รวบโบรกเกอร์ประกัน เซียนโปรแกรมเมอร์ ขายโค้ดแก้แอพแบงก์
‘ไซเบอร์’ เปิดปฏิบัติการ ‘ล่าทรชนคนค้าข้อมูล’ จับโบรกเกอร์ประกันภัย ขายข้อมูลลูกค้า 15 ล้านรายชื่อ อีกรายเป็นโปรแกรมเมอร์ พัฒนาโปรแกรมขายมิจฉาชีพเข้าไปแก้ไขโค้ดแอพธนาคาร ให้ยกเลิกสแกนใบหน้า-โอนเงินโดยไม่ต้อง เข้า แอพแบงก์ รายที่ 3 เป็นแอดมินเพจซื้อขายข้อมูลสีเทา เตรียมขยายผลหาคนเอี่ยวปล่อยข้อมูลลูกค้าประกันหลุดออกมา
เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 6 พ.ย. ที่ กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) พล.ต.ท.ธนา ชูวงศ์ ผู้ช่วย ผบ.ตร. รรท.รอง ผบ.ตร., พล.ต.ท.วรวัฒน์ วัฒน์นครบัญชา ผบช.สอท., พล.ต.ต.วิวัฒน์ คำชำนาญ รอง ผบช.สอท., พ.ต.อ.ภูมิพัฒน์ ภัทรศรี วงษ์ชัย รรท.ผบก.สอท.5, พ.ต.อ.ฐาปกรณ์ หนุมาศ ผกก.3 บก.สอท.5, พ.ต.อ. สุรพงศ์ เปล่งขำ ผอ.สำนักตรวจสอบและกำกับดูแล สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สกมช), สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (PDPC) ร่วมกันแถลงข่าวผลการกวาดล้าง ตามยุทธการ “DATA GUARDIANS OPERATION ปฏิบัติการล่าทรชน คนค้าข้อมูล” ตรวจค้น 3 จุดในพื้นที่ จ.ปทุมธานี จ.กาฬสินธุ์ และ จ.อุดรธานี
พล.ต.ท.ธนากล่าวว่า ปัจจุบันกลุ่มมิจฉาชีพมีขั้นตอนสื่อสารหลอกลวงประชาชนไปจนถึงขั้นตอนการโอนเงินได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น ทั้งยังนำข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนไปใช้ในเชิงลึกลงเรื่อยๆ ทำให้เจ้าของข้อมูลหลงเชื่อได้ง่ายขึ้นนำไปสู่การโอนเงินให้กลุ่มมิจฉาชีพ รวมไปถึงยังมีการพัฒนาโปรแกรมที่ทำให้สามารถโอนเงินจำนวนมากได้โดยไม่ต้องสแกนใบหน้าตามมาตรฐานการรักษาความปลอดภัยของธนาคาร จากการจับกุมผู้ต้องหาทำให้ทราบว่า งานแบบนี้เป็นงานที่ทำง่าย ทำที่บ้าน และผู้ต้องหาแต่ละคนมีรายได้เดือนละหลักแสน จึงยั่วยวนให้มากระทำผิด
พล.ต.ท.วรวัฒน์กล่าวว่า ซึ่งตำรวจได้รวบรวมข้อมูลมาโดยตลอด จนนำมาสู่การเปิดปฏิบัติการเข้าจับกุมในครั้งนี้ ซึ่งเป็นการขยายผลจากที่ตำรวจไซเบอร์เคยเข้าจับกุมผู้ต้องหาวิศวกรหนุ่มที่จังหวัดภูเก็ต เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา โดย ผู้ต้องหานำข้อมูลส่วนบุคคลไปขายต่อ ให้ธุรกิจสีเทากว่า 2 ล้านรายชื่อ / และเมื่อขยายผลต่อก็นำไปสู่การเข้าจับกุมผู้ต้องหาที่เป็นพ่อค้าคนกลางรับซื้อข้อมูลจากธุรกิจขายอาหารเสริม ไปขายต่อให้กับวิศวกรหนุ่ม โดยผู้ต้องหารายนี้อ้างว่าได้ซื้อข้อมูลมากกว่า 15 ล้านรายชื่อแล้วนำมาแบ่งขายให้กับกลุ่มที่สนใจในดาร์กเว็บ ทำรายได้กว่า 4 แสนบาทต่อเดือน จากปฏิบัติการทั้ง 2 ครั้ง ตำรวจไซเบอร์ได้ขยายผลจนพบความเชื่อมโยงและนำกำลังเข้าตรวจค้นและจับกุมผู้ต้องหาที่มีส่วนเกี่ยวข้องได้เพิ่มเติมอีก 3 ราย

ขายข้อมูล – ตำรวจไซเบอร์บุกจับนายยอดชาย บรรยงค์ อายุ 24 ปี แอดมินเพจ กลุ่มเฟซบุ๊กซื้อขายข้อมูลส่วนบุคคล รวมทั้งจับกุมโบรกเกอร์บริษัทประกันภัย และโปรแกรมเมอร์ ร่วมเครือข่ายขายข้อมูลรวมกว่า 15 ล้านรายชื่อให้แก๊งมิจฉาชีพ เมื่อวันที่ 6 พ.ย.
รายแรก คือ นายพศิน พงษ์สุภาพ อายุ 41 ปี เป็นโบรกเกอร์ของบริษัทประกันภัยชื่อดัง ลักลอบนำข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าประกันนับล้านรายชื่อไปขายให้กับกลุ่มมิจฉาชีพ ซึ่งข้อมูลของลูกค้าประกันถือว่าเป็นข้อมูล เกรด A เป็นข้อมูลใน เชิงลึกที่มีมากกว่าแค่ชื่อ-นามสกุล เลขบัตรประชาชน 13 หลัก และเบอร์โทร. แต่ มีข้อมูลเกี่ยวกับบัญชีธนาคารด้วย โดย จากการสืบสวนพบว่านายพศินเป็นผู้ขายข้อมูลเหล่านี้ ให้กับผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมได้ก่อนหน้านี้
ผู้ต้องหารายที่ 2 คือ นายณัฐพงษ์ เชิดสุพรรณ์ อายุ 28 ปี เป็นโปรแกรมเมอร์ ที่พัฒนาโปรแกรม API Bypass Face Scan และนำโปรแกรมนี้ไปขายให้กลุ่มมิจฉาชีพ โดยเป็นโปรแกรมที่สามารถเข้าไปแก้ไขโค้ดของแอพพลิเคชั่นธนาคาร ให้ยกเลิกเงื่อนไขการสแกนใบหน้า เมื่อโอนเงินจำนวนมากกว่า 5 หมื่นบาท สร้างความสะดวกให้กลุ่มมิจฉาชีพมากยิ่งขึ้น
ผู้ต้องหารายที่ 3 คือ นายยอดชาย บรรยงค์ อายุ 24 ปี ทำหน้าที่เป็นแอดมิน กลุ่มเฟซบุ๊กซื้อขายข้อมูลส่วนบุคคล โดยมีข้อมูลที่ใช้ซื้อขายมากกว่า 15 ล้านรายชื่อ ซึ่งนายยอดชายรับทำหน้าที่ไลฟ์สดให้แก่เว็บไซต์พนันออนไลน์ และได้นำข้อมูล มาจากฐานข้อมูลของเว็บพนันออนไลน์ มาขายในกลุ่มดาร์กเว็บ โดยตำรวจได้ดำเนินคดีกับผู้ต้องหาทั้ง 3 รายในความผิดเกี่ยวกับ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ซึ่งหลังจากนี้ จะมีการขยายผลไปยังผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องเพิ่มเติมต่อไป
“ในจำนวนข้อมูลทั้งกว่า 15 ล้าน รายชื่อที่ผู้ต้องหาทั้ง 3 รายนำมาซื้อขายนี้ จากการตรวจสอบพบว่าบางส่วนก็เป็นข้อมูลที่ซ้ำกัน และส่วนใหญ่จะเป็นเพียงข้อมูลพื้นฐาน มีแค่บางส่วนที่เป็นข้อมูล ในเชิงลึก” พล.ต.ท.วรวัฒน์กล่าว
พล.ต.ท.วรวัฒน์กล่าวอีกว่า ในส่วนของนายพศิน ซึ่งเป็นโบรกเกอร์ประกันภัยนั้น จะต้องขยายผลต่อไปว่านำข้อมูล ออกมาได้อย่างไร และมีใครเกี่ยวข้อง อีกบ้าง แต่ในส่วนของพฤติการณ์ ขอให้เป็นรายละเอียดในสำนวนเพราะยังต้องขยายผลเพิ่มเติม โดยโบรกเกอร์ที่มีพฤติกรรมแบบนี้ก็อาจจะเพียงแค่บางส่วน ไม่ใช่ทุกคน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการแถลงข่าว ตำรวจยังได้เปิดคลิปวิดีโอ ขณะที่ให้ นายณัฐพงษ์ ผู้ต้องหาที่พัฒนาโปรแกรม API Bypass สาธิตวิธีการใช้โปรแกรม ด้วย โดยโปรแกรมที่พัฒนาขึ้นมาจะมี 2 รูปแบบ รูปแบบแรกคือ ใช้วิธีการ โอนเงินได้ผ่านระบบเบราเซอร์ได้เลย โดยไม่จำเป็นต้องเข้าแอพพลิเคชั่นธนาคาร ซึ่งหากกลุ่มมิจฉาชีพรู้ข้อมูลบัญชีธนาคาร ก็สามารถกรอกเข้าไปได้เลย ระบบก็จะส่งหมายเลข OTP ไปยังเบอร์โทรศัพท์เจ้าของบัญชี และเพียงแค่กรอก OTP ก็สามารถกดโอนเงินจำนวนมากผ่านระบบเบราเซอร์ที่ควบคุมโดยมิจฉาชีพได้ทันที ส่วนอีก รูปแบบคือการเขียนโค้ดยกเลิกการ สแกนใบหน้าเมื่อโอนเงินจำนวนมากกว่า 5 หมื่นบาท ซึ่งตำรวจไซเบอร์จะขยายผลหลักการทำงานในรูปแบบนี้ต่อไป
พ.ต.อ.สุรพงศ์กล่าวว่า กรณีแบบนี้ผู้ที่นำข้อมูลไปขาย ถือว่ามีความผิดตามพ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ขณะเดียวกัน ผู้ซื้อเองก็เข้าข่ายมีความผิดฐานเก็บรวบ รวมข้อมูลจากแหล่งอื่นซึ่งไม่ใช่เจ้าของ และความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ส่วนหน่วยงานที่เป็นต้นเหตุที่ทำให้ข้อมูลรั่วไหล ก็จะต้องมีการเข้าไปตรวจสอบเกี่ยวกับมาตรการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยต่อไปว่ารัดกุมเพียงพอหรือไม่