‘บิ๊กโจ๊ก’ลุยเองร่วมกรมทางหลวง-กทม.ตั้งจุดสุ่มตรวจชั่งน้ำหนักรถบรรทุกกลางกรุง นำร่องบนถนนสาทรใต้ ผลไม่พบรถบรรทุกน้ำหนักเกิน จากนี้ให้ตร.ตั้งจุดสุ่มตรวจทุกสัปดาห์ สัปดาห์ละ 3 วัน เน้นพื้นที่ที่มีโครงการก่อสร้าง หวังแก้จราจรติดขัด ป้องกันถนนทรุดตัว เล็งพัฒนาแอพฯ รับแจ้งปัญหารถติด อุบัติเหตุบนท้องถนน
จากกรณีรถบรรทุกสิบล้อบรรทุกดิน น้ำหนักเกินกฎหมายกำหนด เป็นเหตุให้ฝาปิดปากบ่อร้อยสายไฟบริเวณซอยสุขุมวิท 64/1 ถนนสุขุมวิท เขตพระโขนง กทม. เกิดการทรุดตัว และมีผู้บาดเจ็บ 2 ราย เหตุเกิดเมื่อช่วงเที่ยง วันที่ 8 พ.ย.ที่ผ่านมา ต่อมา พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผบ.ตร. ประชุมร่วมกับนายสราวุธ ทรงศิวิไล อธิบดีกรมทางหลวง และนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 10 พ.ย.ที่ผ่านมา ตามที่เสนอแล้วนั้น
เมื่อเวลา 15.30 น. วันที่ 15 พ.ย ที่บริเวณปากซอยสาทร ซอย 7 ถ.สาทรใต้ (ฝั่งขาออก) แขวงทุ่งมหาเมฆ เขตสาทร กทม. พล.ต.อ. สุรเชษฐ์ร่วมกับตำรวจบก.น.5 และเจ้าหน้าที่กรมทางหลวงตั้งจุดสุ่มตรวจชั่งน้ำหนักรถบรรทุก เพื่อป้องกันรถบรรทุกน้ำหนักเกินกว่ากฎหมายกำหนดในพื้นที่กทม.
โดยเจ้าหน้าที่ใช้พื้นที่ 1 ช่องทางการจราจรด้านซ้ายสุดตั้งด่าน มีการติดตั้งเครื่องชั่งน้ำหนักรถบรรทุกแบบเคลื่อนย้ายได้ของกรมทางหลวง เพื่อสุ่มตรวจรถบรรทุกหกล้อเข้ามาตรวจชั่งน้ำหนัก ผลไม่พบว่ามีน้ำหนักเกินพิกัดตามกฎหมาย เจ้าหน้าที่จึงปล่อยรถบรรทุกดังกล่าวออกไป

ทดลองชั่ง – พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผบ ตร. ร่วมกับกรมทางหลวงและกรุงเทพมหานคร นำเครื่องชั่งน้ำหนักรถบรรทุกแบบเคลื่อนย้ายได้ของกรมทางหลวง ติดตั้งสุ่มตรวจรถบรรทุก โดยนำร่องบริเวณปากซอยสาทร 7 ถนนสาทรใต้ เขตสาทร กทม. เมื่อวันที่ 15 พ.ย.
พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ เปิดเผยว่า เพื่อแก้ไขปัญหาการจราจรติดขัดในพื้นที่กรุงเทพฯ และสืบเนื่องจากเหตุถนนทรุดที่พระโขนง ซึ่งสาเหตุหลักมาจากรถบรรทุกเกินพิกัด เรื่องนี้ในฐานะที่ดูแลงานด้านจราจร จึงเข้ามากำชับแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับรถบรรทุกเกินพิกัดโดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ ยอมรับว่าที่ผ่านมา ตำรวจนครบาลไม่ได้จับกุมรถบรรทุกเกินพิกัด เนื่องจากไม่มีอุปกรณ์เครื่องชั่งน้ำหนักเหมือนในต่างจังหวัดที่จะมีสถานีชั่งน้ำหนัก เรื่องนี้จึงประสานขอความร่วมมือไปยังกรุงเทพฯ และกรมทางหลวงในการจัดซื้อเครื่องชั่งน้ำหนักไว้ในแต่ละท้องที่และจะกำชับให้เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรแต่ละท้องที่เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจตราและสกัดทั้งรถบรรทุกเกินพิกัด และรถบรรทุกที่วิ่งในเวลาที่ห้ามวิ่ง เพื่อช่วยบรรเทาการจราจร
“ในวันนี้เป็นการทดลองมาตรการการตั้งจุดตรวจสกัดรถบรรทุกเกินพิกัด โดยนำร่องที่ถนนสาทรเป็นจุดแรก เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีโครงการก่อสร้างจำนวนมาก โดยผลการปฏิบัติงานในวันนี้ จากที่มีการตรวจรถบรรทุก 2 คัน ไม่พบว่ารถทั้ง 2 คันมีน้ำหนักเกินพิกัด หลังจากนี้ จะให้ตำรวจแต่ละท้องที่ตั้งจุดสุ่มตรวจในลักษณะแบบนี้ตามจุดต่างๆ ที่คาดว่ามีโครงการก่อสร้าง จุดมุ่งหมายหลักมิใช่เพื่อดักจับรถบรรทุก แต่เป็นการกระตุ้นให้ผู้ประกอบการรถบรรทุกในพื้นที่ตระหนักในเรื่องการระวังไม่ให้บรรทุกน้ำหนักเกินพิกัด ตั้งเป้าว่าจะดำเนินการตั้งจุดตรวจตามจุดที่มีพื้นที่ก่อสร้างต่างๆ ทุกสัปดาห์ สัปดาห์ละ 3 วัน รวมทั้งขอความร่วมมือไปยังบรรดา ผู้ประกอบการรถบรรทุกและผู้จัดการโครงการก่อสร้างต่างๆ ให้ช่วยกันตรวจตราและสกัดบรรดารถบรรทุกที่อาจจะบรรทุกเกินพิกัด หากมีการแก้ไขปัญหาร่วมกันกับภาคเอกชน เชื่อว่าปัญหารถบรรทุกเกินพิกัดก็จะสามารถบรรเทาลงไปได้และจะช่วยให้การจราจรในกรุงเทพฯ ดีขึ้น เพราะหากพบว่ารถบรรทุกเกินพิกัด นอกจากคนขับรถจะมีความผิดแล้ว เจ้าของรถก็ย่อมมีความผิดด้วย และหากโครงการก่อสร้างมีส่วนรู้เห็น ก็จะต้องมีส่วนรับผิดเช่นเดียวกัน” พล.ต.อ.สุรเชษฐ์กล่าว
พล.ต.อ.สุรเชษฐ์กล่าวต่อว่า ภายในสิ้นปีนี้จะพัฒนาระบบแอพพลิเคชั่นสำหรับแจ้งปัญหาการจราจรหรืออุบัติเหตุต่างๆ บนท้องถนน ซึ่งจะเป็นการแจ้งมายังตนโดยตรง และตนจะดำเนินการสั่งการไปยังท้องที่ เพื่อเร่งแก้ไขปัญหาตามที่ประชาชนร้องเรียน ซึ่งสามารถแจ้งได้ทั่วประเทศตลอด 24 ชั่วโมง ส่วนปัญหาการจราจรได้อื่นๆ เช่นเรื่องรถจอดกีดขวางการจราจร เรื่องนี้ตนสั่งการไปยังแต่ละท้องที่ให้เข้มงวดตรวจตราและเพิ่มการเฝ้าระวังให้ผู้ใช้รถใช้ถนนเคารพกฎจราจรมากขึ้น
ส่วนประเด็นเรื่องสติ๊กเกอร์รถบรรทุกที่พระโขนง ผลตรวจของตำรวจระบุว่าไม่ใช่สติ๊กเกอร์ส่วย แต่สมาคมรถบรรทุกระบุว่า นี่คือสติ๊กเกอร์ส่วยนั้น พล.ต.อ.สุรเชษฐ์กล่าวว่า ตนไม่มีอำนาจดูแลเรื่องนี้ เป็นเรื่องของคณะกรรมการที่ทางผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติดำเนินการแต่งตั้ง ตรวจสอบขึ้นมา
ด้านสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย ออกแถลงการณ์ระบุว่า “ตามที่วันที่ 14 พ.ย. พล.ต.ต.วิทวัฒน์ ชินคำ ผบก.น.5 แถลงผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีพบสติ๊กเกอร์ “ดาวสีเขียว” และตัวอักษรภาษาอังกฤษ “B” ที่หน้ารถบรรทุก ซึ่งเกิดอุบัติเหตุตกท่อกลางถนน ปากซอยสุขุมวิท 64 ว่า การตรวจสอบของจเรตำรวจแห่งชาติไม่พบว่ามีเจ้าหน้าที่ตำรวจเกี่ยวข้องกับการเรียกรับผลประโยชน์ ส่วนการสอบสวนของตำรวจนครบาล 5 ได้อ้างในการแถลงข่าวว่าประธานสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทยได้ยืนยันในการให้ข้อมูลกับตำรวจว่าสหพันธ์ไม่เคยได้รับการร้องเรียนเรื่องส่วยสติ๊กเกอร์ “รูปดาวสีเขียว” หรือ อักษรตัว “B” ดังกล่าวแต่อย่างใด
จากคำแถลงดังกล่าว ทำให้ประชาชนอาจเข้าใจผิดคิดว่าสหพันธ์ยืนยันว่าสติ๊กเกอร์ ดังกล่าวไม่ใช่สัญลักษณ์ส่วย ซึ่งเรื่องนี้ ข้อเท็จจริง ตำรวจนำข้อมูลเพียงส่วนเดียวมาแถลง เพื่อประโยชน์ของผู้ถูกกล่าวหาและเจ้าหน้าที่ ทั้งที่ความจริงการให้ข้อมูลดังกล่าว สหพันธ์ได้ยืนยันชัดเจนว่าได้รับการร้องเรียนเรื่องการขายสติ๊กเกอร์เพื่อบรรทุกน้ำหนักเกินเป็นเครือข่ายใหญ่ สามารถวิ่งรถได้ทั่วประเทศไทย เป็นการขายสติ๊กเกอร์ที่มีหน่วยงานหลายภาคส่วนที่รับผิดชอบเข้ามาเกี่ยวข้อง
พร้อมทั้งยังให้ข้อมูลว่า กรณีนี้เป็นส่วยเฉพาะบริษัทที่เคลียร์เฉพาะพื้นที่ เพื่ออำนวยความสะดวกในการวิ่งรถ ในการทำงาน ซึ่งก่อให้เกิดการกระทำผิดกฎหมายได้ อาทิบรรทุกน้ำหนักเกินกว่ากฎหมายกำหนดได้ วิ่งรถเกินเวลาที่กฎหมายกำหนดได้ สามารถดูจากสภาพรถที่ผิดกฎหมาย เช่นไฟด้านหน้ารถ และความผิดตามกฎหมาย ดังนั้นการที่มีการกล่าวอ้างข้อมูลว่าสหพันธ์ไม่เคยได้รับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับสติ๊กเกอร์สัญลักษณ์นี้ ไม่ถือเป็นเรื่องที่ทำให้สังคมเข้าใจได้ว่า สติ๊กเกอร์ดังกล่าวไม่ใช่สัญลักษณ์ส่วย เพียงเพราะไม่เคยมีใครร้องเรียน รวมทั้งอาจทำให้สังคมเข้าใจได้ว่าส่วยสติ๊กเกอร์ไม่มีแล้วในประเทศไทย ทั้งที่ยังคงมีอยู่ทั้งในรูปแบบสติ๊กเกอร์และในรูปแบบส่งไลน์แจ้งทะเบียน
ทั้งนี้สหพันธ์เป็นเพียงผู้แจ้งเบาะแสในเบื้องต้น ในส่วนของหลักฐานและข้อมูลเชิงลึกเป็นเรื่องที่ทางเจ้าหน้าที่จะดำเนินการสืบสวนสอบสวนต่อไป”