รัฐบาล-กองทัพเจรจาจนสำเร็จ
295 คนไทยหนีภัยสู้รบ ในพม่าได้กลับบ้านหมดแล้ว กองทัพภาค 3 ไปรับ 41 คนที่แม่สายหลังประธานทีบีซีฝ่ายไทยรุดเจรจาสำเร็จ ขณะที่ ‘บิ๊กโจ๊ก’ บินไปรับอีก 254 คนที่คุนหมิง ประเทศจีน เผยเหตุเมียนมาส่งกลับ 41 คนไทยล่าช้า เนื่องจากต้องตรวจสอบข้อมูลการเดินทางเข้าประเทศ หวั่นลอบเข้าเมืองไปทำงานให้แก๊งคอลเซ็นเตอร์ ญาติเหยื่อ เล้าก์ก่ายวอนรัฐบาลเร่งช่วยเหลือ แฉถูกหลอกไปทำงาน ถูกข่มขู่ ทุบตี ทรมาน บางคนเครียดคิดฆ่าตัวตาย
เมื่อเวลา 08.30 น. วันที่ 17 พ.ย. ที่มณฑลทหารบกที่ 37 อ.เมือง จ.เชียงราย พ.อ.ณฑี ทิมเสน ผบ.หน่วยเฉพาะกิจทัพเจ้าตาก กองกำลังผาเมือง กล่าวถึงความคืบหน้าช่วยเหลือคนไทยจำนวน 41 คน จากเมืองหนานเติ้ง และในเล้าก์ก่าย ประเทศเมียนมาที่หนีภัยการสู้รบในเมียนมา กำลังเดินทางกลับประเทศไทย แต่ยังต้องอยู่ในกระบวนการสอบสวนทหารเมียนมานั้นว่า ตามที่กองทัพบกและกระทรวงการต่างประเทศ ประสานและดำเนินการช่วยเหลือคนไทยทั้ง 41 คนกลับประเทศไทย ซึ่งสถานการณ์ล่าสุดทางกองทัพเมียนมายังไม่ได้ส่งตัว ซึ่งเราประสานงานกับกองทัพเมียนมาตลอดเวลา
พ.อ.ณฑีกล่าวต่อว่า ปัจจุบันคนไทยทั้ง 41 คนอยู่ที่ท่าสามเหลี่ยม จังหวัดเชียงตุง ประเทศเมียนมา และได้รับการดูแลจากกองทัพ เมียนมาอย่างดี ทุกคนมีความสุขสบายในระดับหนึ่ง และคิดถึงบ้าน แต่ยังอยู่ในขั้นตอนกระบวนการสอบสวน การติดตามการให้ข้อมูล โดยทางการเมียนมาอยากทราบว่าคนไทยทั้ง 41 คนเดินทางเข้ามาได้อย่างไร ทำกันเป็นกระบวนการอย่างไร วันนี้กองทัพภาคที่ 3 และพล.ต.ประพัฒน์ พบสุวรรณ ผู้บัญชา การกองกำลังผาเมือง สั่งการให้ตนซึ่งรับผิดชอบพื้นที่นี้ และในอีกบทบาทหนึ่งประธานคณะกรรมการชายแดนส่วนท้องถิ่นไทย- เมียนมา (Township Border Committee : TBC) ฝ่ายไทยไปประสานและสอบถามถึงเหตุผล ทำไมกองทัพเมียนมาติดขัดเรื่องใด จะให้กองทัพไทยช่วยดำเนินการอะไรเพิ่มเติมในการรับตัวคนไทยกลับมาหรือไม่ ซึ่งทางเรามีความพร้อมอยู่แล้ว ทั้งกองทัพภาคที่ 3 กองกำลังผาเมือง มณฑลทหารบก 37 หน่วยแพทย์ ค่ายเม็งรายมหาราช จ.เชียงราย อ.แม่สาย รวมถึงตำรวจตรวจคนเข้าเมือง
“เพียงแค่รอรับคนไทย 41 คนกลับมา เหลืออีกนิดเดียว จะเห็นได้ว่าจากเมืองเล้าก์ก่าย ลงมาถึงเชียงตุงค่อนทางแล้ว จากเชียงตุงมาถึง ท่าขี้เหล็ก เดินทาง 4 ชั่วโมง ผมจะไปพบกับพ.อ.ตู่ล่า ส่อวินโซ่ ผู้บังคับการยุทธศาสตร์ท่าขี้เหล็ก ในฐานะประธาน TBC ฝั่งประเทศเมียนมา เพื่อสอบถามถึงเหตุผลว่ามีปัญหาติดขัดประการใดในการส่งตัว 41 คนไทย หรือให้ทั้งฝ่ายไทยช่วยดำเนินการอะไรบ้าง เราพร้อมให้ความร่วมมือกับกองทัพเมียนมาอย่างเต็มที่ ขอเพียงได้รับคนไทยกลับมาประเทศไทยอย่างปลอดภัย ขอยืนยันเราจะดำเนินการและทำหน้าที่อย่างดีที่สุด เพื่อความสัมพันธ์ระหว่างกองทัพทั้ง 2 ประเทศให้มีความแน่นแฟ้นมั่นคงยิ่งขึ้นไป” พ.อ.ณฑีกล่าว
พ.อ.ณฑีกล่าวต่อว่า โอกาสที่คนไทยทั้ง 41 คนจะได้รับการส่งตัวเกิดขึ้นแน่นอนในเร็ววันนี้ หากขั้นตอนกระบวนการทางฝั่งเมียนมาเสร็จเรียบร้อยแล้ว ซึ่งทางเมียนมาระบุว่ายินดีให้ฝ่ายไทยนำรถไปรับคนไทยที่ท่าขี้เหล็กได้เลยสำหรับการซักถามคนไทยทั้ง 41 คนยังไม่เสร็จสิ้น เพราะกองทัพเมียนมายังติดใจถึงการเดินทางเข้าไปในเล้าก์ก่าย ชายแดนติดกับจีน ซึ่งเป็นพื้นที่พิเศษและมีธุรกิจกลุ่มทุนสีเทา ที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งทางกองทัพเมียนมา หรือทางรัฐบาลมีข้อสงสัยว่าเหตุผลหรือขั้นตอนของคนไทยที่เข้ามาอาจเป็นหลักร้อยคนหรืออาจถึงหลักพัน ก็ยังไม่ทราบตัวเลขแน่ชัด เขาจึงสงสัยว่ามีกลุ่มกระบวนการฝั่งไทยฝั่งเมียนมา หรือฝั่งไทย อย่างไรถึงทำให้คนไทยกลุ่มนี้เดินทางเข้าไปในเล้าก์ก่าย
เมื่อถามว่าความช่วยเหลือคนไทยที่ยังติดอยู่ในเล้าก์ก่ายหลังมีการไลฟ์สดขอความช่วยเหลือนั้น พ.อ.ณฑี กล่าวว่า กระทรวงกลาโหม กระทรวงต่างประเทศ ตลอดจน กงสุล สถานทูต เราพยายามประสานให้การช่วยเหลือ เราห่วงใยทุกๆ คนอยู่แล้ว อยากให้เกิดความปลอดภัยและออกมาจากตรงจุดนั้นโดยเร็ว ส่วนความคืบหน้าต้องรอประสานหน่วยเหนือต่อไป
“เราต้องประสานข้อมูลจากกองทัพ เมียนมาอีกครั้ง ในพื้นที่ของประเทศเมียนมา มีพื้นที่พิเศษมีพื้นที่ชนกลุ่มน้อยกลุ่มต่างๆ ได้ดูแลอยู่ ซึ่งเป็นความอ่อนไหวความสัมพันธ์ทั้งสองประเทศ ในการให้ข่าวตรงนี้ พูดไปอาจกระทบความสัมพันธ์ของแต่ละกลุ่ม ขอให้ส่วนต่างๆ ระดับของกระทรวงการต่างประเทศ กองทัพบก หรือกองทัพไทย ประสาน ดำเนินการในแต่ละขั้นตอนในการช่วยเหลือคนไทย เพื่อให้เกิดความปลอดภัยให้ดีที่สุด ตอนนี้อยากโฟกัส 41 คนไทยก่อน เหลือขั้นตอนเพียงนิดเดียวจะได้กลับมาแล้ว” ผบ.หน่วยเฉพาะกิจทัพเจ้าตาก กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 10.30 น. ที่ห้องรับรองด่านศุลกากร สะพานข้ามแม่น้ำสายแห่งที่ 2 จังหวัดท่าขี้เหล็ก ประเทศเมียนมา พ.อ.ณฑี เดินทางเข้าไปพบปะกับ พ.อ.ตู๋ล่า ส่อ วิน โซ ผู้บังคับกองบังคับการยุทธศาสตร์ท่าขี้เหล็ก เพื่อติดตามและรับทราบสถานการณ์การรับตัวคนไทยกลับประเทศไทย
จากการสอบถามฝ่ายเมียนมายืนยันการส่งตัวคนไทยไม่ได้มีปัญหาข้อขัดข้องใดๆ ปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนกรรมวิธีซักถามต่างๆ เสร็จเรียบร้อยแล้ว เพียงแต่ต้องรอคำสั่งอนุมัติให้เคลื่อนย้ายจากหน่วยเหนือเท่านั้น อาจจะได้รับอนุมัติภายใน 1-2 วันนี้ เมื่อได้รับอนุมัติจะรีบดำเนินการเคลื่อนย้ายคนไทยทั้ง 41 คนมายังกองบังคับการยุทธศาสตร์ท่าขี้เหล็กให้เร็วที่สุด และจะส่งมอบให้ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจทัพเจ้าตากในฐานะประธาน TBC ฝ่ายไทย ทันที
สำหรับขั้นตอนหลังจากรับตัวคนไทยทั้ง 41 คนกลับมาประเทศไทยแล้วจะนำไปที่มลฑลทหารบกที่ 37 ค่ายเม็งรายมหาราช เพื่อให้แพทย์ พยาบาล โรงพยาบาลค่ายเม็งรายฯ ตรวจร่างกาย พร้อมทั้งสหวิชาชีพ และ เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง ดำเนินการตามขั้นตอน ทั้งในส่วนของการเยียวยาหากเข้าข่ายขบวนการค้ามนุษย์ โดยทางมณฑลทหารบกที่ 37 ได้มีการเตรียมที่พักรับรอง โดยแยกชาย หญิง หากดำเนินการตามขั้นตอนแล้วเสร็จก็จะให้ญาติมารับกลับภูมิลำเนา
รายงานข่าวแจ้งว่าทางเมียนมาจะปล่อยตัว 41 คนไทย ในวันที่ 18 พ.ย. ซึ่งเกิดจากการประสานงานในระดับรัฐบาล เมื่อได้รับอนุมัติจากทางการเมียนมาจะรีบดำเนินการเคลื่อนย้ายคนไทยทั้ง 41 คนมายังกองบังคับการยุทธศาสตร์ท่าขี้เหล็กให้เร็วที่สุด และจะส่งมอบให้พ.อ.ณฑี ในฐานะประธาน TBC ฝ่ายไทย ทันที
วันเดียวกัน ที่ค่ายเม็งรายมหาราช พ.อ.ปรัษฐา ครามะคำ หัวหน้ากองกิจการพลเรือน มณฑลทหารบกที่ 37 เปิดเผยถึงขั้นตอนหลัง 41 คนไทยว่า เจ้าหน้าที่จากฝ่ายความมั่นคงจะสอบถามประวัติ ข้อมูลและตรวจสุขภาพ จากแพทย์ พยาบาลของ ร.พ.เม็งรายมหาราช รวมทั้งตรวจสอบเอกสาร ที่อาคารสโมสรมณฑลทหารบกที่ 37
วันเดียวกัน นางกาญจนา ภัทรโชค อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศกล่าวถึงความคืบหน้าการช่วยเหลือ 41 คนไทยออกจากเมืองเล้าก์ก่าย รัฐฉาน ประเทศเมียนมาว่า กลุ่มคนไทย 41 คนที่หลบหนีออกมาจากเมืองเล้าก์ก่ายก่อนเกิดเหตุต่อสู้ และทางการเมียนมาจัดให้เดินทางมาถึงเมืองเชียงตุงอย่างปลอดภัยแล้ว ตอนแรกไทยคาดหวังว่าจะสามารถเคลื่อนย้าย 41 คนไทยมาที่ท่าขี้เหล็กได้และข้ามฝั่งมาประเทศไทยได้อย่างเร็ว แต่ปรากฏว่ายังไม่ได้ เนื่องจากต้องรอกระบวนการคัดกรองของฝ่ายเมียนมาเช่นกัน เนื่องจากหากเป็นทางการไทยคนชาติต่างๆ เข้าไปทำงาน ส่วนใหญ่เป็นกรณีเกิดเหตุการณ์ปราบปรามกลุ่มนายทุน กลุ่มอาชญากรรม คนที่เข้าไปทำคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งเมียนมามีกระบวนการคัดกรองตามกฎหมายเช่นกัน แต่อย่างน้อยกลุ่ม 41 คนไทยอยู่ในที่ที่ปลอดภัยแล้ว และขณะนี้ทางการไทยอยู่ระหว่างการประสานงานกับฝ่ายเมียนมาเพื่อส่งให้คนกลุ่มดังกล่าวเดินทางเข้าประเทศไทยทางด่านแม่สาย-ท่าขี้เหล็กต่อไป
นางกาญจนากล่าวว่า จากคลิปที่พี่น้องคนไทยออกมาแสดงความในใจว่า อยากให้ทางการไทยช่วยออกมาเร็วๆหรือทางการประเทศอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องช่วย ซึ่งขอเรียนย้ำว่าทำอยู่ตลอดเวลา แต่ไม่ใช่สถานการณ์ที่ง่ายและก็ไม่สามารถออกจากพื้นที่และมาระหว่างทาง แล้วออกจากชายแดนได้เลย ทราบว่ามีบางชาติที่เดินทางมาถึงชายแดนแล้วยังออกไม่ได้และต้องกลับไป จึงขอให้วางใจได้ว่าทางรัฐบาลทำอย่างเต็มที่ เข้าใจความร้อนใจของคนไทยที่อยู่ในพื้นที่ที่เป็นสถานการณ์สู้รบในพื้นที่จริงๆ ทางกระทรวงการต่างประเทศ กองทัพและหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องประชุมหารือทุกวันเพื่อช่วยคนไทยในทุกวิถีทางออกมาโดยเร็วที่สุด
เมื่อสอบถามว่า คนไทยทั้ง 41 คนจะออกจากเมียนมาได้วันไหน นางกาญจนากล่าวว่า ยังตอบไม่ได้ เนื่องจากขึ้นกับทางการเมียนมา แต่ได้ขอความอนุเคราะห์เร่งรัดกับทุกฝ่ายอยู่แล้ว สถานทูตติดตามอย่างใกล้ชิดเพื่อช่วยเหลือต่อไป สถานทูตร่วมกับมูลนิธิอิมมานูเอลให้ความช่วยเหลือด้านอาหารให้แก่คนไทยกลุ่มนี้มาโดยตลอด และเมื่อเดินทางถึงประเทศไทย คนไทยกลุ่มข้างต้นจะเข้าสู่กระบวนการคัดกรองว่า เป็นผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์หรือไม่
เมื่อสอบถามว่าคนไทยที่เข้าไปในเมียนมาและยังออกมาไม่ได้เนื่องจากทำงานผิดกฎหมายใช่หรือไม่ นางกาญจนากล่าวว่า เนื่องจากพื้นที่ไม่ใช่พื้นที่ที่ไปเที่ยว ต้องมีคนจัดหาให้ไปทำงาน โดยอาจแบ่งกลุ่มคนไทย 41 คน และ 254 คนออกเป็น 3 กลุ่ม 1.กลุ่มที่สมัครใจไปและรู้ว่าเป็นคอลเซ็นเตอร์ 2.กลุ่มที่สมัครใจและไปทำงานอื่น อาทิ งานบริการ 3.กลุ่มที่อาจกล่าวได้ว่าเป็นเหยื่อค้ามนุษย์ โดยถูกหลอกไปขายบริการ และมีสภาพการทำงานไร้มนุษยธรรม อย่างไรก็ตาม ทางการไทยขอให้กลุ่มนี้ออกมาก่อน แต่การเคารพกฎหมายของแต่ละประเทศก็มีความสำคัญ เราต้องเคารพกฎหมายประเทศเมียนมาด้วย
เมื่อสอบถามว่า เกิดแผ่นดินไหวที่เชียงตุง คนไทย 41 คนปลอดภัยหรือไม่ นางกาญจนากล่าวว่า ทุกคนปลอดภัย ขณะนี้กำลังเร่งทุกวิถีทางให้คนไทยกลับมาถึงฝั่งไทยโดยเร็ว
สำหรับสถานะคนไทยที่ยังอยู่ในเมืองเล้าก์ก่าย กลุ่มที่เคยอยู่ในค่ายทหารเมียนมา ขณะนี้ย้ายไปอยู่ในโรงพยาบาลในความดูแลของทางการเมียนมาแล้ว 165 คน และกลุ่มที่นายจ้างปล่อยตัวออกมาแล้วจากสถานที่ทำงาน พำนักอยู่ในที่ปลอดภัยในเมืองเล้าก์ก่าย และอยู่ระหว่างรอทางการเมียนมาส่งไปรวมกับคนไทยอีกกลุ่มรวม 89 คน โดยทั้งสองกลุ่มนี้รวมกัน 254 คน ซึ่งสถานทูตในกรุงย่างกุ้งตรวจสอบสัญชาติ และออกเอกสารเดินทางฉุกเฉินให้แล้ว ซึ่งตรวจสอบทางโทรศัพท์ ทางแอพพลิเคชั่นไลน์ เนื่องจากเจ้าหน้าที่สถานทูตไม่สามารถเข้าไปในพื้นที่ได้เช่นกัน และทุกคนพร้อมเดินทาง ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนประสานฝ่ายต่างๆ จัดยานพาหนะทุกแบบ
นางกาญจนากล่าวว่า กลุ่มที่กระทรวงยังเป็นห่วงมากกว่า คือกลุ่มที่ยังอาจอยู่ในพื้นที่ทำงานและนายจ้างยังไม่ปล่อยตัวออกมา มีประมาณ 40-50 คน แต่ได้ขาดการติดต่อกับสถานทูตไป ซึ่งไม่แน่ใจว่าไปหลบที่ไหน หรือยังอยู่กับนายจ้าง โดยสถานทูตติดตามต่อไป กรณีนายจ้างเป็นไปตามกฎหมายเจ้าบ้านและตามข่าวในช่วงหลัง ทางการเมียนมาและทางการจีนได้ร่วมมือกันอย่างมากในการปราบปรามติดตามกลุ่มทุน เครือข่ายอาชญากรรม แต่สำหรับไทยเป็นพื้นที่ปลายทาง คนไทยไปทำงานที่นั่น เมื่อกลับมาไทยทางการอยากรู้ว่าไปในพื้นที่ได้อย่างไร เพื่อเอาข้อมูลในการป้องปรามอาชญากรรมเหล่านี้ในอนาคต และเอาผิดตามกฎหมายด้วย
เมื่อเวลา 16.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กระทรวงการต่างประเทศเมียนมา ณ กรุงเนปยีดอว์ ส่งหนังสือถึงสำนักงานผู้ช่วยทูตทหารไทยประจำเมียนมา ที่นครย่างกุ้ง อนุมัติการส่งตัวคนไทยกลับทั้งหมด 41 คน ในวันที่ 18 พ.ย. ขอให้สถานทูตไทยฯ ช่วยอำนวยความสะดวกในการส่งตัวคนไทยกลับให้ราบรื่น ที่ด่านชายแดน จ.ท่าขี้เหล็ก ประเทศเมียนมา
เมื่อเวลา 14.00 น. ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล ทำเนียบรัฐบาล กลุ่มตัวแทนญาติผู้เสียหายจากการถูกหลอกไปทำงานในเมืองเล้าก์ก่าย ประเทศเมียนมา นำโดยนาง ภาวิณี ไผทฉันท์ ตัวแทนญาติผู้เสียหาย เพื่อยื่นหนังสือถึง นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เรื่องขอความเมตตาเร่งรัดการช่วยเหลือเหยื่อค้ามนุษย์และผู้ลี้ภัยชาวไทยในเมืองเล่าก์ก่ายประเทศพม่าเข้าสู่ประเทศจีนเพื่อเดินทางกลับอย่างปลอดภัย โดยมีนายพันศักดิ์ เจริญผู้เชี่ยวชาญ ด้านมวลชน สปน. เป็นผู้รับหนังสือดังกล่าว เพื่อนำเรียนนายกรัฐมนตรีเพื่อโปรดทราบและประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป
กลุ่มผู้ร้องเรียนระบุว่า เนื่องด้วย บุตร หลาน และญาติของข้าพเจ้าทุกคนถูกหลอกเข้าไปทำงานในเมืองเล้าก์ก่าย ประเทศเมียนมา ถูกทำร้ายร่างกายและจิตใจอย่างโหดเหี้ยม ทั้งทรมานด้วยการกักขัง ข่มขู่ การทุบตี ทำโทษให้อดอาหาร และถูกชอร์ตด้วยไฟฟ้า เสียบแทงหลังด้วยไม้เสียบหมาล่าจนเป็นรูพรุนทั่วหลัง และทุบกะโหลกศีรษะและอวัยวะต่างๆ ด้วยอาวุธและด้ามปืนจนบาดเจ็บสาหัส และเต็มไปด้วยความหวาดกลัว บางคนเครียดจนเกือบจบชีวิตด้วยการผูกคอตาย ภายหลังได้ประสานงานจากหน่วยงานองค์กรภาคประชาสังคมต่างๆ ทำให้พวกบริษัททุนเทาที่ทำธุรกิจผิดกฎหมาย ทั้งหลอกลวงสารพัดรูปแบบเริ่มถูกจับกุมและมีบางส่วนเริ่มหนีความผิด
ประกอบกับปฏิบัติการกวาดล้างทุนเทาและธุรกิจผิดกฎหมายโดยกองกำลังพันธมิตร ทำให้เกิดภาวะสงครามและมีแนวโน้มว่าจะทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น ในเวลานี้สถานการณ์ในเมืองเล้าก์ก่ายจึงปั่นป่วนและเสี่ยงสูงที่จะเข้าสู่ภาวะสงครามอีกครั้ง ประชาชนต่างอพยพลี้ภัยไปยังเขตว้าและเข้าสู่ชายแดนจีน แต่เหยื่อผู้เสียหายจำนวนหนึ่งยังคงติดค้างรอการช่วยเหลือ และผู้ที่ได้รับการช่วยเหลือมาแล้วทั้งหมดราว 200 กว่าคน รวมทั้งผู้ที่อาศัยอยู่ในเล้าก์ก่ายและผู้ที่ขอลี้ภัยยังไม่ได้รับการผลักดันส่งออกจากเมืองซึ่งเป็นเป้าหมายของการโจมตีและการปะทะดังกล่าว ขณะนี้เป็นเวลาร่วม 1 เดือนแล้ว และหากไม่เร่งดำเนินการให้ทันภายในวันนี้ หรือพรุ่งนี้ ความปลอดภัยของชีวิตของผู้เสียหายทั้งหมดก็ไม่มีผู้ใดสามารถรับรองได้ จึงขอให้เร่งรัดการประสานและเปิดช่องทางให้ผู้เสียหายเหยื่อค้ามนุษย์ และผู้ขอลี้ภัยชาวไทยได้เข้าไปลี้ภัยจากสงครามในประเทศจีนโดยเร็วที่สุด เพื่อลดความสูญเสียและช่วยให้ได้มีโอกาสเดินทางกลับบ้านอย่างปลอดภัย
ด้านพล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร. เปิดเผยว่า ในวันที่ 18 พ.ย. จะสามารถเคลื่อนย้ายคนไทยจำนวน 200 คนในเมียนมาผ่านเส้นทางที่ปลอดภัยไปยังพื้นที่ของสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อเตรียมอพยพกลับ จากนั้นจะมีเครื่องบินพาณิชย์คือสายการบินแอร์เอเชียที่ทางรัฐบาลประสานงานไว้ไปรับตัวกลับ เบื้องต้นรัฐบาลจะเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายให้ก่อน ซึ่งในวันที่ 18 พ.ย. ตนและคณะทำงานจะเดินทางไปยังเมืองคุนหมิง ประเทศจีนเพื่อรับตัวด้วยเช่นกัน ยืนยันว่าการช่วยเหลือไม่มีปัญหา ขอให้ญาติของเหยื่อที่ไปร้องเรียนต่อทางสถานทูตจีนในเช้าวันนี้ มั่นใจได้ว่า ทุกคนจะได้รับการช่วยเหลือกลับมาอย่างปลอดภัย
“เมื่อคนไทยทั้งหมดกลับมาแล้วจะถูกนำเข้าสู่กระบวนการคัดแยกเหยื่อในพื้นที่ที่เตรียมไว้ที่เขตหนองจอก กรุงเทพฯ โดยมีพนักงานสอบสวนจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง, กองบัญชาการตำรวจนครบาล และกองบังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บก.ปคม.) ร่วมสอบปากคำ เพื่อคัดแยกกลุ่มที่เป็นผู้ต้องหาตามหมายจับ และกลุ่มที่เป็นเหยื่อการค้ามนุษย์ออกจากกัน เนื่องจากประสบการณ์การช่วยเหลือคนไทยจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่กัมพูชาพบว่า กว่าร้อยละ 70 เป็นผู้ต้องหา ไม่ใช่เหยื่อ ส่วนด้านสุขอนามัยจะมีแพทย์จากกระทรวงสาธารณสุขดูแลให้” พล.ต.อ.สุรเชษฐ์กล่าว
พล.ต.อ.สุรเชษฐ์กล่าวต่อว่า แม้ประเทศไทยจะไม่ใช่ฐานของคอลเซ็นเตอร์ แต่ผู้ที่ถูกหลอกทั้งชาวไทยและต่างชาติจะใช้ประเทศไทย เป็นทางผ่านเพื่อเดินทางต่อไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้ประเทศไทยเริ่มได้รับผลกระทบจากการประเมินเรื่องการค้ามนุษย์ไปด้วย หลังจากนี้จะให้ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองเข้มงวดเรื่องการคัดกรองบุคคลที่เดินทางเข้าประเทศไทยว่าจะเดินต่อไปที่ใด เพื่อไม่ให้ประเทศไทยเป็นทางผ่านสำหรับการค้ามนุษย์