เล็งครม.สัญจรที่หนองบัวลำภู

‘ภูมิธรรม’ ปัดกระแสข่าว ‘เศรษฐา-อุ๊งอิ๊ง’ เตรียมสลับนั่งเก้าอี้นายกฯ คนละ 2 ปี โฆษกรัฐบาลแจงข้อเสนอแจกเงินดิจิทัล 3 แนวทาง ต้องรอคณะกรรมการชุดใหญ่สรุปก่อน จวกคนปั่นกระแสถล่ม ‘จุลพันธ์’ รมช.คลัง ‘สรวงศ์’ เลขาฯ เพื่อไทย มั่นใจแจก 1 หมื่นช่วยกระชากเศรษฐกิจ ลั่นถ้าไม่กล้าทำสิ่งแตกต่าง บ้านเมืองก็ไม่เปลี่ยนแปลง ‘ศิริกัญญา’ ขอดูรายละเอียดดิจิทัลวอลเล็ต ก่อนตัดสินใจยื่นซักฟอก นายกฯ เล็งปักหมุดหนองบัวลำภู จัดครม.สัญจรครั้งแรก ธ.ค.นี้ หรือไม่ก็ ม.ค.ปีหน้า รมว.พาณิชย์ยกคณะตรวจราชการ 3 จังหวัดอีสานตอนบน เปิดงานธงฟ้า ‘สุทิน’ ลั่นยังไม่จมเรือดำน้ำ รอคุยจีน พ.ย.นี้

อ้วนโต้‘เศรษฐา-อิ๊ง’สลับนายกฯ 2 ปี
วันที่ 28 ต.ค. ที่ท่าอากาศยานดอนเมือง นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ เดินทางลงพื้นที่ติดตามงานนโยบายรัฐบาลและการปฏิบัติราชการในพื้นที่กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ที่ จ.อุดรธานี หนองบัวลำภู และหนองคาย ระหว่างวันที่ 28-30 ต.ค.

นายภูมิธรรมให้สัมภาษณ์กรณีนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ระบุภายหลังน.ส.แพทองธาร ชินวัตร ได้รับเลือกเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทย สามารถเป็นนายกรัฐมนตรีต่อได้สบายๆ ว่า ไม่มี นัยอะไร แต่ถือเป็นความจริงที่มีความเหมาะสม และเมื่อขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคแล้วทุกคนก็มีโอกาสที่จะเป็นนายกฯ ได้ โดยมองว่าความพร้อมของ น.ส.แพทองธารมีครบถ้วน ดังนั้น ที่นายกฯ พูดเช่นนี้ ก็เป็นความจริงที่ น.ส.แพทองธารก็มีความเหมาะสมที่จะเป็นนายกฯ ได้ และทุกคนก็รู้สึกเช่นนั้น

เมื่อถามว่าการที่นายเศรษฐาระบุน.ส. แพทองธารเป็นนายกฯ ต่อได้เป็นการส่งสัญญาณว่านายกฯ เศรษฐา จะอยู่ไม่ครบ 4 ปีหรือไม่ นายภูมิธรรมกล่าวว่า สามารถคิดได้หลายอย่าง อาจอยู่ครบ 4 ปีแล้ว น.ส.แพทองธารเป็นนายกฯ ต่อได้ ย้ำว่าน.ส.แพทองธารมีความพร้อม เมื่อได้ขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคทั้งด้านคุณสมบัติ ประสบการณ์ทำงาน การหาเสียง ทุกอย่างก็พร้อมหมด ทั้งนี้ไม่ถึงขั้นที่จะต้องแบ่งเป็นนายกฯ คนละ 2 ปี เพราะไม่ได้คิดไปไกลถึงขั้นนั้น แต่เป็นการแบ่งหน้าที่กันทำงานมากกว่า

ภาพจูบมือแค่ชื่นชม
เมื่อถามว่าภาพที่นายเศรษฐาทำท่าจูบมือน.ส.แพทองธาร ตามธรรมเนียมต่างชาติ หลังได้รับตำแหน่งหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เป็นการส่งสัญญาณหรือส่งไม้ต่ออะไรหรือไม่ นายภูมิธรรมกล่าวว่า แล้วแต่จะตีความ แต่ส่วนตัวมองว่าเป็นการแสดงความชื่นชมและเคารพซึ่งกันและกัน ยืนยันไม่ได้มีนัยอะไร

เมื่อถามว่าน.ส.แพทองธารจะนำพา เพื่อไทยเป็นพรรคอันดับหนึ่งในใจประชาชนได้อย่างไร นายภูมิธรรม กล่าวว่า เชื่อว่าด้วยความพร้อมและประสบ การณ์ของน.ส.แพทองธารมีมากกว่าคนอื่น ส่วนจะนำพรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้งครั้งหน้าได้หรือไม่นั้นยืนยันทุกการเลือกตั้งเรามั่นใจ อยู่ที่ความพร้อมของทุกฝ่าย และวันนี้เราพร้อมแล้วที่น.ส.แพทองธารจะมาเชื่อมต่อคนระหว่างวัยให้สามารถทำงานได้มากขึ้น

นำทีมตรวจเขื่อน-แก้ท่วม
เวลา 09.20 น. นายภูมิธรรม เดินทางถึงโครงการก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งริมลำพะเนียง บ้านวังหมื่น อ.เมือง จ.หนองบัวลำภู โดยมีนายไชยา พรหมา รมช.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะ สส. หนองบัวลำภู นายสุวิทย์ จันทร์หวร ผู้ว่าฯหนองบัวลำภู พร้อมหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ต้อนรับ นอกจากตรวจการก่อสร้างเขื่อน ยังมารับฟังปัญหา ประชาชนได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม 11 ชุมชนอย่างต่อเนื่องหลายปี การเกษตรมีความเสียหายกว่า 3,000 ไร่

นายภูมิธรรมกล่าวว่า สถานการณ์น้ำในพื้นที่จะเร่งพิจารณาดำเนินงาน คาดว่าต้องใช้งบประมาณ 12 ล้าน ยืนยันจะรีบพิจารณาดูแลและจัดการให้อย่างเร่งด่วน ตนดีใจกับคนหนองบัวลำภู ที่ได้อดีตสส.เป็นรัฐมนตรี จะช่วยดูแลคนในพื้นที่ได้มากขึ้น

เล็งจัดครม.สัญจรจังหวัดแรก
นายภูมิธรรมกล่าวว่า จากการลงพื้นที่รับฟังปัญหาพบว่ามีความยากลำบาก มีความเหลื่อมล้ำกว้าง จึงเป็นที่มาที่นายกฯ มีดำริจะจัด ครม.สัญจร ครั้งแรกที่หนองบัวลำภู ช่วงธ.ค.นี้ หรือต้นม.ค.67 เพื่อดูแลเป็นจังหวัดแรก นายกฯ รวมถึงรัฐมนตรีทุกคนจะเดินทางมาทำให้เกิดประโยชน์กับคนหนองบัวลำภู ของดีในจังหวัดที่เป็น Soft Power ในเรื่องการ ทอผ้า รัฐบาลสามารถเข้ามาช่วยดูแลให้ประชาชนมีรายได้มากขึ้น กระทรวงพาณิชย์จะช่วยหาตลาด นายกฯ ยืนยันจะทำงานหนัก ไม่มีเวลาไปฮันนีมูน ตอบสนองประชาชน อยากให้ผลงานเป็นเครื่องพิสูจน์ พรรคเพื่อไทยจะเอาประชาชนเป็นหัวใจของเรา ปัญหาของประชาชนคือปัญหาของเรา

จากนั้นนายภูมิธรรม พร้อม สส. เพื่อไทย ลงพื้นที่ตลาดห้วยเดื่อ อ.เมือง หนองบัวลำภู ตลาดขายสินค้าพื้นถิ่นในโครงการตลาดต้องชมของกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ โดยสอบถามพ่อค้าแม่ค้าถึงความเป็นอยู่ พร้อมชื่นชมพ่อค้าแม่ค้าที่พัฒนาต่อยอดสินค้าที่นำมาขาย และแวะร้านขายส้มตำและลงมือตำส้มตำและชิมด้วยตัวเอง ท่ามกลางเสียงเชียร์จากประชาชน

เปิดธงฟ้า – นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์ เปิดงานธงฟ้าราคาประหยัด นำสินค้ากว่า 1,000 รายการ ลดสูงสุด 60 เปอร์เซ็นต์ มาจำหน่ายให้ประชาชน ที่ ร.ร.อนุบาลจุมพลโพนพิสัย อ.โพนพิสัย จ.หนองคาย เมื่อวันที่ 28 ต.ค.

เปิดงานธงฟ้า-ยันเดินหน้าเป๋าดิจิทัล
จากนั้นนายภูมิธรรม เดินทางไป จ.หนองคาย เปิดงานธงฟ้าราคาประหยัด ที่โรงเรียนอนุบาลจุมพลโพนพิสัย อ.โพนพิสัย โดยกล่าวว่า ประเทศไทยเผชิญกับวิกฤตมาอย่างยาวนานจึงพยายามจัดงานเพื่อช่วยเหลือประชาชน การจัดตั้งรัฐบาลพรรคเพื่อไทยเรามาด้วยความยากลำบาก ไม่มีเวลามาฮันนีมูนต้องเร่งแก้ปัญหาให้ประชาชน วันนี้รัฐบาลโดยนายกฯเศรษฐา ตั้งใจช่วยกันแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน ลดรายจ่ายเพิ่มรายได้ กระทรวงพาณิชย์เข้ามาช่วยลดราคาสินค้า เพื่อลดค่าครองชีพ จึงจัดกิจกรรมธงฟ้าราคาประหยัดในครั้งนี้

ขณะที่โครงการดิจิทัลวอลเล็ตเดินหน้าได้แน่ การวิพากษ์วิจารณ์มีหลายเรื่องน่าสนใจจึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ ไม่อยากแบ่งคนจนคนรวยแต่อยากให้เงินมากระตุ้นเศรษฐกิจในช่วง 6 เดือน โดยไม่ได้ติดใจว่าให้ใคร แต่ขอให้นำเงินมาใช้ เงิน 5.4 แสนล้านบาทสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจ เป็นยาแรง หากไม่ใช้จะไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้ ยืนยันทำแน่แต่จะปรับให้ตามความเหมาะสม การกระตุ้นเศรษฐกิจวิธีนี้ไม่ใช่ไทยที่ทำเพียงประเทศเดียว

รับคิดนอกกรอบ-ถูกวิจารณ์หนัก
รัฐบาลต้องการให้ประชาชนทั้งประเทศมีโอกาสใช้เงินแก้ความยากจน ใช้บล็อกเชนกำหนดการใช้จ่ายได้ ไม่ใช่นำเงินไปใช้จ่ายแบบผิดวัตถุประสงค์ หมายความว่าไม่ใช่ให้กรุงเทพโตอย่างเดียว แต่จำกัดพื้นที่ให้กระจายออกไปในต่างจังหวัดด้วย พื้นที่ใดไม่มีร้านค้าก็ให้พิจารณาตามความเหมาะสม ขยายรัศมีออกไป เนื้อหาหลักคือการนำเงินไปให้ประชาชนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ เป็นธรรมดาที่พรรคเพื่อไทยคิดไม่เหมือนใคร เป็นคนคิดนอกกรอบ จึงถูกวิจารณ์อย่างหนัก อย่าง 30 บาทรักษาทุกโรคตอนเริ่มก็ถูกวิจารณ์หนัก

การเดินทางมาวันนี้ในโอกาสเดียวกับที่นายกฯจะมาเยี่ยมชาวหนองคาย ตนจึงลงมาช่วยดูเรื่องการรวมศูนย์ one stop service ในการค้าขายขนส่งสินค้าไปยังต่างประเทศด้วย สามารถส่งออกไปยังปลายทางได้ในทันที

‘ชัย’ฉะปั่นกระแสโจมตี‘จุลพันธ์’
นายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกระแสโจมตีนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมช.คลัง ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนโครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่านดิจิทัลวอลเล็ต ที่เปิดเผยถึงข้อเสนอ 3 แนวทางเลือกการแจกเงิน จากทางเลือกเดิมที่กำหนดให้แจกแบบถ้วนหน้าทุกคนที่มีอายุตั้งแต่ 16 ปีขึ้นไป ประมาณ 56 ล้านคน วงเงิน 560,000 ล้านบาท ว่า ขอชี้แจงว่าทางเลือกที่เสนอมาใหม่ 3 ข้อ ไม่ใช่เป็นความเห็นหรือข้อเสนอส่วนตัวของนายจุลพันธ์ แต่เป็นมติจากที่ประชุม คณะอนุกรรมการ เพื่อนำไปเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายโครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่าน Digital Wallet แต่มีคนจับประเด็นคลาดเคลื่อนและพยายามปั่นกระแสในทำนองว่านายจุลพันธ์พยายามจะหาทางบิดพลิ้วไปจากนโยบายแจกเงิน 10,000 บาทแบบถ้วนหน้าตั้งแต่อายุ 16 ปีขึ้นไป ซึ่งไม่เป็นความจริง

แจกเงินดิจิทัลรอบอร์ดสรุป
เมื่อทางเลือกทั้ง 3 ข้อ ถูกนำเสนอเข้าที่ประชุมบอร์ดใหญ่ ก็ไม่แน่ว่าที่ประชุมใหญ่จะเห็นด้วยกับทางเลือกข้อใดข้อหนึ่งหรือไม่ หรืออาจยังคงยืนยันในทางเลือกเดิม คือแจกแบบถ้วนหน้าตั้งแต่อายุ 16 ปีขึ้นไป จำนวน 56 ล้านคน ก็เป็นได้ จึงต้องรอข้อสรุปจากที่ประชุมชุดใหญ่ก่อน ปรากฏการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่า รัฐบาลนี้ยึดมั่นในแนวทางประชาธิปไตยอย่างแท้จริง โดยเปิดรับฟังเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากผู้เห็นต่างอย่างรอบด้าน และพร้อมพิจารณาทางเลือกต่างๆ อย่างรอบคอบ ด้วยกลไกการดำเนินการอย่างเป็นระบบ เมื่อที่ประชุมคณะกรรมการชุดใหญ่สรุปอย่างไรก็ควรจะถือว่าเป็น ข้อยุติ โดยรัฐบาลจะเป็นฝ่ายที่ต้องรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ที่ออกมา

สำหรับ 3 แนวทางเลือกที่คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนฯ เสนอ 1.ให้เฉพาะกลุ่มที่เคยลงทะเบียนคนจน จำนวน 15-16 ล้านคน ต้องใช้งบราว 150,000-160,000 ล้านบาท 2.กลุ่มที่มีรายได้ไม่เกิน 25,000 บาทต่อเดือน จำนวน 43 ล้านคน ต้องใช้งบราว 430,000 ล้านบาท และกลุ่มที่มีรายได้ไม่เกิน 50,000 บาทต่อเดือน จำนวน 49 ล้านคน ต้องใช้งบประมาณราว 490,000 ล้านบาท

พท.ยันทำเรื่องต่าง-บ้านเมืองเดินหน้า
นายสรวงศ์ เทียนทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์กรณีหลายภาคส่วนยังคงวิจารณ์นโยบายดิจิทัลวอลเล็ต ต่อเนื่อง ล่าสุดระบุหากต้องกู้รัฐบาลต้องจ่ายดอกเบี้ยสูงถึง 1.4 แสนล้านบาท ว่า เป็นเรื่องของฝ่ายบริหารที่นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมช.คลัง รับผิดชอบ มี นายเศรษฐา ทวีสิน นายกฯ และรมว.คลังเป็นประธาน แต่ในนามของพรรคเพื่อไทยมั่นใจโครงการนี้ เพราะไม่ใช่นโยบายแรกที่เราเสนอแล้วแตกต่างจากพรรคอื่น ถ้าจำกันได้ตอนนายทักษิณ ชินวัตร อดีต นายกฯ ทำโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรคก็มีคนออกมาวิพากษ์วิจารณ์โครงการว่าจะทำได้อย่างไร เอาเงินจากไหน

“ไม่ปฏิเสธว่าการออกนโยบายที่ไม่เหมือนคนอื่นต้องมีคนเห็นต่าง ถ้าเขาคิดกันได้ประเทศก็ไม่เป็นแบบนี้ ถ้าเราไม่ทำอะไรที่แตกต่างให้บ้านเมืองมั่นคงก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงจากเดิม ดังนั้น ที่นโยบายนี้ออกมาอยากให้คนไทยหันกลับมามองคนที่เขาต้องการ นโยบายนี้ไม่ใช่นโยบายช่วยเหลือผู้ยากไร้ ผู้มีรายได้น้อย แต่จะกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งประเทศ” นายสรวงศ์กล่าว

มั่นใจกระชากเศรษฐกิจ
การที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) บอกไม่ต้องกระตุ้น เพราะเศรษฐกิจไทยไปในทางที่ดีแล้วนั้น ไม่ทราบว่าดูตัวเลขจากไหน พวกตนเป็นสส.บ้านนอกอยู่กับประชาชนทุกวัน ไม่เห็นว่าเศรษฐกิจจะดีขึ้นเลย เราย่ำอยู่กับที่ บางคนพูดว่าเราถอยหลังไปแล้ว ก็อยากให้ดูภาพรวม จริงๆ แล้วเราเสียงบประมาณที่ผูกพันอยู่แล้วมากกว่าวงเงินที่ใช้ตรงนี้ แต่นี้เป็นนโยบายครั้งเดียวที่จะกระชากเศรษฐกิจขึ้นมาให้คนในประเทศมีเงินทองหมุนเวียน ดึงดูดนักลงทุนในไทย

เมื่อถามถึงกรณี ป.ป.ช. ตั้งกรรมการมาศึกษาและรับฟังความเห็นเกี่ยวกับโครงการดังกล่าว นายสรวงศ์ กล่าวว่า ถ้าป.ป.ช. ทักท้วงมาแล้วมีเหตุผลรัฐบาลก็รับฟัง นายกฯ เปิดฟังทุกความเห็น แต่ถ้าเขาคิดกันได้ก็ไม่เป็นแบบนี้ ถ้ายอนไปยุครัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ โครงการ 2 ล้านล้าน ที่ต้องหยุดไป ตอนนี้ใช้เงิน 4 ล้านล้านบาท ไม่รู้จะทำได้หรือไม่ ประเทศเสียอะไรไปบ้าง เสียโอกาสมากกว่าเงินที่ลงทุนไปเท่าไร บางอย่างตีมูลค่าไม่ได้ แต่พอเวลาผ่านไปแล้วเป็นมูลค่ามหาศาลมาก ถ้ามีการทักท้วงจากองค์กรอิสระหรืออะไร นายกฯ รับฟัง แต่การบริหารต้องเดินหน้าต้องกล้าตัดสินใจ ถ้าเราไม่กล้าทำในสิ่งที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน เราก็อยู่ที่เหมือนเดิม

ศิริกัญญาชี้เลิก‘1 หมื่น’ไม่ขัดรธน.
ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคก้าวไกล ให้สัมภาษณ์กรณีนายภูมิธรรม ระบุพรรคก้าวไกลควรทำการเมืองสร้างสรรค์ อย่าดิสเครดิตโครงการดิจิทัลวอลเล็ตว่า ยังไม่มีถ้อยคำไหนที่เป็นการ ดิสเครดิตในสภา เราได้แต่เรียกร้องให้รัฐบาลมีข้อเท็จจริง พูดความจริงกับประชาชน ถ้ามองเป็นการด้อยค่าหรือดิสเครดิตต้องขออภัย เราไม่ได้มีเจตนา เพียงแต่อยากให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่ชัดเจนมากกว่า

ทั้งนี้ หากรัฐบาลผลักดันโครงการนี้ไม่สำเร็จไม่น่าจะถึงขั้นผิดรัฐธรรมนูญ เพราะ กกต.พูดแล้วว่าแม้จะไม่ได้ทำตามนโยบายที่หาเสียงไว้ หรือไม่ได้ทำตามในเอกสารเรื่องแหล่งที่มาของเงินที่ยื่นไว้ก็ไม่มีบทกำหนดโทษ ถ้าจะผิดรัฐธรรมนูญคงเป็นเรื่องการเดินหน้าต่อ การออก พ.ร.ก.เงินกู้ การใช้ธนาคารของรัฐในการดำเนินการ การแบ่งจ่ายเงินเป็นหลายงวด อาจผิด พ.ร.บ.เงินตรา และข้อจำกัดของข้อกฎหมายอื่นๆ

ขอดูรายละเอียดก่อนซักฟอก
เมื่อถามว่าเสียงวิพากษ์วิจารณ์จะมีผลต่อคณะกรรมการดิจิทัลวอลเล็ตชุดใหญ่หรือไม่ น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า หากบอร์ดชุดใหญ่ได้ฟังข้อคิดเห็นน่าจะมีการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ ไม่ได้ดูตามหลักเกณฑ์ที่คณะอนุกรรมการชง เข้าใจว่ารัฐบาลกำลังปวดหัวกับการเสาะหาแหล่งเงิน ข้อเสนอการปรับลดงบโครงการเหลือ 1 แสนล้านบาท คงต้องหาแนวทางที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจที่ดีกว่า เช่น โครงการขนาดย่อยที่อปท.สามารถดำเนินการได้ทันทีรอเพียงรัฐบาลอัดฉีดงบ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ปรับปรุงสาธารณูปโภค กระตุ้นเศรษฐกิจในชุมชน เพราะโครงการดิจิทัลวอลเล็ตที่เน้นเพิ่มจีดีพีอย่างเดียว ไม่ได้ตอบโจทย์ต่อการกระจายรายได้และลดความเหลื่อมล้ำ

เมื่อถามถึงกรณีนักวิชาการประเมินพรรคร่วมรัฐบาลอาจขอร่วมไม่ไว้วางใจนายเศรษฐา น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า สุดท้ายโครงการนี้ต้องเป็นการลงมติโดยครม. อยู่แล้ว ร่วมหอลงโรงกันแล้วน่าจะเห็นไปในแนวทางเดียวกัน โครงการดิจิทัลวอลเล็ตยังไม่ได้เริ่มโอกาสที่จะเอาไปใช้ในการอภิปรายทั่วไป หรือการอภิปรายไม่ไว้วางใจสมัยหน้าต้องดูรายละเอียดโครงการก่อน เราได้แต่ติดตามอย่างใกล้ชิดว่าโครงการจะออกมาในทิศทางใด

“อยากให้รัฐบาลยึดที่เป้าหมายเป็นสำคัญมากกว่า แนวทางการดำเนินการ หากยึดติดว่าต้องแจกเงินอย่างเดียว อาจทำให้สูญเสียเป้าหมายใหญ่ที่พรรคเพื่อไทยได้สัญญากับประชาชนว่าจะทำให้เศรษฐกิจโต 5% ภายในเวลา 4 ปี หากปรับเปลี่ยนวิธีการ ประชาชนน่าจะรับฟัง” น.ส.ศิริกัญญากล่าว

จุรินทร์เย้ย 4 ข้อใหญ่-รบ.ต้องตอบ
นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รักษาการหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวถึง 3 ทางเลือกของกระทรวงการคลังกรณีเงินดิจิทัลวอลเล็ต ว่า พรรคประชาธิปัตย์ยังยืนยันว่าเป็นสิทธิ์ของรัฐบาลในการกำหนดนโยบาย แต่ปัญหาทั้งหมดตนเห็นว่าเกิดจากการหาเสียงแบบประชานิยม ทำได้หรือไม่ได้ค่อยไปตายเอาดาบหน้า มาถึงวันนี้จึงมีสภาพเหมือนลิงแก้แห เพราะนอกจากจะมีปัญหา 2 ข้อเดิมที่ต้องแก้แล้ว ยังมีปัญหา 2 ข้อใหม่เพิ่มเข้ามาอีก ซึ่งทุกข้อยังไม่มีคำตอบ

ปัญหา 2 ข้อเดิม คือ1.จะทำอย่างไร กับ 2.จะเอาเงินมาจากไหน เพราะติดทั้งแหล่งเงินและข้อกฎหมาย โดยเฉพาะที่ลั่นวาจาไว้ว่าจะไม่ใช้เงินงบประมาณและจะไม่กู้ เลยยิ่งมัดพันตัวเอง และปัญหา 2 ข้อใหม่ที่เพิ่มเข้ามา คือ 1.จะทำได้เมื่อไร เพราะเลื่อนเวลามา 2 ครั้งแล้ว กับ 2.จะเปลี่ยนเป้าหมายจากกระตุ้นเศรษฐกิจที่โฆษณาไว้มาเป็นสงเคราะห์คนจนหรือไม่ ทั้งหมดกลายเป็น 4 ปัญหาใหญ่ที่รัฐบาลต้องมีคำตอบ เพราะประชานิยมที่ไปหาเสียงไว้

ได้ฟริเกตไม่กระทบซื้อเรือหลวง
นายสุทิน คลังแสง รมว.กลาโหม กล่าวกรณีนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ประธาน กมธ.การทหาร สภาผู้แทนราษฎร เรียกร้องให้รมว.กลาโหม ชี้แจงทั้งหมด 8 ข้อ เช่น สเป๊กเรือฟริเกตมีการติดตั้งอาวุธมาพร้อมด้วยหรือไม่ว่า สามารถชี้แจงได้หมด แต่ที่ตอบไปแล้วคือเรายังไม่ลงรายละเอียดให้คุยกันเป็นขั้นตอนก่อน ซึ่งขณะนี้คือการเสนอทางออกใหม่ให้เป็นเรือฟริเกต ส่วนจะเป็นสเป๊กไหน อย่างไรต้องมาคุยกัน และแน่นอนว่าเราต้องยึดความต้องการและประโยชน์ของเรามากที่สุด จนถึงตอนนั้นจะตอบนายวิโรจน์ได้ไม่มีปัญหา

เมื่อถามว่าจะกระทบต่อการจัดหาเรือหลวงอานันทมหิดลหรือไม่ นายสุทินยืนยันว่า ไม่กระทบ เพราะอยู่ในแผนเดิมที่จัดงบไว้แล้ว งบปี 67 และ 68 ก็มี อันนี้เป็นของแถมมา ของเดิมก็จัดไปเพราะ เป้าหมายเราตั้ง 8 ลำ แม้ว่าจะได้เรือฟริเกตใหม่มาทดแทนเรือดำน้ำ รวมแล้วก็ยังมีเพียง 5 ถึง 6 ลำเท่านั้น

ยังไม่จบเรือดำน้ำ-รอถกจีนพย.นี้
เมื่อถามว่ามีการขอให้เปิดเผยผลการศึกษาความเป็นไปได้การจัดหาเรือดำน้ำที่ใช้งบกว่า 200 ล้านบาท นายสุทิน กล่าวว่า เมื่อถึงเวลาก็เปิดเผยอยู่แล้ว สิ่งนี้ไม่ต้องห่วง เมื่อถามว่ามีความเป็นไปได้หรือไม่ว่าจะกลับมาใช้เครื่องยนต์จีนอีกครั้ง นายสุทินกล่าวว่า มีโอกาสเป็นไปได้ทุกทาง แม้กระทั่งเครื่องยนต์จากเยอรมัน หากสมมติเยอรมันเปลี่ยนใจยอมขายให้จีน ก็กลับไปสู่เป้าประสงค์เดิมได้ แต่ขอให้ได้เจรจากันก่อน

เมื่อถามว่ามีการรายงานว่าเป็นการจมเรือดำน้ำ นายสุทินกล่าวว่า “ไม่ได้เป็นอย่างนั้นเพราะคำว่าจมคือการปิดโอกาส 100% วันนี้ถ้าสมมติจีนไปเอาเครื่องยนต์จากเยอรมัน หรือเยอรมันเปลี่ยนใจขายให้ เราก็กลับไปใช้ช่องทางเดิมตัวเลือกเดิมได้”

ส่วนกรอบระยะเวลา เชื่อว่าสามารถทบทวนหรือขยายเวลาได้ เพราะการเจรจาและขยายเวลาก็เคยทำมาแล้วในช่วงโควิด-19 จีนพร้อมเราพร้อม เมื่อถึงเวลาก็คุยกัน จะเป็นฝ่ายเราหรือเขาที่ไปคุยหรือมาคุยก็ได้หมด เบื้องต้นวางกรอบไว้ในช่วงต้นพ.ย.นี้

‘อิ๊ง’ขอใช้ผลงานลบคำสบประมาท
น.ส.แพทองธาร ชินวัตร โพสต์ผ่านเอ็กซ์ ภายหลังได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ระบุ “เราต้องทำความฝันให้เป็นความจริง เราต้องทำเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้ เราต้องลบทุกคำสบประมาท ด้วยผลงานที่ปฏิเสธไม่ได้

จากนี้ไปในนามหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ดิฉันขอร่วมกับทุกท่าน ทำบ้านหลังนี้ให้แข็งแกร่งขึ้น รวมทุกข้อดีและประสบ การณ์จากผลงานในอดีต พัฒนาทุกจุดที่ทำให้เราดีขึ้น

ขอขอบคุณหัวหน้าพรรคก่อนหน้านี้ทุกท่าน ตั้งแต่ไทยรักไทย พลังประชาชน และเพื่อไทย โดยเฉพาะคุณหมอชลน่าน ศรีแก้ว กับการทำงานเพื่อพรรคอย่างเต็มที่ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา จะรับหน้าที่นี้ต่ออย่างเต็มที่ และตั้งใจที่สุดค่ะ ร่วมเป็นกำลังใจให้ดิฉัน ร่วมเป็นกำลังใจให้พรรคเพื่อไทย แล้วเดินไปด้วยกันนะคะ”

‘ชลน่าน’เปิดผับตี 4 ต้องพร้อม
เมื่อวันที่ 28 ต.ค. ที่สะพานข้ามแม่น้ำน่าน (ท่าน้ำบ้านป่ากล้วย) อ.เวียงสา จ.น่าน นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว รมว.สาธารณสุข (สธ.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีรัฐบาลมีนโยบายขยายเวลาเปิดผับบาร์ถึงตี 4 ว่า เรื่องนี้น่านไม่กระทบเลย เพราะที่จ.น่านมีลักษณะโซนนิ่งโดยธรรมชาติอยู่แล้ว และเขาให้ความสำคัญมากในเขตเมืองเก่า จะไม่มีสถานบันเทิงเลย ต้องอยู่นอกเขตเมืองเท่านั้น ขณะที่เขตเมืองก็จะมีโซนนิ่งชัดเจน มีกลุ่มเป้าหมายชัดเจน ดังนั้นหากขยายเวลาเปิดจะไม่ได้รับผลกระทบ แต่เราต้องหนักแน่นในมิติเชิงสุขภาพ

เมื่อถามว่าแสดงว่าพร้อมจะขยายเวลาเปิดผับถึง 04.00 น.ใช่หรือไม่ นพ.ชลน่านกล่าวว่า ใช่ การขยายเวลาเปิดสถานบันเทิงต้องอยู่บนฐานความพร้อม คือ 1.กำหนดโซนนิ่งให้ชัด 2.ประเภทของคนที่จะเข้าสถานบันเทิงนั้นต้องมีความชัดเจน และ 3.มาตรการควบคุมป้องกันดูแลว่าจะทำอะไรบ้าง

ด้านนายวิษณุ ศรีทะวงษ์ ผู้จัดการแผนนโยบายสาธารณะ สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) กล่าวว่า ถือเป็นเรื่องที่สังคมต้องช่วยกันตัดสิน เพราะจ.น่านแม้จะเห็นสถิติในปี 2564 มีอัตราการดื่มสูงสุด แต่จริงๆ แล้วแนวโน้มการดื่มจากการรณรงค์ตลอดช่วง 20 ปีมาถือว่าลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่ที่ทำให้การดื่มของจ.น่านสูงนั้นมี 2 ปัจจัยภายนอกสำคัญ คือ 1.น่านเป็นจุดหมายปลายทางของการท่องเที่ยวช่วงฤดูหนาว ทำให้ปริมาณการดื่มที่มาจากคนนอกที่ขนขึ้นไปกินตามดอยเยอะมากขึ้น และ2.น่านเป็นเมืองชายแดน ตอนนี้เมืองฝั่งลาวเปิดเป็นเมืองพิเศษที่มีการลงทุนจากจีน สินค้าจากน่านก็เอาแอลกอฮอล์ของเราเข้าไปฝั่งลาวด้วย ดังนั้นเพื่อความเป็นธรรมกับชาวน่าน จะต้องแยก 2 ส่วนนี้ออกจากกัน จากคนที่นำพาการดื่มเข้ามา ถ้าไปดูพฤติกรรมการดื่มของคนน่านและสถานบันเทิงทั้งในเมืองหรือต่างอำเภอ เราแทบไม่พบเลยว่ามีสถานบันเทิง 2-3 ทุ่มก็เงียบหมดแล้ว คนน่านส่วนใหญ่ไม่ค่อยใช้วิถีกลางคืนหรือเที่ยวกลางคืนมาก

นายวิษณุกล่าวต่อว่า เรื่องเปิดผับตี 4 น่าจะกระทบคนส่วนใหญ่ มากกว่าร้อยละ 70 เป็นคนที่ไม่ได้ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ คนที่ดื่มมีเพียงร้อยละ 28 เท่านั้น และไม่ใช่คนที่ดื่มประจำ มีโอกาสเที่ยวในยามค่ำคืนไม่เยอะ ดังนั้นคนที่จะเข้ามาเกี่ยวข้องหรือแชร์รายได้จากการขยายเวลาเปิดผับถึงตี 4 จึงน้อยมาก แต่สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือกระทบกับวิถีชีวิตปกติของคนส่วนใหญ่ ดังนั้นเป็นนโยบายที่ได้ไม่คุ้มเสีย อยากให้ทบทวนหรือใช้มาตรการเดิมซึ่งดีอยู่แล้ว หรือโฟกัสเฉพาะพื้นที่และควรมีมาตรการเชิงก้าวหน้า เช่นจัดตั้งกองทุนเยียวยาเหยื่อผู้ได้รับผลกระทบจากนโยบายนี้ เพราะปัจจุบันมีเหยื่อหลายรายที่ไม่ได้รับการเยียวยา บางเคสเสียชีวิตเสียผู้นำครอบครัว เยียวยาแค่ครั้งเดียว 5,000 บาท เป็นก้อนสุดท้ายของชีวิต แล้วต้องทนทุกข์ไปตลอดชีวิต ดังนั้นหากจะให้มีนโยบายนี้ ต้องมีกองทุนเยียวยาและต้องเยียวยาไปตลอดชีวิต และรายได้ก็ต้องมาจากธุรกิจแอลกอฮอล์ถึงจะสะท้อนมูลค่าที่ผู้ประกอบการควรจ่าย

“การเก็บเงินเข้ากองทุนน่าจะอยู่ราวๆ 5,000 – 10,000 ล้านบาทต่อปี เพราะไม่ได้มีแค่ค่าชดเชยให้กับผู้พิการ ผู้ติดเตียง หรือคนที่เสียชีวิต แต่ยังมีอีกกลุ่มหนึ่งที่ไม่ได้รับการดูแล คือคนที่อยากจะบำบัดสุรา วันนี้ สปสช.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังเกี่ยงกันอยู่เลยว่า ยาเลิกเหล้าต่อรายประมาณ 1 แสนบาท นำเข้าจากต่างประเทศ ยังไม่มีกองทุนไหนเข้ามาสนับสนุน คนที่จ่ายควรจะเอาผู้ที่เกี่ยวข้องในธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทั้งหมด ตั้งแต่ผู้ผลิตผู้จำหน่าย ผับ บาร์ ตามหลักการใครก่อให้เกิดผล กระทบคนนั้นก็ต้องจ่าย ผับเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา ผู้ผลิตผู้ค้าก็ต้องรับผิดชอบร่วมกัน แต่สัดส่วนจะเป็นอย่างไรต้องไปศึกษา”นายวิษณุกล่าว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน