เร่งช่วยเหลืออีก200 หนีภัยสู้รบเล้าก์ก่าย
เจ้าหน้าที่นำตัว 41 คนไทย เป็นชาย 23 คน หญิง 18 คน ที่ไปทำงานในเล้าก์ก่าย ไปตรวจโรคซักประวัติ ที่ค่ายเม็งรายมหาราช หลังทหารพม่าช่วยเหลือพาออกจากเมืองเชียงตุงผ่านชายแดนที่ด่านแม่สาย จ.เชียงราย ส่งกลับไทย ท่ามกลางความดีใจ บางคนถึงกับร่ำไห้ พบ 3 ใน 41 คน มีหมายจับติดตัว ส่วนการช่วยเหลือคนไทยที่ยังอยู่ในค่ายทหารพม่าอีก 200 คน อยู่ระหว่างกำหนดเส้นทางเคลื่อนย้าย เนื่องจากโดยรอบเมืองยังสู้รบกันหนัก พบมี 164 คน ไม่มีหนังสือเดินทาง เพราะถูกนายจ้างยึด
เมื่อเวลา 12.40 น. วันที่ 18 พ.ย. ที่จุดผ่านแดนถาวรสะพานมิตรภาพแม่น้ำสายแห่งที่ 1 ไทย-เมียนมา พล.อ.เจริญชัย หินเธาว์ ผู้บัญชาการทหารบกฝ่ายไทย (ผบ.ทบ.) สั่งการให้ พล.ท.อนุภาพ สิริมณฑล เจ้ากรมกิจการพลเรือนทหารบก พล.ต.ประพัฒน์ พบสุวรรณ ผู้บัญชาการกองกำลังผาเมือง และ พ.อ.ณฑี ทิมเสน ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจทัพเจ้าตาก ในฐานะประธาน TBC เป็นตัวแทนเจ้าหน้าที่ฝั่งไทย เข้ารับตัวคนไทย 41 คน เป็นชาย 23 คน หญิง 18 คน ที่ได้รับการช่วยเหลือออกจากเมืองเล้าก์ก่าย จากฝั่งเมียนมา ซึ่งมี พ.อ.ตู่ล่า ส่อ วิน โซ ผู้บังคับกองบังคับการยุทธศาสตร์ท่าขี้เหล็กในฐานะประธาน TBC ผู้กำกับการตรวจคนเข้าเมืองท่าขี้เหล็ก และเจ้าหน้าที่ TBC ฝ่ายเมียนมา ร่วมส่งมอบ
โดยคนไทยทั้ง 41 คน ออกเดินทางจากจังหวัดเชียงตุง ซึ่งอยู่ห่างจากชายแดนอ.แม่สาย จ.เชียงราย ประมาณ 160 ก.ม. โดยข้ามจุดผ่านแดนถาวรสะพานมิตรภาพแม่น้ำสายแห่งที่ 1 เมื่อถึงด่านผ่านแดนถาวรสะพานมิตรภาพแม่น้ำสายแห่งที่ 1 ทหารพม่าได้นำรถตู้ที่นำคนไทยทั้ง 41 คน มาต่อท้ายรถบัส ก่อนจะให้เจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ และกำลังอาสาสมัคร ยืนแถวหน้ากระดาน เพื่อกั้นไม่ให้ปะปนกับมวลชนที่มารอรับ และประชาชนที่รอผ่านข้ามแดน โดยทุกคนมีสีหน้าดีใจ สภาพร่างกายแข็งแรง บางคนกลั้นน้ำตาไม่อยู่ร้องไห้ออกมาระหว่างเดิน ก่อนขึ้นรถบัสเดินทางไปมณฑลทหารบก 37 (มทบ.37) ค่ายเม็งรายมหาราช อ.เมือง จ.เชียงราย เพื่อเข้าสู่ขั้นตอนการตรวจคัดโรค โดยร.พ.ค่ายเม็งรายมหาราช รวมทั้งดำเนินกรรมวิธีของตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.)
อย่างไรก็ตามพบว่าในจำนวน 41 คน มี 3 คนมีหมายจับจากประเทศไทย เจ้าหน้าที่จะสอบปากคำและตรวจสอบ รูปพรรณสัณฐานของผู้ต้องหาและเตรียมดำเนินคดีตามหมายจับที่มีอยู่ สำหรับคนที่เหลือจะมีการคัดกรองทางด้านสหวิชาชีพ พร้อมสอบปากคำโดยเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองและดำเนินการตามกฎหมาย ก่อนจะส่งมอบให้ญาติกลับภูมิลำเนา ทั้งนี้กองกำลังผาเมือง กองทัพภาคที่ 3 จัดเตรียมที่พักสามารถรองรับได้ถึง 200 คน พร้อมจัดจุดพักคอยให้กับญาติที่มารอรับ
ส่วนคนไทยอีกกว่า 200 คนที่อยู่ในค่ายทหารที่เป็นที่พักพิงในเมืองเล้าก์ก่ายจะได้เดินทางออกมาเมื่อใดนั้น รัฐบาลเมียนมากำลังพิจารณาและกำหนดเส้นทาง เพราะรอบเมืองเล้าก์ก่าย มีการสู้รบกันอยู่
อย่างไรก็ตามรัฐบาลเมียนมาได้พาเจ้าหน้าที่กงสุลของประเทศไทยและประเทศอื่นที่อยู่กรุงย่างกุ้ง เข้าไปจำแนกสัญชาติของแต่ละกลุ่มและจำนวน เบื้องต้นพบว่า 164 คนไทยไม่มีหนังสือเดินทาง เพราะถูกนายจ้างยึดไว้
ดังนั้นกระทรวงการต่างประเทศ ต้องออกหนังสือเดินทางชั่วคราวให้คนไทยเดินทางออกมา ซึ่งเป็นไปตามขั้นตอนไม่สามารถอพยพได้ทันที รวมถึงเส้นทางที่จะเดินทางออกมาขึ้นอยู่กับทหารเมียนมาที่จะพิจารณาในการโยกย้าย ต้องมีการขอวีซ่าผ่านทางจีน ซึ่งห่างจากชายแดน 5 ก.ม. ซึ่งเป็นการประสานความร่วมมือระหว่างไทยจีนและเมียนมา ซึ่งการจะนำคนไทยออกมาขณะนี้ได้มีการประสานงานกับหลายฝ่ายทั้งสถานทูต ณ กรุงปักกิ่งประเทศจีน และ NGO

ช่วย 41 ไทย – ทหารรับตัว 41 คนไทยที่ไปทำงานในเมืองเล้าก์ก่าย หลังกองทัพเมียนมาเข้าช่วยเหลือ และส่งกลับที่ด่านชายแดนแม่สาย ก่อนนำไปตรวจโรค และซักถามประวัติที่ค่ายเม็งรายมหาราช จ.เชียงราย เมื่อวันที่ 18 พ.ย.
ต่อมาเวลา 14.00 น. ที่ค่ายเม็งรายมหาราช อ.เมือง จ.เชียงราย พล.ต. ประพัฒน์ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ ตม. และ พม. แถลงข่าวการช่วยเหลือคนไทยจากเล้าก์ก่ายว่า จากสถานการณ์ความขัดแย้งในประเทศเมียนมา บริเวณเมืองเล้าก์ก่าย และเมืองหนานเติ้ง ส่งผลให้คนไทยที่เดินทางไปทำงานได้รับผลกระทบและเกิดความไม่ปลอดภัย 305 คน แบ่งเป็นพื้นที่เมืองเล้าก์ก่าย 264 คน และพื้นที่เมืองหนานเติ้ง 41 คน
ซึ่งการปฏิบัติการช่วยเหลือคนไทยได้ดำเนินการตามขั้นตอน โดยมีหน่วยเฉพาะกิจทัพเจ้าตาก กองกำลังผาเมือง ในฐานะคณะกรรมการชายแดนส่วนท้องถิ่นไทยเมียนมา หรือ TBC เป็นหน่วยปฏิบัติหลัก และมีกองกำลังทหารเมียนมา ทหารภาค ทหารบกสามเหลี่ยม เป็นหน่วยหลักในการประสานงาน เพื่อนำคนไทยออกจากพื้นที่เสี่ยง และเป็นผู้ดูแลอำนวยความสะดวกในการเคลื่อนย้าย
ทั้งนี้กองทัพภาคที่ 3 ได้จัดเจ้าหน้าที่พร้อมยานพาหนะรับคนไทย 41 คนกลับเข้าสู่ประเทศบริเวณสะพานข้ามแม่น้ำแม่สายแห่งที่ 1 และเดินทางต่อไปยังมณฑลทหารบกที่ 37 อ.เมือง จ.เชียงราย เข้าสู่กระบวนการคัดกรอง พร้อมย้ำว่าคนไทยทั้ง 41 คนยังถือเป็นผู้ประสบภัย
นอกจากนี้ยังมีเจ้าหน้าที่พม. จ.เชียงราย ดำเนินการในเรื่องการเยียวยาทั้งสภาพร่างกายและจิตใจ รวมถึงการฝึกอาชีพกับกระทรวงแรงงานต่อไป
พล.ต.ประพัฒน์กล่าวต่อว่า สำหรับคนไทยที่ยังตกค้างอยู่ในเมืองเล้าก์ก่ายนั้น กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงกลาโหม โดยกองทัพบกได้ประสานกับประเทศเมียนมา เพื่อเตรียมนำคนไทยเคลื่อนย้ายออกจากพื้นที่ให้เร็วที่สุดเพื่อส่งกลับประเทศไทยต่อไป ซึ่งเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ทุกฝ่ายพยายามช่วยเหลืออย่างเต็มที่ ซึ่งขณะนี้ได้เตรียมการและประสานงานกับทางเมียนมาให้ดูแลในเรื่องความปลอดภัยแล้ว
ส่วนแนวทางการป้องกันไม่ให้คนไทยข้ามแดนผิดกฎหมายไปทำงานเป็น กระบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์นั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องนำเรื่องนี้มาเป็น บทเรียน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะเช่นนี้อีก รวมถึงหาแนวทางป้องกันกรณีที่จะมีคนไทยลักลอบไปทำงานผิดกฎหมาย ซึ่งในส่วนของคณะกรรมการ TBC จะประชุมเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวอีกครั้งในวันที่ 30 พ.ย.นี้
สำหรับกระบวนการคัดแยก เรามีข้อมูลหมดแล้วว่าใครเป็นผู้ต้องหา และเป็น ผู้เสียหาย ในส่วนของทหาร ทำหน้าที่เพียงอำนวยความสะดวกในกระบวนการคัดแยก ส่วนใครที่ต้องเยียวยาพม.ดำเนินการ ส่วนใครที่มีความผิดตำรวจดำเนินการ
ด้านนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ทวีตข้อความผ่าน X ถึงการช่วยเหลือคนไทยในเมียนมาว่า รัฐบาลไทยติดตามสถานการณ์และช่วยเหลือคนไทยใน เมียนมาอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้สถานการณ์มีความละเอียดอ่อนและมีข้อจำกัดในการเข้าพื้นที่
ขอให้วางใจว่ารัฐบาลและทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำงานอย่างเต็มที่เพื่อช่วยเหลือพี่น้องคนไทยให้กลับไทยได้โดยเร็วที่สุด
สำหรับกลุ่มคนไทย 41 คน รัฐบาลไทยประสานทางการเมียนมามาโดยตลอดซึ่งทางการเมียนมาได้จัดให้เดินทางมาถึงเมืองเชียงตุงอย่างปลอดภัยแล้ว ขณะนี้ทางการไทยอยู่ระหว่างประสานงานกับฝ่ายเมียนมา เพื่อส่งคนกลุ่มดังกล่าวเดินทางเข้าประเทศไทยทางด่านแม่สาย-ท่าขี้เหล็ก ต่อไป
จากนั้นเวลา 16.55 น. นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้ทวีตผ่าน X เพิ่มเติมว่า รัฐบาลไทยติดตามสถานการณ์และดำเนินการช่วยเหลือคนไทยในเมียนมาอย่างต่อเนื่อง ทางกระทรวงการต่างประเทศแจ้งว่า สำหรับการให้ความช่วยเหลือคณะคนไทยจำนวน 41 คนนั้น เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ทั้งหมดเดินทางข้ามพรมแดน จ.ท่าขี้เหล็ก เข้ามายัง อ.แม่สาย จ.เชียงราย และได้ขึ้นรถบัสมาถึงสโมสรค่ายเม็งรายมหาราช อ.เมืองเชียงราย จ.เชียงราย อย่างปลอดภัยแล้ว
ขณะที่ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คนไทย 41 คน ได้รับการตรวจสอบคัดกรองโรคและซักถามจากเจ้าหน้าที่ตำรวจตม.และพม.แล้วพบว่าหลายคนมีอาการเครียดและเป็นโรคซึมเศร้า โดย 1 ในคนไทย กล่าวว่า ได้หางานในเว็บไซต์และสมัครงานในตำแหน่งการตลาด ที่ประเทศเมียนมา จึงทำวีซ่าอย่างถูกต้อง ก่อนเดินทางไปทำงานที่เมืองมัณฑะเลย์ เมื่อไปถึงพบว่างานไม่ตรงกับที่คุยกันไว้
จากนั้นถูกพาตัวไปทำงานเป็นคอลเซ็นเตอร์ ที่อาคารหมายเลข 9 เมืองเล้าก์ก่าย พร้อมกับยึดพาสปอร์ต ก่อนแยกตนกับแฟนออกจากกัน ส่วนการหนีออกมาจากพื้นที่ดังกล่าวนั้น เพราะมีการส่งข่าวต่อกันในกลุ่มคนไทยว่าทางการจีนจะเข้ามาปราบปรามกลุ่มทุนจีนสีเทาในเมืองเล้าก์ก่าย จึงเก็บสัมภาระเตรียมหนีออกจากอาคารดังกล่าว โดยตนกับพวกอีก 41 คน อาศัยช่วงเช้าที่ประตูเปิดหลบหนีขึ้นรถจยย. ก่อนจะมีคนจีนที่เรียกกันว่าบอสมาตาม จึงตัดสินใจเรียกมอเตอร์ไซค์วินวิ่งกันเป็นขบวนไปจนถึงจุดที่มีการปะทะกันจนพบกับทหารโกก้าง ซึ่งแจ้งว่าไม่ให้เดินทางไปบริเวณเส้นทางใดและห้ามกลับเข้าไปในเมือง พร้อมแจ้งจุดนัดพบของคนที่ออกมาจากเล้าก์ก่ายให้มารวมตัวกันที่เมืองหนานเติ้ง ซึ่งได้รับการดูแลอย่างดี ก่อนจะนำตัวคนไทยทั้ง 41 คนไปอยู่ที่เมืองว้า เพื่อรอทางการไทยมาช่วยเหลือ ก่อนจะกลับมาส่งตัวที่เชียงตุง เพื่อให้ทหารเมียนมานำมาส่งให้กับทหารไทยที่ชายแดน
1 ในคนไทย ยังระบุด้วยว่า บอสที่เป็นชาวจีนบางคนถูกหลอกมาให้ดูแลคนไทยที่ถูกหลอกมาทำงาน ซึ่งมีทั้งคนดีและไม่ดี หากมีการโทรศัพท์แจ้งให้ญาติที่ประเทศ ไทยทราบและให้ไปแจ้งความ ชื่อคนที่โทร.ไปแจ้งจะไปปรากฏต่อกลุ่มคนจีนสีเทาที่อยู่ในประเทศจีน ทำให้คนที่โทร.ไปถูกลงโทษทันที
อย่างไรก็ตามปัจจุบันยังมีผู้ตกค้างใน เล้าก์ก่ายที่ยังติดต่อไม่ได้ และหนีกระเจิดกระเจิงไปคนละทิศละทางไม่สามารถติดต่อได้อีกนับ 100 ชีวิต
วันเดียวกัน กระทรวงการต่างประเทศแจ้งพัฒนาการเกี่ยวกับคนไทย 41 คน ว่า ขั้นตอนในการช่วยเหลือกลุ่มคนไทยจากเมืองเล้าก์ก่ายทั้งที่กลับมาแล้ว และกลุ่ม 200 กว่าคนที่กำลังดำเนินการอยู่มีความซับซ้อนและมีกระบวนการทางกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งคนต่างชาติที่จะเข้าไปยังบริเวณเล้าก์ก่าย ล่าเซี่ยว และบริเวณดังกล่าว ต้องได้รับอนุญาตก่อนเข้าพื้นที่ จึงทำให้เกิดข้อสงสัยเกี่ยวกับการเข้าเมืองผิดกฎหมายเมียนมา ดังนั้นจึงมีกระบวนการศาลเข้ามาเกี่ยวข้องจนต้องใช้เวลาในการพิจารณานาน และทางการเมียนมา ต้องยกเว้นการดำเนินคดีโดยอาศัยพ.ร.ก.ฉุกเฉิน
นอกจากนี้กลุ่มคนส่วนใหญ่ที่ทำงานเล้าก์ก่ายโดยมากเป็นกลุ่มคอลเซ็นเตอร์หรือสแกมเซ็นเตอร์ ทำให้กลุ่มคนไทยอาจเข้าข่ายสมรู้ร่วมคิด หรือมีส่วนรู้เห็นในการหลอกลวง ฉ้อฉล เพื่อให้ผู้อื่นหลงเชื่อโอนเงินให้ มีความผิด แต่มีเหตุยกเว้นโทษ หากถูกบังคับถูกทำร้ายร่างกายตกอยู่ภายใต้ความหวาดกลัว จึงต้องกระทำความผิด
ด้านนายปานปรีย์ พหิทธานุกร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ สั่งการให้ทุกฝ่ายเร่งรัดช่วยเหลือคนไทยออกสู่พื้นที่ปลอดภัยโดยเร็วที่สุด ซึ่งที่ผ่านมา กระทรวงการต่างประเทศ สถานเอกอัคร ราชทูต ณ กรุงย่างกุ้งและหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องพยายามเจรจาผลักดันและหารือกับทางการเมียนมาอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ถือว่ากลุ่มคนไทยดังกล่าวเป็นผู้หนีภัยจากการสู้รบ จึงทำให้ทางการเมียนมาเข้าใจและอำนวยความสะดวกให้