‘ปานปรีย์’ เปิดกระทรวงกต.ประชุมร่วม ‘ปวีณา’ เร่งช่วยคนไทยถูกหลอกไปเมือง เล้าก์ก่าย เมียนมา กลับประเทศ โดยอพยพ 162 คนมาอยู่ในที่ปลอดภัยแล้ว ประสานพาออกผ่านทางประเทศจีน หลังเสร็จสิ้นขั้นตอนพิสูจน์สัญชาติ เผยน่าจะมีคนไทยตกทุกข์ได้ยากเพิ่มในเมืองนี้ รอทางการเมียนมาไฟเขียวให้พบคนไทย พร้อมส่งจนท.เข้าไปช่วยเหลือ ‘บิ๊กโจ๊ก’ พร้อมอพยพทันที ที่รัฐบาลเมียนมากำหนดเส้นทาง แจงคัดแยกกลุ่มเหยื่อ 70% ไม่ต้องคดี ส่วนกลุ่มสมัครใจ 30% ทั้งร่วมคอลเซ็นเตอร์ต้มตุ๋นเหยื่อ ต้องถูกดำเนินคดี ฐานมีส่วนร่วมในอาชญากรรม ข้ามชาติ

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 8 พ.ย. ที่กระทรวง การต่างประเทศ นายปานปรีย์ พหิทธานุกร รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ต่างประเทศ ประชุมร่วมกับนางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี กรณีการช่วยเหลือสาวไทยที่ถูกหลอกไปบังคับค้าประเวณีที่ประเทศเมียนมา และถูกหลอกเป็นเหยื่อขบวนการคอลเซ็นเตอร์ในเมืองเล้าก์ก่าย เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศเมียนมา ซึ่งเหยื่อได้ขอความช่วยเหลือมายังมูลนิธิปวีณาฯ ตั้งแต่ต้นปี 2566 จำนวน 87 ราย แบ่งออกเป็นคอลเซ็นเตอร์ 62 ราย ถูกบังคับค้ามนุษย์ค้าประเวณี 25 ราย มูลนิธิปวีณาฯ ได้ประสานนายรุจ ธรรมมงคล อธิบดีกรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศได้ให้การช่วยเหลือ โดยรัฐบาลเมียนมาได้ให้การช่วยเหลือมา อยู่ในความดูแลแล้ว 162 ราย มูลนิธิปวีณาฯ จึงขอทราบรายชื่อเหยื่อที่ได้รับการช่วยเหลือครั้งนี้เพื่อจะได้แจ้งญาติของเหยื่อที่ร้องขอความช่วยเหลือจากมูลนิธิปวีณาฯ พร้อมติดตามการช่วยเหลือต่อไป

ส่วนอีกกรณี สาวไทยอายุ 31 ปีร้องทุกข์ทางเพจเฟซบุ๊กมูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี แจ้งว่าตอนนี้อยู่ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในเมืองป๊อก ประเทศเมียนมา เพราะถูกหลอกไปที่เมืองป๊อก ถูกบังคับให้ค้าประเวณี ถ่ายคลิปโป๊เปลือยมีเพศสัมพันธ์จนทนไม่ไหว เมื่อจะไม่ทำก็ถูกจับใส่กุญแจมือขังเดี่ยวอยู่ในห้องถูกซ้อมทำร้ายตบตี ไม่ให้กินข้าวกินน้ำ ต้องกินน้ำในห้องน้ำประทังชีวิต และถูกใช้ไม้แขวนที่เป็นสเตนเลสหนาๆ ฟาดตามตัว แขน และขาจนเดินไม่ได้ หญิงสาวทนถูกทำร้ายไม่ไหวจึงทำทีว่าจะยอมทำทุกอย่าง นายจ้างคนจีนจึงยอมปล่อยให้ออกมาอยู่ห้องรวม ก่อนที่จะมีแม่บ้านชาวเมียนมาเห็นสภาพแล้วสงสารจึงให้เข้าไปหลบซ่อนในถังขยะแล้วเข็นรถพาหนีออกมาจากตึกได้ จากนั้นก็มีคนช่วยพาหญิงสาวส่งไปรักษาที่โรงพยาบาล ขอมูลนิธิปวีณาฯ ช่วยพากลับบ้านด้วย นางปวีณาได้ประสานนายรุจ อธิบดีกรมการกงสุล พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร. และสถานทูตไทยในเมียนมา ช่วยเหลือ หญิงสาวซึ่งคาดว่าจะได้ออกจากโรงพยาบาล วันเดียวกัน

และกรณีนางปวีณาพาสาวไทย 2 รายเหยื่อค้ามนุษย์ถูกหลอกไปค้าประเวณีที่เมือง ดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เข้าหารือเรื่องการติดตามกรณีกระทรวงการต่างประเทศ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยพล.ต.อ. สุรเชษฐ์ รอง ผบ.ตร.ได้ติดตามคดีอย่าง ใกล้ชิด และมีเคส 1 รายที่พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ได้ติดตามจับกุมผู้กระทำผิดในประเทศไทยได้ส่วนหนึ่งแล้ว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างการประชุมที่มีนายปานปรีย์ นายรุจ นางปวีณา และนายอำนาจ พละพลีวัลย์ ผอ.กองคุ้มครองและดูแลผลประโยชน์คนไทยในต่างประเทศ ปรากฏว่าเหยื่อสาวไทยอายุ 31 ปีชื่อน.ส.เอ (นามสมมติ) ที่ถูกบังคับค้าประเวณีถูกซ้อมทำร้ายสาหัสแล้วมีคนช่วยเหลือหลบหนีออกมาส่งโรงพยาบาล ได้โทร.ไลน์เข้ามา นางปวีณาจึงได้เปิดเสียงให้ผู้ร่วมประชุมได้รับฟัง น.ส.เอแจ้งว่าขณะนี้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจเมียนมามาพบที่โรงพยาบาลแล้ว แต่ติดปัญหาค่าใช้จ่ายในการรักษา 60,000 กว่าบาท นายปานปรีย์ได้มอบหมายให้อธิบดีกรมการกงสุลประสานสถานทูตไทยในเมียนมาช่วยเหลือค่าใช้จ่ายและรับตัวออกจากร.พ.ทันทีเพื่อส่งกลับมาทางท่าขี้เหล็ก ก่อนดำเนินการตามขั้นตอนเพื่อส่งกลับไทยต่อไป ซึ่งนางปวีณาจะเดินทางไปรับที่จ.เชียงราย

นางปวีณาได้ขอบคุณกระทรวงการต่างประเทศ และอธิบดีกรมการกงสุล ที่ให้การช่วยเหลือคนไทยในครั้งนี้ พร้อมกับฝากนายปานปรีย์ว่า สถานทูตไทยในประเทศต่างๆ น่าจะมีศูนย์พักพิงให้กับคนไทยที่ตกทุกข์ได้ยากในต่างแดนเวลาที่เข้ามาร้องทุกข์ขอความ ช่วยเหลือ เพราะเมื่อมีปัญหาต้องช่วยคนไทยให้ได้รับความปลอดภัยก่อน จากนั้นจึงจะมาเข้าสู่กระบวนการคัดแยกเหยื่อค้ามนุษย์ต่อไป อยากฝากเตือนคนไทยทุกคนที่คิดจะเดินทางไปทำงานต่างประเทศอย่าหลงเชื่อโฆษณาในโซเชี่ยลหรือคนที่ชักชวนว่าเดินทางไปแล้วจะรายได้ดี ซึ่งงานสบายรายได้สูงนั้นไม่มีจริง เมื่อตกเป็นเหยื่อไปแล้วส่วนใหญ่จะยากในการช่วยเหลือ ขอให้ตรวจสอบข้อมูลจากกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงแรงงาน หรือมูลนิธิปวีณาฯ ก่อน เพื่อจะได้ไม่ต้องตกเป็นเหยื่อ

ด้าน ดร.ปานปรีย์กล่าวว่า หากมูลนิธิปวีณาฯ มีอะไรประสานกับตนได้โดยตรง ยินดีให้การช่วยเหลือเต็มที่ ส่วนในเรื่องที่พูดคุยวันนี้จะมอบหมายให้อธิบดีกรมการกงสุลตรวจสอบ ในส่วนของรายชื่อ 87 คน ที่ขอความช่วยเหลือจากมูลนิธิปวีณาฯ ถูกหลอกไปค้ามนุษย์ที่ประเทศเมียนมาจะมีรายชื่ออยู่ในจำนวน 162 คนที่จะถูกส่งตัวกลับหรือไม่ หากคนไหนไม่มีรายชื่อก็จะได้ดำเนินการช่วยเหลือต่อไป และในส่วนเคสหญิงไทยถูกหลอกไปค้าประเวณีถูกซ้อมทำร้ายบาดเจ็บอยู่ที่ ร.พ.เมืองป๊อก เมียนมา ได้มอบหมายให้อธิบดีกรมการกงสุลช่วยเหลือแล้ว

ดร.ปานปรีย์กล่าวอีกว่า จากนี้จะมีการมอบนโยบายให้กับสถานทูตไทยในทุกประเทศ หากพบคนไทยตกทุกข์ได้ยากหรือมีปัญหาต้องช่วยทุกคน ส่วนจะเป็นเหยื่อค้ามนุษย์หรือไม่ก็ต้องช่วยกลับมาเข้าสู่กระบวน การคัดแยกเหยื่อต่อไป

จากนั้น ที่ทำเนียบรัฐบาล นายปานปรีย์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.การต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ว่า คนไทยกลุ่มดังกล่าวยังปลอดภัย และอยู่ในความดูแลของทางการ เมียนมา โดยรัฐบาลไทยยังประสานกับรัฐบาลจีน และเมียนมาเพื่อนำคนไทยเดินทางกลับประเทศ โดยต้องพิสูจน์สัญชาติว่าใครเป็นคนไทย โดยกระบวนการนี้ยังไม่เสร็จเรียบร้อย เมื่อพิสูจน์สัญชาติเสร็จแล้วจะนำออกจากเมียนมาไปทางประเทศจีนโดยเร็วที่สุด แต่ตอนนี้ยังติดปัญหามีการสู้รบอยู่ในเมียนมา ทำให้รัฐบาลเมียนมากังวลว่าคนไทยกลุ่มดังกล่าวจะได้รับอันตราย จึงต้องหาช่วงเวลาปลอดภัยที่สุดก่อนพาออกมา ยืนยันว่ารัฐบาลไทยจะช่วยเหลือคนไทยทุกคน

ผู้สื่อข่าวถามว่าต้องพูดคุยกับชนกลุ่มน้อยที่รับผิดชอบดูแลเมืองดังกล่าวก่อน เพื่อให้ช่วยดูแลความปลอดภัยในการพาออกจาก เมียนมาหรือไม่ นายปานปรีย์กล่าวว่า ต้องคุยกับรัฐบาลเมียนมาเป็นหลักก่อน สำหรับการช่วยเหลือในส่วนของไทย ตนได้รับข้อมูล จากนางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณา หงสกุลเพื่อเด็กและสตรี ที่มาพบตน โดยกระทรวงการ ต่างประเทศจะนำข้อมูลเหล่านี้ไปช่วยเหลือคนไทย

ด้านนายรุจ อธิบดีกรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ กล่าวภายหลังได้รับมอบหมายจากนายปานปรีย์ ให้เข้าร่วมการประชุม และรับเรื่องที่ทางมูลนิธิปวีณาฯ ส่งเรื่องมาว่า ได้รับรายชื่อผู้ที่ร้องเรียนผ่านมูลนิธิปวีณาฯ ถูกหลอกไปประเทศเมียนมา จำนวน 87 ราย ทางกระทรวงการต่างประเทศจะตรวจสอบรายชื่อต่อไปว่า อยู่ในกลุ่มคนไทย 162 คนหรือไม่ โดยตอนนี้ทราบแต่เพียงว่า มีรายชื่อคนไทยบางคนที่ทางเมียนมาส่งมาให้ ขณะที่บางคนไม่มีหนังสือเดินทาง เพราะอยู่ในสถานการณ์ฉุกละหุก ขณะนี้อยู่ในกระบวนการพิสูจน์สัญชาติ และเตรียมตัวที่จะให้ฝ่ายเมียนมากำหนดว่าจะให้เจ้าหน้าที่กงสุลของสถานทูตไทยในกรุงย่างกุ้งเข้าไปช่วยเหลือตรงนั้นได้เมื่อไรและอย่างไร

นายรุจกล่าวต่อว่า คนไทยอยู่เยอะที่ เมืองเล้าก์ก่าย ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ค่อนข้างลำบาก ไทยต้องปฏิบัติตามที่รัฐบาลเมียนมาเป็น ผู้กำหนด ขณะที่รอบเมืองมีการต่อสู้กับ ชนกลุ่มน้อยต่างๆ กลุ่มโกกั้งและกลุ่มอื่นๆ สิ่งแรกที่ต้องทำคือจำแนกและตรวจสอบสัญชาติก่อน เพราะไม่ได้มีแต่คนสัญชาติไทยเท่านั้น ยังมีชาติอื่นๆ ด้วยรวมถึงเวียดนาม มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ เป็นต้น

“ทางสถานทูตในกรุงย่างกุ้ง ได้ติดตามกับทางรัฐบาลเมียนมาอย่างใกล้ชิดว่า ทางการเมียนมาจะกำหนดให้เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่และคัดแยกสัญชาติได้เมื่อไร ทางไทยพยายามอย่างเร็วที่สุด รวมทั้งเรื่องของการอพยพด้วย อย่างไรก็ตาม ทราบว่าคนไทยบางกลุ่มยังอยู่ในที่โรงแรม และอยู่ในสถานบริการเคทีวี ทางไทยได้ประสานทางตำรวจเมียนมาให้ไปช่วยพาตัวออกมา ซึ่งขึ้นกับความสมัครใจด้วยเช่นกัน ส่วนอื่นๆ ยังไม่ทราบสัญชาติ อาจมีไทยบ้าง นอกจาก 162 คน น่าจะมีเพิ่ม ผมไม่สามารถยืนยันได้” นายรุจกล่าว

ส่วนเรื่องอาหารการกิน นายรุจกล่าวว่า ยังมีอยู่จากที่ทางการจีนส่งมา และเราได้ติดต่อประสานงานกับมูลนิธิในเมียนมาให้ช่วยจัดหาอาหาร เครื่องดื่มให้กับคนไทยทั้ง 162 คนด้วย และขอยืนยันว่าไม่ได้ถูกจับเป็นตัวประกัน แต่เป็นกลุ่มที่ได้ช่วยเหลือออกมาและเตรียมอพยพกลับไทยต่อไป อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่มีเจ้าหน้าที่ไทยไปที่เล้าก์ก่าย แต่มีเจ้าหน้าที่อาสาชาวเมียนมาที่ทำงานให้มูลนิธิในเมียนมา เป็นคนคอยดูแลคนไทย และสถานทูตประสานตำรวจเมียนมาให้ช่วยตรวจดูอาคารอื่นๆ อีกว่า มีคนไทยทำงานอยู่หรือไม่ ถ้ามีให้ช่วยนำมารวมกับ 162 คนด้วย

นายรุจกล่าวว่า รองนายกฯ ปานปรีย์ ได้เน้นย้ำเป็นพิเศษว่า ต้องช่วยเหลือคนไทยทุกคนกลับประเทศไทย และได้ให้นโยบายมาตั้งแต่แรก ซึ่งได้พยายามทำเต็มที่ ไม่ว่าพี่น้องคนไทยในประเทศไหน อาทิ กรณีการช่วยเหลือคนไทยในอิสราเอล ซึ่งกรณีคนไทย ในเล้าก์ก่ายเป็นอีกโจทย์ที่ได้รับมาในระหว่างที่ดำเนินการช่วยเหลือคนไทยในอิสราเอล ทางเราได้พยายามอย่างเต็มที่ เพียงแต่ในพื้นที่เล้าก์ก่ายตรงนั้น เราเข้าไปถึงลำบาก ต้องดำเนินการตามทางที่เมียนมากำหนด

ทั้งนี้ จากข้อมูลของมูลนิธิปวีณาฯ มีเหยื่อถูกหลอกไปประเทศเมียนมา 87 คน แบ่งเป็น คอนเซ็นเตอร์ 62 คน ถูกบังคับค้ามนุษย์หรือค้าประเวณี 25 คน

วันเดียวกัน ที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) เมืองทองธานี พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ รองผบ.ตร. ในฐานะผอ.ศูนย์ศูนย์พิทักษ์เด็ก สตรี ครอบครัว ป้องกันปราบปรามการค้ามนุษย์ และภาคประมง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศพดส.ตร.) เปิดเผยว่า หลังจากที่ได้เดินทางไปหารือกับรัฐบาลเมียนมาเพื่อเร่งขอความช่วยเหลือคนไทยออกจากพื้นที่ที่มีการ สู้รบ โดยล่าสุดช่วยเหลือคนไทยออกมาได้แล้วจำนวน 162 ที่เหลือ 74 คน ยังเคลื่อนย้ายออกจากตัวอาคารไม่ได้ เนื่องจากถูกนายจ้างชาวจีนทำร้ายร่างกายจนได้รับบาดเจ็บสาหัส เจ้าหน้าที่จึงไม่กล้าเคลื่อนย้ายออกมา เกรงได้รับผลกระทบจะเกิดการสูญเสียระหว่างการเคลื่อนย้ายหากถูกโจมตี

ส่วนเส้นทางการลำเลียงคนไทยออกจากพื้นที่นั้น พล.ต.อ.สุรเชษฐ์กล่าวว่า รอการประสานงานจากทางเมียนมา ซึ่งอยู่ระหว่างกำหนดเส้นทางเคลื่อนย้ายเพื่อความปลอดภัย โดยหากมีความจำเป็นอาจต้องอพยพคนไทยไปผ่านเส้นทางในประเทศจีนก่อนก็ต้องทำ เพราะทุกชีวิตของคนไทยมีค่า จำเป็นต้องพา กลับประเทศไทยก่อน เพราะตอนนี้สถานการณ์ สู้รบในเมียนมารุนแรงไม่ต่างจากอิสราเอล คาดว่าภายในปลายสัปดาห์นี้ หากได้รับการติดต่อจากเมียนมาว่าสามารถเคลื่อนย้ายคนไทยออกจากพื้นที่ได้หมดทุกคนแล้ว ตนก็จะเดินทางไปรับคนไทยกว่า 200 คนออกจากพื้นที่ยังจุดที่กำหนดไว้

“คนไทยทั้งหมดนั้น มีทั้งผู้ที่สมัครใจไปทำงาน โดยที่รู้อยู่แล้วว่าเป็นงานในขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ และมีบางส่วนที่ตกเป็นเหยื่อถูกหลอกจริง ซึ่งมีรายชื่อทั้งหมดแล้ว ดังนั้นเมื่อเดินทางกลับถึงประเทศไทยแล้วจะประสานกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และกระทรวงแรงงาน เพื่อดำเนินการสอบปากคำ และร่วมกันคัดแยก โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่มคือ กลุ่มที่สมัครใจไปทำงานที่พบว่ามีอยู่กว่า 70% เพราะมีรายชื่อว่าเคยถูกช่วยเหลือออกมาจากกัมพูชามาแล้วก่อนหน้านี้ และกลุ่มที่ 2 คือกลุ่มที่ถูกหลอกจริงๆ ซึ่งเป็นรายชื่อใหม่มีเพียง 30% เท่านั้น โดยผู้ที่สมัครใจไปจะถูกแจ้งข้อกล่าวหาตามความผิด พ.ร.บ.องค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ฐานมีส่วนในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งมีอัตราโทษสูงสุด และความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชน เพื่อไม่ให้บุคคลเหล่านี้กลับไปก่อคดีอีก และต้องมีส่วนร่วมในการรับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการหลอกลวงคนไทยด้วย ส่วนกลุ่มคนที่ตกเป็นเหยื่อนั้น จะได้รับการเยียวยาตามกฎหมายต่อไป” พล.ต.อ.สุรเชษฐ์กล่าว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน