ผ่านอิหร่าน-วันนอร์ไปรับ เนทันยาฮูต่อสายเศรษฐาพร้อมช่วยเหลือทุกเรื่อง ส่งอีก11ร่างกลับถึงบ้าน

ลุ้นข่าวดี ‘ฮามาส’ รับปากแล้วพร้อมปล่อยตัวประกันชาวไทย หลังตัวแทน ‘วันนอร์’ ประธานสภาบินไปเจรจา ระบุจะปล่อยตัวผ่านทางอิหร่าน ‘วันนอร์’ เตรียมบินไปรับเอง นายกฯ เศรษฐาต่อสายโทร.คุยนายกฯ อิสราเอลขอความช่วยเหลือเรื่องตัวประกัน ขณะที่ ‘ปานปรีย์’ รองนายกฯ และรมว.ต่างประเทศบินไปกาตาร์จับเข่าคุยรมว.ต่างประเทศ ‘อิหร่าน-กาตาร์’ สองชาติรับปากช่วยเรื่องตัวประกันชาวไทย อิสราเอลส่งร่าง 11 คนไทยถึงบ้านแล้วล็อต 3 ปลัดแรงงานเผยพบอีก 60 ศพ คาดเป็นคนเอเชีย ยังระบุอัตลักษณ์ไม่ได้ วอนคนไทยอีกกว่า 2 หมื่นในอิสราเอลรีบกลับ ด้านธ.ก.ส.จ่อ ยกหนี้ให้แรงงานกลับจากอิสราเอล

กลับไทย – น.ส.พรรณนภา จันทรารมย์ เอกอัครราชทูตไทย ไว้อาลัยส่งร่างแรงงานไทยอีก 11 รายกลับประเทศไทย ที่ลานท่าอากาศยาน เบนกูเรียน กรุงเทลอาวีฟ ประเทศอิสราเอล เมื่อวันที่ 31 ต.ค.

อีก11ร่างแรงงานไทยกลับถึงบ้าน
เมื่อเวลา 12.40 น. วันที่ 1 พ.ย. ที่บริเวณอาคารคลังสินค้า ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ นายอารี ไกรนรา เลขานุการ รมว.แรงงาน พร้อมด้วยนายไพโรจน์ โชติกเสถียร ปลัดกระทรวงแรงงาน เดินทางไปรับศพแรงงานไทยที่เสียชีวิตจากสถานการณ์ความไม่สงบ ในอิสราเอล โดยสถานเอกอัครราชทูตส่ง ร่างแรงงานไทยชุดที่ 3 จำนวน 11 ราย ด้วยสายการบิน เอล อัล เที่ยวบินที่ LY083

เมื่อมาถึง น.ส.เชาวนี ตังวงศ์ประเสริฐ ผอ.กองสัญชาติและนิติกรณ์ กรมการกงสุล เป็นผู้แทนกระทรวงการต่างประเทศ นางออร์นา ซากิฟ เอกอัครราชทูตรัฐอิสราเอลประจำประเทศไทย นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน และ ผู้บริหารระดับสูงจากทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงาน ร่วมวางพวงหรีดแสดงความอาลัย

สำหรับรายชื่อผู้เสียชีวิต 11 ราย ประกอบด้วย 1.นายจักรพงษ์ จันทรเสนา 2.นายศตวรรษ เพียเอีย 3.นายพิทักษ์ โทแหล่ง 4.นายวุฒิภัทร วิเศษดอนหวาย 5.นายจรูญ ชาติดำดี 6.นายสมควร พันธ์สะอาด 7.นายปริญญา แต้มกลาง 8.นายนันทวัฒน์ ปิ่นใจ 9.นายตุ๊ แซ่ลี 10.นายบัญชา ดัชถุยาวัตร และ 11.นายมีชัย ฤทธิผล

ก่อนหน้านี้สถานทูตส่งร่างผู้เสียชีวิตกลับประเทศแล้ว 2 ครั้ง รวม 15 ราย โดยครั้งที่ 1 จำนวน 8 ศพ เมื่อวันที่ 20 ต.ค. และครั้งที่ 2 จำนวน 7 ศพ เมื่อวันที่ 26 ต.ค. และครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 รวมทั้งหมด 26 ศพแล้ว

นายอารีเปิดเผยว่า นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.แรงงาน มอบหมายให้ตน พร้อมผู้บริหารระดับสูง เป็นผู้แทนของกระทรวงแรงงานในการมารับร่างแรงงานไทยที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์ความไม่สงบในอิสราเอลในครั้งนี้จำนวน 11 ราย รวมแล้วปัจจุบันมีร่างแรงงานไทยที่เสียชีวิตถึงประเทศไทยแล้ว 26 ราย กระทรวงแรงงานส่งเจ้าหน้าที่แรงงานจังหวัดเข้าแจ้งสิทธิประโยชน์ครอบครัวของแรงงาน ทั้งในส่วนรัฐบาลไทยเรียบร้อยแล้ว และหน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงานที่อยู่ในจังหวัดภูมิลำเนาของแรงงานไทยได้ประสานครอบครัวผู้เสียชีวิต เพื่ออำนวยความสะดวกร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อรับร่างแรงงานทุกรายกลับไปประกอบพิธีทางศาสนาที่ภูมิลำเนาใน 8 จังหวัด ได้แก่ กาฬสินธุ์ อุดรธานี สกลนคร บุรีรัมย์ ขอนแก่น หนองบัวลำภู นครพนม และเชียงใหม่ แล้วเช่นกัน ขอให้คำมั่นกับญาติของพี่น้องแรงงานไทยว่าเราจะดูแลสิทธิประโยชน์ของทุกท่านให้ได้รับสิทธิประโยชน์พึงได้ตามกฎหมายโดยเร็วที่สุด

ด้านนายไพโรจน์กล่าวว่า หลังร่างผู้เสียชีวิตไปถึงภูมิลำเนา กระทรวงแรงงานจะนำเงินช่วยเหลือไปมอบให้กับทายาทของแรงงานไทยที่เสียชีวิต 40,000 บาท ซึ่งเป็นเงินสิทธิประโยชน์จากการเป็นสมาชิกกองทุนเพื่อช่วยเหลือคนหางานไปทำงานในต่างประเทศ กรณีเสียชีวิตในต่างประเทศ นอกจากนี้มีสิทธิได้รับสิทธิประโยชน์ตามกฎหมายประกันสังคมอิสราเอล ซึ่งกรณีเสียชีวิตนี้ บิดามารดา ภรรยาตามกฎหมายและบุตรของผู้เสียชีวิต ทุกคนจะได้รับเงินช่วยเหลือทุกเดือนจนกว่าภรรยาจะแต่งงานใหม่ หรือลูกมีอายุครบ 18 ปี นอกจากนี้ยังมีสิทธิประโยชน์จากกองทุนประกันสังคม โดยครอบครัวของแรงงานไทยซึ่งเป็นผู้ประกันตนที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์ความไม่สงบในอิสราเอลจะได้รับเงินเยียวยาจากสำนักงานประกันสังคมตามมาตราที่แรงงานเป็นสมาชิก

อีก 11 ร่าง – บรรยากาศพิธีวางพวงหรีดแสดงความอาลัยศพแรงงานไทยอีก 11 ร่าง ซึ่งประเทศอิสราเอลส่งกลับสู่บ้านเกิด บริเวณอาคารคลังสินค้า ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จ.สมุทรปราการ เมื่อวันที่ 1 พ.ย.

อิสราเอลแจ้งพบอีก 60 ศพเอเชีย
นายไพโรจน์กล่าวด้วยว่า ขณะนี้ยังมีแรงงานไทยอยู่ในอิสราเอลกว่า 2 หมื่นราย ซึ่งให้เหตุผลว่าไม่ได้อยู่ในจุดเสี่ยง และยังอยากทำงานในอิสราเอลต่อ ตรงนี้เราไปบังคับพวกเขาไม่ได้ แต่ทางรัฐบาลไทยไม่อยากให้คนไทยต้องเสี่ยงชีวิต บางคนที่กลับมาแล้วบอกว่าไม่อยากกลับไทยเพราะต้องทำงานต่อ แต่แม่โทรศัพท์บอกให้กลับก็เลยกลับ อยากให้พี่น้องแรงงานไทยกลับประเทศให้ได้มากที่สุด อย่างน้อยก็ยังมีครอบครัวรออยู่ หากเกิดการสูญเสีย เกรงจะรับไม่ได้ นอกจากนี้ทางการอิสราเอลแจ้งว่ามีประมาณ 60 ศพที่ยังไม่สามารถพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคลได้ว่าเป็นคนสัญชาติใด เพียงแต่บอกว่าเป็นคนเอเชีย ซึ่งเราภาวนาว่าอย่าให้เป็นคนไทย

ด้านเพจศูนย์ช่วยเหลือแรงงานไทย กระทรวงแรงงาน รายงานสถานการณ์แรงงานไทยในอิสราเอล ซึ่งมีแรงงานไทยทั้งหมด 29,900 คน ยังคงอยู่ในอิสราเอล 21,535 คน เดินทางกลับไทยแล้ว 8,331 คน ยังมีผู้ที่ถูกจับเป็นตัวประกัน 23 ราย บาดเจ็บ 18 ราย เสียชีวิตรวม 34 ราย ซึ่งทางการอิสราเอลยืนยันแล้ว 29 ราย และส่งร่างกลับไทยแล้ว 3 ครั้ง รวม 26 ราย

ส่วนมาตรการให้เงิน 5 หมื่นบาทแก่แรงงานไทยที่เดินทางกลับประเทศ นายไพโรจน์กล่าวว่า เบื้องต้นทางนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ให้กระทรวงแรงงานนำเสนอของบประมาณกลาง โดยต้องประสานกับสำนักงานประมาณก่อน ซึ่งจะได้รับ 5 หมื่นบาททุกคน รวมทั้งที่เดินทางกลับมาแล้วก่อนหน้านี้ สำหรับยอดแรงงานไทยที่กลับไทยแล้วประมาณ 8,600 คน ซึ่งคาดว่านำเสนอต่อ ครม.ได้

วันเดียวกัน นายปานปรีย์โพสต์ทวิตเตอร์ว่า ขอขอบคุณท่านนายกรัฐมนตรี และ ชีก โมฮัมเหม็ด บิน อับดุลราห์มาน บิน ยาสซิม อัล ธานี รมว.การต่างประเทศของรัฐกาตาร์ สำหรับการต้อนรับที่อบอุ่นเมื่อวานนี้ครับ ผมยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสพูดคุย และแลกเปลี่ยนความเห็นกับท่านอย่างเปิดอก ทั้งประเด็นความสัมพันธ์ไทย-กาตาร์ และประเด็นพัฒนาการของสถานการณ์ความรุนแรงในภูมิภาค โดยเฉพาะในฉนวนกาซ่า ซึ่งผมได้แสดงความขอบคุณในนามของประชาชนไทยสำหรับบทบาทสำคัญยิ่งของท่านและกาตาร์ที่กำลังช่วยไกล่เกลี่ยให้มีการปล่อยตัวประกัน ซึ่งรวมถึงคนไทย ท่ามกลางบริบทอันซับซ้อนของสถานการณ์สู้รบในขณะนี้ ทั้งนี้ท่านยังได้แสดงความเสียใจต่อการสูญเสียของพี่น้องชาวไทย พร้อมเน้นย้ำความสำคัญของการสนับสนุนการบรรเทาทุกข์และความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมในกาซ่าอีกด้วย

อพยพแล้ว 33 เที่ยว-7,282 คน
นางกาญจนา ภัทรโชค อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศแจ้งสรุปสถานการณ์ผลกระทบต่อคนไทยจากสถานการณ์อิสราเอล-กาซ่า สถานะวันที่ 1 พ.ย. 66 ว่า มีผู้เสียชีวิตคงเดิม 32 ราย บาดเจ็บคงเดิม 19 ราย ซึ่งยังรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล 4 ราย และถูกจับกุมคงเดิม 22 ราย

นางกาญจนากล่าวด้วยว่า จนถึงวันนี้สถานทูตได้ช่วยเหลือคนไทยให้กลับถึงประเทศไทยแล้วรวม 33 เที่ยวบิน จำนวนผู้ได้รับการช่วยเหลือ 7,282 คน สำหรับเที่ยวบินอพยพเที่ยวต่อไปคาดว่าจะถึงประเทศไทยในวันที่ 3 พ.ย.66 จะแจ้งให้ทราบต่อไป

คุยอิหร่าน – นายปานปรีย์ พหิทธานุกร รองนายกฯ และ รมว.การต่างประเทศ เข้าพบหารือ ดร.ฮุซัยน์ อะมีร อับดุลลอฮิยอน รมว.การต่างประเทศสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน ระหว่างเยือนกรุงโดฮา รัฐกาตาร์ โดยทางการอิหร่านพร้อมช่วยเหลือตัวประกันไทยที่ถูกฮามาสจับตัว

กาตาร์พร้อมช่วยตัวประกัน
ด้านเฟซบุ๊กของกระทรวงการต่างประเทศโพสต์ว่า นายปานปรีย์ พหิทธานุกร รองนายกรัฐมนตรีและรมว.การต่างประเทศ พบหารือกับชีก มุฮัมมัด บิน อับดุรเราะฮ์มาน บิน ญาสซิม อาล ษานี นายกรัฐมนตรีและรมว.การต่างประเทศของรัฐกาตาร์ ที่กรุงโดฮา ประเทศ กาตาร์ โดยมีดร.มุฮัมมัด บิน อับดุลอะซีซ อาล คุลัยฟี รัฐมนตรีแห่งรัฐ รัฐกาตาร์ร่วมหารือด้วย

โดยฝ่ายไทยชื่นชมบทบาทนำและความพยายามอย่างแข็งขันของกาตาร์ในการให้ความช่วยเหลือทางมนุษยธรรมและการเป็นสื่อกลางไกล่เกลี่ยความขัดแย้งต่างๆ อย่างเป็นธรรม ในตะวันออกกลางและระหว่างประเทศต่อสถานการณ์ในอิสราเอลและกาซ่า ทั้งสองฝ่ายสนับสนุนการเจรจาซึ่งจะนำไปสู่ทางออกที่สันติอย่างจริงใจและสร้างสรรค์ระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์ และแสดงความเสียใจต่อการสูญเสียชีวิตและความเสียหายต่อทรัพย์สิน โดยเฉพาะพลเรือนที่บริสุทธิ์ ซึ่งรวมถึงแรงงานไทยที่ส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรในพื้นที่ด้วย

ในโอกาสนี้ ฝ่ายไทยได้ขอรับการสนับสนุนจากกาตาร์เพื่อช่วยให้มีการปล่อยตัวคนไทยและคนชาติอื่นที่ถูกจับเป็นตัวประกันโดยเร็วที่สุด ซึ่งกาตาร์ยินดีและรับจะช่วยดำเนินการอย่างเต็มที่ โดยกาตาร์ยืนยันว่า คนไทยไม่มีความเกี่ยวข้องกับความขัดแย้ง และเห็นว่าจะเป็นตัวประกันต่างชาติกลุ่มแรกๆ ที่ได้รับการปล่อยตัว ทั้งนี้ การสู้รบที่ยังดำรงอยู่ เป็นอุปสรรคสำคัญของการดำเนินการ

อิหร่านรับปากหนุนอีกแรง
ขณะเดียวกัน นายปานปรีย์ได้พบหารือกับดร.ฮุซัยน์ อะมีร อับดุลลอฮิยอน รมว.ต่างประเทศของอิหร่าน ที่กรุงโดฮาในโอกาสที่ทั้งสองฝ่ายเดินทางไปเยือนกาตาร์ในช่วงเดียวกัน โดยการหารือครั้งนี้ ทั้งนายปานปรีย์ และดร.ฮุซัยน์ต่างแสดงความห่วงกังวลต่อสถานการณ์ความไม่สงบในอิสราเอลและ กาซ่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลกระทบต่อพลเรือนผู้บริสุทธิ์

ฝ่ายไทยขอรับการสนับสนุนจากอิหร่านให้ปล่อยตัวคนไทยที่ถูกจับเป็นตัวประกัน ซึ่งฝ่ายอิหร่านรับปากว่าจะให้การสนับสนุนอย่างเต็มความสามารถ

ช่วยตัวประกัน – นายอารีเพ็ญ อุตรสินธุ์ ที่ปรึกษาประธานสภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วยนายมุข สุไลมาน เลขานุการประธานสภา แถลงข่าวผลการเจรจาช่วยเหลือ ตัวประกันคนไทย จากสถานการณ์ความไม่สงบในอิสราเอล ที่รัฐสภา เมื่อวันที่ 1 พ.ย.

‘อารีเพ็ญ’แถลงถกช่วยตัวประกัน
เมื่อเวลา 10.00 น. ที่รัฐสภา นายอารีเพ็ญ อุตรสินธุ์ ที่ปรึกษาประธานสภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วยนายมุข สุไลมาน เลขานุการประธานสภา เปิดแถลงข่าวเกี่ยวกับการเจรจาช่วยเหลือตัวประกันคนไทย จากสถานการณ์ความไม่สงบในอิสราเอล

นายอารีเพ็ญกล่าวว่า ตนได้รับมอบหมายจากนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎรให้ไปเจรจาเพื่อช่วยเหลือตัวประกันที่กลุ่มฮามาสจับตัวไป หลังจากนายวันมูหะมัดนอร์มีหนังสือไปยังตัวแทนของกลุ่มฮามาสที่อยู่ในประเทศอิหร่าน โดยทางกลุ่มฮามาสตอบรับให้ตนเดินทางไปพบใน วันที่ 26 ต.ค. แต่ด้วยความรีบร้อน ตนเดินทางไปตั้งแต่วันที่ 25 ต.ค. เดินทางไป 2 คนซึ่งเป็นคนที่ประสานงานช่วยเหลืออยู่ที่ประเทศอิหร่าน ตนถือว่าเป็นตัวแทนของประธานสภาที่ให้ไปพูดคุยกับตัวแทนของฝ่ายฮามาส และตัวแทนของฝ่ายอิหร่าน

นายอารีเพ็ญกล่าวต่อว่า การที่ต้องไปประเทศอิหร่าน เนื่องจากเป็นประเทศที่มีสัมพันธ์อันดีกับประเทศไทย นานนับ 300-400 ปี และผู้นำอิหร่านกับประธานสภาของเรามีความรู้จักคุ้นเคยกัน เนื่องจากนายวันมูหะมัดนอร์ เคยช่วยเหลือคนอิหร่านเมื่อปี 2541 ที่ถูกข้อหาคาร์บอมบ์สถานทูตอิสราเอล แต่ยังไม่ทันเกิดเหตุก็ถูกจับเสียก่อน โดยคนที่ก่อเหตุหนีเข้าทางมาเลเซีย เข้าประเทศไทยทางหาดใหญ่และถูกตำรวจไทยจับ มีการตั้งข้อกล่าวหาและต่อสู้คดีกัน ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ตัดสินประหารชีวิต และเมื่อปี 2541 อยู่ในระหว่างศาลฎีกานั้น นายวันมูหะมัดนอร์ไปที่ประเทศอิหร่านและอดีตประธานาธิบดีขณะนั้นพาพ่อแม่ของหนุ่มที่ถูกคดีมาร้องว่าลูกของเขาค้าขายกับมาเลเซียและเข้ามาประเทศไทย โดยไม่ได้เกี่ยวกับ คาร์บอมบ์ ซึ่งนายวันมูหะมัดนอร์ให้ความช่วยเหลือ เพื่อให้ความเป็นธรรม

“ดังนั้นชื่อเสียงของท่านวันนอร์ในหมู่ของชาวอิหร่าน ถือว่ามีชื่อเสียงโด่งดังจึงมีผลต่อกระบวนการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น กลุ่มฮามาส กลุ่มฮิบูเลาะห์ เพราะเรารู้อยู่แล้วว่าขบวนการของทั้ง 2 กลุ่มเข้มแข็งเพราะใคร นอกจากนั้นเรามีคณะทำงานที่เข้มแข็งอยู่ในอิหร่านที่สามารถประสานเข้าพบกับแกนนำกลุ่มฮามาสที่อยู่ในอิหร่านได้ ดังนั้นเราจึงพุ่งเป้าไปที่อิหร่านช่วยเหลือคนไทยที่ถูกจับเป็นตัวประกันที่มียอดถูกจับ 22 คน และด้วยความตั้งใจของประธานสภาในฐานะที่เป็นประธานรัฐสภา และตัวแทนของคนไทยทั้งประเทศ ทางใดที่ท่านจะชี้แจงกับกลุ่มฮามาสได้ หรือประเทศอิหร่านซึ่งเป็นผู้มีอิทธิพลต่อฮามาส ท่านยินดีที่จะให้ความร่วมมือ เพื่อที่จะให้คนไทยกลับมาโดยสวัสดิภาพ” นายอารีเพ็ญกล่าว

ฮามาสรับปากปล่อยตัวคนไทย
นายอารีเพ็ญกล่าวต่อว่า การไปอิหร่านครั้งนี้ในวันที่ 26 ต.ค. ตนได้เจอกับตัวแทนกลุ่มฮามาสซึ่งเป็นบุคคลที่เป็นเป้าหมายของสหรัฐอมริกาในระดับต้นๆ ตนพูดคุย 2 ชั่วโมง ซึ่งเขาเข้าใจที่เรามาในฐานะของประธานสภาและความรู้สึกที่เป็นมุสลิมด้วยกัน และได้ขอร้องว่าให้เขาปล่อยแรงงานคนไทยที่ถูกจับเป็นตัวประกัน เพราะแรงงานไทยไม่เกี่ยวข้องกับการต่อสู้ครั้งนี้ ซึ่งตัวแทนกลุ่มฮามาสบอกกับตนว่าช่วยบอกกับญาติพี่น้องของผู้ที่ถูกจับเป็นตัวประกันทั้งหมดว่า คนเหล่านี้ได้รับการดูแลเป็นอย่างดี และไม่เดือดร้อน แต่หากเขากำหนดวันเวลาที่จะปล่อยเขาเกรงว่า ระเบิดที่มาจากฝ่ายคู่ต่อสู้จะเกิดอันตรายกับผู้ที่ถูกปล่อยตัว เขาจึงรอจังหวะว่าเวลาใดที่เหมาะสม ก็จะปล่อยทันที ซึ่งเขาให้คำสัญญา เพราะอยากให้คนไทยที่อยู่กับเขาเมื่อถูกปล่อยตัวออกมา และพูดว่าฮามาสโหดร้ายจริงหรือไม่ อยู่กับเขามา 10 วันได้รับการกระทำอะไรบ้าง เขาอยากให้มาออกสื่อในประเทศไทย จึงต้องดูแลทุกคน ซึ่งคือความปรารถนาของเขา และเขาบอกว่าจะพยายามทุกวิถีทางที่ให้คนไทยทั้งหมดที่ถูกกักตัวอยู่อย่างปลอดภัย นี่คือสิ่งที่เขารับปากกับเรา

นายอารีเพ็ญกล่าวอีกว่า หลังจากนั้นวันที่ 29 ต.ค. ตนได้พบกับคนที่มีบทบาทของอิหร่าน คือ 1.อายาตุลเลาะห์ อัคตารี ที่ปรึกษาประธานาธิบดีและประธานสมัชชาองค์กรปาเลสไตน์แห่งสำนักประธานาธิบดีอิหร่าน ซึ่งเป็นบุคคลที่เป็นที่เกรงใจของกลุ่มต่างๆ ที่อยู่ในอิหร่าน 2.ดร.ระมีฮียาน เลขาธิการใหญ่องค์กรช่วยเหลือประชาชาติปาเลสไตน์แห่งชาติ และ 3.ดร.รูวัยรอน ประธานสมาพันธ์พิทักษ์เยาวชนปาเลสไตน์และต่อต้านอิสราเอลแห่งชาติ ซึ่งบุคคลทั้ง 3 มีความสัมพันธ์กับปาเลสไตน์ โดยพูดคุยเป็นเวลา 3 ชั่วโมง ทั้ง 3 คนรับที่จะดำเนินการช่วยเหลือ เพราะท่านเข้าใจว่าประเทศ ไทยเป็นประเทศที่มีคุณอนันต์ต่อมุสลิมในประเทศไทย และมีคนอิหร่านที่มาเป็นใหญ่เป็นโตในราชสำนักอยุธยาใน 400 ปีที่แล้ว ฉะนั้นเมื่อพูดคุยกันเสร็จเขาสั่งเจ้าหน้าที่ให้รีบรายงานต่อประธานาธิบดี และมีหนังสือไปยังบุคคลสำคัญของอิหร่าน

นายอารีเพ็ญกล่าวต่อว่า เมื่อวันที่ 31 ต.ค.ทางรัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศของอิหร่าน ไปที่กรุงโดฮา ประเทศกาตาร์ เพื่อพบกับหัวหน้าใหญ่ของกลุ่มฮามาสดังนั้นตนขอ บอกว่าทุกคนที่คุยกับตนอยากให้คนไทยเข้าใจว่า พวกปาเลสไตน์เขาต่อสู้มาเป็นเวลาช้านาน เดือดร้อนมากมายโดยที่โลกไม่ให้ความสนใจ แต่พออิสราเอลโดนกระทำ โลกให้ความสนใจ แต่พวกเขาตายมาเท่าไหร่แล้ว คนที่จะเข้าละหมาดในมัสยิดที่สำคัญในศาสนาอิสลามก็ถูกทหารอิสราเอลไล่ต้อน ถือเป็นการเหยียดหยามกันมาเป็นเวลานาน เขายังบอกอีกว่าเหตุผลที่กั้นกำแพงระหว่าง กาซ่ากับอิสราเอล เพราะตรงนั้นของอิสราเอลเป็นพื้นที่ผิดกฎหมาย เนื่องจากสหประชาชาติมีมติให้อิสราเอลถอยออกไป แต่อิสราเอลไม่ถอยและตัวเองไม่อยู่ เพราะรู้ว่าเป็นพื้นที่ เสี่ยงภัย แต่กลับไปจ้างแรงงานต่างชาติให้มาอยู่แทนและทำงานที่นั่น ส่วนที่มีข่าวว่ามีการทารุณกรรมคนไทย เขาบอกว่า ทางฮามาสไม่เคยทำอย่างนี้ แต่เขาบอกว่าตอนที่มีกำแพงถล่ม แล้วมีการบุกเข้าไป ไม่รู้ว่าใครเป็นใครก็อาจจะมีการยิงกัน นี่คือสิ่งที่เขาตอบตน และบอกว่าไม่ใช่การกระทำของฮามาสแน่นอน ดังนั้นการที่อิสราเอลและสหประชาชาติเอาภาพมาออกก็ชัดเจนว่าเป็นใครทำอะไรที่ไหน วิธีการกระทำ หรือโดนทุบ รวมถึงการพูดต่างๆ ก็ไม่ใช่ของฮามาสและยังไม่ยืนยันว่าเป็นคนไทยหรือไม่ อาจจะเป็นคนที่มีความแค้นเป็นการส่วนตัว

“จากการที่ผมไปสัมผัสด้วยตัวเอง ตัวแทนของเขาให้เกียรติเรา และเขาจะดูแลคนไทยที่อยู่เป็นอย่างดี จะไม่ให้เสียชีวิต เพราะคนเหล่านี้จะเป็นกระบอกเสียงเมื่อออกมาแล้วจะบอกว่าเขาอยู่ในการกักกันของฮามาสได้รับผลกระทบและเดือดร้อนอะไรบ้าง” นายอารีเพ็ญกล่าว

‘วันนอร์’บินไปรับด้วยตัวเอง
เมื่อถามว่า จากการพูดคุยกับตัวแทน ฮามาส ทางกลุ่มฮามาสให้พูดคุยหรือวิดีโอคอล กับแรงงานที่ถูกจับเป็นตัวประกันเพื่อยืนยันว่ายังมีชีวิตอยู่หรือไม่ นายอารีเพ็ญกล่าวว่า การใช้โทรศัพท์ที่นั่น ถือเป็นอันตรายสำหรับคนที่อยู่ที่นั่น เพราะเมื่อมีการจับคลื่นได้ที่ไหน ระเบิดจะจับทันที เขาจึงไม่ได้ให้พูดคุย แต่เขาบอกว่าหากตนจะเดินทางไป เขายินดีพาไป แต่ตนไม่ไปเพราะหากไปก็จะเสี่ยงอันตราย

เมื่อถามย้ำว่า อะไรที่ทำให้เรามั่นใจว่าตัวประกันยังปลอดภัยอยู่ นายอารีเพ็ญกล่าวว่า เขามายืนยันกับตน และให้บอกกับญาติพี่น้องที่อยู่ในประเทศไทยให้สบายใจ ตนจะบอกกับ สส.ในพื้นที่ให้ไปบอกแทน

ต่อข้อถามว่า ทางกลุ่มฮามาสได้บอกกรอบ กว้างๆ หรือไม่ว่าจะปล่อยตัวประกันเมื่อไหร่ นายอารีเพ็ญกล่าวว่า เขาจะปล่อยตัวให้เร็วที่สุด เพราะความปลอดภัยของตัวประกันสำคัญ แต่ถ้าบอกว่าปล่อยเมื่อไหร่ ระเบิดไปทันที เพราะฉะนั้นจะไม่บอกเวลา เมื่อปล่อยออกมาแล้วเขาถึงบอก แต่คิดว่าคงไม่นาน เกินรอ และคนที่ประสานงานที่ไปกับตนแล้วยังไม่กลับ เราให้อยู่ประสานงานแล้วมารายงานตลอดว่าจะปล่อยตัวเมื่อไหร่ และถ้าจะปล่อยตัวก็อยากให้ปล่อยทางอิหร่านเพราะสะดวก โดยนายวันมูหะมัดนอร์จะเดินทางไปรับเอง และจะขอบคุณผู้ใหญ่ที่อิหร่านด้วย ทั้งนี้เขายืนยันว่าถ้ามีความปลอดภัยพรุ่งนี้ก็ปล่อยตัวได้เลย และการที่เราเลือกไปอิหร่าน เพราะอิหร่านสนับสนุนฮิซบอลเลาะห์ และ ฮามาส เพราะฉะนั้นเมื่อคนที่มีบุญคุณใหญ่หลวงขออะไร ตนคิดว่าทางฮามาสไม่น่าจะปฏิเสธ

“การทำหน้าที่ครั้งนี้ไม่ได้ข้ามหน้าข้ามตาใคร แต่เป็นการช่วยเหลือตามศักยภาพ ซึ่งผมมีความเชื่อมั่นว่าสิ่งที่เขาพูดมีความจริง เพราะเราเป็นกลุ่มแรกที่พูดคุยกับกลุ่มฮามาสอย่างเป็นทางการ หากคนไทยได้ปล่อยตัวก็เป็นผลงานของคนไทยทั้งหมด ไม่ใช่ผลงานของคนใดคนหนึ่งซึ่งเราจะไม่ก้าวก่ายในการทำหน้าที่ของรัฐบาล เราทำหน้าที่ในฐานะตัวแทนประธานรัฐสภาเท่านั้นที่ไปพูดคุยโดยตรง เมื่อเรารับอาสาที่จะช่วยเหลือคนไทยเราก็ต้องช่วยเหลือให้ดีที่สุด ส่วนการช่วยเหลือของรัฐบาลเราจะไม่เข้าไปเกี่ยวข้อง เราทำงานในส่วนของประธานรัฐสภา ส่วนรัฐบาลจะทำในแนวทางใดไม่มีปัญหา แต่ถ้าจะไปโดยตรงก็ต้องอาศัยประเทศซาอุฯ และกาตาร์ แต่พวกผมไปพบโดยตรง” นายอารีเพ็ญกล่าว

เนทันยาฮูต่อสายคุย‘เศรษฐา’
เมื่อเวลา 17.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง กล่าวภายหลังการพูดคุยทางโทรศัพท์กับนายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอลว่า ได้นัดหมายกับนายกฯ อิสราเอลเมื่อช่วงบ่ายวันที่ 31 ต.ค. ผ่านทางนายจักรพงษ์ แสงมณี รมช.ต่างประเทศ มาว่า อยากจะขอโทรศัพท์เข้ามาพูดคุยกัน เมื่อสักครู่เพิ่งได้พูดคุยกันเสร็จ นายกฯ อิสราเอลบอกว่าเสียใจกับการที่มีคนไทยเสียชีวิต ซึ่งเป็นผู้บริสุทธิ์ ไม่มีส่วนรู้เห็นด้วย ท่านยืนยันว่าจะพยายามทำอย่างเต็มความสามารถที่จะช่วยเหลือตัวประกันของไทยให้ออกมาได้ด้วยความปลอดภัยและเร็วที่สุด และยังบอกอีกว่าหากมีอะไรให้ช่วยเหลือขอให้บอกได้อีก ซึ่งตนบอกไป 2-3 เรื่อง โดยเรื่องแรกคนไทยที่แจ้งเจตจำนงต้องการกลับเดินทางกลับใกล้จะหมดแล้ว แต่ถ้ามีคนไทยแสดงเจตจำนงจะเดินทางกลับมาอีก ขอให้ทางอิสราเอลอำนวยความสะดวกให้ เพราะหากเขาจะเดินทางกลับมาอีกก็แสดงว่าสภาพสงครามมันต้องรุนแรงขึ้นอีก ตรงนี้อาจจะต้องมีการให้ความช่วยเหลือเป็นพิเศษในการที่จะนำคนไทยเข้ามาอยู่ในพื้นที่ปลอดภัย

นายกฯ กล่าวต่อว่า ตนยังได้ถามเรื่องตัวประกันมีเดดไลน์หรือไม่ พอจะมีระยะเวลาหรือไม่ เมื่อไหร่ นายกฯ อิสราเอลยืนยันว่าจะพยายามอย่างเต็มที่ ตอนนี้ยังไม่มี แต่ยังเจรจาอยู่ และเรื่องขอให้ดูแลคนไทยที่อิสราเอลให้ดีที่สุดที่ได้ฝากไปด้วย เพราะคนไทย 3 หมื่นกว่าคนไม่ได้มีส่วนกับความ ขัดแย้ง เราไปช่วยพัฒนาประเทศเขา ช่วยทำเรื่องของการเกษตร ทางนายกฯ อิสราเอลก็บอกว่าเข้าใจหมด ไม่ได้มีความสงสัยเลยว่าคนไทยไปทำเรื่องอะไรที่ไม่เหมาะไม่ควร และนายกฯ อิสราเอลยังบอกมาว่าหากจะให้กลับมาที่ไทยก็จะอำนวยความสะดวกให้กลับมา และถ้ากลับมาแล้วก็หวังว่าเขาอยากจะกลับไปอิสราเอลอีกเมื่อทุกอย่างมันเรียบร้อยลงตัว และช่วยอำนวยความสะดวกให้กลับมา ก็พูดกันแค่นี้

“หากมีข่าวความคืบหน้าท่านก็จะโทรศัพท์มาบอกโดยตรง และถ้ามีเรื่องของการต่อรองที่อาจจะต้องมีเรื่องการแลกเปลี่ยนอะไรบางอย่างท่านก็จะบอกมา ผมบอกเราเปิดหมดทุกอย่าง ยังไงก็ได้ ขอให้นำคนไทยกลับบ้านโดยเร็วที่สุด เดี๋ยวค่ำๆ วันเดียวกันนี้ ผมจะโทรศัพท์หานายปานปรีย์ พหิทธานุกร รองนายกฯ และรมว.ต่างประเทศอีกครั้งหนึ่ง ตอนนี้นายปานปรีย์อยู่ที่กาตาร์และอียิปต์ว่ามีความคืบหน้าอะไรหรือไม่” นายกฯ กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการพูดคุยกันกรณีที่นายจ้างอิสราเอลจ่ายเงินเดือนล่าช้าให้กับแรงงานไทยหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ตอนนี้ไม่มีแล้ว ก่อนหน้านี้ตนย้ำกับทางเอกอัครทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย ซึ่งได้บริหารจัดการไปแล้ว และตนได้ขอบคุณไป

ให้ทูตติดตามเงินค้างจ่าย
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.แรงงาน ให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นการช่วยเหลือแรงงานไทยในอิสราเอลให้กลับประเทศไทยว่า เมื่อวันที่ 31 ต.ค. ตนได้หารือกับ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ซึ่งท่านก็เห็นชอบในหลักการแล้ว โดยให้กระทรวงแรงงานนำเสนอในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีสัปดาห์หน้าอีกครั้ง จะมี 2 ประเด็นคือ 1.ความช่วยเหลือแรงงานที่ต้องชำระหนี้สินจากกู้ยืม เพื่อเดินทางไปทำงานในอิสราเอล ด้วยการพักต้นพักดอกเป็นเวลา 3 ปี ในขณะที่ยังชำระไม่หมด วงเงินไม่เกิน 150,000 บาท

2.รัฐบาลจะเยียวยาแรงงานไทยที่กลับจากอิสราเอลเพิ่มเติมอีก 50,000 บาท นอกเหนือจากเงินเยียวยาในกองทุนเพื่อช่วยเหลือคนหางานไปทำงานในต่างประเทศจากกระทรวงแรงงาน 15,000 บาท เพื่อสร้างแรงจูงใจให้แรงงานเดินทางกลับสู่ประเทศไทย ตนเข้าใจว่าที่ยังไม่ตัดสินใจกลับมา เพราะว่ายังเบิกเงินไม่ได้ ตนมองว่าจริงๆ ไม่ต้องรอเบิกเงิน เพราะวันนี้ก็วันที่ 1 พ.ย.แล้ว ถือว่าท่านทำงานครบเดือนแล้ว ก็สามารถเดินทางกลับประเทศไทยโดยไม่ถูกหักเงินเดือนเนื่องจากเป็นภาวะสงครามได้

นายพิพัฒน์กล่าวต่อว่า การเดินทางกลับมานั้น กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) จะเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการเดินทางให้กับพวกท่าน ส่วนเมื่อเดินทางกลับมาแล้วนั้น เป็นหน้าที่ของกระทรวงแรงงานที่จะต้องหางานใหม่ให้กับพวกท่าน แม้ว่าจะเป็นงานในประเทศที่อาจจะไม่ได้ค่าแรงเทียบเท่ากับในประเทศอิสราเอล แต่ตอนนี้กระทรวงแรงงานกำลังหางานในประเทศอื่นๆ ที่มีรายได้เทียบเท่าอิสราเอลให้กับพวกท่าน

เมื่อถามว่าเงินเยียวยา 50,000 บาทที่จะได้รับการอนุมัตินั้นจะให้ย้อนหลังกับผู้ที่เดินทางกลับมาก่อนหน้านี้หรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า เราจะต้องให้ย้อนหลังกับแรงงานไทยที่กลับจากอิสราเอลทุกคน

กรณีการกู้นอกระบบเพื่อไปทำงานในอิสราเอลจะมีช่วยเหลือเรื่องหนี้สินอย่างไร นายพิพัฒน์กล่าวว่า การกู้นอกระบบนั้นรัฐไม่สามารถดูแลได้ แต่เราได้เปิดช่องทาง โดยท่านต้องหาวิธีพิสูจน์ให้ได้ว่าไปกู้เงินนอกระบบมา พร้อมกับการรับรองข้อมูล เช่นกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือหากคนที่ปล่อยกู้นอกระบบไม่กังวลว่าจะผิดกฎหมาย ก็มาแสดงตนพร้อมหลักฐานเพื่อยืนยันการปล่อยกู้ได้

ถามว่ากรณีคนที่กู้เงินมา ดำเนินการจ่ายเพื่อเดินทางไปอิสราเอลแล้ว แต่ไม่สามารถเดินทางไปได้ ทำให้เกิดหนี้และบางส่วนก็ลาออกจากงานมาแล้ว จะมีวิธีให้การช่วยเหลืออย่างไร นายพิพัฒน์กล่าวว่า ขอให้มาคุยรายละเอียดกับกระทรวงแรงงานเป็นรายๆ ไป

ธ.ก.ส.จ่อยกหนี้แรงงานไทย
ด้านนายฉัตรชัย ศิริไล ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กล่าวว่า ภายในเดือน พ.ย.2566 จะเสนอที่ประชุมคณะกรรมการ ธ.ก.ส. (บอร์ด) เพื่อพิจารณามาตรการสินเชื่อสำหรับแรงงานไทยที่กลับจากอิสราเอล วงเงิน 1,500 ล้านบาท วัตถุประสงค์เพื่อใช้เป็นทุนนำไปประกอบอาชีพระยะสั้น อัตราดอกเบี้ยต่ำ ขณะเดียวกันยังเตรียมเสนอมาตรการเยียวยาและดูแลลูกค้ากลุ่มดังกล่าวด้วย โดยสาระสำคัญเบื้องต้น คือกรณีลูกค้าหรือบุคคลในครอบครัวเสียชีวิตที่อิสราเอล และมีสินเชื่อที่เกิดจากการกู้ไปทำงานดังกล่าว ธ.ก.ส.จะยกหนี้ในส่วนนี้ให้ ขณะที่สัญญาอื่นๆ ที่ผูกพันก็จะลดดอกเบี้ยลงเหลือ 2.5% ต่อปี รวมทั้งให้มีมาตรการปลอดชำระหนี้เป็นเวลา 1 ปีด้วย คาดว่าหากบอร์ดพิจารณาเห็นชอบ มาตรการดังกล่าวจะมีผลภายในกลางเดือน พ.ย.นี้

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน