ลั่นเป็นต้นแบบอุตสาหกรรมโทรคมนาคม
ซีอีโอ ‘สมชัย’ พร้อมผู้บริหารแถลงข่าว ประกาศเดินหน้าเอไอเอสก้าวสู่การวิวัฒน์ครั้งใหม่ของโลกดิจิทัล มุ่งสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนของประเทศไทย ด้วยการยกระดับขีดความสามารถของโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะและ AI สู่การส่งมอบประสบการณ์ดิจิทัลให้คนไทยและองค์กรธุรกิจในทุกภาคส่วน สอดรับการเป็นองค์กรเทคโนโลยีโทรคมนาคมอัจฉริยะ ภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจแบบแบ่งปันทั้งผู้คน สังคม เศรษฐกิจ และ สิ่งแวดล้อมในโลกดิจิทัล พร้อมเตรียมวิวัฒน์ครั้งใหม่ให้อุตสาหกรรมโทรคมนาคม ด้วยเครือข่ายที่มีชีวิตซึ่งทำได้มากกว่าการสื่อสาร เพราะลูกค้าสามารถเป็นผู้ควบคุม สามารถเลือกและออกแบบการใช้งานบนดาต้าได้เองตามไลฟ์สไตล์ พร้อมให้บริการในเดือนธ.ค.นี้
เมื่อวันที่ 6 พ.ย. ห้องบอลลูน 1-4 ชั้น 1 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) (ADVANC) หรือ เอไอเอส (AIS) ผู้ให้บริการด้านดิจิทัลไลฟ์ผ่าน 4 ธุรกิจหลักเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ บริการอินเตอร์เน็ตบ้านความเร็วสูง ให้บริการด้านคลาวด์ (Cloud), ดาต้า เซ็นเตอร์ (Data Center), บริการความปลอดภัยด้านไซเบอร์ (Cyber Security), งานระบบเชื่อมต่อข้อมูลผ่านอินเตอร์เน็ต และบริการต่อยอดด้านดิจิทัล และบริการต่อยอดด้านดิจิทัล พร้อมคณะผู้บริหารและพาร์ตเนอร์ ร่วมกันแถลงข่าว “AIS THE NEXT EVOLUTION”
นายสมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารเอไอเอส เปิดเผยว่า AIS ประกาศเดินหน้าก้าวสู่การวิวัฒน์ครั้งใหม่ของโลกดิจิทัล THE NEXT EVOLUTION ที่มุ่งสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนของประเทศไทย ด้วยการยกระดับขีดความสามารถของโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะและ AI สู่การส่งมอบประสบการณ์ดิจิทัลให้คนไทยและองค์กรธุรกิจในทุกภาคส่วน สอดรับการเป็นองค์กรเทคโนโลยีโทรคมนาคมอัจฉริยะ ภายใต้แนวคิด Sustainable Nation บน ECOSYSTEM ECONOMY หรือเศรษฐกิจแบบแบ่งปัน ทั้ง ผู้คน สังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม ในโลกดิจิทัล

ผู้นำโลกดิจิทัล – นายสมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส แถลงวิสัยทัศน์ใหญ่โค้งสุดท้ายปลายปี ก้าวสู่การวิวัฒน์ครั้งใหม่โลกดิจิทัล ที่ศูนย์การประชุมฯ สิริกิติ์ กทม. เมื่อวันที่ 6 พ.ย.
นายสมชัยกล่าวต่อว่า ทิศทางธุรกิจของบริษัทต่อจากนี้ภายใต้ภารกิจทั้ง 3 ส่วนคือ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลอัจฉริยะ การเชื่อมต่อธุรกิจข้ามอุตสาหกรรม และการดำเนินงานอย่างยั่งยืนพร้อมกับการพัฒนาความสามารถของบุคลากร เพื่อก้าวสู่การเป็นองค์กรเทคโนโลยีโทรคมนาคมอัจฉริยะ อันจะนำไปเสริมการเติบโตอย่างยั่งยืนของประเทศไทย หรือ Sustainable Nation จากโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลอัจฉริยะทั้งโทรศัพท์เคลื่อนที่ เน็ตบ้าน บริการลูกค้าองค์กร และ Digital Service โดยวันนี้ AIS ได้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลให้มีความล้ำหน้าไปอีกขั้น ตั้งแต่โครงข่าย 5G ที่ยังคงความเป็นอันดับ 1 ในทุกด้านทั้งคุณภาพและความเร็วของเครือข่ายสัญญาณ ที่ได้รับการรับรองจาก Ookla รวมถึงการร่วมเป็นพาร์ตเนอร์กับ NT บนคลื่น 700 MHz ที่นอกจากจะทำให้ลูกค้า NT และ AIS ได้รับคุณภาพการใช้งานที่เป็นเลิศแล้วยังเท่ากับเสริมความแข็งแกร่งและยั่งยืนให้แก่องค์กรโทรคมนาคมแห่งชาติอีกด้วย
นายสมชัยเสริมต่อไปอีกว่าสิ่งที่ AIS เชื่อมั่นเสมอมาก็คือโครงข่ายโทรคมนาคมไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียง Dumb Pipe หรือท่อส่งเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่สามารถยกระดับเพิ่มความอัจฉริยะและสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผู้ใช้งานได้อย่างไม่มีขีดจำกัด โดยวันนี้เราได้เตรียมการวิวัฒน์ครั้งใหม่ให้กับอุตสาหกรรมโทรคมนาคม ด้วย Living Network หรือเครือข่ายที่มีชีวิตซึ่งทำได้มากกว่าการสื่อสาร เพราะลูกค้าสามารถเป็นผู้ควบคุม สามารถเลือกและออกแบบการใช้งานบน Data ได้เองตามไลฟ์สไตล์ ซึ่งจะพร้อมให้บริการในเดือนธันวาคม 2566 นี้
สำหรับในส่วนของโครงข่ายเน็ตบ้านนั้น ความร่วมมือกับ 3BB จะทำให้เกิดประโยชน์กับการเข้าถึงอินเตอร์เน็ตของคนไทยในวงกว้างมากยิ่งขึ้นถึงกว่า 13 ล้านครัวเรือน และธุรกิจเน็ตบ้านของ AIS จะก้าวสู่การเป็น ผู้เล่นหลักของตลาดที่พร้อมมอบนวัตกรรมและความเป็นเลิศด้านบริการอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดกับความพร้อมในการเปิดตัวเทคโนโลยีล่าสุด WiFi 7 เป็นรายแรกในไทย ร่วมกับ TP-Link ที่มาพร้อมเราเตอร์มาตรฐาน WiFi 7 ในการรองรับดีไวซ์ Device ให้เชื่อมต่อได้ ลดปัญหาเกี่ยวกับช่องสัญญาณที่แออัด ทำให้ใช้งานได้ไหลลื่น รองรับการสตรีมวิดีโอแบบ 8K การใช้งาน VR ที่ตอบโจทย์ทุกคนในบ้านได้อย่างครบถ้วน
นอกจากนี้ AIS ยังยกระดับ Enterprise Infrastructure และแพลตฟอร์ม ที่จะมาพลิกโฉมการทำงานขององค์กรภาคธุรกิจและภาคอุตสาหกรรมให้สามารถนำดิจิทัลเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งหรือทั้งหมดของการทำงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันในอนาคต ผ่านการทำงานร่วมกับ เครือข่ายพาร์ตเนอร์ชั้นนำระดับโลกที่ครบและใหญ่ที่สุดในไทย ไม่ว่าจะเป็น Data Center, Bridge Alliance, AIS PARAGON รวมถึง Communications Platform-as-a-Service หรือ CPaaS ที่เชื่อมตอบโจทย์ทุกการสื่อสารขององค์กรในรูปแบบของ Cloud-based
ซีอีโอ AIS ย้ำเพิ่มว่า “นอกจากนี้ เรายังเชื่อมต่อพลังของพาร์ตเนอร์ อาทิ ความร่วมมือกับธนาคารกรุงไทย นำแพลตฟอร์มเชื่อมโยงร้านค้าถุงเงิน ร้านธงฟ้า ร้านค้ารายย่อย โชห่วย ร้านสตรีตฟู้ด รวมกว่า 1.8 ล้านร้านค้า และจับมือห้างสรรพสินค้าชั้นนำ รวมถึงร้านค้าพาร์ตเนอร์ทั่วประเทศกว่า 30,000 แห่ง ผ่านความแข็งแกร่งของ ECOSYSTEM ที่มุ่งสร้างทั้งประโยชน์ แบ่งเบาภาระ และมอบความพิเศษให้แก่ลูกค้า พร้อมส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากและภาพรวมให้เติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน”
สำหรับในส่วนของประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นแก่องค์กรจากความร่วมมือกับพาร์ตเนอร์นั้น เราได้ทำงานร่วมกับ ZTE เพื่อเตรียมเปิดตัวบริการ Cloud PC for Enterprise ให้องค์กรสามารถบริหารจัดการทรัพยากรในรูปแบบ Desktop as a Service (DaaS) บนระบบคลาวด์ที่จัดสรรได้ตามความเหมาะสมบนความปลอดภัยสูงสุดในการเก็บข้อมูล
นอกจากนี้ เอไอเอสยังมีความร่วมมือกับไมโครซอฟท์ครั้งแรกใน South East Asia ที่พร้อมให้บริการ Microsoft Teams Phone ที่ช่วยให้องค์กรสามารถบริหารจัดการระบบสื่อสารได้อย่างสะดวก ปลอดภัย ประหยัดต้นทุน เพราะพนักงานสามารถโทร.ออกไปยังเบอร์ภายนอกและรับสายได้ผ่าน Microsoft Teams ที่คุ้นเคย รวมไปถึงการนำสุดยอดนวัตกรรม genAI ที่จะมาช่วยยกระดับการทำงานของโลกยุคใหม่อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นกับ Microsoft 365 Copilot for Enterprise
นายปรัธนา ลีลพนัง หัวหน้าคณะ ผู้บริหารกลุ่มลูกค้าทั่วไป AIS กล่าวเสริมว่า ความร่วมมือข้ามอุตสาหกรรมยังขยายไปสู่ทุกธุรกิจในประเทศไทยกว่า 1,100 ธุรกิจ รวมกว่า 30,000 หน้าร้านค้า ผ่าน AIS point platform โดยร่วมกันนำเครือข่ายเทคโนโลยีลูกค้าและธุรกิจต่างๆ ผสมผสานร่วมมือกันสร้างการเจริญเติบโตที่แข็งแกร่งผ่าน AISpoint platform
ทั้งนี้ AIS point platform ยังเชื่อมต่ออีกหลากหลายธุรกิจใหญ่ๆ ที่เป็นพันธมิตรที่จะเข้าสู่ point platform ร่วมกันในการที่จะสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจร่วมกัน ซึ่งประกอบด้วย บางจาก ซิตี้, กสิกรไทย กรุงศรี เฟิร์สช้อยส์, ปตท., เมืองไทย ไทยสมุทร, พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค, ไปรษณีย์ไทย และ เจมาร์ท
รวมถึง AIS ยังได้เชื่อมต่อ digital open platform ของประเทศอย่างแอพฯ เป๋าตัง ของธนาคารกรุงไทย ซึ่งปัจจุบันมีผู้ใช้งานมากกว่า 40 ล้านราย ผ่านโครงการ AiS point pay เพื่อช่วยเหลือร้านค้าถุงเงินจำนวนกว่า 1.8 ล้านค้าทั่วประเทศได้มีโอกาสขายสินค้าได้มากขึ้น โดยลูกค้า AIS กว่า 44 ล้านราย สามารถนำคะแนนสะสมจ่ายชำระค่าสินค้าและบริการผ่านร้านค้าถุงเงินได้ ถือเป็นการกระตุ้นยอดขายร้านค้าถุงเงินที่กระจายตัวอยู่ตามชุมชนต่างๆ ทั่วประเทศ ทำให้มีส่วนสำคัญในการสนับสนุนเศรษฐกิจ รากหญ้า
สำหรับในเดือนธ.ค.นี้ เพื่อต้อนรับ ปีใหม่และสนับสนุนเศรษฐกิจรากหญ้า ลูกค้า AIS สามารถนำ AIS point รวมถึง point ของพันธมิตร ไปชำระค่าสินค้าและบริการแล้วจะได้รับคะแนนสะสมคืน 100% ยิ่งไปกว่านั้นคะแนนของพันธมิตรที่โอนมาเป็นคะแนนของ AIS จะได้คะแนนเพิ่มอีก 50% พิเศษยิ่งขึ้น AIS ได้ร่วมกับพันธมิตรให้ลูกค้าสามารถนำ 1 คะแนนไปรับสิทธิประโยชน์ทุกวันตลอดทั้งเดือนด้วย
นายสมชัยยังกล่าวถึงภาพรวมการแข่งขันในตลาดโทรคมนาคม การแข่งขันราคายังคงอยู่เป็นปกติแม้ว่าจำนวนผู้เล่นในตลาดจะลดลง ซึ่ง AIS พยายามสร้างประสบการณ์ให้ลูกค้าในระดับราคาที่เหมาะสม ประกอบกับปัจจุบันแพ็กเกจ ราคามีความหลากหลาย และเป็นราคาที่ สมเหตุสมผล พร้อมย้ำในช่วงท้ายด้วยว่า บทบาทหลักของ AIS นอกจากสร้างมาตรฐานทั้งมิติของสินค้า บริการ นวัตกรรม และการดูแลลูกค้าอย่างเป็นเลิศแล้ว ยังมีภารกิจในการสนับสนุนการเดินหน้าของประเทศ สู่การเติบโตอย่างยั่งยืนของประเทศไทย หรือ Sustainable Nation ด้วย