้กระทรวงต่างๆ เตรียมแผนงานรองรับแรงงานไทยที่เดินทางกลับมา ซึ่งเป็นแรงงานมีทักษะสูง มีฝีมือ เป็นเกษตรกร รุ่นใหม่ ขอให้กระทรวงต่างๆ คิดแผนงานว่าจะรองรับแรงงานอิสราเอลที่กลับมาอย่างไร และอยากให้กระทรวงแรงงานสื่อสารไปแรงงาน ในอิสราเอลว่าถ้านายจ้างเอาเรื่องค่าแรง มาชักชวนอยู่ต่ออย่าใจอ่อน ขอให้แรงงานไทย เดินทางกลับมาตั้งหลักที่เมืองไทย โดยยึดความปลอดภัยเป็นตัวตั้งก่อน

สธ.คัดกรองแล้ว 3,861 ราย
วันเดียวกัน กระทรวงสาธารณสุขเผยแพร่ข้อมูลผลการปฏิบัติการด้านการแพทย์และสาธารณสุข กรณีอพยพคนไทยจากเหตุการณ์ความไม่สงบในอิสราเอลว่า วันที่ 23 ต.ค. มีผู้เดินทางกลับมาอีก 4 ชุด รวม 711 ราย เป็นชาย 698 ราย และหญิง 13 ราย ผลคัดกรอง และดูแลสุขภาพคนไทย ด้านสุขภาพจิต พบมีความไม่สบายใจ 80 ราย แบ่งเป็นระดับปานกลาง 74 ราย และระดับมาก 6 ราย ส่วนสุขภาพกาย พบมีอาการบาดเจ็บ 1 ราย มีอาการ ทางเดินหายใจ 6 ราย พบอาการผื่น 2 ราย และมีไข้ ปวดศีรษะ 1 ราย ประสานส่งต่อการรักษา 1 ราย ที่ ร.พ.มหาราชนครราชสีมา

ภาพรวมดำเนินการคัดกรองสุขภาพแรงงานไทยแล้วสะสม 24 ชุด รวม 3,861 ราย เป็นชาย 3,796 ราย และหญิง 65 ราย อาการด้านสุขภาพจิตพบรวม 418 ราย คิดเป็นร้อยละ 10.8 ได้แก่ มีความไม่สบายใจระดับปานกลาง 362 ราย ระดับมาก 35 ราย ระดับมากที่สุด 21 ราย จำนวนนี้ต้องพบจิตแพทย์รับยา 3 ราย และส่งต่อ 1 ราย ขณะที่อาการทางกายมี 80 ราย คิดเป็นร้อยละ 2.1 ได้แก่ บาดเจ็บ 20 ราย อาการทางเดินหายใจ 49 ราย โรคประจำตัว 3 ราย อาการทางผิวหนัง 6 ราย อาการไข้ ออกผื่น 1 ราย และมีไข้ ปวดศีรษะ 1 ราย จำนวนนี้มีการส่งต่อการรักษารวม 7 ราย คิดเป็น ร้อยละ 0.2

แรงงานยื่นเรื่อง – แรงงานชาวบุรีรัมย์จำนวนมากที่หนีภัยสงครามจากประเทศอิสราเอลเข้ายื่นคำร้องที่สำนักงานแรงงานจังหวัดบุรีรัมย์ เพื่อขอรับเงินช่วยเหลือจากรัฐบาลไทย และรัฐบาลอิสราเอล เมื่อวันที่ 24 ต.ค.

แรงงานแห่ขอความช่วยเหลือ
ที่จ.บุรีรัมย์ นางนิธิอร บุญญานุสิทธิ์ จัดหางานจังหวัดบุรีรัมย์ กล่าวว่า ช่วงนี้มีแรงงาน ที่กลับจากอิสราเอลเดินทางมายื่นคำร้อง ที่จัดหางานและแรงงานจังหวัดอย่างต่อเนื่อง เพื่อรอรับเงินช่วยเหลือจากทั้งรัฐบาลไทยและรัฐบาลอิสราเอล โดยแรงงานที่ได้รับผลกระทบ จากภัยสู้รบจะได้รับเงินสงเคราะห์จากกองทุนเพื่อช่วยเหลือคนหางานไปทำงานในต่างประเทศ 15,000 บาท กรณีพิการ 15,000 บาท ทุพพลภาพ 30,000 บาท เสียชีวิต 40,000 บาท ส่วนค่าใช้จ่ายการจัดการศพในต่างประเทศจ่ายตามจริง ไม่เกิน 40,000 บาท นอกจากนี้ แรงงานที่ไปทำงานอย่างถูกกฎหมายตามที่รัฐบาลไทยทำ MOU ร่วมกับรัฐบาลอิสราเอลจะได้รับเงินสงเคราะห์จากทางการอิสราเอลอีกจำนวนหนึ่งทั้งเงินก้อนและรายเดือน กรณีแรงงานที่ทำงานครบสัญญาจ้าง 1 ปีขึ้นไป ก็จะได้รับเงินปิซูอิม หรือเลิกจ้าง ตามเรต ค่าจ้าง 1 เดือนด้วย และหากรายใดยังมีค่าจ้างค้างจ่ายก็จะประสานติดตามให้ จึงประชาสัมพันธ์ ให้แรงงานที่กลับมาถึงภูมิลำเนาแล้วรีบมายื่นคำร้องเพื่อรักษาสิทธิ์ประโยชน์ของตัวเอง

นายบรรจง ยิวารัมย์ แรงงานชาว อ.พุทไธสง อายุ 44 ปี กล่าวหลังยื่นคำร้องขอรับเงิน ช่วยเหลือตามสิทธิ์ว่า ไปทำงานที่อิสราเอลได้ 5 ปีกว่าแล้ว แต่นายจ้างให้ต่อสัญญาอีก จึงตัดสินใจจะทำงานต่อเพราะยังมีภาระที่ต้องส่งเสียครอบครัวทั้งพ่อแม่ ภรรยา และลูกอีก 2 คน เมื่อก่อนทำงานที่ไทยได้ค่าแรงเดือนละ 15,000 บาทไม่เพียงพอดูแลครอบครัว แต่ทำงาน ที่อิสราเอลได้เดือนละ 5-6 หมื่นบาท ก็ส่งมาจุนเจือครอบครัวได้ แต่ที่ตัดสินใจเดินทางกลับเพราะมีเหตุการณ์สู้รบกัน ซึ่งตนได้ ลงทะเบียนไว้แล้วแต่มีจำนวนแรงงานไทย ที่ประสงค์จะกลับมากถึง 7 พันคน และไม่รู้เมื่อไหร่จะถึงคิวของตัวเอง จึงตัดสินใจซื้อตั๋วเครื่องบินกลับเองเพราะสถานการณ์รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เกรงจะไม่ปลอดภัย ถามว่าจะกลับไปทำงานอีกหรือไม่ก็ขอดูสถานการณ์ก่อน แต่หาก สถานการณ์ยืดเยื้อก็อาจจะไปทำงานประเทศอื่นแทน

พ่อตัวประกันลุ้นข่าวปล่อยลูก
วันเดียวกัน ที่จ.นครราชสีมา ทีมกู้ชีพกู้ภัยจากมูลนิธิพุทธธรรม 31 นครราชสีมา (ฮุก 31) นำรถพยาบาลรับตัวนายฉัตรชัย เอื้อมกลาง แรงงานจากอิสราเอล ที่บาดเจ็บถูกสะเก็ดจรวดฝังที่หน้าอกและต้นคอ โดยรับจาก สนามบินสุวรรณภูมิเมื่อเวลา 22.55 น. วันที่ 23 ต.ค. จากนั้นนำตัวมาส่งไปรักษาต่อที่ ร.พ.โนนสูง โดยมีครอบครัวและญาติมารอ อยู่ที่ร.พ.แล้ว

ที่ อ.กุดจับ จ.อุดรธานี นายพรชัย อ่างแก้ว อายุ 52 ปี พ่อของนายอนุชา อ่างแก้ว แรงงานไทยที่ถูกลุ่มฮามาสจับเป็นตัวประกันกล่าวทั้งน้ำตาว่า ตลอดระยะเวลา 17 วันที่ทราบข่าวว่าลูกชายถูกกลุ่มฮามาสจับไปเป็นตัวประกันในฉนวนกาซ่า ทำให้ตนและภรรยากินไม่ค่อยได้ นอนก็ไม่ค่อยหลับ ไม่มีเรี่ยวแรงจะทำงานเลย เพราะไม่มีกำลังใจ แม้แต่ข่าวการสู้รับและความคืบหน้าสถานการณ์สงครามจากสื่อต่างๆ ที่นำเสนอก็ไม่อยากเห็นและรับฟังเพราะมันทรมานจิตใจ แต่ก็อยากรับฟังข่าวดีจาก หน่วยงานในพื้นที่ว่า ลูกชายยังปลอดภัยดีและถูกปล่อยตัวออกมาแล้ว และกำลังจะเดินทางกลับบ้าน นี่คือความหวังสูงสุดของตนและคนในครอบครัวและญาติพี่น้องทุกคน หวังว่า การปล่อยตัวประกันเพิ่ม 50 คนในครั้งนี้ จะมีชื่อลูกชายตนรวมอยู่ด้วย

นายพรชัยกล่าวด้วยว่า หากลูกชายถูกปล่อยตัวกลับมาตนจะทำพิธีบายศรีสู่ขวัญ รับขวัญลูกชาย และตระเวนแก้บนตามสถานที่ ต่างๆ ที่บนบานเอาไว้ จากนั้นตนและลูกชายทั้งหมดรวม 4 คนจะบวชแก้บนเป็นเวลา 7 วันแบบเรียบง่ายตามกำลังครอบครัวของตน เพราะถือว่าเป็นเคราะห์หนักและใหญ่ในครอบครัว กว่าที่ผ่านมาก็ว่าได้

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน