ชี้วิกฤต-อิสราเอลรุกหนัก ระดมทุกช่องทางช่วยเหลือ หอกระจายข่าวหมู่บ้านด้วย ถึงไทยอีก4เที่ยว-633คน ยอดตัวประกันเพิ่มเป็น19

‘อนุทิน’รับคำสั่งนายกฯ สั่งด่วนผู้ว่าฯ ทั่วปท.ประสานพ่อแม่ให้ช่วย กล่อมแรงงานไทยในอิสราเอลเดินทางกลับบ้าน เพื่อความปลอดภัย หลังอิสราเอลบุกภาคพื้นดินถล่มกลุ่มฮามาสในปาเลสไตน์หนักขึ้น ‘นายกฯเศรษฐา’วอนรีบตัดสินใจกลับ หากอยู่ต่อเสี่ยงอันตราย ขณะที่แรงงานไทยกลับมาอีก 4 เที่ยวบิน 633 คน กต.ระบุยอดรวม 26 เที่ยวบิน กว่า 5 พันคน แต่ยื่นเรื่องขอ กลับไปทำงานที่อิสราเอลกว่า 1 พัน เผยไทยถูกจับเป็นตัวประกันเพิ่มอีกราย ยอด 19 ราย บาดเจ็บอีกคน รวม 19 คน ‘สุทิน คลังแสง’ รมว.กลาโหมเป็นประธานเผาศพหนุ่มอุดรฯ เหยื่อสงครามอิสราเอล พร้อมมอบเงินช่วยเหลือ

แรงงานกลับอีก 4 เที่ยว 633
เมื่อวันที่ 28 ต.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า แรงงานไทยที่หนีภัยการสู้รบในอิสราเอลเดินทางกลับถึงบ้านอีก 3 เที่ยวบิน ทั้งหมดมาลงที่สนามบินดอนเมือง โดยเที่ยวแรก ผู้โดยสาร 134 คน เดินทางด้วยสายการ บินไลอ้อนแอร์ เที่ยวบินที่ SL7005 มาถึงเมื่อเวลา 02.50 น.

ส่วนเที่ยวที่สอง สายการบินแอร์เอเชีย เที่ยวบินที่ FD8754 มาถึงเวลา 04.50 น. ผู้โดยสาร 179 คน และ 3.สายการบินนกแอร์ เที่ยวบินที่ DD9089 มาถึงเวลา 00.00 น. วันที่ 29 ต.ค. ผู้โดยสาร 180 คน

ล่าสุด กระทรวงการต่างประเทศแจ้งเที่ยวบินอพยพที่จะเดินทางถึงไทยในวันที่ 29 ต.ค. ดังนี้ สายการบินแอร์เอเชีย เที่ยวบินที่ FD8753 มาถึงสนามบินดอนเมือง เวลา 04.05 น. จำนวนผู้ลงทะเบียน 140 คน ทำให้ยอด 4 เที่ยวบินระหว่างวันที่ 28-29 ต.ค. มีแรงงานไทยเดินทางกลับบ้านทั้งหมด 633 คน

วันเดียวกัน กระทรวงการต่างประเทศของไทยแจ้งว่า ตามที่มีสถานการณ์ความรุนแรงในอิสราเอล-กาซ่าตั้งแต่วันที่ 7 ต.ค. 2566 และกระทรวงการต่างประเทศออกประกาศเตือนคนไทยและเรียกร้องให้เดินทางกลับประเทศไทยเป็นระยะนั้น

ขณะนี้กองทัพอิสราเอลได้เพิ่มปฏิบัติการภาคพื้นดินในบริเวณฉนวนกาซ่าอย่างเข้มข้นขึ้น ซึ่งน่าจะส่งผลให้สถานการณ์สู้รบที่รุนแรงยิ่งขึ้นและเป็นอันตรายต่อ ชีวิตและความปลอดภัยของชาวไทยในอิสราเอลรวมถึงมีความเป็นไปได้ว่า การสู้รบจะขยายพื้นที่ซึ่งอาจส่งผลต่อการเดินทางภายในประเทศ และกระทบต่อกระบวนการอพยพอย่างมีนัยสำคัญ

รัฐบาลมีความห่วงใยพี่น้องคนไทยในอิสราเอลเป็นอย่างยิ่ง และขอเรียกร้อง ให้คนไทยในอิสราเอลเดินทางกลับประเทศไทยโดยเร็วที่สุด และขอเชิญชวนให้ญาติพี่น้องที่อยู่ในประเทศไทยช่วยแจ้งให้พี่น้องแรงงานที่ยังตัดสินใจอยู่ในอิสราเอลพิจารณาเปลี่ยนใจกลับประเทศโดยเร็วที่สุด

นายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จากสถานการณ์ความรุนแรงในอิสราเอล-กาซ่า ตั้งแต่วันที่ 7 ต.ค. ที่ผ่านมา และกระทรวงการต่างประเทศออกประกาศเตือนคนไทยและเรียกร้องให้เดินทางกลับประเทศไทยเป็นระยะ ขณะนี้กองทัพอิสราเอลได้เพิ่มปฏิบัติการภาคพื้นดินในบริเวณฉนวน กาซ่าอย่างเข้มข้น อาจส่งผลให้สถานการณ์สู้รบรุนแรงยิ่งขึ้น เป็นอันตราย ต่อชีวิตและความปลอดภัยของชาวไทยในอิสราเอล และมีความเป็นไปได้ว่าการสู้รบจะขยายพื้นที่ ซึ่งอาจส่งผลต่อการเดินทางภายในประเทศ และกระทบต่อกระบวนการอพยพอย่างมีนัยสำคัญ โดยนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐบาลห่วงใยทุกชีวิตของพี่น้องคนไทยในอิสราเอล จึงขอเรียกร้องให้คนไทยในอิสราเอลเดินทางกลับประเทศไทยโดยเร็วที่สุดเพื่อความปลอดภัยของทุกคน

นายชัยกล่าวว่า รัฐบาลห่วงใยพี่น้องคนไทยในอิสราเอลเป็นอย่างยิ่ง และขอเรียกร้องให้คนไทยในอิสราเอล เดินทางกลับประเทศไทยโดยเร็วที่สุด และขอเชิญชวนญาติพี่น้องที่อยู่ในประเทศไทยช่วยแจ้งให้แรงงานที่ยังตัดสินใจอยู่ในอิสราเอลพิจารณาเปลี่ยนใจกลับประเทศโดยเร็วที่สุด

‘เศรษฐา’วอนคนไทยรีบกลับ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 20.00 น. นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ทวีตข้อความผ่านแอพพลิเคชั่น X อีกครั้งและทวิตต่อเนื่อง โดยระบุว่า “สถานการณ์สู้รบในบริเวณฉนวนกาซ่า มีแนวโน้มจะรุนแรงและขยายตัวเป็นอันตรายต่อชีวิต และจะอพยพลำบาก ขึ้น พร้อมชักชวนขอให้แรงงานไทยในอิสราเอลกลับประเทศ “กลับบ้านเราเถอะครับ”

ด้าน พล.ท.ธีรพงศ์ ปัทมสิงห์ ณ อยุธยา โฆษกกองบัญชาการกองทัพไทยเปิดเผยว่า ตามที่กองทัพอิสราเอลเพิ่มปฏิบัติการภาคพื้นดินและทางอากาศในบริเวณฉนวน กาซ่าอย่างเข้มข้นขึ้น รวมทั้งมีสถานการณ์ สู้รบบริเวณพื้นที่ชายแดนตอนเหนือติด กับประเทศเลบานอนซึ่งอาจส่งผลให้สถานการณ์สู้รบมีความรุนแรงยิ่งขึ้น และเป็นอันตรายต่อชีวิตและความปลอดภัยของชาวไทยในอิสราเอล รวมถึงเป็นไปได้ว่าการสู้รบจะขยายพื้นที่ ซึ่งอาจส่งผลต่อการเดินทางภายในประเทศ และกระทบต่อการอพยพประชาชน ประกอบกับรัฐบาลได้เรียกร้องให้ชาวไทยในอิสราเอลเดินทางกลับประเทศไทยโดยเร็วที่สุด และ ขอความร่วมมือให้ญาติพี่น้องที่อยู่ในประเทศไทย ช่วยแจ้งให้พี่น้องแรงงานที่ยังอยู่ในอิสราเอลเปลี่ยนใจเดินทางกลับประเทศไทยโดยเร็ว เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและลดความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้น

กองทัพไทยเล็งเห็นถึงความไม่แน่นอนของสถานการณ์ที่อาจจะขยายความรุนแรงมากขึ้น ซึ่งอาจส่งผลต่อสวัสดิภาพและความปลอดภัย หากการสู้รบมีความยืดเยื้อจะก่อให้เกิดข้อจำกัดในการอพยพแรงงานไทยออกจากพื้นที่เพื่อกลับประเทศไทย ดังนั้น กองทัพไทยจึงขอเชิญชวนและเรียกร้องให้พี่น้องประชาชนคนไทยที่ยังคงอยู่ในอิสราเอลดำเนินการตามมาตรการ คำแนะนำ และข้อเรียกร้องของรัฐบาลไทยโดยเร่งด่วน ทั้งนี้ กองทัพไทยพร้อมให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนรัฐบาลในการอพยพคนไทยในอิสราเอลอย่างเต็ม ขีดความสามารถ

มท.สั่งผู้ว่าฯคุยพ่อแม่กล่อม
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทยสั่งการด่วนผ่านกลุ่มไลน์ ผู้บริหารกระทรวง ถึงผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศเร่งประสานครอบครัวแรงงานไทยที่ยังทำงานในอิสราเอล เพื่อให้ครอบครัวโน้มน้าวแรงงานไทยกลับประเทศโดยด่วน เพื่อความปลอดภัย ทั้งนี้รัฐบาลจะอำนวยความสะดวกเรื่องการเดินทาง และออกมาตรการช่วยเหลืออื่นตามมา

โดยระบุว่า “ได้รับการสั่งการจากนายกรัฐมนตรี ขอให้เครือข่ายมหาดไทยช่วยเร่งดำเนินการประชาสัมพันธ์กับครอบครัวและญาติของผู้ใช้แรงงานในอิสราเอล ให้ช่วยกันขอให้พี่น้องผู้ใช้แรงงานได้ตัดสินใจเดินทางกลับมายังประเทศไทยโดยเร็วที่สุด เพื่อความปลอดภัยของชีวิต รัฐบาลจะอำนวยความสะดวกในการเดินทางกลับ พร้อมทั้งเร่งออกมาตรการเยียวยาหาทางลดภาระต่างๆ ให้อย่างเต็มที่ รัฐบาลมีความเป็นห่วงพี่น้องผู้ใช้แรงงานทุกคนเป็นอย่างมากและต้องการให้ทุกคนมีความปลอดภัย หากมีการปฏิบัติการกวาดล้างในอิสราเอลอาจจะทำให้เกิดการบาดเจ็บและสูญเสียชีวิตของพี่น้องแรงงานไทยได้ ดังนั้น รัฐบาลจึงขอวิงวอนให้พี่น้องแรงงานได้ตัดสินใจกลับมาเมืองไทยก่อน จึงขอความร่วมมือให้คนในครอบครัวได้ช่วยกันติดต่อ และหากต้องการให้ช่วยติดต่อประสานเรื่องการเดินทางกลับ ขอให้ญาติได้ทำการแจ้งมายังอำเภอหรือจังหวัดได้เพื่อจะได้ประสานงานอำนวยความสะดวกให้ต่อไป ขอรบกวนผู้ว่าราชการจังหวัดทุกท่านได้กรุณาดำเนินการตามบัญชาท่านนายกรัฐมนตรีโดยด่วน”

ใช้ทุกช่องทางช่วยติดต่อ
วันเดียวกัน นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ลงนามคำสั่งถึงผู้ว่าฯ ทุกจังหวัดเพื่อแจ้งให้ดำเนินการดังข้อความต่อไปนี้ “ด้วยกระทรวงการต่างประเทศได้มีแถลงการณ์เรียกร้องให้คนไทยในอิสราเอลเดินทางกลับประเทศไทยโดยเร็วที่สุดอันเนื่องมาจากสถานการณ์ความรุนแรงในอิสราเอล-กาซ่าตั้งแต่วันที่ 7 ตุลาคม 2566 และกองทัพอิสราเอลได้เพิ่มปฏิบัติการภาคพื้นดินในบริเวณฉนวนกาซ่า ซึ่งน่าจะส่งผลให้สถานการณ์สู้รบที่รุนแรงยิ่งขึ้น และเป็นอันตรายต่อชีวิตและความปลอดภัยของชาวไทยในอิสราเอล รวมถึงมีความเป็นไปได้ว่าการสู้รบจะขยายพื้นที่ซึ่งอาจส่งผลต่อการเดินทางภายในประเทศ และกระทบต่อกระบวน การอพยพอย่างมีนัยสำคัญ และนายกรัฐมนตรีได้มีข้อสั่งการด่วนที่สุด ขอให้เครือข่ายกระทรวงมหาดไทยเร่งดำเนินการประชาสัมพันธ์กับครอบครัวและญาติของผู้ใช้แรงงานในอิสราเอล ให้ช่วยกันขอให้พี่น้องผู้ใช้แรงในอิสราเอลได้ตัดสินใจเดินทางกลับมายังประเทศไทยโดยเร็วที่สุด เพื่อความปลอดภัยของชีวิต โดยรัฐบาลจะอำนวยความสะดวกในการเดินทางกลับพร้อมทั้งเร่งออกมาตรการเยียวยาหาทางลดภาระต่างๆ ให้กับพวกเขาอย่างเต็มที่นั้น

ในการนี้เพื่อให้เป็นไปตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี กระทรวงมหาดไทยจึงขอให้จังหวัดดำเนินการดังนี้

1.ให้จังหวัดใช้ช่องทางประชาสัมพันธ์ของจังหวัด ได้แก่ หอกระจายข่าว วิทยุชุมชน ช่องทางออนไลน์ และช่องทางสื่อสารอื่น ดำเนินการประชาสัมพันธ์ไปยังครอบครัวและญาติของผู้ใช้แรงงานในอิสราเอลแจ้งให้ผู้ใช้แรงงานในอิสราเอลได้ตัดสินใจเดินทางกลับมายังประเทศไทยโดยเร็วที่สุดเพื่อความปลอดภัยของชีวิต โดยรัฐบาลจะอำนวยความสะดวกในการเดินทางกลับพร้อมทั้งเร่งออกมาตรการเยียวยาหาทางลดภาระต่างๆ ให้กับแรงงานไทยอย่างเต็มที่ โดยครอบครัวและญาติของผู้ใช้แรงงานฯ สามารถประสานใช้ช่องทางศูนย์ดำรงธรรมอำเภอ หรือศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดเพื่อประสานงานในการกลับประเทศได้

2.ให้จังหวัดแจ้งอำเภอ สั่งการให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ในพื้นที่ประชาสัมพันธ์ตามข้อ 1 โดยด่วน ไปยังครอบครัวและญาติของผู้ใช้แรงงานในอิสราเอลแจ้งให้ผู้ใช้แรงงานในอิสราเอลได้ตัดสินใจเดินทางกลับมายังประเทศไทยโดยเร็วที่สุดเพื่อความปลอดภัยของชีวิต

ถูกจับตัวประกันเพิ่มเป็น 19
นางกาญจนา ภัทรโชค อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศแจ้งความคืบหน้าสถานการณ์ผล กระทบต่อคนไทยจากสถานการณ์อิสราเอล-กาซ่า สถานะคืนวันที่ 27 ต.ค 66 ว่า มีผู้เสียชีวิต 32 ราย ซึ่งลดลง 1 รายเนื่องจากได้รับยืนยันว่าเป็นผู้ถูกควบคุมตัว ผู้บาดเจ็บเพิ่มขึ้น 1 คนเป็น 19 คนและ ถูกจับกุมเพิ่มขึ้น 1 คนเป็น 19 คน

ทั้งนี้ สถานทูตไทยในกรุงเทลอาวีฟได้ประสานผู้เกี่ยวข้องจะนำนักศึกษาในโครงการ AICAT ศูนย์อบรมนานาชาติด้านการเกษตรในเขตอราวาอีก 75 คนที่เหลือกลับประเทศไทยทั้งหมด

นางกาญจนากล่าวว่า จนถึงวันนี้ สถานทูตได้ช่วยเหลือคนไทยแล้วรวม 26 เที่ยวบิน จำนวนผู้ได้รับการช่วยเหลือ 5,639 คน

แรงงานยันพร้อมช่วยเหลือเต็มที่
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.แรงงาน เปิดเผยว่า ตนรู้สึกห่วงใยแรงงานไทยที่ได้รับผลกระทบจากเหตุความไม่สงบในอิสราเอล และให้ความสำคัญกับการเยียวยาเพื่อบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้นกับพี่น้องแรงงานไทยอย่างเร่งด่วน โดยมอบหมายกรมการจัดหางานอำนวยความสะดวกและชี้แจงสิทธิประโยชน์ให้แก่แรงงานไทยทราบทันทีที่เดินทางถึงท่าอากาศยานประเทศไทย เพื่อให้ได้รับผลประโยชน์จากกองทุนเพื่อช่วยเหลือคนหางานไปทำงานต่างประเทศโดยเร็วที่สุด

นายพิพัฒน์กล่าวต่อว่า ความคืบหน้าล่าสุดได้มอบสิทธิประโยชน์จากกองทุนให้แก่แรงงานไทยที่เป็นสมาชิกกองทุนแล้ว 865 ราย แบ่งเป็นกรณีเสียชีวิต 4 ราย รายละ 40,000 บาท กรณีทุพพลภาพ 1 ราย รายละ 30,000 บาท กรณีประสบปัญหาต้องเดินทางกลับไทย เนื่องจากภัยสงคราม 860 คน คนละ 15,000 บาท รวมเป็นเงิน 13,090,000 บาท โดยโอนเงินผ่านบัญชีธนาคารออนไลน์ของผู้รับสิทธิประโยชน์ เพื่อความสะดวก โปร่งใส ไม่ต้องเสียเวลา และค่าใช้จ่ายในการเดินทางมาติดต่อราชการ ณ สำนักงาน สำหรับพี่น้องแรงงานไทยที่ยื่นเอกสารขอรับสิทธิกับกรมการจัดหางานครบถ้วนแล้ว ไม่ต้องกังวลใจ ตนได้กำชับกรมการจัดหางานให้ความสำคัญกับการดูแลแรงงานไทยที่ได้รับผลกระทบจากความไม่สงบในอิสราเอลเป็นลำดับแรก และดำเนินการให้พี่น้องแรงงานไทยที่กำลังเดือดร้อนได้รับการดูแลตามกฎหมายโดยเร็วที่สุด

ด้านนายสมชาย มรกตศรีวรรณ ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน รักษาราชการแทนอธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าวว่า แรงงานไทยที่เป็นสมาชิกกองทุน และได้รับผลกระทบจากเหตุความไม่สงบในอิสราเอล สามารถยื่นเอกสารหลักฐานเพื่อรับสิทธิประโยชน์จากกองทุนได้ที่ศูนย์ช่วยเหลือแรงงานและติดตามสถานการณ์ความไม่สงบในอิสราเอล กระทรวงแรงงาน หรือสำนักงานจัดหางานจังหวัดที่อยู่ในภูมิลำเนา

เผยขอกลับไปทำงานกว่าพันคน
วันเดียวกัน รายงานสถานการณ์แรงงานไทยในรัฐอิสราเอล ระบุว่า มีผู้ลงทะเบียนแจ้งความประสงค์กลับประเทศไทย จำนวน 8,478 คน แรงงานเดินทางกลับถึงไทยแล้วทั้งสิ้น 36 เที่ยวบิน จำนวน 6,448 ราย และยื่นแบบขอเดินทางกลับไปทำงานประเทศอิสราเอลแล้ว 1,189 คน

วันเดียวกัน ที่อ.กุมภวาปี จ.อุดรธานี หัวใจคนไกลห่วงใย 22 วันรอฟังข่าวลูกชายทำงานที่อิสราเอลจนหมดหวัง พ่อแม่ญาติพี่น้อง นายตี๋เข้าโบสถ์หารือเตรียมจัดงานศพเพราะเห็นว่าน่าจะไม่รอด บอกหมดความหวังแล้ว จู่ๆ มีชื่อนายตี๋ วัชระ ศรีอ้วน โผล่เป็นตัวประกัน พ่อแม่ร่ำไห้สุดดีใจ อย่างน้อยก็พอมีความหวัง ภาวนาขอให้ลูกปลอดภัยและถูกปล่อยตัวออกมา ขอพระเจ้าคุ้มครอง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บ้านเลขที่ 272 บ.กุดยาง ม.2 ต.ท่าลี่ อ.กุมภวาปี จ.อุดรธานี ซึ่งนายวัชระ ศรีอ้วน อายุ 32 ปี แรงงานไทยในประเทศอิสราเอลที่ติดต่อไม่ได้มาแล้ว 22 วัน หลังเกิดเหตุกลุ่มฮามาสบุกเข้าไปในแคมป์คนงานในคิบบิตซ์ติดกับฉนวนกาซ่า ทำให้มีแรงงานไทยถูกยิงเสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก บางส่วนถูกจับเป็นตัวประกัน พ่อแม่และญาติๆ รอที่จะได้รับข่าวของลูกชายบ้าง ล่าสุดพ่อแม่และญาติเริ่มมีความหวัง เมื่อรู้ข่าวลูกชายคือนายวัชระ ศรีอ้วน มีชื่ออยู่ในกลุ่มตัวประกัน 19 ราย

เผาสลด – ครอบครัวร่ำไห้ฌาปนกิจนายธีรพงษ์ กลางสุวรรณ อายุ 38 ปี แรงงานไทยเหยื่อสถานการณ์สู้รบในประเทศอิสราเอล ท่ามกลางความเศร้าสลด ที่เมรุสำนักสงฆ์ป่าช้าหนองปิงน้อย อ.หนองหาน จ.อุดรธานี เมื่อวันที่ 28 ต.ค.

‘สุทิน’ร่วมเผาศพเหยื่อที่อุดรฯ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา 15.00 น. ที่บริเวณเมรุสำนักสงฆ์ป่าช้าหนองปิงน้อย หมู่ที่ 5 บ้านหนองบัวแดง ต.หนองไผ่ อ.หนองหาน จ.อุดรธานี นายสุทิน คลังแสง รมว.กลาโหม เป็นประธานพิธีฌาปนกิจนายธีรพงษ์ กลางสุวรรณดอน อายุ 38 ปี ชาวบ้านหนองบัวแดง ต.หนองไผ่ อ.หนองหาน ซึ่งไปทำงานและเสียชีวิตจากสถานการณ์ สู้รบในอิสราเอล ก่อนส่งศพกลับมาบำเพ็ญกุศลและฌาปนกิจยังภูมิสำเนาบ้านเกิดในวันนี้

โดยนายสุทินแสดงความความเสียใจกับครอบครัวผู้เสียชีวิต ในโอกาสนี้มอบเงินช่วยเหลือครอบครัวจำนวนหนึ่ง จากนั้นเป็นประธานพิธีฌาปนกิจ มีพล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ แม่ทัพภาคที่ 2 นายวันชัย คงเกษมผู้ว่าฯ อุดรธานี ข้าราชการ ชาวบ้าน ใน อ.หนองหานเดินทางมาร่วมไว้อาลัยในครั้งสุดท้าย

นางสุดา เทพแก้ว ภรรยาของนาย ธีรพงษ์ กล่าวขอบคุณทุกหน่วยงาน เจ้าหน้าที่ทุกท่านที่เดินทางมาร่วมพิธีฌาปนกิจในวันนี้ และช่วยเหลือเรื่องนำศพสามีกลับมาฌาปนกิจที่บ้านเกิด ฝากถึงดวงวิญญาณสามีไม่ต้องห่วง ภรรยาคนนี้จะดูแลลูกทั้งสองคนให้ดีที่สุด สมกับที่สามีรักลูกสาวสองคนมาก

ขณะเดียวกัน ที่วัดป่าดงแสนสุข ต.ดงเย็น อ.บ้านดุง จ.อุดรธานี นายสุรศักดิ์ อักษรกุล รองผวจ.อุดรธานี เป็นประธานพิธีฌาปนกิจนายศักดิ์สิทธิ์ โคตรมี ชาวบ้านดงแสนสุข ต.ดงเย็น อ.บ้านดุง ซึ่งเสียชีวิตจากสถานการณ์สู้รบที่ประเทศอิสราเอลอีกราย ท่ามกลางความโศกเศร้าเสียใจของญาติมิตร และเพื่อนฝูง

ส่วนนายพิรุฬห์ ทานนพิมพ์ อายุ 34 ปี ชาวบ้านนาทัน ต.ท่าลี่ จะประกอบพิธีฌาปนกิจในวันจันทร์ที่ 30 ต.ค. 2566 ที่เมรุวัดสว่างนาทัน หมู่ที่ 6 บ้านาทัน ต.ท่าลี่ อ.กุมภวาปี จ.อุดรธานี

จากนั้นนายสุทินเดินทางไปให้กำลังใจ พร้อมมอบเงินและสิ่งของช่วยเหลือให้กับครอบครัวของนายไกรศร อรัญถิตย์ ชาวบ้านต.หนองไผ่ อ.หนองหาน แรงงานไทยอีกคนที่เสียชีวิตในเหตุการณ์ความรุนแรงในอิสราเอล ซึ่งขณะนี้ร่างของนายไกรสรอยู่ระหว่างดำเนินการนำกลับมาประเทศไทย

พ่อแม่วอนฮามาสปล่อยลูก
นางวิวแวว ศรีอ้วน อายุ 53 ปี แม่ของ นายตี๋กล่าวว่า เมื่อวันอาทิตย์ที่แล้วตนและญาติๆ ไปที่โบสถ์คริสต์ในหมู่บ้านเพื่อหารือการจัดงานศพลูกชายเพราะเริ่มหมดความหวังนานแล้วที่ติดต่อลูกชายไม่ได้ และเพื่อนๆ ในแคมป์คนงานที่รอดชีวิตก็บอกว่าให้ทำใจ ลูกชายน่าจะเสียชีวิต ต่อมามีน้องสาวของตนโทร.มาบอกว่านายวัชระมีชื่ออยู่ในตัวประกัน ทุกคนที่โบสถ์คริสต์ตกใจ เพราะตอนนั้นกำลังหารือว่า หากศพมาถึงไทยจะเอาไว้ที่บ้านหรือโบสถ์ดี น้องสาวของตนจึงถามกลับไปว่าจริงหรือไม่ ขอให้เช็กดูดีๆ แต่เมื่อเห็นรายชื่อลูกชายถูกจับเป็นตัวประกันบอกตรงๆ ว่าทุกคนในโบสถ์ถึงกับร้องไห้ดีใจที่เห็นชื่อของลูกชายเป็นตัวประกันยังไม่ตาย ตนก็ยังมีหวังว่าลูกชายมีโอกาสรอด รอปาฏิหาริย์ ให้กลุ่มฮามาสปล่อยตัวลูกชายและเพื่อนๆ คนไทยออกมาหาพ่อและแม่ที่อยู่ในประเทศไทย ตอนนี้ตนพอยิ้มได้บ้าง สบายใจขึ้น หายใจได้ทั่วท้อง หลังจากที่ผ่านมาบอกตรงๆ หัวอกพ่อและแม่เป็นห่วงลูกชายมาก

ด้านนายต่อม ศรีอ้วน พ่อของนายวัชระกล่าวว่า ที่ผ่านมาแต่ละวันตนและภรรยาเบลอไปหมด นอนในห้องก็ยังนอนคนละที่เพราะคิดถึงลูกชาย ไปทำงานให้หายคิดถึงก็ทำไม่ได้ เพื่อนบ้านเรียกก็แทบไม่ได้ยินเพราะสมองเบลอไปหมด พอรู้ข่าวว่าลูกชายยังไม่ตายแต่มีชื่อเป็นตัวประกันตนร้องไห้เพราะดีใจ สบายใจระดับหนึ่ง อย่างน้อยก็มีความหวัง ตอนนี้หวังให้ลูกชายถูกปล่อยตัวออกมาขอพระเจ้าคุ้มครอง ลูกชายคนนี้เลี้ยงยากเขาแทบไม่ได้เกิด ลูกชายสองคนแรกของตนเสียชีวิตตอนภรรยาตั้งท้อง 7 เดือน จนมีนายวัชระ เขาเกิดมาเหมือนปาฏิหาริย์ หวังให้รอดแบบปาฏิหาริย์กลับมาหาพ่อและแม่

เศร้าเผาศพหนุ่มขอนแก่น
เมื่อเวลา 14.00 น. วันเดียวกัน ที่บ้าน เลขที่ 34/1 หมู่6 ต.โนนธาตุ อ.หนองสองห้อง จ.ขอนแก่น ของนายลำเพย กุสะรัมย์ อายุ 62 ปี พ่อของแรงงานที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์ปะทะในประเทศอิสราเอล คนในครอบครัวร่วมกันเคลื่อนร่างนายอภิชาต กุสะรัมย์ อายุ 29 ปี ลูกชายคนกลางของนายลำเพย จากบ้านพักมาประกอบพิธีฌาปนกิจที่เมรุ วัดหัวหินประเสริฐธรรม บรรยากาศภายหลังจากพระสงฆ์ ครอบครัวผู้เสียชีวิต และชาวบ้านเคลื่อนศพมาที่วัดได้เริ่มพิธีสวดตามประเพณีก่อนจะร่วมกันวางดอกไม้จันทน์ เพื่อแสดงความไว้อาลัยเป็นครั้งสุดท้ายให้กับผู้เสียชีวิต

ขณะที่วางดอกไม้จันทน์นั้น ทั้งนาย ลำเพย และ น.ส.ขวัญชนก ชมชื่น ซึ่งเป็นภรรยาของนายอภิชาต และน้องเมจิ อายุ 4 ขวบ ลูกสาวของผู้เสียชีวิตร้องไห้ปิ่มใจจะขาดที่ต้องสูญเสียคนที่รักไป

น.ส.ขวัญชนกกล่าวว่า ขอขอบคุณสื่อมวลชน รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ช่วยเหลือติดตามหาสามีและรับส่งศพกลับมาประกอบพิธีทางศาสนาที่บ้านเกิด และขอเป็นตัวแทนครอบครัวผู้เสียชีวิตทั้ง 2 ครอบครัว ทั้งครอบครัวกุสะรัมย์ และครอบครัวนาจันทร์ ซึ่งต้องขอบคุณทุกภาคส่วนที่ช่วยเหลือมาโดยตลอด

“ช่วงที่สามีไปทำงานสามีบอกเสมอว่าอยากให้ลูกได้เรียนโรงเรียนดีๆ อยากมีครอบครัว อยากสร้างบ้าน แต่ตอนนี้สามีเสียชีวิตแล้ว ตนจะเลี้ยงลูก ดูแลลูกให้ดีที่สุด ช่วงที่ขึ้นไปวางดอกไม้จันทน์ก่อนจะเผานั้นได้บอกสามีขอให้ไปสบาย ไม่ต้องห่วงลูกสาว จะดูแลลูกคนนี้ให้ดีที่สุด ตอนนี้จะอยู่ที่ขอนแก่นไปก่อนซักระยะให้อะไรหลายๆ อย่างลงตัว รวมทั้งทำบุญให้กับผู้เสียชีวิตทั้งสามีน้องชายสามีและแม่ของสามี ซึ่งทางครอบครัวคุยกันว่าจะทำบุญพร้อมกันทีเดียว และเพื่อจะดูแลพ่อสามีไปก่อนสักระยะเนื่องจากสูญเสียลูกชายไปพร้อมกัน 2 คน” น.ส.ขวัญชนกกล่าว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน