เศรษฐาแจงชัด-อายุ 16 ปีขึ้นไปรายได้ไม่เกิน7หมื่น-ฝาก5แสนซื้อสินค้า-อำเภอตามบัตรปชช.ชาวบ้านเฮ-หุ้นค้าปลีกเด้งรับ

‘เศรษฐา’ แถลงสรุปแจกดิจิทัล 1 หมื่น ระบุ 50 ล้านคนได้สิทธิ์ ผู้มีอายุ 16 ปีขึ้นไป เงินเดือน ต่ำกว่า 7 หมื่น-มีเงินฝากน้อยกว่า 5 แสน เริ่มพ.ค.67 ซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค
ภายในอำเภอตามบัตรประชาชนผ่านแอพ เป๋าตัง เตรียมออกพ.ร.บ.กู้เงิน 5 แสนล้าน เล็งออกบอนด์-พันธบัตร โต้ฝ่ายค้านกล่าวหาจงใจให้โครงการถูกตีตก ‘ไหม’ มั่นใจรัฐบาลรู้ถึงทางตัน เลยออกพ.ร.บ.กู้เงินหวังหาทางลง นายกฯ เปิดเทศกาลฤดูหนาวไทยแลนด์ จุดพลุซอฟต์เพาเวอร์กว่า 3 พันงาน ‘อิ๊ง’ ปัด ร่วมดินเนอร์พรรคร่วมหวังปูทางนั่งนายกฯ ‘ภูมิธรรม’ ขอฝ่ายค้านใจเย็นๆ อย่าขยี้ผลงานรัฐบาล ให้รอ 100 วันชัดเจนขึ้น

‘เศรษฐา’แถลงชัดแจก1หมื่น

เมื่อวันที่ 10 พ.ย. เวลา 14.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง แถลงผลสรุปการประชุมคณะกรรมการนโยบายโครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่าน Digital Wallet ครั้งที่ 2/2566 ว่า ประเทศไทยต้องกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ จากหลายปัจจัย เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจของประเทศไทยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาเติบโตเฉลี่ยเพียง 1.9% รั้งท้ายประเทศในกลุ่มอาเซียน ขณะที่ความเหลื่อมล้ำที่เรื้อรังยาวนานมากว่า 10 ปี ส่งผลให้การฟื้นตัวจากช่วงวิกฤตโควิดเป็นแบบ คนจนที่แย่อยู่แล้ว แย่ลงไปอีก ขณะที่คนรวยมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นห่างจากคนฐานล่างไปเรื่อยๆ

นอกจากนี้ หนี้ครัวเรือนของประเทศไทยอยู่ในระดับที่ 91% ของจีดีพี นับว่าสูงที่สุดในประวัติการณ์ ซึ่งหนี้เหล่านี้เป็นหนี้ที่ไม่ได้ ก่อให้เกิดรายได้ คือไม่ได้นำไปใช้ลงทุนค้าขาย ถ้าไม่ได้รับการแก้ไข ประชาชนจะไม่มีรายได้มากขึ้น ตลอดจนภาคการผลิตที่มีอัตราการผลิตของประเทศลดลง และอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าศักยภาพที่ประเทศสามารถทำได้ เมื่อผลิตน้อย ก็ต้องการคนไปทำงานน้อย ส่งผลให้หลายคนตกงาน และทำให้มีรายได้น้อยลง ซื้อสินค้าน้อยลง ส่งผลวนกลับไปที่โรงงานที่จะสามารถผลิตสินค้าน้อยลงไปอีก เกิดเป็นวงจรถดถอยทางเศรษฐกิจที่มีแต่จะแย่ลงเรื่อยๆ

หากไม่ได้รับการกระตุ้นแก้ไข ผนวกกับปัจจัยภายนอกรุมเร้า อาทิ สภาวะสงครามระหว่างยูเครนและรัสเซียที่ยาวนานต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน สถานการณ์การสู้รบในบริเวณอิสราเอลและฉนวนกาซ่า ทำให้สถานการณ์เศรษฐกิจทั่วโลกอยู่ในจุดเปราะบาง รวมถึงตลาดทั่วโลกได้รับผลกระทบจากสภาวะเศรษฐกิจที่ถดถอย

สรุป1หมื่น – นายเศรษฐา ทวีสิน นายกฯและรมว.คลัง แถลงความคืบหน้าโครงการเงินดิจิทัลวอลเล็ต 1 หมื่นบาท โดยสรุปผู้มีสิทธิได้ รับเงินและเงื่อนไขการใช้จ่าย ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 10 พ.ย.

เริ่มพ.ค.67-ผ่านแอพเป๋าตัง

นโยบายกระเป๋าเงินดิจิทัล คือการอัดฉีดเงินเข้าไปในระบบ ให้เข้าถึงทุกพื้นที่ เพื่อให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยหมุนเวียนภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว โดยการอัดฉีดมีระยะเวลา 6 เดือนเพื่อให้เงินมีการหมุนเวียน เป็นการลงทุน ที่มอบสิทธิและอำนาจให้กับประชาชน ช่วยกันกอบกู้เศรษฐกิจ ซึ่งจะก่อให้เกิดการลงทุนในภาคประชาชน ทั้งการรวมเงินใน ครัวเรือนเพื่อประกอบอาชีพ การซื้อ-ขาย สินค้าของพ่อค้าแม่ค้า ไปจนถึงการสั่งผลิตสินค้าในโรงงานเอสเอ็มอี ไปจนถึงโรงงานขนาดใหญ่

เงินดิจิทัลวอลเล็ตก้อนนี้ไม่ได้มาจากการเสกเงิน สร้างเงิน พิมพ์เงิน หรือออกเหรียญผ่าน Initial Coin Offering พูดให้ชัดๆ ว่า ไม่ได้มีการเขียนโปรแกรมสร้างเงินเหมือน Cryptocurrency ต่างๆ และไม่ได้เป็นการนำเงินไปซื้อเหรียญมาแจก และนำไปเทรด แลกเปลี่ยน โอนให้กันและกัน เก็งกำไรไม่ได้ ย้ำว่าไม่มีการนำไปเทรดบน Exchange ทั้งตลาด หลักทรัพย์ ตลาด crypto ใดๆ ทั้งสิ้น เงินตัวนี้จะมีที่มาจากเงินบาท และมีมูลค่าเป็นเงินบาท ที่มีเงื่อนไขในการใช้งาน เพื่อให้เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจสูงกว่าอัดฉีดที่ผ่านมา ฉะนั้น เงิน 1 บาทในโครงการนี้ คือ 1 บาท ในกระเป๋าเงินของทุกท่าน ที่สามารถใช้จ่ายได้ โครงการนี้ต้องมีการลงทะเบียนรับสิทธิ ทั้งร้านค้าและยืนยันรับสิทธิโดยประชาชน

“โครงการนี้จะใช้เวลาในการให้คณะกรรมการกฤษฎีกาตีความข้อกฎหมายปลายปีนี้ หลังจากนั้นจะเข้าสู่สภาช่วงต้นปีหน้า และเปิดให้ประชาชนใช้เดือนพ.ค.2567 ใช้ผ่าน แอพเป๋าตัง โดยพัฒนาต่อยอดแอพเป๋าตัง ให้มีบล็อกเชนอยู่เบื้องหลัง”

อายุ16ปี-งด.7หมื่น-เงินฝากต่ำ5แสน

เรื่องของเงื่อนไข ซื้ออะไรได้ ไม่ได้ ขอพูดตรงนี้ให้ชัด คือ ประชาชนจะสามารถใช้ซื้อสินค้า อาหาร เครื่องดื่ม สินค้าอุปโภค บริโภคได้เท่านั้น ไม่สามารถใช้กับบริการได้ ไม่สามารถใช้ซื้อสินค้าออนไลน์ได้ ไม่สามารถซื้อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ผลิตภัณฑ์ยาสูบ กัญชา กระท่อม พืชกระท่อม และผลิตภัณฑ์จากกัญชาและพืชกระท่อม ไม่สามารถนำไปซื้อบัตรกำนัล บัตรเงินสด ทองคำ เพชร พลอย อัญมณีได้ ไม่สามารถนำไปชำระหนี้ได้ ไม่สามารถจ่ายค่าเรียน ค่าเทอมได้ ไม่สามารถนำไปจ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ หรือซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงและก๊าซธรรมชาติได้ แลกเป็นเงินสดไม่ได้ แลกเปลี่ยนในตลาดต่างๆ ไม่ได้

ใช้ได้กับร้านค้าที่อยู่ในอำเภอเดียวกับบัตรประชาชนเท่านั้น โดยสามารถใช้ซื้อสินค้าได้ทุกร้านค้า ไม่ได้จำกัดแต่ร้านที่อยู่ในระบบภาษี ไม่จำเป็นต้องจดแวต แต่ต้องมีการ ลงทะเบียนรับสิทธิ และร้านค้าที่จะขึ้นเงินได้ต้องอยู่ในระบบภาษีเท่านั้น

ทั้งนี้ มีการปรับหลักเกณฑ์ของผู้ได้รับสิทธิเป็นประชาชนอายุ 16 ปีขึ้นไป และมีเงินเดือนต่ำกว่า 7 หมื่นบาท หรือมีเงินในบัญชีรวมกันน้อยกว่า 5 แสนบาท ตามคำแนะนำของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสภาพัฒน์ เนื่องจากข้อมูลของหลายโครงการในอดีตแสดงให้เห็นว่าคนกลุ่มรายได้ดังกล่าวมีแนวโน้มที่จะก่อให้เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจมากกว่าอีกกลุ่มอย่างมีนัยยะสำคัญ และขอ ย้ำว่า โครงการจะไม่ทำให้เกิดเงินเฟ้อตามที่หลายฝ่ายกังวล เพราะสถานการณ์เงินเฟ้อ ในปัจจุบันของไทยอยู่ในสภาวะที่ต่ำอยู่แล้ว

จากเงื่อนไขและการศึกษาทั้งหมด ทำให้กลั่นกรองผู้ได้รับสิทธิในโครงการเหลือประมาณ 50 ล้านคน และจะใช้วงเงินในโครงการนี้เหลือเพียงประมาณ 5 แสนล้านบาท และเงินอีก 1 แสนล้านบาท จะสามารถนำใช้ในการผลักดันต่อยอดอุตสาหกรรมใหม่ๆ โครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ ของประเทศได้ เช่น ยานยนต์สมัยใหม่ อุตสาหกรรมดิจิทัล การเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ การพัฒนาบุคลากรและการศึกษา เป็นต้น

ออกพ.ร.บ.กู้เงิน5แสนล้าน

สำหรับที่มาของงบประมาณโครงการ คำตอบที่เป็นไปได้มากที่สุดในการดำเนินนโยบายนี้ คือการออกพ.ร.บ.เป็นวงเงิน 5 แสนล้านบาท ซึ่งมีความโปร่งใส ภายใต้การตรวจสอบถ่วงดุลในระบบรัฐสภา ซึ่งตนมั่นใจว่า จะได้รับการอนุมัติโดยรัฐสภา และเป็นไปตามมาตรา 53 พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ.2561 พ.ร.บ.การกู้เงินดังกล่าวจะระบุวัตถุประสงค์ของการกู้เงิน ระยะเวลาในการกู้เงิน แผนงานหรือโครงการที่ใช้จ่ายเงินกู้ วงเงินที่อนุญาตให้ใช้จ่ายเงินกู้ และหน่วยงานของรัฐ ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบการดำเนินแผนงานหรือโครงการที่ใช้จ่ายเงินกู้ ในโครงการดิจิทัลวอลเล็ต ให้ชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมาย

รัฐบาลจะกู้เงิน ต่อเมื่อมีการนำเงินไปใช้และนำมาขึ้นเป็นเงินสด ซึ่งนี่จะเป็นการทำให้เงินในระบบทั้งหมดใหญ่ขึ้นกว่า 5 แสนล้านบาท จะหมุนเวียนและกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างมีนัยยะ ผสมกับงบประมาณ 1 แสนล้านบาท เพื่อใช้ในการดำเนินโครงการที่กล่าวไปทั้งหมด ทุกท่านไม่ต้องห่วงเรื่องการใช้เงินคืน รัฐบาลจะมีแผนจัดสรรเงินงบประมาณมาเพื่อจ่ายคืนเงินส่วนที่เป็นเงินกู้ตลอดระยะเวลา 4 ปี

ขณะเดียวกัน รัฐบาลจะออกโครงการ e-Refund ให้คนไทยสามารถลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลจากการซื้อสินค้าและบริการมูลค่าไม่เกิน 50,000 บาท โดยให้ใบกำกับภาษี มาประกอบการยื่นภาษีบุคคล และรัฐจะคืนเงินภาษีให้ ฉะนั้น คนที่ไม่ได้รับสิทธิดิจิทัล วอลเล็ต สามารถเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการนี้ได้ และจะทำให้ร้านค้าเข้าระบบภาษีดิจิทัลมากขึ้นด้วย อีกนโยบายคือ กองทุนเพิ่มขีดความสามารถ วงเงิน 1 แสนล้านบาท เพื่อนำมาต่อยอดอุตสาหกรรมใหม่ๆ ของประเทศ เช่น ยานยนต์สมัยใหม่ อุตสาหกรรมดิจิทัล การเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ การพัฒนาบุคลากรและการศึกษา เป็นต้น

“นโยบายดิจิทัลวอลเล็ต ไม่ใช่การสงเคราะห์ประชาชนผู้ยากไร้ แต่เป็นการเติมเงินลงไปในระบบเศรษฐกิจผ่านสิทธิการใช้จ่าย เพื่อให้ประชาชนมีบทบาทร่วมกับรัฐบาล ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการพลิกฟื้นเศรษฐกิจ ผ่านสิทธิการใช้จ่าย 1 หมื่นบาท” นายเศรษฐากล่าว

รอกฤษฎีกาชี้ข้อกฎหมาย

เย็นวันเดียวกัน นายเศรษฐาเดินทางมายังอาคารมติชน พบปะกับนายขรรค์ชัย บุนปาน ประธานเครือมติชน น.ส.ปานบัว บุนปาน กรรมการผู้จัดการบริษัทมติชน พร้อมผู้บริหารมติชน ข่าวสด ประชาชาติธุรกิจ มติชนสุดสัปดาห์ มติชนทีวี โดยให้สัมภาษณ์ถึงรายละเอียดโครงการดิจิทัลวอลเล็ตเพิ่มเติมว่า รัฐบาลต้องรับฟังเสียงท้วงติง ทั้งจากธปท. จึงต้องลดทอนเป้าหมายแจกเงิน ตัดส่วนคน รายได้สูงออกไป ทำให้เหลือเป้าหมายการแจกเงิน 50 ล้านคน และที่มาของแหล่งเงิน เห็นพ้องว่าต้องออกเป็นพ.ร.บ.วงเงิน 5 แสนล้านบาท แต่ต้องมาถกเถียงกันว่าการออก พ.ร.บ.ดังกล่าวต้องมีวิกฤต

รัฐบาลยืนยันว่าการที่เศรษฐกิจของประเทศ เราเฉลี่ยในรอบ 10 ปีโต 1.8% ต่ำสุดเมื่อเทียบกับประเทศเศรษฐกิจสำคัญในอาเซียน ขณะที่เวียดนาม อินโดนีเซีย โตกว่าเราไปไกลมาก สถานการณ์ตอนนี้มีสงครามฉุดเศรษฐกิจ ดังนั้นเราถือว่าเป็นวิกฤต จึงต้องมีพ.ร.บ. 5 แสนล้านบาท เพื่อนำมาสู่โครงการดิจิทัลวอลเล็ตเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ รวมทั้งจะเติมเงินอีก 1 แสนล้านบาท สำหรับภาคอุตสาหกรรม เพราะการดึงนักลงทุนเข้ามาต้องมีเงินสนับสนุน เพื่อดึงดูดการลงทุน และผลที่จะตามมีคุ้มค่ามากมาย แต่ทั้งหมดนี้ต้องรอกฤษฎีกาพิจารณาข้อกฎหมายก่อน ว่าสามารถออกพ.ร.บ.ได้หรือไม่ เข้าขั้นวิกฤตหรือไม่ คาดว่าอีกราว 2-3 สัปดาห์คงส่งได้ ขึ้นกับกฤษฎีกาจะชี้ออกมา ตนไม่อาจทราบได้ว่า จะผ่านหรือไม่ เพียงแต่มั่นใจว่า โครงการนี้ถูกต้อง โปร่งใส รวมทั้งเชื่อว่ารัฐสภาจะให้ผ่านแน่นอน ที่สำคัญวงเงิน 5 แสนล้านบาทนี้ จะทำให้หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นเป็นแค่ 64% ยังไม่ถึงเพดานที่กฎหมายกำหนดไว้ ประเด็นนี้มั่นใจว่าน่าจะผ่านได้

โต้ฝ่ายค้าน-ออกบอนด์-พันธบัตร

เมื่อถามถึงกรณีฝ่ายค้านออกมาชี้ว่า กฤษฎีกาคงไม่ให้ผ่าน รวมทั้งหากร้องศาลรัฐธรรมนูญคงไม่ผ่าน รัฐบาลรู้อยู่แล้ว แต่ ยังใช้แนวทางนี้เพื่อให้โครงการโดนตีตก จะได้ยุติโครงการไป ไม่ต้องทำต่อ นายเศรษฐาตอบว่า กฤษฎีกาจะให้ผ่านหรือไม่ตนไม่รู้ ไม่มีใครรู้ได้ แต่มั่นใจว่าการทำทุกอย่างถูกต้องจะดีที่สุด อีกทั้งหากโครงการสำคัญของรัฐบาลนี้ไม่สามารถดำเนินต่อไปได้ คนที่ เสียหายคือรัฐบาลเอง ตนเองก็ต้องเหนื่อย ต่อไป ในการคิดหาโครงการอื่นมากระตุ้นเศรษฐกิจซึ่งยังย่ำแย่อยู่มาก

ใครจะมองอย่างไรวิจารณ์อย่างไรก็แล้วแต่ สำหรับรัฐบาลนี่คือนโยบายหลัก ถ้าทำไม่ได้มีแต่ต้องเหนื่อย เพราะเศรษฐกิจจะไม่ได้รับการกระตุ้นครั้งใหญ่ ข้อกล่าวหาที่ว่ารัฐบาลจงใจจะล้มโครงการ คนที่ตั้งข้อกล่าวหา ขออย่าเอาตัวเองมาเป็นบรรทัดฐาน สำหรับตนแล้วนโยบายนี้จะปั๊มเศรษฐกิจไทยให้ฟื้นได้จริงแน่นอน

แหล่งเงินออกบอนด์-พันธบัตร

ส่วนที่มาของแหล่งเงิน 5 แสนล้านบาท ดังกล่าว นายเศรษฐากล่าวว่า เราสามารถออกบอนด์ได้ ออกพันธบัตรรัฐบาลได้ เพราะสภาพคล่องในประเทศสูงอยู่มาก ไม่ใช่เรื่องยาก แต่เกิดขั้นตอนหลายด้าน ทำให้โครงการต้องขยับไปเริ่มในเดือนพ.ค.2567 แทนที่จะเริ่มในช่วงก่อนสงกรานต์ ประเด็นนี้เห็นว่าเป็นเรื่องน่าเสียดาย แต่ถึงอย่างไรในช่วง 6 เดือนทุกคนน่าจะมีเวลาเดินทางกลับภูมิลำเนา เพื่อใช้จ่ายเงิน 10,000 บาทได้ภายใน 6 เดือน มองอีกด้านการเดินทางกลับไปในช่วงที่ไม่ใช่เทศกาล ก็เป็นเงื่อนไขในการสร้างความอบอุ่นในครอบครัว

เมื่อถามถึงเกณฑ์ต้องมีเงินฝากไม่เกิน 5 แสนบาท จะเริ่มต้นเกณฑ์นี้เมื่อไร นายเศรษฐากล่าวว่า เริ่มใช้เกณฑ์เงินในบัญชี 5 แสนบาทในวันที่เริ่มต้นลงทะเบียนโครงการ ส่วนที่มีกระแสข่าวว่าจะมีคนไปถอนเงินออกก่อน เพื่อให้บัญชีต่ำกว่า 5 แสนบาทนั้น เป็นเรื่องที่ห้ามไม่ได้ ที่จริงรัฐบาลไม่ต้องการให้มีเกณฑ์แยกคนรวยคนจน แต่เมื่อธปท.ท้วงติงและจำเป็นต้องทำ ก็ต้องเป็นเช่นนี้ แต่หมายถึงเงินในบัญชีเงินฝากธนาคารเท่านั้น ไม่รวมส่วนอื่น เช่น หุ้น พันธบัตร สำหรับเกณฑ์เงินเดือนไม่เกิน 7 หมื่นบาทนั้น หมายถึงเงินเดือนที่ได้รับจริง อาจรวมเงินประจำตำแหน่งด้วย แต่ถ้ามีรายได้ฟรีแลนซ์อื่นๆ ไม่นับรวม

นายเศรษฐายังกล่าวอย่างมั่นใจด้วยว่า โครงการนี้แกนนำพรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรคเห็นพ้องด้วย ดังนั้นเชื่อว่าเมื่อเข้าขั้นตอนโหวตในรัฐสภา พรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรคพร้อมโหวตให้แน่นอน

ชาวบ้านเฮ-ช่วยปากท้อง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกความชัดเรื่องการแจกเงิน 10,000 บาท ชาวบ้านส่วนใหญ่ต่างดีใจที่จะได้เงินมาช่วยปัญหาปากท้อง เช่น ชาวบ้านที่มาซื้อของในตลาดสด เทศบาลเมืองบึงกาฬ อ.เมือง จ.บึงกาฬ กล่าวว่า เห็นด้วยกับโครงการดังกล่าว นโยบายทุกนโยบายมีประโยชน์กับประชาชนทุกคน การกู้เงินมาใช้ในโครงการไม่ได้เสียหายอะไร ยังไงต้องใช้หนี้ด้วยกันเหมือนเดิม เพราะรัฐบาลทุกรัฐบาลก็เป็นหนี้มาหมด ซึ่งนโยบายที่รัฐบาลให้มาก็ดี แต่ขึ้นอยู่กับตัวเราด้วยที่จะใช้ยังไง

ส่วนกลุ่มผู้สูงอายุบ้านพันลำ หมู่ 2 ต.วิศิษฐ์ อ.เมืองบึงกาฬ ที่รวมกลุ่มนั่งพูดคุยอยู่บริเวณริมแม่น้ำโขง พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า เห็นด้วยกับโครงการนี้ ที่จะช่วยให้ประชาชนมีเงินใช้สอยจับจ่ายปัญหาเรื่องต่างๆ ส่วนตัวอยากนำเงินไปซื้อปุ๋ย ส่วนคนที่ไม่เห็นด้วยก็เป็นเรื่องของเขา รัฐบาลไม่จ่ายเป็นเงินสดก็ดีแล้ว บางคนจะนำไปซื้อสิ่ง ผิดกฎหมาย ซื้อเลข ซื้อเบอร์ ซื้อสุรา ยาเมา

นายไพศาล เมฆมะตูม เจ้าของอู่รถยนต์ ในจ.ชัยนาท เผยว่า ดีใจมากๆที่ได้ยินนายกฯ พูดแบบนี้ ถ้าได้จะเอามาใช้จ่าย มาหมุนในธุรกิจของตัวเอง เพราะเศรษฐกิจตอนนี้บอกเลยว่า แย่ถึงขีดสุด

ด้านนางจรรยา ภูมนัส แม่ค้าขายผลไม้ จ.ชัยนาท กล่าวว่า ดีใจจนหุบยิ้มไม่อยู่ จะได้เอาเงินมาใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน พอคนมีเงินก็จะมาซื้อของที่ร้าน เศรษฐกิจจะได้ดีขึ้นแน่นอน นายกฯทำดีมากๆที่ทำตามนโยบายตอนหาเสียง

นายรังสรรค์ เสืออินทร์ พ่อค้าขายหมูปิ้ง จ.ชัยนาท กล่าวว่า ดีใจที่นายกฯ ทำเพื่อประชาชน จะได้เอามาต่อยอดธุรกิจ อยากขอบคุณนายกฯ ที่ทำตามสัญญาที่ให้ไว้ตอนหาเสียง คนในตลาดทุกคนดีใจกันทุกคนเพราะจะได้เอาเงินมาหมุน มาต่อยอดให้ธุรกิจไปต่อ

คนใต้ดีใจ-ขอบคุณนายกฯ

นายอนิรุทธิ์ นิยมเดชา พ่อค้าในจ.ยะลา กล่าวว่า สำหรับตนเงิน 10,000 บาทถือว่าเยอะ บางเดือนเงินไม่พอใช้ เงินนี้สามารถทำให้ตนทำอะไรได้หลายๆอย่าง สามารถแบ่งเบาภาระ ลดค่าใช้จ่ายส่วนอื่นได้มาก อยากขอบคุณ นายกฯที่มีโครงการดีๆแบบนี้

ส่วนนางลาตีปาร์ มะนาหิง ชาวจ.ยะลา กล่าวว่า เราไม่มีอาชีพ เลี้ยงหลานไปวันๆ แต่ละวันไม่มีรายได้เข้ามาเลยนอกจากลูกหยิบยื่นให้พอกินพอใช้ ไม่อด ถ้าได้เงินดิจิทัลมาจริงๆก็ดีใจมาก ขอให้ได้จริงอย่าหลอกขายฝันให้ชาวบ้านดีใจเล่นก็แล้วกัน

นางมือแย เสาะสาแม แม่ค้าขายของชำในจ.ยะลา กล่าวว่า ถ้าได้จริงก็ดีใจ ทุกวันนี้ขายของยาก ทุกวันนี้แย่หมด ร้านค้าส่วนมากดีใจ ยิ่งไม่เข้าระบบภาษีถือว่าดี ร้านค้าเล็กๆ จะจ่ายภาษีอีกก็แย่ไปอีก ควรไปคิดภาษีกับ เจ้าสัวทั้งหลายดีที่สุด

น.ส.มีเราะ มูซอ ชาวบ้านจ.ปัตตานี กล่าวว่า ตอนนี้วางแผนแล้วถ้าได้เงินมาจะเอาไปซื้อข้าวสาร ซื้อของกิน และของใช้ในครัว เพื่อจะสามารถกินอยู่ให้ดีกว่านี้ ทุกวันนี้ พอไม่มีข้าวสาร ก็ร้องเรียนไปที่ศูนย์พัฒนาอาชีพ กลุ่มร่วมด้วยช่วยกันชายแดนใต้ เขาจะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้ตลอด ได้เงินมาจะเอามาใช้จ่ายตรงนี้ ไม่เอาไปทำอย่างอื่นเลย แค่ปัจจัยสี่ชาวบ้านอย่างเรายังมีไม่พอ จะไปคิดเรื่องอื่นคงยาก

หุ้นค้าปลีกเด้งรับทันที

สำหรับดัชนีตลาดหุ้นไทยวันที่ 10 พ.ย. ปิดที่ 1,389.57 จุด ลดลง -15.40 จุด ลบ 1.10% มูลค่าการซื้อขายค่อนข้างหนาแน่นในรอบหลายเดือนที่ 50,967 ล้านบาท

ภายหลังการแถลงข่าวของนายกฯ ถึงความชัดเจนแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาท เม็ดเงินรวม 5 แสนล้านบาท หุ้นกลุ่มค้าปลีก มีการซื้อขายคึกคัก นำโดย บมจ.ซีพี ออลล์ (CPALL) ติดอันดับยอดซื้อขายสูงสุดเป็นอันดับ 2 ราคาปิดที่ 55.75 บาท เพิ่มขึ้น 0.75 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 2,348 ล้านบาท รวมถึง หุ้นบมจ.เซ็นทรัลพัฒนา (CPN) ราคาปิดที่ 64.75 บาท เพิ่มขึ้น 2.25 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 1,005 ล้านบาท หุ้นบมจ. เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น (CRC) ราคาปิดที่ 38.25 บาท เพิ่มขึ้น 1 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 968.5 ล้านบาท หุ้นบมจ.สยามโกลบอลเฮ้าส์ (GLOBAL) ราคาปิดที่ 17.40 บาท เพิ่มขึ้น +0.50 บาท หรือบวก 2.96% มูลค่าการซื้อขาย 478.8 ล้านบาท หุ้นบมจ.โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ (HMPRO) ปิดที่ 12.10 บาท เพิ่มขึ้น 0.30 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 837.98 ล้านบาท

บล.เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) ออกบทวิเคราะห์ว่า จากการที่นายกฯ แถลงรายละเอียดแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต เป็น Positive Surprise วงเงินที่สูงกว่าคาดและมีมาตรการเพิ่มเติม e-Refund ให้สิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้จากการซื้อสินค้าและบริการ วงเงินไม่เกิน 5 หมื่นบาท ซึ่งจากความชัดเจนที่เกิดขึ้นวงเงินกระตุ้นเศรษฐกิจที่มากกว่าคาด (โครงการดิจิทัลวอลเล็ต+e-Refund) น่าจะเป็นบวกต่อกลุ่มการบริโภคในประเทศ ช่วยเพิ่มกำลังซื้อครอบคลุมทุกกลุ่มรายได้

‘ไหม’ซัดเงินดิจิทัลถึงทางตัน

ด้าน น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล(ก.ก.) ให้สัมภาษณ์ภายหลังนายเศรษฐาแถลงรายละเอียดโครงการดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาทว่า ขณะนี้ความชัดเจนเริ่มปรากฏแล้ว แต่เป็นความชัดเจนที่ไม่มีเรื่องแหล่งที่มาของเงิน ซึ่งนายกฯ เลือกเส้นทางที่ยากที่สุด คือการออก พ.ร.บ.เงินกู้ 5 แสนล้านบาท เพื่อระดมทุนมาแจกในโครงการดิจิทัลวอลเล็ต แม้วันนี้หลักเกณฑ์จะมีการพูดถึงคนที่รายได้ต่ำกว่า 7 หมื่นบาท แต่ท้ายที่สุดอาจไม่มีใครได้เงินจากโครงการนี้เลย เพราะเสี่ยงขัดต่อกฎหมาย ขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 140 และขัดต่อ พ.ร.บ.วินัยการเงิน การคลัง มาตรา 53 ที่ระบุว่า หากใช้เงินที่ไม่ได้เป็นไปตาม งบประมาณปกติ จะทำได้กรณีมีความจำเป็น เร่งด่วนเท่านั้น แต่วันนี้ยังไม่มีความจำเป็น เร่งด่วนอะไร

เราไม่ได้อยากกดดันให้มีการร้องเรียนไปยังศาลรัฐธรรมนูญ แต่เราคิดว่านี่เป็นหน้าที่ของฝ่ายบริหารอย่างแท้จริงที่ต้องแสดงความรับผิดชอบ โดยให้คณะกรรมการกฤษฎีกาตีความให้เด็ดขาด ว่ารัฐบาลจะออก พ.ร.บ. เงินกู้ 5 แสนล้านบาทได้หรือไม่ โดยไม่ต้องไปถึงมือขององค์กรอิสระที่ไม่เป็นวิถีทางประชาธิปไตยสักเท่าไร

ที่ต้องออกมาพูด เพราะการออก พ.ร.บ. เงินกู้ 5 แสนล้านบาท มีความสุ่มเสี่ยงจริงๆ เหมือนกับกรณี พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาทอย่างชัดเจน ที่ถูกศาลรัฐธรรมนูญตีตกว่าไม่มีความจำเป็นเร่งด่วน ดังนั้น รัฐบาลพรรคเพื่อไทยจะอ้างว่าไม่รู้ไม่ได้ ตนตั้งข้อสังเกตว่าการที่รัฐบาลเลือกทางนี้ เพราะไม่ต้องการให้โครงการนี้สำเร็จ แต่ต้องการให้เข้าทางนักร้องต่างๆ เพื่อหาทางลงให้สวยงามของโครงการที่มาถึงทางตันโดยสมบูรณ์แล้ว

เงื่อนไขต่างๆ โครงการดิจิทัลวอลเล็ตเหมือนลอยมาจากฟ้าโดยสิ้นเชิง หากตัดตามสัดส่วนผู้มีรายได้ 20% บนสุดต้องอยู่ประมาณ 6 หมื่นบาท แต่วันนี้เราไม่รู้ว่าตัวเลข 7 หมื่นบาทมาจากไหน จะตัดคน 4 ล้านกว่าคนได้จริงหรือไม่ ตนคิดว่ารัฐบาลต้องการตัวเลขกลมๆ ที่ 50 ล้านคน จึงไม่มีหลักเกณฑ์อะไรมากนัก

นายกฯ เปิดเทศกาลฤดูหนาว

เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรมว.คลังเป็นประธานการแถลงข่าวและพิธีเปิดงาน Thailand Winter Festivals ก่อนเริ่มงานได้เดินลงมาจากตึกไทยคู่ฟ้า พร้อมกับน.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าพรรคเพื่อไทย(พท.) รองประธานคณะกรรมการซอฟต์เพาเวอร์แห่งชาติ โดยนายเศรษฐาสวมสูทสีเบจ เนกไทสีเหลือง พร้อมผ้าพันคอย้อมคราม กล่าวกับผู้สื่อข่าวอย่างอารมณ์ดีว่า “วันนี้สวมผ้า พันคอให้เข้ากับธีมงาน Winter นิดหน่อย ผ้าพันคอผืน ดังกล่าวคุณอิ๊ง แพทองธาร เป็นคนนำมาให้”

นายเศรษฐากล่าวว่า ยินดีที่จะมีงาน Thailand Winter festivals และ colorful Bangkok winter festivals เรามีเป้าหมายที่จะทำให้งานทั้งสองงานเป็นหนึ่งในกลไกที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจดึงดูดนักท่องเที่ยว ให้เลือกที่จะมาท่องเที่ยวประเทศไทย เพราะเทศกาลที่มีมากกว่า 3,000 งานและกว่า 200 งานที่จัดขึ้นในกรุงเทพฯ ทั้งหมดมีความหลากหลายด้านศิลปะ อาหารดนตรี กีฬา และแสงสี รวมถึงงานประจำปีอย่างครบถ้วน

เชื่อว่าประเทศไทยจะมีศักยภาพในการท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก และยังมีนโยบายอื่นที่จะสนับสนุนจะมีการยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน เช่น สนามบินที่กำลังจะเกิดขึ้นที่อันดามัน และนโยบายเรื่องวีซ่าฟรีที่ดำเนินการอยู่อย่างต่อเนื่อง การสร้างพลังอำนาจในการดึงดูด การสร้างวัฒนธรรม คุณค่าทางการเมือง ให้เกิดซอฟต์เพาเวอร์ ซึ่งไม่มีทางลัด ไม่มีสูตรสำเร็จ และไม่มีทางง่ายต้องใช้เวลา กว่าที่เราจะสร้างอีโคซิสเต็มส์ให้แข็งแรงต่อทุกอุตสาหกรรม แต่หากไม่เริ่มต้นจะไม่มีทางเกิดขึ้น

“รัฐบาลได้เริ่มต้นอย่างจริงจัง พร้อมระดมทุกกระทรวงที่เกี่ยวข้อง รวมถึงภาคเอกชนที่อยู่ในอุตสาหกรรมมาร่วมวางแผนเพื่อพัฒนาซอฟต์เพาเวอร์ไปด้วยกัน วันนี้เป็นจุดเริ่มต้นของมิติใหม่ที่จะเปิดโอกาสเปิดพื้นที่เปิด ความฝันของคนไทย ที่จะเป็นผู้นำสร้าง ซอฟต์เพาเวอร์ให้มีพลังทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น” นายเศรษฐากล่าว

ซอฟต์เพาเวอร์ – นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ในฐานะรองประธานคณะกรรมการซอฟต์เพาเวอร์แห่งชาติ ร่วมเปิดงาน Thailand Winter Festivals ที่ทำเนียบรัฐบาล โดยเตรียมจัดประเพณีลอยกระทงอย่างยิ่งใหญ่ที่สุโขทัย เมื่อวันที่ 10 พ.ย.

จุดพลุซอฟต์เพาเวอร์ 3พันงาน

ด้านน.ส.แพทองธารให้สัมภาษณ์ว่า ตั้งแต่วันนี้จนไปถึงสิ้นปีจะมีอีเวนต์เทศกาลต่างๆ ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยกว่า 3,000 งาน และเทศกาลสำคัญที่จะเกิดขึ้นคือ ประเพณีลอยกระทง ที่จะจัดอย่างยิ่งใหญ่ที่จ.สุโขทัย แต่ ไม่ว่าจะจัดงานที่ไหนก็สวยงามเป็นที่ประทับใจของคนทั่วโลก และเป็นที่ภาคภูมิใจของ คนไทย ส่วนเทศกาลช่วงปีใหม่จัดงานเคานต์ดาวน์พร้อมกันทั่วประเทศกว่า 70 แห่ง นอกจากนี้ ยังมีเทศกาลอาหาร บันเทิง กีฬา ศิลปะต่างๆ แม้จะเป็นกิจกรรมเดียวกันแต่จัดในที่ที่แตกต่างกัน จะให้ความรู้สึกที่แตกต่างกันเราจะเปลี่ยนประเทศไทยให้เป็นจุดหมายปลายปีของนักท่องเที่ยวทั่วโลก

“งานเทศกาล winter festival จะเป็นอีกเครื่องมือหนึ่งที่จะช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวกระตุ้นเศรษฐกิจ และดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาที่ประเทศไทยมากขึ้น ให้คนทั่วโลกตัดสินใจใช้เงินในประเทศไทย และจะเป็นจุดเริ่มต้น ในการเป็นฮับดึงนักท่องเที่ยวเข้าประเทศ วันนี้รัฐบาลเดินหน้าอย่างเต็มกำลังในการเดินหน้าวัฒนธรรมสร้างซอฟต์เพาเวอร์ในทุกด้านให้ประเทศไทยเป็นที่จดจำและมีตัวตนในแผนที่โลกอีกครั้ง” น.ส.แพทองธารกล่าว

น.ส.แพทองธารกล่าวเชิญชวนนักท่องเที่ยวจีนให้มาท่องเที่ยวที่ประเทศไทยผ่านสื่อประเทศจีนว่า ถ้าท่านมีโอกาสอยากให้มาเที่ยวที่ประเทศไทย เพราะประเทศไทยมีวัฒนธรรมหลายอย่างที่คล้ายกับจีน และเรามีความสัมพันธ์อันดีกันมาช้านาน อีกทั้งประเทศไทยมีความปลอดภัย อาหารอร่อย ทุกคนพร้อมต้อนรับคนจากทุกประเทศ

เมื่อถามว่า งานไทยแลนด์วินเทอร์เฟสติวัลจะช่วยผลักดันซอฟต์เพาเวอร์อย่างไรบ้าง น.ส.แพทองธารกล่าวว่า ผลักดันแน่นอน เพราะแต่ละอีเวนต์ แต่ละเทศกาลแฝงไปด้วยอาชีพที่จะเกิดใหม่มากมาย และเพิ่มโอกาสให้กับประชาชน ให้สามารถผลักดันเศรษฐกิจภาพรวมประเทศไทยทุกพื้นที่ได้อย่างแน่นอน

‘อิ๊ง’ปัดดินเนอร์ปูทางนายกฯ

น.ส.แพทองธารกล่าวถึงการร่วมรับประทานอาหารค่ำกับนายกฯ และหัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาลเมื่อวันที่ 8 พ.ย. เป็นการปูทางเตรียมความพร้อมสำหรับการเป็นนายกฯ ในอนาคตหรือไม่ว่า ทำไมสื่อมองเช่นนั้น ไม่ใช่ ตนไปทานข้าวในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ไม่มีเรื่องปูทางนายกฯ อะไรทั้งนั้น และการร่วมทานข้าวไม่มีประเด็นอะไร แต่เป็นการทานข้าวร่วมกันเพื่อให้รู้จักกันมากขึ้นนอกเหนือจากการทำงาน และตนเป็นหัวหน้าพรรคที่ไม่ได้เข้าสภา จึงเป็นโอกาสดีที่ได้เจอทุกท่านและได้ฟังประสบการณ์ที่ทุกท่านผ่านมา

ผู้สื่อข่าวถามว่าได้สะท้อนอะไรให้ รัฐบาลนำไปปรับปรุงการทำงานหรือไม่ น.ส.แพทองธารกล่าวว่า ไม่ได้แนะนำอะไร เป็นการพูดคุยสบายๆ ไม่มีประเด็นการเมือง หรือหัวข้ออะไรสำคัญ เหมือนนัดเจอให้เข้าใจแนวทางการทำงานของแต่ละคน

เมื่อถามว่าประเมินการทำงาน 60 วัน ของรัฐบาลอย่างไรบ้าง น.ส.แพทองธาร กล่าวว่า เป็นผลงานที่เห็นได้ชัดในหลายเรื่อง เช่น นโยบายเกี่ยวกับการลดรายจ่ายของประชาชน เริ่มไปแล้วในหลายโครงการ และรัฐบาลก็ทำงานเข้มข้นเต็มที่มากๆ

‘อ้วน’ติงฝ่ายค้านใจเย็นขยี้ผลงาน

นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ ให้สัมภาษณ์กรณีมีเสียงวิจารณ์จากฝ่ายค้านว่าการแถลงผลงาน 60 วันของรัฐบาล ไม่มีอะไรใหม่ว่า ไม่เป็นไร เป็นธรรมดา และพยายามจะบอกกับฝ่ายค้านว่ารัฐบาลทำงานสร้างสรรค์ อย่าคิดว่าเป็นรัฐบาลกับฝ่ายค้าน อยากให้มองว่าอะไรที่รัฐบาลทำ และเห็นว่าจะมีผลดีเกิดขึ้นในอนาคต อย่าซีเรียส อย่ามองทุกอย่างเป็นการเมืองหมด แต่เมื่อมีความเห็นก็สะท้อนได้ รัฐบาลจะได้เป็น กระจกสะท้อนตัวเองด้วยว่าทำอะไรไปแล้วเขายังไม่เข้าใจ หน้าที่รัฐบาล คือทำให้เกิดความเข้าใจ

ขณะนี้ทุกอย่างได้เริ่มต้นหมดแล้ว ที่วางไว้จริงๆ คือช่วง 100 วันแรก ที่จะปรากฏผลงาน แต่นายกฯต้องการชี้แจง 30 วัน 60 วัน เพื่อจะได้เห็นว่ามีความคืบหน้าในการทำงานอะไรบ้าง เชื่อว่าช่วง 90 วัน และ 100 วัน จะเป็นรูปธรรมชัดเจนขึ้น อย่าเพิ่งวิจารณ์ เช่นกระทรวงพาณิชย์ ได้ทำอะไรหลายอย่าง แต่ยังไม่ได้เอามาพูดออกสื่อ เช่น แก้ปัญหาสินค้าราคาแพง การบุกตลาดเชิงรุกไปมณฑลต่างๆ และคิกออฟเรื่องการส่งออก

วันนี้รัฐบาลทำงานหนักมากอยู่แล้ว นายกฯ บุกทุกด้าน และวันที่ 21 พ.ย. จะเป็นการรวมทีมระหว่างคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เอกอัครราชทูต และทูตพาณิชย์ทั่วโลก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย จะประชุมที่กรุงเทพฯ กำหนดรูปแบบการทำงานร่วมกัน เพื่อรุกตลาดต่างประเทศ

วีซ่าฟรี – น.ส.ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. พร้อมด้วยนายนาเคศ สิงห์ ทูตอินเดียประจำประเทศไทย ร่วมต้อนรับนักท่องเที่ยวอินเดีย 204 คน ไฟลต์แรกจากมาตรการวีซ่าฟรี ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เมื่อ 10 พ.ย.

รอ 100 วันชัดเจนมากขึ้น

การทำงานได้วางรูปแบบไว้และเคลียร์เรื่องต่างๆ ผลจึงยังไม่เกิด ขอให้อดใจรอ 100 วัน จะแถลงว่ามีอะไรบ้างที่เกิดเป็นรูปธรรม เรื่องไหนที่เริ่มต้นแล้วและจะดำเนินการต่อไปอย่างไร เรื่องใดที่ทำสำเร็จในขั้นต้นแล้ว ใจเย็นๆ รอ จะเห็นภาพชัดเจนขึ้น ขอย้ำว่า ทุกอย่างเริ่มต้นแล้ว ขอให้รอดูกัน รัฐบาลมีโอกาส 4 ปี ค่อยๆ ดูไป ถ้า 4 ปีคิดว่าไม่สามารถทำอะไรได้เลย มาเสวยอำนาจ เสวยสุขอย่างเดียว งวดหน้าก็พร้อมให้ประชาชนพิจารณา แต่ เชื่อว่าทุกอย่างจะค่อยๆ ปรากฏให้เห็นผล

ผู้สื่อข่าวถามว่านายกฯ ควรกระจายงานให้คนอื่นเป็นเจ้าภาพหลักดูแล เช่น เรื่องกฎหมาย เศรษฐกิจ ความมั่นคง ไม่ต้องดูแลหรือพูดเองทุกเรื่องหรือไม่ นายภูมิธรรมกล่าวว่า ไม่ใช่นายกฯ แย่งงานทำคนเดียวทุกเรื่อง เวลานี้งานที่นายกฯ แบ่งให้รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี เต็มไปหมดทุกเรื่อง ผู้ที่รับมอบก็หนักพอสมควร ทุกอย่างอยู่ในขั้นเตรียมการ เราเข้ามาในช่วงที่ประเทศเผชิญกับวิกฤต การณ์เศรษฐกิจภายในที่สะสม ทั้งเรื่องเศรษฐกิจและการเมืองและวิกฤตการณ์ของโลก เช่น วิกฤตการณ์การเงินที่เฟดขึ้นดอกเบี้ย เราจึงต้องเร่งทำงาน และเป็นข้อดีที่นายกฯ ลงรายละเอียดทั้งหมดและสั่งทุกเรื่อง แต่ไม่ใช่แย่งงานไปทำ

เวลานี้ครม.มี 35 คน อยากจะมี 50 คน 100 คนด้วยซ้ำเพราะงานหนัก แต่ไม่หวั่น พร้อมสู้ โดยมีนายกฯ เป็นธงนำให้ลงพื้นที่ต่างๆ การที่นายกฯ ออกต่างจังหวัดตลอด ได้เรียนรู้และเข้าใจ และทราบปัญหาแท้จริง เพราะเจอทั้งเกษตรกร และกลุ่มต่างๆ และกำชับว่าไม่ต้องตามไป ใครมีงานที่เกี่ยวข้องก็ไป ใครไม่เกี่ยวก็ไม่ต้องไป ให้ทำงานของตัวเอง เมื่อถามว่ามั่นใจว่ารัฐบาลจะสอบผ่านหรือไม่ นายภูมิธรรมกล่าวว่า มั่นใจแน่นอน เราตั้งใจ 100% เอาความรู้และประสบการณ์ เรามีความสามารถ ส่วนจะมั่นใจหรือไม่มั่นใจประชาชนจะเป็นคนตอบ

ก.เกษตรฯเป็นรูปธรรม 15 ธ.ค.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ ให้สัมภาษณ์กรณีเป็น 1 ใน 3 รัฐมนตรีที่พรรคประชาธิปัตย์(ปชป.)ให้สอบผ่านผลงาน 60 วันว่า ยืนยันการทำงานในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ไม่มีวันหยุดในเรื่องการลงพื้นที่ เพื่อนำปัญหาของประชาชน ด้านการเกษตร มาศึกษาและแก้ปัญหาเป็นนโยบาย ซึ่งได้สั่งการไปยังปลัดกระทรวง รวมทั้งอธิบดีทุกกรมของกระทรวงจะต้องทำงานแบบบูรณาการผลงาน เพราะ 60 วันที่ผ่านมา เป็นกรอบการทำงานโดยมี การวางแผน เพื่อเข้าสู่การปฏิบัติ หลังวันที่ 15 ธ.ค.นี้ในหลายเรื่อง และหลังวันที่ 15 ม.ค. 2567 จะเดินหน้าแจกโฉนดที่ดินให้ประชาชนที่อยู่ในเขตปฏิรูปที่ดิน เพื่อการเกษตรรวม รวมทั้งการช่วยเหลือแรงงานภายในอิสราเอลที่เดินทางกลับมา

นอกจากนี้ เป็นเรื่องการแก้ไขปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตรและการระบายสินค้า ไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ดังนั้นตนจะเริ่มทำงานกับกระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงพาณิชย์ในการระบายสินค้า มองว่าการลดต้นทุนการผลิตให้กับเกษตรกร เป็นเรื่องที่สำคัญตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ จะเห็นเป็นรูปธรรมหลัง 15 ธ.ค.นี้

“การทำงานร่วมกันของรัฐมนตรีใน กระทรวงเกษตรฯ ไม่มีปัญหา ผมได้เชิญรัฐมนตรีช่วยทั้ง 2 คน มาพูดคุยกรอบการทำงานว่าต้องทำงานอย่างไรภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญ แต่รัฐมนตรีบางคนเป็นรัฐมนตรีใหม่อาจจะยังไม่ทราบกรอบการทำงาน แต่ตอนนี้เข้าใจกันหมดแล้ว ผมได้มอบงานให้แต่ละคนไปทำงานให้เต็มที่ ซึ่งจะมีการประเมินการทำงานหรือ KPI เป็นไตรมาส” ร.อ.ธรรมนัสกล่าว

‘จุรินทร์’อัดรัฐบาลสอบตก

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สส.บัญชีรายชื่อ รักษาการหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวถึงการแถลงผลงาน 2 เดือนของรัฐบาลว่า ผิดความคาดหวังเพราะคนส่วนใหญ่คิดว่าจะเป็นเรื่องการตั้งโต๊ะแถลงผลงานและเปิดโอกาสให้นักข่าวได้ซักถาม แต่พอเอาเข้าจริงกลายเป็นแค่นายกฯ คนเดียวนั่งอัดเทปถามตอบกับพิธีกรออกทีวีแล้วมาเปิดให้ประชาชนดู และถ้าติดตามโดยละเอียด จะพบว่าเนื้อหาส่วนใหญ่ ยังวนเวียนอยู่กับการบอกว่าคิดจะทำอะไร เหมือนการแถลงนโยบายภาค 2

ส่วนการลดรายจ่ายส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องการเอาเงินภาษีประชาชนมาชดเชยการลดราคาให้ประชาชน เหมือนแค่เอาอัฐยายมาซื้อขนมยาย หลายเรื่องยังแค่ตั้งกรรมการศึกษา ยังไม่มีผลสัมฤทธิ์ที่แท้จริงที่จะเอาออกมาแสดงได้ว่าเป็นอย่างไร แม้แต่เรื่องเกษตรกรก็ไม่มีอะไรใหม่ แถมเกษตรกรยังได้น้อยกว่าเดิม

“หากจะให้คะแนน ผมคงไม่ให้ประชาชนเป็นผู้ให้ ส่วนผมในฐานะฝ่ายค้านขอทำหน้าที่ในการตรวจสอบรัฐบาลแทนประชาชนต่อไป ส่วนเรื่องสอบได้สอบตก อย่างน้อย 2 เดือนที่ผ่านมา แค่เรื่องที่ประกาศขึงขังว่าจะทำหลักนิติธรรมให้เข้มแข็ง เฉพาะเรื่องนักโทษสองมาตรฐาน ก็สอบตกแล้ว” นายจุรินทร์กล่าว

ก้าวไกลจับตา 5 โจทย์ใหญ่

นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ โฆษกพรรคก้าวไกล กล่าวว่า การแถลงผลงานรัฐบาลในช่วง 60 วันแรก เรายังคงไม่สามารถสรุปได้อย่างชัดเจนว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงอย่าง “เป็นระบบ” และอย่าง “ยั่งยืน” ตามที่ประชาชนคาดหวังได้จริงหรือไม่ ทั้งหมดนี้ไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลจะทำไม่ได้ หรือไม่พยายามทำ เพียงแต่ 60 วันที่ผ่านมา อาจยังพิสูจน์อะไรได้ยาก เนื่องจากบทพิสูจน์ที่แท้จริงน่าจะขึ้นอยู่กับสิ่งที่จะเกิดขึ้น ใน ช่วง 6 เดือนข้างหน้า (ธ.ค.2566-พ.ค.2567) ที่อยากชวนประชาชนทุกคนร่วมกันจับตามอง

1.มาตรการ “quick wins” ของรัฐบาล ที่เป็นการลดค่าครองชีพ จะถูกพิสูจน์ว่ามีความยั่งยืนหรือไม่ 2.นโยบายเรือธงที่เดิมพันสูงอย่าง “เงินดิจิทัล 10,000 บาท” จะเริ่มดำเนินการและเริ่มเห็นผลลัพธ์เบื้องต้น 3.นโยบายหลักด้านการเมือง จะเจอ “เส้นตาย” ที่ทำให้เห็นการตัดสินใจของรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นเรื่องรัฐธรรมนูญ ภายใน ม.ค.2567 รัฐบาลต้องมีข้อสรุปจากคณะกรรมการศึกษาแนวทาง ประชามติฯ ว่าจะเดินหน้าเรื่องการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อย่างไร ส่วนเรื่องเกณฑ์ทหาร ภายใน เม.ย.2567 จะเห็นเจตจำนงของรัฐบาลในการลดหรือเลิกการเกณฑ์ทหาร

4.กฎหมายกว่า 30 ฉบับที่พรรคก้าวไกลเสนอ จะเรียงกันเข้าสภา มาเป็น “คลื่น” ที่ทำให้รัฐบาลต้องตัดสินใจว่าจะมีจุดยืนอย่างไร 5.ปฏิทินการเมืองจะมีหมุดหมายสำคัญหลายเหตุการณ์ ที่เป็นบทพิสูจน์เสถียรภาพและความเป็นเอกภาพระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล ได้แก่ การพิจารณา พ.ร.บ.งบประมาณ 2567 ในสภา ช่วง ม.ค.-เม.ย.2567 ภายใต้เงื่อนไขว่างบประมาณจำนวนมากต้องใช้ไปกับนโยบาย “เงินดิจิทัล 10,000 บาท” ของพรรคแกนนำ

เหตุการณ์ที่สองคือการเปิดอภิปรายทั่วไปโดยฝ่ายค้าน ไม่ว่าจะเป็นตามมาตรา 152 ที่เป็นการซักถาม-เสนอแนะ หรือตามมาตรา 151 ที่มีการลงมติไม่ไว้วางใจ ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงก่อนปิดปีแรกของการประชุมสภา หรือ เม.ย.2567 และจะเป็นครั้งแรกของรัฐบาลชุดนี้ และเหตุการณ์ที่สามคือการหมดอายุลงของบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญ 2560 ในเดือน พ.ค.2567 รวมถึงอำนาจ สว. ในการเลือกนายกฯ ตามมาตรา 272 จะทำให้เงื่อนไขสำคัญที่พรรคแกนนำเคยอ้างว่าเป็นเหตุผลที่ทำให้ต้องรวมตัวกับพรรคอื่นที่มีอุดมการณ์ทางการเมือง หรือจุดยืนทางนโยบายที่แตกต่างกันในอดีต หายจากสมการ

พท.ไม่รับ‘สส.แจ้-ปูอัด’

นายดนุพร ปุณณกันต์ สส.บัญชีรายชื่อ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวกรณีพรรคก้าวไกลมีมติขับนายวุฒิพงศ์ ทองเหลา หรือ แจ้ สส. ปราจีนบุรี และนายไชยามพวาน มั่นเพียรจิตต์ หรือปูอัด สส.กทม. ออกจากพรรคกรณีคุกคามทางเพศ ซึ่งต้องสังกัดพรรคใหม่ภายใน 30 วันเพื่อรักษาสถานภาพสส.ว่า พรรคเพื่อไทยไม่ได้มีการพูดคุยกันถึงเรื่องนี้ แต่คงไม่รับเข้าพรรค เนื่องจากข้อกล่าวหา ที่สส.ทั้ง 2 คนถูกขับออกนั้นค่อนข้างร้ายแรง และคงมีพรรคเล็กๆ ที่เปิดโอกาสรับ

ในพื้นที่ กทม.เรามีอดีตผู้สมัครที่ไม่ได้ชนะการเลือกตั้งยังลงพื้นที่อยู่ หากนายไชยามพวานไม่สามารถหาสังกัดพรรคใหม่ได้ทันภายในระยะเวลา 30 วัน จะต้องมีการเลือกตั้งในพื้นที่ กทม.ใหม่ ซึ่งเราพร้อมในการเลือกตั้งใหม่ ส่วนพื้นที่ จ.ปราจีนบุรีอยู่ในการดูแลของนายสรวงศ์ เทียนทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน