ดึงติ๊กต็อกตีปี๊บผลงาน สส.รัฐคว่ำญัตติก้าวไกล ชงประชามติแก้รธน.ใหม่ มท.ไฟเขียวเปิดผับถึงตี 4

‘เศรษฐา’ ยันเดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ดันแลนด์บริดจ์ ให้ไทยเป็นฮับขนส่ง ส่วนแจกเงิน 1 หมื่น หวังพาคนไทย รวยขึ้นกว่า 10 ปีก่อน ‘จุลพันธ์’ ชง 3 เกณฑ์ดิจิทัลวอลเล็ตให้กรรมการชุดใหญ่ชี้ขาดสัปดาห์หน้า จับตาตัดสิทธิคนรวยหรือไม่ ‘พวงเพ็ชร’ หารือติ๊กต็อก งัดเทคนิคเจาะกลุ่มเป้าหมายตีปี๊บนโยบายรัฐบาล สส.รัฐบาลคว่ำญัตติก้าวไกลชงประชามติแก้รธน.ใหม่ อ้างรัฐบาลเร่งทำอยู่แล้ว ‘อิ๊ง’ ลั่นไม่กังวลคนแห่ร้องปม ‘ทักษิณ’ นอนร.พ.ตำรวจยาว ยืนยันไม่ได้ทำอะไรผิดกฎหมาย มท.1 เตรียมชงครม.ออกกฎกระทรวงอนุญาตเปิดผับถึงตี 4 รายพื้นที่

‘นิด’ยันแจก1หมื่นกระตุ้นศก.
เมื่อวันที่ 25 ต.ค. เวลา 10.00 น. ที่โรงละครอักษรา คิง เพาเวอร์ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ เร่งเครื่องติดสปีดเศรษฐกิจไทยว่าสถานการณ์ต่อสู้ที่อิสราเอลกับฮามาสยังรุนแรงต่อเนื่อง รัฐบาลมีมาตรการนำแรงงานกลับแต่เขาไม่กลับ เพราะนายจ้างอิสราเอลให้เงินเพิ่มเงินอีกแค่ 50,000 บาท บ่งบอกถึงความเปราะบางทางเศรษฐกิจ เงิน 50,000 บาทคนที่นั่งตรงนี้คิดว่าเป็นเศษเงิน แต่หลายคนต้องเสี่ยงชีวิต ถือเป็นกระจกสะท้อนอย่างหนึ่งว่าเศรษฐกิจไทยต้องการการกระตุ้น ฉะนั้นการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ต้องเกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นระยะสั้นที่เราลดค่าไฟ ค่าน้ำมัน พักหนี้เกษตรกร รถไฟตลอดสายบางสีในราคา 20 บาท เพื่อลดค่าใช้จ่ายประชาชน ลืมตาอ้าปาก

ส่วนระยะกลางและระยะยาว เอฟทีเอ การเจรจาสนธิสัญญาการค้าระหว่างประเทศเราเกือบไม่ได้ทำมาเลยช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ตนรับตำแหน่งมายังไม่ถึง 8 สัปดาห์ หรือ 2 เดือนเต็ม ไปต่างประเทศไม่ใช่แค่แนะนำตัวอย่างเดียว ล่าสุดที่จีนไม่ใช่แค่ไปเจอประธานาธิบดีสี จิ้นผิง อย่างเดียว ได้ไปพบกับบริษัทยักษ์ใหญ่เป็น 10 บริษัท มั่นใจครั้งต่อไปจะมีนักธุรกิจโดยสภาหอการค้า สภาอุตสาหกรรมเข้าไปมีส่วนร่วม รัฐบาลไม่เหนียมอายที่จะพานักธุรกิจเข้าไปเปิดตลาดใหม่ๆ เชื้อเชิญนักลงทุนเข้ามาลงทุน ควบคู่กับการที่นายปานปรีย์ พหิทธานุกร รองนายกฯ และรมว.ต่างประเทศ และนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯ และรมว.พาณิชย์ จะได้ไปเจรจาเรื่องเอฟทีเอให้สำเร็จผลโดยเร็ว

รัฐบาลนี้ไม่ได้ทำแค่ประชานิยมหรือเพื่อซื้อเสียง รวมถึงโครงการดิจิทัลวอลเล็ต จีดีพีโตมา 1.8% ซึ่ง 10 ปีที่ผ่านมาบ่งบอกอะไรหลายอย่าง เราเป็นประเทศที่พัฒนา แต่เรา ล้าหลังเพื่อนบ้านไม่ว่าจะเป็นอินโดนีเซีย มาเลเซีย เวียดนาม ถ้าไม่มีการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ผ่านนโยบายต่างๆ ที่แถลงไปแล้วเราจะไม่สามารถทัดเทียมได้

ที่ดินทหาร – นายเศรษฐา ทวีสิน นายกฯ เชิญพล.อ.เจริญชัย หินเธาว์ ผบ.ทบ. หารือแนวทางนำที่ดินของทหาร มาจัดสรรแก่ประชาชนได้ใช้ประโยชน์ทำมาหากิน ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 25 ต.ค.

ชูแลนด์บริดจ์-พาคนไทยรวยขึ้น
เราไม่ใช่ดูแค่ดิจิทัลวอลเล็ตอย่างเดียว ใช้ 540,000 ล้านบาทครั้งเดียว และกำลังปรับปรุงอยู่ อาจลดลงมาหากใครทำให้เห็นว่าคนรวยไม่ควรได้และวัดด้วยอะไร ตนยินดีรับฟัง อายุ 16 ปี ใช้ให้หมดโดยเร็วในพื้นที่ที่มีบัตรประชาชน ตอนนี้กำลังพิจารณารัศมีการใช้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภูมิภาคด้วยกัน รวยกระจุกจนกระจายจะได้ไม่อยู่ที่เชียงใหม่ ภูเก็ต กรุงเทพฯ เราต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจภูมิภาคไปด้วยกัน การใช้งบไม่ใช่งบผูกพัน นโยบายต่างๆ ที่ใช้คำว่าประชานิยมแม้ผมไม่ชอบ คำนี้ บางงบประมาณผูกพันปีหนึ่งหลาย แสนล้านและผูกพันระยะยาว แต่เราไม่ใช่มี นโยบายประชานิยมอย่างเดียว

เราไม่ต้องการให้ประเทศไทยเป็นแค่ทางผ่านของการขนถ่ายสินค้า ต้องการกระตุ้นให้มีการสร้างโรงงานด้วย โครงการแลนด์บริดจ์ไม่ใช่คอคอดกระ ไม่ใช่แยกดินแดน หากทำได้จะลดระยะเวลาการขนส่งได้ 6-9 วัน การขนถ่ายน้ำมันไปทั่วโลก 60% ต้องผ่านช่องแคบมะละกา ลองจินตนาการถ้ามีแลนด์บริดจ์ มีการขุดท่อส่งน้ำมันเชื่อมอ่าวไทย และอันดามันอาจเป็นการสร้างโอกาส สร้างโรงงานปิโตรเลียมที่เขาอยากมาสร้างโรงงานผลิตที่ใหญ่ที่สุด นอกจากจีนแล้วสามารถขนส่งไปอินเดียและแอฟริกาได้ ถือเป็นเมกะโปรเจ็กต์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกโครงการหนึ่ง

“เดือนพ.ย.นี้ผมจะไปประชุมเอเปค จะเชิญนักธุรกิจไปด้วย ทางหอการค้าไทยได้รับทราบแล้วจะไปประชุม มีการจัดสัมมนาธุรกิจข้ามชาติมาเจอ เมื่อคืนก่อนนอนดีใจมากทราบจาก นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกฯ ว่า ซีอีโอของบริษัทแอปเปิ้ลจะมาพบ ผมเดินสายเพื่อบอกทั่วโลกว่าไทยเปิดแล้วสำหรับรองรับการกระตุ้นเศรษฐกิจ ระยะกลาง ระยะยาว ขณะเดียวกันรัฐบาลนี้ไม่ลืมการบำบัดทุกข์ บำรุงสุขให้กับประชาชนที่อยู่ฐานราก ชายขอบของสังคม เพื่อให้เขาเดินไปได้ หน้าที่ของ นายกฯชัดเจน ต้องยกระดับความเป็นอยู่ คนไทยทุกคนทุกระดับให้ดีกว่าที่เป็นอยู่ตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา”นายเศรษฐากล่าว

จ่ายงวดเดียว-เล็งตัดสิทธิคนรวย
นายเศรษฐาให้สัมภาษณ์ถึงการประชุมพิจารณาข้อสรุปการแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ตจะประชุมคณะกรรมการชุดใหญ่เมื่อไรว่า ยังไม่ทราบ ต้องถามนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมช.คลัง ผู้สื่อข่าวถามว่ากำหนดไทม์ไลน์ไว้ หรือไม่ เพราะก่อนหน้านี้บอกว่ากลับจากต่างประเทศแล้วจะมีการพิจารณา นายเศรษฐากล่าวว่า เมื่อวันที่ 24 ต.ค.มีการคุยเบื้องต้น โดยทีมงานได้คุยกับผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อหาวิธีการปรับแต่งเติมตามที่ทุกภาคส่วนได้มีคำเสนอมา ซึ่งตนต้องขอเจอก่อน

ผู้สื่อข่าวถามว่า นายกฯ บอกว่าคนรวยไม่ควรได้รับเงินนี้ นายเศรษฐากล่าวว่า “ก็คืออย่างนั้น ใครจะบอกว่าใครคือคนรวย และคนรวยคือใคร” เรื่องนี้ตนรับฟังอยู่แล้วว่าจะมีการปรับตรงนี้ กำลังหาคำจำกัดความที่เหมาะสมและเป็นธรรมกับทุกๆ ฝ่ายว่าคำว่าคนรวยคืออะไร และน้อมรับคำแนะนำของ ผู้ว่าฯ ธปท.อยู่แล้วว่าควรที่เจาะจงมากขึ้น บางภาคส่วนที่ไม่เดือดร้อนอาจไม่ต้องรับตรงนี้ ต้องรับฟังความเห็น ต่อข้อถามว่า สามารถเอาฐานข้อมูลของแอพพลิเคชั่นเป๋าตังเดิมมาใช้ได้หรือไม่ นายเศรษฐากล่าวว่า “ได้ครับ ได้อยู่แล้ว”

ต่อข้อถามว่า ยืนยันว่าจะไม่กู้เงินมาใช้ในโครงการนี้ใช่หรือไม่ นายเศรษฐากล่าวว่า ตามที่บอกไป ผู้สื่อข่าวถามว่าข้อเสนอที่อยากให้รัฐบาลทบทวนเรื่องการจ่ายเป็น 3 งวด ดีกว่าจ่ายงวดเดียว จะนำมาพิจารณาหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า พิจารณาแล้ว แต่คงจะไม่เอา คงจ่ายรวดเดียว เพราะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยเม็ดเงินใหญ่ จะได้ทำให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจที่แท้จริง

มั่นใจพรรคร่วมหนุนโครงการ
ผู้สื่อข่าวถามว่าขณะนี้มีดราม่าเรื่องพรรคร่วมรัฐบาลที่ไม่ออกตัวในเรื่องนี้ นายเศรษฐากล่าวว่า “ไม่มีใครมีปัญหานี่ครับ” ต่อข้อถามว่า พรรคร่วมรัฐบาลยังหนุนนโยบายนี้ใช่หรือไม่ นายเศรษฐากล่าวว่า หนุนครับ ผู้สื่อข่าวถามว่า น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคก้าวไกล ระบุว่าโครงการดิจิทัลวอลเล็ต ถึงทางตันอาจขัดต่อกฎหมาย จังหวะนี้นายเศรษฐาได้มองหน้าผู้สื่อข่าวที่ถาม ด้วยสีหน้านิ่งๆ แต่ไม่ตอบคำถามใดๆ เมื่อถามว่าไม่ได้กังวลในเรื่องนี้ใช่หรือไม่ นายเศรษฐากล่าวว่า ไม่ครับ

ต่อข้อถามว่า ที่ผ่านมามีหลายคนร้องเรียนองค์กรอิสระเรื่องนโยบายดังกล่าว นายเศรษฐา กล่าวว่า ต้องชี้แจง องค์กรอิสระก็มีหน้าที่ที่ต้องทำหน้าที่ของเขา ตนก็มีหน้าที่ ที่จะต้องชี้แจง ผู้สื่อข่าวถามว่า เสียงติงก็มี ขณะที่ นายกฯ มั่นใจว่านโยบายดี จะทำอย่างไรให้เสียงของนายกฯ ดังและประชาชนเข้าใจมากขึ้น นายเศรษฐากล่าวว่า ไม่เกี่ยวกับดังกว่าหรือค่อยกว่า แต่ความจริงคืออะไร อย่างที่ตนกล่าวมาแล้ว 10 ปีที่ผ่านมาจีดีพีของประเทศไทยเติบโต เฉลี่ย 1.8% หนี้ครัวเรือนขึ้นจาก 76% มาเป็น 91% สูงสุดท็อปเท็น ของโลกประเทศไทยต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจ ตนต้องเดินสายชี้แจง และต้องรับฟังข้อท้วงติง มีคนไปร้องตนก็ต้องชี้แจง

ผู้สื่อข่าวถามว่ามีแผน 2 ในการกระตุ้นเศรษฐกิจหรือไม่ นายเศรษฐากล่าวว่า “ผมไม่ได้มีแผนสอง แต่มีเป็น 10 แผนเลย เคยกล่าวไปแล้วหลายๆ แผน คุณก็ฟังอยู่ก็รู้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการยกระดับเกษตรไทย เรื่องการบริหารจัดการน้ำ หลายๆ แผนมีเยอะ” ต่อข้อถามว่า ดูแนวโน้มอาจจะเลื่อนแจกเงิน 10,000 บาทจาก 1 ก.พ.67 หรือไม่ นายเศรษฐากล่าวว่า กำลังดูอยู่ เมื่อถามว่าจะทันสงกรานต์นี้หรือไม่ นายเศรษฐากล่าวว่า จะพยายามทำให้เร็วที่สุด เมื่อถามว่าในเรื่องเม็ดเงินที่จะนำมาใช้จะใช้วิธีการออกพระราชกำหนดหรือไม่ นายเศรษฐากล่าวว่า เดี๋ยวขอประชุมก่อน เพราะคำถามนี้มาเยอะเหลือเกิน ถ้าพูดไปเดี๋ยวจะเกิดความสับสนอีก

เข้าสภาตอบกระทู้สด
นายเศรษฐากล่าวว่า ในวันที่ 26 ต.ค. เวลา 10.30 น. ตนจะไปตอบกระทู้สดด้วยตัวเองที่รัฐสภา ตามที่ฝ่ายค้านเตรียมยื่นกระทู้ถาม ส่วนการเรียกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย (พท.) เข้าหารือและได้ขอดูนโยบายที่แถลงต่อรัฐสภา รวมทั้งการอยากเห็นการทำนโยบายเร่งด่วน (ควิกวิน) ที่กำหนดว่า 3 เดือนจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง นายเศรษฐากล่าวว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ เรื่องนี้ได้มีการพูดคุยกันในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ด้วยและมาเน้นกับครม.ของพรรคเพื่อไทยอีกครั้งว่าต้องให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ เพราะอย่างที่บอกไปแล้วว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมีมากและหลายนโยบาย ซึ่งแต่ละกระทรวงสามารถแสดงผลงานออกมาได้

ผู้สื่อข่าวถามว่าการทำงาน 8 สัปดาห์ที่ผ่านมาของรัฐบาล คิดว่ารัฐมนตรีได้ทำงานและมีความพยายามอย่างเต็มที่แล้วใช่หรือไม่ในการเดินหน้าทำงาน นายเศรษฐากล่าวว่า “เรื่องนี้เป็นเรื่องภายใน ขอเก็บไว้ก่อนแล้วกัน แต่หวังว่าทุกท่านจะเดินหน้าอย่างเต็มที่แต่ถ้าไม่ เดินหน้าอย่างเต็มที่ เป็นหน้าที่ของผมที่ต้องมา บริหารจัดการ ให้เขาเดินหน้ากันอย่างเต็มที่”

คลังชง3เกณฑ์ตัดสิน-รับดีเลย์
ที่กระทรวงการคลัง นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมช.คลัง ประธานคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนโครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่านดิจิทัลวอลเล็ต เปิดเผยว่า ที่ประชุมมีความเห็นปรับเงื่อนไขการแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท ให้สามารถใช้ได้ภายในอำเภอ จากเดิมแค่รัศมี 4 กิโลเมตร เพราะเห็นว่าเป็นพื้นที่ไม่ใหญ่เกินไป มีร้านค้าเพียงพอ แต่ยอมรับว่ายังมีความเห็นแตกต่างในที่ประชุม ที่ไม่สามารถหาข้อสรุปได้ ซึ่งจะต้องเสนอคณะกรรมการชุดใหญ่ที่มีนายกฯ เป็นประธานประชุมตัดสินใจในสัปดาห์หน้า ใน 3 ทางเลือก คือ

1.ให้สิทธิ์เฉพาะผู้ยากไร้ ราว 15-16 ล้านคน โดยใช้ฐานข้อมูลจากบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ใช้งบราว 1.5 แสนล้านบาท 2.ตัดกลุ่ม ผู้มีเงินเดือนเกิน 25,000 บาท และ/หรือ มีบัญชีเงินฝากเกิน 1 แสนบาทออก เหลือผู้ได้สิทธิ์ 43 ล้านคน ใช้งบราว 4.3 แสนล้านบาท และ 3.ตัดกลุ่มผู้มีเงินเดือนเกิน 50,000 บาท และ/หรือ มีบัญชีเงินฝากเกิน 5 แสนบาทออก เหลือผู้ได้สิทธิ์ 49 ล้านคน ใช้งบราว 4.9 แสนล้านบาท

สำหรับประเด็นการยืนยันตัวตน เป็นไปตามสิทธิ์ ครอบคลุมทั้งบุคคลธรรมดา นิติบุคคล กองทุนหมู่บ้าน และวิสาหกิจชุมชน ใช้จ่ายประเภทสินค้าอุปโภคบริโภคเป็นหลัก ส่วนระบบการขึ้นเงินได้ร้านค้าระบบภาษี 3 ประเภท ทั้งร้านค้าในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม เงินได้นิติบุคคล และบุคคธรรมดา

“ยอมรับว่าแนวโน้มน่าจะดีเลย์ในระดับหนึ่งจากเดิมวันที่ 1 ก.พ.2567 แต่มีเวลาเตรียมตัวมากขึ้น ในเรื่องความปลอดภัย กระบวนการทดสอบระบบก็มากขึ้น ส่วนเท่าไรขอพิจารณาก่อน ขณะที่เงินที่ใช้โครงการนี้คาดว่าจะมาจากงบประมาณเป็นหลัก ไม่ใช้เงินจากธนาคารออมสิน” นาย จุลพันธ์กล่าว

‘เจ๊แจ๋น’คุยติ๊กต็อกตีปี๊บนโยบาย
ที่ทำเนียบรัฐบาล นางพวงเพ็ชร ชุนละเอียด รมต.ประจำสำนักนายกฯ ในฐานะกำกับดูแลสื่อ ให้สัมภาษณ์ว่า ช่วงนี้เป็นช่วงสำคัญที่จะประชาสัมพันธ์งานของรัฐบาลเพื่อให้นโยบายเข้าถึงประชาชนมากที่สุด ต้องทำความเข้าใจให้เยอะโดยเฉพาะนโยบายดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาทว่าเอาเงินมาจากไหน ไปที่ไหน ใช้จ่ายอย่างไร รวมถึงเรื่องค่าโดยสารรถไฟฟ้า 20 บาท เรื่องลดค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าแก๊ส ต้องพยายามชี้แจงให้ทั่วถึงทุกกลุ่ม

ผู้สื่อข่าวถามว่าขณะนี้คนไม่เข้าใจนโยบายดิจิทัลวอลเล็ต จะมีแนวทางชี้แจงอย่างไร นางพวงเพ็ชรกล่าวว่า หน่วยงานหลักคือกระทรวงการคลัง ส่วนตนจะช่วยนำการชี้แจงไปสู่ประชาชนทุกกลุ่มเป้าหมาย เพราะถือเป็นเรื่องสำคัญของรัฐบาล อยากให้ทุกฝ่ายเห็นความสำคัญของการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งสำคัญ อย่าไปมองรายละเอียดที่บางทีเหมือนเป็นอีกด้านหนึ่ง อย่าไปมองเป็นด้านลบ อยากให้มองเป็นด้านบวกที่รัฐบาลพยายามจะทำให้ดี ให้ประเทศชาติเดินหน้าไปได้ กระตุ้นเศรษฐกิจให้ต่อเนื่อง

ต่อข้อถามว่าทางติ๊กต็อกจะเข้ามาหารือด้วยช่วงบ่ายวันเดียวกันนี้ มีแนวทางพูดคุยอย่างไรบ้าง นางพวงเพ็ชรกล่าวว่า เราพยายามทำทุกสื่อ ติ๊กต็อกไทยแลนด์จะเป็นการ อินเทรนด์ในเรื่องมีเดีย จะมาสอนเทคนิคและวิธีการทำให้ดูทันสมัย เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายทุกรุ่นทุกวัย เมื่อถามว่าการประชาสัมพันธ์จะใช้ไอโอช่วยตอบโต้ไอโอที่จ้องดิสเครดิตนโยบายรัฐบาลหรือไม่ นางพวงเพ็ชรกล่าวว่า ไม่มี เราจะไม่ตอบโต้เรื่องไอโอเลย จะพยายามชี้แจงเฟกนิวส์ต่างๆ มากกว่า ถ้าเจอเฟกนิวส์หรือข่าวปลอมกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมจะเข้ามาช่วยเพื่อจะปิดเว็บไซต์ ปิดเฟกนิวส์ต่างๆ ขณะเดียวกันจะมีหน่วยงานของกรมประชาสัมพันธ์ช่วยตรวจสอบด้วยว่าข้อมูลไหนเป็นข้อเท็จจริง ข้อมูลเท็จ

‘เสรี’จี้กกต.กล้าเตือน
นายเสรี สุวรรณภานนท์ สว. ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) พัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน วุฒิสภา เปิดเผยถึงผลการประชุมกมธ.เมื่อวันที่ 24 ต.ค.เกี่ยวกับนโยบายแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท ของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ซึ่งเชิญ 3 องค์กรอิสระที่มีหน้าที่ตรวจสอบตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 245 มาหารือว่า คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) โดย ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินแจ้งว่าอยู่ระหว่างการติดตามการดำเนินนโยบายดังกล่าว โดยรวบรวมความเห็นของผู้เชี่ยวชาญ และรอฟังความชัดเจนของการดำเนินนโยบายว่าจะเกิดความเสียหายต่อการเงินการคลังหรือผิดกฎหมายหรือไม่ ซึ่งเป็นเพียงขั้นเตรียมการ ส่วนสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีผู้อำนวยการของสำนักงานที่รับผิดชอบโดยตรงมาชี้แจง แจ้งว่าอยู่ระหว่างการติดตามรายละเอียด

ขณะที่กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ส่งรองเลขาธิการและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องมาชี้แจง กมธ.ให้ข้อสังเกตต่อการนำเสนอนโยบายของพรรคการเมืองช่วงหาเสียงเลือกตั้งที่เสนออีกอย่าง แต่ทำไม่ได้หรือทำอีกอย่างที่ขาดหลักเกณฑ์และกรอบ ซึ่งตัวแทน กกต.ยอมรับว่ามีปัญหา เนื่องจากแต่ละพรรคการเมืองเสนอนโยบายมามากโดยระบุหลักว่าใช้งบประมาณแผ่นดิน ซึ่งกว้างขวางเกินไป ดังนั้น กกต.จะพิจารณาแนวทางบริหารจัดการ ที่มีหลักเกณฑ์และรายละเอียด เพื่อไม่ให้เกิดปัญหา “กมธ.ได้คุยกับกกกต. มองว่ารายละเอียดนโยบายของพรรคการเมืองที่เสนอ หากพบว่าสุ่มเสี่ยงเกินไป ควรตักเตือนพรรคการเมือง ไม่เช่นนั้นกฎหมายที่กำหนดไว้บังคับจะเป็นหมัน”

เมื่อถามว่าการประชุมกมธ.เรื่องดังกล่าวถือว่าส่งสัญญาณอะไรไปยังรัฐบาล นายเสรีกล่าวว่า เพื่อต้องการให้รัฐบาลระมัดระวัง ทำงานอย่างรอบคอบ และไม่ทำนโยบายที่ทำให้เกิดความเสียหาย เพราะมีองค์กรต่างๆ คอยตรวจสอบอยู่

สวัสดิการ – นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ ในฐานะประธานกมธ.การสวัสดิการสังคม รับหนังสือจากกลุ่มลูกจ้างส่วนราชการและผู้รับบำเหน็จรายเดือน ที่ยื่นให้ปรับแก้กฎหมายให้สวัสดิการของลูกจ้างประจำด้านการรักษาพยาบาลและการรับบำเหน็จหลังเกษียณ เทียบเท่าข้าราชการ เมื่อวันที่ 25 ต.ค. ที่รัฐสภา

อนุศึกษาประชามติถกอีก8พ.ย.
ที่ทำเนียบรัฐบาล นายนิกร จำนง กรรมการและโฆษกคณะกรรมการเพื่อพิจารณาศึกษาแนวทางในการทำประชามติเพื่อแก้ไขปัญหาความเห็นที่แตกต่างในเรื่องรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 แถลงผลประชุมคณะอนุกรรมการ 2 ชุด คือ คณะอนุกรรมการศึกษาแนวทางในการทำประชามติเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญฯ ที่มีนายวุฒิสาร ตันไชย เป็นประธาน และคณะอนุกรรมการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับแนวทางในการทำประชามติฯ ที่มีตนเป็นประธาน โดยในส่วนคณะอนุกรรมการศึกษาแนวทางในการทำประชามติฯ ยังหาข้อยุติไม่ได้ว่าจะต้องทำประชามติกี่ครั้ง เนื่องจากมีความเห็นเป็น 2 ทาง ฝ่ายหนึ่งเห็นว่าให้ทำ 2 ครั้ง อีกฝ่ายเห็นว่าให้ทำ 3 ครั้ง ไม่เช่นนั้นจะอันตราย เพราะศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยไว้อย่างนั้น จึงต้องมีการประชุมในครั้งหน้า โดยจะรอฟังความเห็นจากคณะอนุกรรมการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับแนวทางในการทำ ประชามติฯ ก่อน ที่จะต้องไปรับฟังความเห็นจากสมาชิกรัฐสภา โดยเฉพาะกมธ.การพัฒนาการเมืองจากทั้ง 2 สภา

คณะอนุกรรมการศึกษาแนวทางในการทำประชามติฯ ยังได้พิจารณาว่าการเว้นหมวด 1 และหมวด 2 จะถือเป็นการไม่แก้ทั้งฉบับหรือไม่ เพราะถ้าแก้ทั้งฉบับจะต้องรวมหมวด 1 และ 2 ด้วย แต่อีกส่วนหนึ่งเห็นว่าการไม่แก้หมวด 1 และ 2 แต่ไปแก้เยอะ จะทำให้เหมือนว่าเราไปแก้หลักการ ซึ่งถ้าแก้หลักการและไม่แก้หมวด 1 และ 2 มาตราจะเคลื่อน ก็ถือเป็นการแก้ทั้งฉบับ ดังนั้นคณะอนุกรรมการศึกษาแนวทางในการทำประชามติฯ จึงมีมติว่าจะมีการประชุมครั้งหน้า ในวันที่ 8 พ.ย. เวลา 09.30 น. นอกจากนี้ ยังมีการพิจารณาเรื่องค่าใช้จ่ายว่าจะต้องใช้เท่าไร จึงจะเชิญกกต.มาชี้แจงว่าจะใช้เวลาเท่าไร ใช้งบประมาณเท่าไร รวมถึงจะรับฟังความเห็นที่ได้ไปฟังมาจากทั้ง 2 สภามาด้วยว่ามีความเห็นอย่างไร

จัดคิวเดินสายฟังความเห็น
ส่วนคณะอนุกรรมการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับแนวทางในการทำ ประชามติฯ จะไปรับฟังความเห็นจาก กมธ.พัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน วุฒิสภา ที่มีนายเสรี สุวรรณภานนท์ สว. เป็นประธาน ในวันที่ 30 ต.ค. เวลา 10.00 น. ที่รัฐสภา จากนั้นวันที่ 2 พ.ย. เวลา 13.30 น. ไปรับฟังความเห็น กมธ.พัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.พรรคก้าวไกล (ก.ก.) เป็นประธาน ที่รัฐสภา โดยจะหารือเพื่อให้ช่วยคิดคำถาม

ขณะที่วันที่ 10 พ.ย. จะไปรับฟังความเห็นของนักเรียน นักศึกษาจาก ม.ธรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ม.รามคำแหง ม.มหิดล มหาวิทยาลัยราชภัฏ สภาเด็กและเยาวชน ฝ่ายความมั่นคงทั้งทหารและตำรวจ กลุ่มคนพิการ สื่อมวลชน ผู้แทนสลัม 4 ภาค สหภาพแรงงาน กลุ่มไอลอว์ สมาคมสันนิบาตแห่งประเทศไทย วันที่ 14 พ.ย. เวลา 10.00 น. จะไปรับฟังความเห็นหัวหน้าพรรคและ ผู้แทนพรรคก้าวไกล ที่พรรคก้าวไกล นอกจากนี้ จะมีการออกไปฟังทั้ง 4 ภูมิภาค และจะตั้งคณะทำงานขึ้นมา

รวมถึงยังมีช่องทางการรับฟังความคิดเห็น ของประชาชนทางออนไลน์ ผ่านทางอีเมล์ ของสำนักกฎหมายและระเบียบการสำนักงานปลัดสำนักนายกฯ โดยจะกำหนดเป็นอีเมล์เฉพาะ, ช่องทาง OPM e-Form ของสำนักงานปลัดสำนักนายกฯ, ระบบกลางทางกฎหมาย และทางศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล 1111 สำนักงานปลัดสำนักนายกฯ

สำหรับกรอบการทำงานของคณะอนุกรรมการ 2 ชุด จะพยายามทำงานให้เสร็จภายในสัปดาห์ที่ 2 หรืออย่างช้าสัปดาห์ที่ 3 ของเดือน ธ.ค. เพื่อจะสรุปความเห็น จากนั้นต้นปี 67 จะเสนอครม. ซึ่งครม.จะเป็น ผู้พิจารณาและตัดสินใจ หากครม.เห็นด้วย จะนำไปสู่การออกเป็นคำถาม และเมื่อเป็นคำถามแล้วจะต้องทำประชามติให้เสร็จไม่น้อยกว่า 90 วัน และไม่เกิน 120 วัน และคาดว่าจะทำประชามติฯ กำหนดไว้คือ ไตรมาสแรกของปี 67

‘ไอติม’กระทุ้งใช้กลไกสภา
เมื่อเวลา 10.30 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีการพิจารณาญัตติ เรื่อง ขอให้สภาพิจารณาเห็นชอบและแจ้งให้ครม.ดำเนินการให้มีการออกเสียงประชามติ เพื่อสอบถามความเห็นของประชาชนต่อการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล เป็นผู้เสนอ

นายพริษฐ์กล่าวเสนอญัตติว่า พรรคก้าวไกลยืนยันจำเป็นต้องจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ขณะนี้มีการท้วงติงว่าการจัดทำประชามติอย่างน้อย 2 ครั้ง คือก่อนและหลังยกร่าง โดยหลังยกร่างหลายฝ่ายไม่ทักท้วง แต่ที่ยังมีข้อถกเถียงคือก่อนยกร่างรัฐธรรมนูญต้องดำเนินการกี่ครั้ง การจะมีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ต้องเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันโดยเพิ่มเรื่องนี้เข้าไป ซึ่งตามรัฐธรรมนูญมาตรา 256 (8) กำหนดว่าการเปลี่ยนแปลงแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องจัดทำประชามติ 1 ครั้ง ก่อนตั้งส.ส.ร. ซึ่งตรงกับ คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ แต่มีบางฝ่ายตีความว่าต้องทำประชามติก่อนแก้รัฐธรรมนูญ ปี 60 จึงกลายเป็นข้อถกเถียงว่าก่อนมีส.ส.ร.ต้องทำประชามติ 1-2 ครั้ง ซึ่งในทางการเมือง พรรคก้าวไกลยอมได้หากจะทำประชามติอีก 1 ครั้งรวมเป็น 2 ครั้งก่อนจะมีส.ส.ร.

คำถามที่เรานำเสนอเพื่อใช้ถามในการ ทำประชามติ เป็นคำถามที่ทุกพรรคเมื่อสภาชุดที่แล้วนำเสนอไว้ก่อนแล้ว ไม่ใช่คำถามใหม่ เคยเสนอโดยนายณัฐวุฒิ บัวประทุม จากพรรคก้าวไกล และนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ จากพรรคเพื่อไทย มาแล้วเมื่อปี 65 และญัตติคราวที่แล้ว พ.ย.65 ได้รับมติเอกฉันท์ท่วมท้นจากทุกพรรคหลัก ดังนั้น สส.ที่เคยให้ความเห็นชอบคงไม่มีเหตุผลเปลี่ยนจุดยืน และหากจะให้ สส.ก้าวไกลแสดงความเห็นต่อรัฐบาล จำเป็นต้องใช้เวทีสภา และถือเป็นการใช้เวทีทางแจ้งที่จะดำเนินการ

พท.แย้ง-ต้องให้รัฐบาลเสนอ
จากนั้น นายอรรถกร ศิริลัทธยากร สส.ฉะเชิงเทรา พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) อภิปรายว่า พรรคไม่เห็นด้วยแก้หมวด 1 และ 2 และยังเชื่อมั่นและยังให้เวลารัฐบาลว่าในอนาคตอันใกล้การแก้ไขรัฐธรรมนูญจะถูกแก้ไขอย่างแน่นอน และเพื่อไม่ให้เกิดความสับสนหากรับญัตติของนายพริษฐ์จะเป็นการทำงานซ้ำซ้อน จึงคิดว่าวันนี้ยังไม่ถึงเวลา

น.ส.ขัตติยา สวัสดิผล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ตนไม่ได้ปฏิเสธหลักการเรื่องอำนาจการทำประชามติโดยใช้กลไกรัฐสภา หากสส. สว.เห็นพ้องกัน และส่งให้ครม.ดำเนินการ แต่ในทางเทคนิคการใช้กลไกดังกล่าวตามมาตรา 9(4) อาจทำให้ความชอบธรรมของรัฐธรรมนูญใหม่ด่างพร้อย เพราะประชามติจากรัฐสภาจำเป็นต้องได้รับความเห็นชอบจากสว.ด้วย กังวล สว.ชุดนี้จะยอมให้ทำประชามติหรือไม่ เพราะมีที่มาจากรัฐธรรมนูญปี 60 จึงเห็นว่าเราควรทำประชามติด้วยวิธีการตามมาตรา 9(2) คือตามกลไกครม. เพราะไม่ต้องใช้ความเห็นชอบจากสว. ซึ่งจะเป็นการย้ำว่าการทำประชามติจะเกิดขึ้นแน่นอน

เราไม่ควรกำหนดคำถาม เพื่อให้มีความเป็นอิสระไม่ชี้นำ สิ่งที่จะเกิดขึ้นทั้งหมดเพื่อให้แน่ใจว่ารัฐธรรมนูญจะถูกร่างใหม่จริงๆ สิ่งที่น่าจับตามองคือการทำประชามติภายใต้การนำของพรรคเพื่อไทยจะแตกต่างจากปี 59 อย่างแน่นอน จะพูดได้อย่างเต็มปากว่าเป็นรัฐธรรมนูญเต็มใบ เพราะรับฟังความเห็นประชาชนอย่างแท้จริง

นายนพดล ปัทมะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า แนวทางการพิจารณาของคณะกรรมการศึกษาแนวทางการทำประชามติที่รัฐบาลตั้งขึ้น คงไม่ทำให้เสียเวลามากเกินไปในการผลักดันเรื่องนี้ การที่จะรอเวลาไม่กี่สัปดาห์หรือไม่เกิน 2 เดือน ให้คณะกรรมการได้พิจารณา น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี มั่นใจว่าพรรคเพื่อไทยตั้งใจจริงที่จะให้มีส.ส.ร. ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ภายใต้รัฐบาลนายเศรษฐา มั่นใจว่าจะร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้ดีที่สุด และดีกว่ารัฐธรรมนูญปี 40

ตีตกญัตติก้าวไกล262:162
นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล อภิปรายว่า อย่าไปสร้างจินตนาการสูงว่าเราจะแก้หมวด 1 และ 2 ที่น่าตกใจคือการไม่เห็นด้วยกับการเลือกส.ส.ร.ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน ไม่น่าเชื่อว่าจะมาจากความคิดเห็นของคนเป็นสส. และการไม่เชื่อแนวทางของคณะกรรมการศึกษาแนวทางการทำประชามติ เราไม่เชื่อคนไม่มีสัจจะ เราผิดตรงไหน ไม่มีเหตุผลที่พรรคเพื่อไทยจะไม่สนับสนุนญัตตินี้ เพราะจะทำให้กระบวนการทำประชามติล่าช้าไป ดูอย่างไรประชาชนก็ไม่สับสนกระบวนการทำประชามติ ถ้าประชาชนจะสับสน คือ ทำไมพอได้เป็นรัฐบาลจึงเปลี่ยนจุดยืน พูดกันตามตรงอย่างน้อย ขอให้พรรคก้าวไกลได้เดินหน้าเรื่องนี้ และให้ฝ่ายรัฐบาลงดออกเสียง อย่าคว่ำในชั้นสภาเลย อย่างน้อยถ้าไม่ผ่านก็ให้ถูกคว่ำในวุฒิสภา เพื่อรักษาเกียรติที่หาเสียงมา

นายจาตุรนต์ ฉายแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย อภิปรายว่า กระบวนการทำประชามติตามกฎหมาย คือ ทำประชามติที่ใช้กติกาแตกต่างจากรัฐธรรมนูญที่ผ่านมา ที่ใช้เสียงข้างมากเท่านั้น แต่ปัจจุบันมาตรา 13 ของ พ.ร.บ.ประชามติให้ถือเกณฑ์ผ่านคือ การออกเสียงต้องมีผู้มาใช้สิทธิ์เกินกึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิ์ออกเสียงและมีเสียงเกินกึ่งหนึ่งของผู้มาใช้สิทธิ์ คือ ต้องมีคนมาลงคะแนนเกินกึ่งหนึ่งของผู้มาใช้สิทธิ์ กติกาดังกล่าว ทำให้รัฐธรรมนูญผ่านการทำประชามติได้ยาก ดังนั้นเห็นว่าหากทำประชามติไม่แก้กฎหมายประชามติก่อนเป็นความเสี่ยงอย่างสูงให้ประชามติไม่ผ่าน เนื่องจากกติกาพิสดารไปกว่ารัฐธรรมนูญ 50 และรัฐธรรมนูญ 60 และมีปัญหาในกระบวนการและความสำเร็จในการจัดทำรัฐธรรมนูญ และกลายเป็นข้ออ้างของคนที่ไม่ต้องการแก้รัฐธรรมนูญ เท่ากับปิดโอกาสแก้ไขรัฐธรรมนูญ

หลังจากสส.อภิปรายครบถ้วน รวมเวลาพิจารณากว่า 4 ช.ม. สภาได้ลงมติผลปรากฏว่า เสียงข้างมาก 262 เสียงไม่เห็นชอบ ต่อ 162 เสียง และงดออกเสียง 6 เสียง ถือว่าญัตติดังกล่าวไม่ได้รับความเห็นชอบจากสภา

ทสท.ไม่เห็นชอบ-งดออกเสียง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการตรวจสอบผลการลงมติพบว่าพรรคที่ไม่เห็นชอบ ได้แก่ พรรคเพื่อไทย เห็นชอบ 130 เสียง อีก 21 เสียงไม่ลงคะแนน โดยนายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาคนที่ 2 งดออกเสียง , พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ไม่เห็นชอบ 66 เสียง, พรรคพลังประชารัฐ ไม่เห็นชอบ 29 เสียง, พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ไม่เห็นชอบ 25 เสียง, พรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) ไม่เห็นชอบ 7 เสียง, พรรคประชาชาติ (ปช.) ไม่เห็นชอบ 5 เสียง โดยนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภา งดออกเสียง รวมถึงพรรคขนาดเล็กอื่นๆ ลงมติไม่เห็นชอบ เช่น พรรคชาติพัฒนากล้า, พรรคเพื่อไทยรวมพลัง, พรรคท้องที่ไทย และพรรคพลังสังคมใหม่

ขณะที่พรรคที่เห็นชอบกับญัตติดังกล่าว ได้แก่ พรรคก้าวไกล ซึ่งเป็นพรรคผู้เสนอญัตติ ลงมติเห็นชอบ 143 เสียง อีก 6 เสียง ไม่ลงคะแนน นอกจากนี้ยังมีพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ที่ลงมติเห็นชอบ 17 เสียง พรรคเป็นธรรมและพรรคใหม่ ก็ลงมติเห็นชอบ ส่วนพรรคไทยสร้างไทย(ทสท.) ซึ่งเป็นพรรคร่วมฝ่ายค้าน ลงมติไม่เห็นชอบ 2 เสียง งดออกเสียง 4 เสียง

วิปรัฐค้าน3ประเด็น
เมื่อเวลา 16.00 น. หลังสภาไม่รับญัตติของพรรคก้าวไกล พรรคร่วมรัฐบาล ได้ร่วมแถลงข่าว โดยนายอดิศร เพียงเกษ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) กล่าวว่า ญัตติของพรรคก้าวไกลนั้น ยังเห็นทางที่จะประสานกันได้ เพราะคณะกรรมการศึกษาการจัดทำประชามติ ได้ยื่นมือไปหาพรรคก้าวไกลแล้ว ซึ่งพรรคก้าวไกลรับ ปากว่าจะไปแสดงความคิดเห็นต่อคณะอนุกรรมการ จึงกล่าวได้ว่าความคิดเห็นไปถึงครม.อยู่แล้ว

ด้านนายชูศักดิ์ ศิรินิล สส.บัญชีรายชื่อ รักษาการหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า เรื่องการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และการทำประชามตินั้น มีหลักประกันว่ารัฐบาลจะทำจริง ขณะนี้อยู่ระหว่างการสอบถามและรับฟังความเห็นจากส่วนต่างๆ จึงยังสามารถส่งความเห็นไปให้รัฐบาลได้โดยไม่จำเป็นต้องผ่าน พ.ร.บ.ประชามติ เรื่องการทำประชามติ หากดำเนินการโดยรัฐบาลจะมีโอกาสสำเร็จ เพราะที่ผ่านมา หากรัฐบาลและวุฒิสภาไม่เห็นด้วย การทำประชามติจะไม่สำเร็จ

นายภราดร ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง โฆษกพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า พวกเราเห็นควรว่าต้องแก้ไขให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น โดยมาจากส.ส.ร. แต่สิ่งที่ไม่เห็นด้วยมี 3 ประเด็นหลักคือ 1.ขณะนี้รัฐบาลมีคณะกรรมการพิจารณาอย่างรอบคอบแล้ว และมาจากทุกพรรคการเมือง นอกจากฝ่ายการเมือง ยังมีฝ่ายวิชาการเข้าร่วมด้วย ซึ่งมีความน่าเชื่อถือมาก พอสมควรที่จะดำเนินการให้แล้วเสร็จได้

2.ในส่วนของเนื้อหาสาระของคำถามที่จะส่งให้รัฐบาล พรรคก้าวไกลเสนอจะให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ซึ่งขัดต่อเจตนารมณ์ของพรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรคที่ประกาศตอนหาเสียงเลือกตั้งว่า จะไม่แก้ไขรัฐธรรมนูญในหมวด 1 และหมวด 2 แต่ญัตติของนายพริษฐ์จะให้แก้ไขทั้งระบบ พรรคร่วมรัฐบาลจึงไม่เห็นด้วย 3.การตั้ง ส.ส.ร. พรรคร่วมรัฐบาลยังไม่เห็นด้วยว่าจะต้องมาจากการเลือกตั้ง 100% เพราะเราเห็นว่ารัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายมหาชนที่จะเกิดขึ้นจากพี่น้องประชาชนในหลากหลายสาขาอาชีพ

ดูหนัง – นายเศรษฐา ทวีสิน นายกฯ นำครม. และน.ส. แพทองธาร ชินวัตร รองประธานซอฟต์เพาเวอร์ฯ เข้าชมภาพยนตร์ ‘สัปเหร่อ’ ที่ทำรายได้กว่า 500 ล้านบาท ที่ โรงภาพยนตร์พารากอน ซีนี เพล็กซ์ เมื่อ 25 ต.ค.

ครม.ชม‘สัปเหร่อ’คึกคัก
เมื่อเวลา 19.30 น. ที่โรงภาพยนตร์ พารากอน ซีนี เพล็กซ์ ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง นำครม.พร้อม น.ส.แพทองธาร ชินวัตร รองประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ซอฟต์เพาเวอร์แห่งชาติ ชมภาพยนตร์เรื่อง “สัปเหร่อ” โดยนายกฯ สวมเสื้อผ้าไทย ผูกผ้าขาวม้า ขณะที่ น.ส.แพทองธาร สวมเสื้อคลุมผ้าทอมือย้อมคราม จ.สกลนคร

ภายในโรงภาพยนตร์นายเศรษฐานั่งคู่กับนายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รมว.วัฒนธรรม ขณะที่น.ส.แพทองธารนั่งคู่กับนายปิฎก สุขสวัสดิ์ สามี ด้าน พญ.พักตร์พิไล ทวีสิน ภริยานายกฯ ตามมาภายหลัง บรรยากาศเป็นไปอย่างผ่อนคลายพูดคุยหยอกล้อสนุกสนาน พร้อมกับชนป๊อปคอร์นโชว์ผู้สื่อข่าว ระหว่างนั้นช่างภาพขอให้นายกฯ หันซ้ายและขวา เพื่อถ่ายภาพทุกมุม นายเศรษฐา จึงกล่าวอย่างอารมณ์ดีว่า นายกฯ คนไหน มีสองคนนะ พร้อมชูสองนิ้ว ผู้สื่อข่าวจึงแซวกลับว่าเปิดประเด็นเองนะ ทำให้นายกฯ หัวเราะ และชวนน.ส.แพทองธาร ชนป๊อปคอร์น

นายเศรษฐาเปิดเผยด้วยว่า วันศุกร์ที่ 27 ต.ค.พรรคเพื่อไทยจะประชุมสรรหาคณะกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) ชุดใหม่ ตนได้ลากิจตั้งแต่ช่วงบ่ายเพื่อไปร่วมประชุมด้วย

‘อิ๊ง’ไร้กังวลแห่ร้องปม‘ทักษิณ’
ที่กระทรวงการต่างประเทศ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย กล่าวถึงความพร้อมในการรับตำแหน่งหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ที่จะมีการประชุมวิสามัญเลือก กก.บห. ชุดใหม่วันที่ 27 ต.ค.นี้ ว่า ขอให้รอดูในวันที่ 27 ต.ค. อีกครั้ง ขอรอดูมติก่อน แล้ววันนั้นจะให้สัมภาษณ์อย่างชัดเจน ผู้สื่อข่าวถามว่ารู้สึกตื่นเต้นหรือไม่เพราะขณะนี้กระแสข่าวระบุว่าน.ส.แพทองธารจะเป็นหัวหน้าพรรคแล้ว น.ส.แพทองธารกล่าวว่า ตนได้รับการสนับสนุนจากคนในพรรคในทุกตำแหน่งที่เคยได้รับมา และวันที่ 27 ต.ค.ไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไร ต้องขอขอบคุณสมาชิกพรรคที่ให้การสนับสนุนเสมอมา

ผู้สื่อข่าวถามว่ากก.บห.ชุดใหม่ จะเป็นคนรุ่นใหม่ใช่หรือไม่ น.ส.แพทองธารกล่าวว่า ขอให้อดใจรอให้รายชื่อออกครบแน่นอน ซึ่งทุกครั้งที่พรรคเพื่อไทยมีประชุมหรือมีประชุมนอกรอบ จะมีการคุยเพื่อดูบุคคลที่พร้อม และมีความสามารถในการผลักดันพรรค ขณะนี้หลายท่านกำลังมุ่งหน้าทำงานในรัฐบาล จะดูว่าใครพอมีเวลามาขับเคลื่อนพรรคอย่างเต็มที่ ไม่ว่าใครจะอยู่บทบาทในรัฐบาลหรือในพรรค สามารถที่จะปรึกษากันได้ทุกเรื่อง

ต่อข้อถามว่าได้พูดคุยเรื่องตำแหน่งหัวหน้าพรรคกับนายทักษิณ ชินวัตร หรือไม่ น.ส.แพทองธารกล่าวว่า ยังไม่ได้คุย แต่ทุกบทบาทท่านสนับสนุนแน่นอน เมื่อถามว่าตอนนี้มีหลายคนยื่นร้องเรื่องการพักรักษาตัวของนายทักษิณที่ร.พ.ตำรวจนานผิดปกติ กังวลเรื่องนี้หรือไม่ น.ส.แพทองธารกล่าวว่า ไม่กังวล เราไม่ได้ทำอะไรที่ผิดกฎหมาย ทำตามกระบวนการของกฎหมายทุกอย่าง

มท.ไฟเขียวยืดเปิดผับถึงตี4
เมื่อวันที่ 25 ต.ค. น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขานุการ รมว.มหาดไทย และโฆษกกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า ตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 13 ต.ค.ได้มอบหมายให้กระทรวงมหาดไทยเป็นหน่วยงานหลักหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณาเกี่ยวกับแนวทางการขยายเวลาการเปิดสถานบริการในพื้นที่ท่องเที่ยวในบางพื้นที่ เพื่อเป็นการกระตุ้นการท่องเที่ยวและการใช้จ่ายในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และรมว.มหาดไทย ได้มอบหมายให้หน่วยงานภายใต้กระทรวง ดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลให้เกิดเป็น รูปธรรมโดยลำดับ ซึ่งในวันนี้นายชำนาญวิทย์ เตรัตน์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงคมนาคม กระทรวงการคลัง กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงแรงงาน กระทรวงยุติธรรม สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด และ กรุงเทพฯ

ที่ประชุมได้เห็นชอบในหลักการที่จะออกกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับพื้นที่ท่องเที่ยว เงื่อนไขที่ต้องดำเนินการในกรณีที่จะกำหนดเป็นเขตพื้นที่ที่ได้รับอนุญาตให้เปิดสถานบริการถึงเวลา 04.00 น.ได้ ซึ่งกฎกระทรวงนี้จะเป็นหลักเกณฑ์ทั่วไปที่ทุกพื้นที่ที่มีศักยภาพในภาคการท่องเที่ยว สามารถขอขยายระยะเวลาสถานบริการได้ หากพื้นที่ใดขออนุญาตเข้ามาและสามารถปฏิบัติได้ตามเงื่อนไขตามกฎกระทรวง รมว.มหาดไทยจะออกประกาศกระทรวงให้เป็นรายพื้นที่ต่อไป ซึ่งนายอนุทินได้รับทราบหลักการผลประชุมแล้ว และกำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามขั้นตอน ประกอบด้วย การยกร่างกฎกระทรวง ให้รมว.มหาดไทยเห็นชอบก่อนนำออกรับฟังความคิดเห็น และเสนอเข้าที่ประชุมครม.อนุมัติ และรมว.มหาดไทยลงนามอีกครั้งก่อนประกาศในราชกิจจานุเบกษา มีผลบังคับใช้ต่อไป

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน