ฐานใช้กระทำผิดคนขับเจอ2คดีกทม.จับเอง2คันบรรทุกหนักเกินยึดรถขยายผล
ตั้งข้อหา ‘เสี่ยบิ๊ก’ ใช้ให้ทำผิด คนขับบรรทุกตกบ่อโดน 2 คดี เสี่ยรถสิบล้อโต้ปมส่วยสติ๊กเกอร์ ยันดาวเขียวแค่สัญลักษณ์ ‘กทม.-ทางหลวง’ จับบรรทุกดินหนักเกินกฎหมาย 2 คัน ก่อนจับเข่าคุย 3 หน่วย บิ๊กโจ๊กลั่น ถ้าเจอทำผิดยึดรถดำเนินคดีทันที ชี้กม.เปิดช่องโยนความผิดให้คนขับรถที่เป็นผู้รับเหมาช่วง
เมื่อเวลา 00.10 น. วันที่ 10 พ.ย. นายอุทัย ยอดสวัสดิ์ วิศวกรโยธาชำนาญการพิเศษ สำนักงานก่อสร้างและบูรณะ สำนักการโยธา กทม. พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่กรมทางหลวง ร่วมกันตรวจสอบรถบรรทุกน้ำหนักเกินที่บริเวณถนนเทพรักษ์ แขวงท่าแร้ง เขตบางเขน พบรถ 10 ล้อ ทะเบียน 84-2615 สมุทรปราการ มีนายประพันธ์ อายุ 56 ปีเป็นคนขับ บรรทุกดินหนัก 34 ตันและรถ 10 ล้อ ทะเบียน 84-2613 สมุทรปราการ มีนายสังวาลย์ อายุ 59 ปี เป็นคนขับ บรรทุกดินหนัก 28 ตัน โดยคนขับให้การว่าบรรทุกดินมาจากไซต์งานก่อสร้างในกทม. เพื่อนำไปถมที่ดินในไซต์งานก่อสร้างย่านปริมณฑล จึงส่งสน.บางเขน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. ได้ไลฟ์สด เดินทางไปตรวจสอบรถบรรทุกดินทั้ง 2 คัน พร้อมด้วยนายวิศณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าฯ กทม. ซึ่งเป็นการจับรถบรรทุกครั้งแรกของกทม.
นายชัชชาติกล่าวว่า ได้ขอความร่วมมือจากกรมทางหลวง เราไม่มีความรู้ในการจับ ก็ดูพิกัดว่าจับตรงไหนบ้าง ตามหลักถ้าเราสงสัยคันไหนก็สามารถเรียกได้ กรมทางหลวงก็ช่วย และบันทึกจับกุม และให้ตำรวจพามาแจ้งความ และส่งศาล ตามกฎหมายเก็บได้ภายใน 48 ชั่วโมง และมีโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท จำคุกไม่เกิน 6 เดือน ส่วนรถจะยึดไหมแล้วแต่ศาล รถบรรทุกคันดังกล่าวคล้ายกับที่สุขุมวิท ไม่มีสติ๊กเกอร์ สำหรับสติ๊กเกอร์เราเหมาไม่ได้ว่าเป็นส่วย ตนไม่มีความเห็นตรงนี้ เท่าที่สอบถามไม่เกี่ยวกับกทม. เพราะที่ผ่านมาเราไม่เคยดูเรื่องน้ำหนัก ดูแต่ความสะอาด คนขับก็อยู่ที่พนักงานสอบสวน
“เราก็สงสารคนขับ เพราะเขาไม่ใช่เจ้าของ เป็นคนหาเช้ากินค่ำ แต่กฎหมายให้เราดำเนินคดี กฎหมายก็ไม่ไปถึงกับเจ้าของรถ นอกจากผิดพ.ร.บ.อื่น ฝากบอกคนขับ ความผิดอยู่ที่คุณ ก็ต้องระวังอย่าขับรถน้ำหนักเกิน เจ้าของรถก็ต้องช่วยกันรับผิดชอบด้วย” นายชัชชาติกล่าว
ทั้งนี้ หากประชาชนพบปัญหาเกี่ยวกับรถบรรทุก หรือพบเห็นรถบรรทุกดินเกินครึ่งกระบะ สามารถแจ้งได้ที่ LINE @traffyfondue หรือสแกน QR code ด้านล่าง หรือคลิกลิงก์ https://lin.ee/nwxfnHw

จับน้ำหนักเกิน – นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. พร้อมเจ้าหน้าที่กรมทางหลวง ร่วมตรวจสอบรถบรรทุกน้ำหนักเกินที่ถนนเทพรักษ์ แขวงท่าแร้ง เขตบางเขน กทม. พบรถบรรทุก 2 คัน น้ำหนัก 34 ตันและ 28 ตัน ซึ่งเกินกฎหมายกำหนดที่ 25 ตัน จึงควบคุมส่ง สน.บางเขน ดำเนินคดี เมื่อวันที่ 10 พ.ย.
ที่กรมทางหลวง พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร. พร้อมด้วยนายสราวุธ ทรงศิวิไล อธิบดีกรมทางหลวง และนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. ประชุมร่วมกันในการแก้ไขปัญหารถบรรทุกวิ่งในพื้นที่กรุงเทพฯ ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง
นายชัชชาติเปิดเผยหลังประชุมว่า การหารือในวันนี้เพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหารถบรรทุกที่วิ่งในกรุงเทพฯ ซึ่งปัญหาหลักๆ จะมี 2 เรื่องคือ วิ่งนอกเวลา และน้ำหนักของรถบรรทุกที่เกินกว่าอัตราที่กำหนด เมื่อคืนกทม.พบรถบรรทุกน้ำหนักเกิน จึงสั่งการให้ตั้งศูนย์ตรวจน้ำหนักรถบรรทุกในพื้นที่กทม. และ ได้ขอความร่วมมือทางกรมทางหลวงและ เจ้าหน้าที่ตำรวจในการดำเนินการ ทั้งนี้เห็นตรงกันที่จะดำเนินคดีกับเจ้าของรถบรรทุกในการยึดรถทันที ส่วนคนขับเป็นเพียงคนรับจ้างที่มาขับรถเท่านั้น พร้อมขอให้มีการตั้งด่านชั่งก่อนเข้าพื้นที่ กทม.อีกด้วย และขณะนี้กำลังประสานกรมการขนส่งทางบกในการให้ติด GPS รถบรรทุกทั่วประเทศ เพื่อจะสามารถตรวจสอบขับเกินเวลาหรือไม่ ซึ่งยังต้องหารือร่วมกับอีกหลายหน่วยงาน
พล.ต.อ.สุรเชษฐ์กล่าวว่า ตำรวจได้รับข้อมูลจากทางกทม.พบว่ามีไซต์งานก่อสร้างทั่ว กทม. กว่า 300 แห่ง และจะสุ่มออกตรวจร่วม หารถบรรทุกที่น้ำหนักเกินและปฏิบัติผิดระเบียบจะต้องถูกยึดรถและดำเนินคดีทันที ส่วนความคืบหน้าคดีรถบรรทุกที่ตกบ่อการไฟฟ้านครหลวงในพื้นที่ สน.พระโขนงนั้น ได้เรียกเจ้าของรถมาสอบปากและได้ยึดรถของกลางไว้แล้วเช่นกัน และจะทำคดีนี้เป็นคดีตัวอย่างที่จะเห็นว่า เจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วน เอาจริงกับการกวดขันเรื่องน้ำหนักรถบรรทุก
นายสราวุธกล่าวว่า เบื้องต้นได้หารือกับสมาคมรถบรรทุกแห่งประเทศไทย และ สมาพันธ์อื่นๆ ให้ช่วยดูแลควบคุมสมาชิกให้ปฏิบัติตามกฎหมาย นอกจากนี้ยังจะเพิ่มมาตรการความเข้มข้นในการตรวจจับรถบรรทุกให้ครอบคลุม รวมถึงหารือจัดตั้งงบประมาณ เพิ่มด่านชั่งน้ำหนักถาวรในเส้นทางอื่นๆ และบริเวณหน้านิคมอุตสาหกรรมต่างๆ เพื่อประหยัดเวลาการตรวจจับบนท้องถนนได้ด้วย
ที่สน.พระโขนง พล.ต.ต.พัลลภ แอร่มหล้า รรท.รอง ผบช.น. และพ.ต.อ.วิทวัฒน์ ชินคำ รรท.ผบก.น.5 ประชุมร่วมกับ พ.ต.อ.โอภาส หาญณรงค์ ผกก.สน.พระโขนง และคณะทำงาน ติดตามความคืบหน้าทางคดีรถบรรทุกตกบ่อร้อยสายไฟ บริเวณปากซอยสุขุมวิท 64/1 โดยพล.ต.ต.พัลลภกล่าวว่า หลังชั่งน้ำหนักรถพบว่าบรรทุกน้ำหนักเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด แจ้งข้อหากับคนขับรถ 2 ข้อหา คือขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ทรัพย์สินเสียหาย และทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ สำหรับเจ้าของรถตำรวจติดต่อมาสอบปากคำในวันนี้ ส่วนสาเหตุที่เชิญมาล่าช้าเนื่องจากเจ้าของรถอ้างว่าตกใจ และยังไม่พร้อมให้ข้อมูล

แจ้งข้อหา – นายวุฒิภัทร จันทริน ทรากร หรือเสี่ยบิ๊ก เจ้าของรถบรรทุกดิน ที่ตกบ่อร้อยสายไฟกลางถนนสุขุมวิท ถูกนำตัวไปพิมพ์ลายนิ้วมือหลังโดนแจ้งข้อหาเป็น ผู้ใช้ให้ผู้อื่นกระทำความผิดฯที่สน.พระ โขนง เมื่อวันที่ 10 พ.ย.
ต่อมานายวุฒิภัทร จันทรินทรากร หรือ เสี่ยบิ๊ก เจ้าของรถบรรทุก วัย 32 ปี และ นายศักดิ์มงคล ทาสะโก หรือ บอย อายุ 29 ปี คนขับรถบรรทุก 10 ล้อ เข้ามาสอบปากคำ จากกรณีที่มีรถบรรทุกน้ำหนักเกินจึงทำให้เกิดอุบัติเหตุถนนยุบตัว โดยมีพล.ต.ต. สุวิชชา จินดาคำ ผบก.จร. พร้อมด้วย พ.ต.อ. วิทวัฒน์ ชินคำ รักษาราชการแทนผบก.น.5 และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องร่วมสอบปากคำ โดยสอบปากคำตั้งแต่ 13.00 น.
หลังการสอบปากคำกว่า 5 ชั่วโมง ได้ดำเนินคดีตัวนายศักดิ์มงคล ในความผิด 2 คดี คือ ขับรถบรรทุกน้ำหนักเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด และข้อหาเดิม คือ ขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส ส่วน เสี่ยบิ๊กหรือนายวุฒิภัทร ถูกดำเนินคดี เป็นผู้ใช้ให้ผู้อื่นกระทำความผิดฯ
เสี่ยบิ๊กกล่าวว่า กรณีพาดพึงถึง ‘เสี่ยอั่งเปา’ เป็นชื่อเก่า หมอดูแนะให้เปลี่ยนเป็นเสี่ยบิ๊ก ส่วนเรื่องสติ๊กเกอร์นั้น ไม่ได้เกี่ยวข้องกับส่วย เนื่องจากชื่อตนเป็นอักษรตัวบี ประกอบกับเกิดวันพุธซึ่งเป็นสีเขียว อยากเป็นดาวรุ่งจึงใช้สัญลักษณ์ดาวสีเขียว ติดสัญลักษณ์ดังกล่าวมานานแล้ว เพื่อจะได้รู้ว่าเป็นรถของใคร ที่พูดมีหลักฐานทั้งหมดและส่งมอบให้กับตำรวจหมดแล้ว ส่วนกรณีที่ถ่ายเทน้ำมันออกจากรถคันที่เกิดเหตุนั้น เนื่องจากขณะเกิดเหตุถังน้ำมันแตกและเกิดการรั่ว กลัวว่าจะเกิดเหตุซ้ำซ้อนเกิดขึ้น หากน้ำมันไหลลงถนน และตนก็ไม่ทราบว่ารถที่บรรทุกมานั้นมีน้ำหนักเกิน เพราะเวลาตักดินงั้นจะใช้วิธีกะๆ เอาไม่ได้มีตาชั่ง
เบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่ปล่อยตัวทั้ง 2 คู่เนื่องจากเข้ามารายงานตัวตามหมายเรียกจึงไม่มีสิทธิ์ควบคุมตัว
วันเดียวกัน นายวิชัย สว่างขจร นายกสมาคมขนส่งสินค้าภาคอีสาน กล่าวถึงกรณีสติ๊กเกอร์ตามที่ปรากฏเป็นข่าว ว่า เป็นที่ทราบกันมานานแล้วว่า ผู้รับเหมาก่อสร้างในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ต้องทำงานแข่งกับเวลา เพื่อให้ทันกับกำหนดส่งงาน ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่จะต้องเคลียร์เรื่องน้ำหนักรถบรรทุกเพื่อเร่งทำงานให้ทันกับเวลา ซึ่งบ้านเมืองเรามีเรื่องลักษณะนี้เกือบทุกเรื่อง จนฝังรากลึกลงไปในทุกวงการ ไม่เฉพาะเรื่องส่วยรถบรรทุก ถ้าทุกคนไม่ร่วมมือกัน ก็แก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้ยาก ขณะเดียวกับกฎหมายของเราก็เปิดช่องว่างให้ผู้ประกอบการใช้โอกาสให้คนขับรถเป็นผู้รับเหมาช่วง เมื่อถูกจับก็โยนความผิดให้กับคนขับรถ แล้วก็เคลียร์คดีกับคนขับรถก่อน ทำให้ไม่สามารถเอาผิดถึงผู้ประกอบการได้ ซึ่งเรื่องลักษณะนี้จะไม่ค่อยเกิดขึ้นกับผู้รับเหมาในต่างจังหวัด เพราะไม่ค่อยมีงานรีบเร่ง
นายวิชัยกล่าวต่อว่า ส่วยสติ๊กเกอร์ในพื้นที่ภาคอีสาน ตั้งแต่มีการปราบส่วยสติ๊กเกอร์อย่างจริงจังเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ตอนนี้ส่วยสติ๊กเกอร์หายไปเกินครึ่ง ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ต้องเร่งไปดำเนินการปราบปรามอย่างจริงจังและ ต่อเนื่อง หากรัฐบาลต้องการที่จะปราบปรามส่วยสติ๊กเกอร์ให้หมดไปจริงๆ ก็ควรที่จะมีการออกกฎหมายให้มีผู้ร่วมกระทำผิดด้วย เช่น ถ้าจับได้ว่ารถบรรทุกคันนี้ บรรทุกสินค้ามาจากโรงงานใด หรือบริษัทใด ก็ต้องไปดำเนินคดีกับโรงงานหรือบริษัทนั้นด้วย เรื่องนี้โรงงานและบริษัทต่างๆ พร้อมที่จะให้ความร่วมมืออยู่แล้ว เพราะได้ไม่คุ้มเสีย เป็นใครก็ต้องกลัว ส่วนโรงงานหรือบริษัทจะมีส่วนเกี่ยวข้องหรือไม่นั้น ก็ต้องอยู่ที่ฝ่ายสืบสวนคดีเพื่อให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายต่อไป