พ่อ-ลูก-หลานขนทราย ชาวบ้านเชื่อทรายดูด

สลดแม่น้ำมูนคร่า 5 ศพ พ่อ-ลูกสาว-3 หลานๆ พากันไปตักทรายริมน้ำหวังผสมปูนปูกระเบื้องบ้านที่กำลังก่อสร้าง ญาติรอจนค่ำยังไม่เห็นใครกลับพากันออกตามหาพบเพียงรถอีแต๊กที่บรรทุกทราย รองเท้า-เสื้อผ้าเด็กๆ ทิ้งไว้ริมแม่น้ำ จนท.ระดมงมนานนับชั่วโมงพบเป็นศพจมอยู่ก้นแม่น้ำที่ความลึก 5 เมตร คาดหลังตักทรายเสร็จ เด็กๆ ลงไปเล่นน้ำคลายร้อนก่อนจมหาย พ่อกับลูกสาวเลยกระโดดลงไปช่วยจนจมดับไปด้วย ชาวบ้านเชื่ออาถรรพณ์ ชี้เป็นจุดทรายดูดมีคนตายเป็นหมู่คณะหลายชุดรวมเกือบ 20 ศพ

เมื่อวันที่ 12 ธ.ค. พ.ต.ท.ถนอมจิตร กันยายน สว.สอบสวน สภ.ชุมพลบุรี จ.สุรินทร์ เผยว่า รับแจ้งเหตุพบผู้เสียชีวิตรวม 5 ราย บริเวณแม่น้ำมูน ในพื้นที่ต.ท่าม่วง อ.สตึก จ.บุรีรัมย์ เขตติดต่อ อ.ชุมพลบุรี โดยจุดพบศพอยู่ในพื้นที่รับผิดชอบของ สภ.ชุมพลบุรี เมื่อกลางดึกที่ผ่านมา จึงนำกำลังรุดไปตรวจสอบ พร้อมเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน เจ้าหน้าที่พฐ. และแพทย์ร.พ.ชุมพลบุรี ที่เกิดเหตุพบ เจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยวังกรูด นำร่าง ผู้เสียชีวิตวางเรียงกันบนฝั่งริมแม่น้ำมูน ประกอบด้วยนายวิริยา คัดชา อายุ 45 ปี, น.ส.นุช รินทร์ คัดชา อายุ 23 ปี ลูกสาว, ด.ญ.อั้ม อายุ 14 ปี, ด.ญ.ญาญ่า อายุ 11 ขวบ และ ด.ช.โฟม อายุ 8 ขวบ ทั้ง 3 เป็นหลานของนายวิริยา

สอบสวนน.ส.บังอร สุฤทธิ์ อายุ 44 ปี ภรรยานายวิริยา ให้การว่า ช่วงสายสามีพาลูกสาวและหลานไปตักทรายริมน้ำมูน เพื่อนำไปผสมปูนปูกระเบื้องที่บ้านที่กำลังก่อสร้าง แต่จนค่ำแล้วยังไม่เห็นกลับบ้าน ญาติๆ จึงพากันออกตามหา กระทั่งพบรถ อีแต๊กที่สามีขับมาเอาทราย รวมทั้งรองเท้าและเสื้อผ้าของหลานกองอยู่ริมมูน จึงแจ้งเจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยให้มาช่วยงมหา ใช้เวลาเกือบ 1 ชั่วโมง จึงพบร่างทั้ง 5 คน จมอยู่กลางแม่น้ำมูนลึกประมาณ 5 เมตร จึงได้นำศพขึ้นจากน้ำ เบื้องต้นแพทย์ชันสูตรพลิกศพไม่พบร่องรอยบาดแผลจากการถูกทำร้าย และญาติไม่ได้ติดใจสาเหตุการเสียชีวิตจึงมอบร่างให้ญาตินำกลับไปประกอบพิธีทางศาสนา ที่สำนักสงฆ์บูรพาราม ม.2 บ้านกระสังใต้ ต.กระสัง อ.สตึก

สลด 5 ศพ – จนท.ช่วยนำร่างของนายวิริยา คัดชา พร้อมลูกสาวและหลานรวม 5 ศพ ซึ่งจมน้ำเสียชีวิตขณะไปตักทรายริมแม่น้ำมูน พื้นที่บ้านโคกกลาง ต.ชุมพลบุรี อ.ชุมพลบุรี จ.สุรินทร์ ชาวบ้านลืออาถรรพณ์ทรายดูด เมื่อวันที่ 12 ธ.ค.

นายประมวล ชุมทอง อายุ 62 ปี ชาวบ้านท่าเรือตำบลท่าม่วง อ.สตึก เผยว่า ตอนสายๆ วานนี้ เห็นกลุ่มนี้ขับรถ อีแต๊กมาด้วยกัน 4 คน คาดว่ามาเอาทราย ต่อมามีวัยรุ่นหญิงขี่รถจักรยานยนต์มาสมทบอีก 1 คนรวมเป็น 5 คน แต่ไม่ได้สนใจเพราะปกติจะมีชาวบ้านมาเอาทรายเป็นประจำ จากนั้นประมาณเที่ยงวันได้มีการขับรถอีแต๊กขึ้นจากบ่อทราย เอามาจอดในท่าเตรียมขับกลับบ้าน และยังเห็นกลุ่มนี้กำลังจะลงน้ำอยู่บริเวณนั้น หลังจากนั้นไม่เห็นใครเลย พอตกเย็นทุกอย่างยังอยู่สภาพเดิมคือไม่มีการเคลื่อนไหว และไม่พบมีใครอยู่ โดยบริเวณดังกล่าวเป็นเหมือนทรายหลวม บางจุดเวลาเหยียบลงไปจะหลวมเหมือนดูด แต่จะเปลี่ยนจุดไปเรื่อยๆ แล้วแต่ทิศทางของน้ำว่าจะหมุนไปทางไหน ส่วนตัวเชื่อว่าอาจจะมีใครคนใดคนหนึ่งโดนทรายดูด แล้วแต่ละคนเข้าไปช่วยแล้วถูกดูดไปทั้งหมด

ขณะที่นางสุดสงวน สุวรรณรัตน์ อายุ 65 ปี ชาวบ้านที่อยู่ใกล้ที่เกิดเหตุ เผยว่าบริเวณดังกล่าวในอดีต เคยมีแม่พาลูกมาเล่นน้ำแล้วจมหายบริเวณนั้น 3 คน ต่อมาประมาณ 2 ปี ระหว่างการสร้างสะพานเชื่อมจ.บุรีรัมย์ และจ.สุรินทร์ คนงานก่อสร้างที่ทำงานอยู่จมน้ำในลักษณะเดียวกันตาย 4 คนพร้อมกัน และมาครั้งนี้มาตายอีก 5 ศพ ส่วนตัวเชื่อว่าน่าจะเป็นจุดน้ำอาถรรพณ์ เพราะทุกครั้งจะตายหมู่ทั้งหมด และเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ ทั้งที่ช่วงนี้น้ำไม่ลึก แต่พื้นทรายมีลักษณะดูดคน ก่อนหน้านี้เคยมีคนนำช้างมาเลี้ยง คนเลี้ยงช้างบอกว่าช้างเกือบเอาตัวไม่รอดเพราะทรายดูด

ด้านนายสุพากิศ เหมเงิน นายก อบต.กระสัง กล่าวว่า หลังได้รับแจ้งจากญาติว่ามีคนออกไปตักทรายที่ลำน้ำมูนแล้วสูญหายพร้อมกัน 5 คน จึงประสานหน่วยกู้ชีพช่วยตามหา จนไปพบรถอีแต๊ก เสื้อผ้า และรองเท้าอยู่ริมมูน จึงได้ประสานเจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยให้มาช่วยงมค้นหาในน้ำมูน กระทั่งพบจมน้ำเสียชีวิตทั้ง 5 ศพ คาดว่าหลังตักทรายเสร็จเด็กๆ อาจจะพากันลงไปล้างตัวหรือเล่นน้ำแล้วถูกกระแสน้ำพัด สองพ่อลูกจึงลงไปช่วยแต่น้ำอาจจะลึกจึงจมหายไปด้วยกันทั้ง 5 คน เป็นเหตุการณ์ที่น่าสลดใจ และเป็นอุทาหรณ์ด้วย ขอแสดงความเสียใจกับทางครอบครัวผู้สูญเสียด้วย เบื้องต้นอบต.เองจะได้หาแนวทางช่วยเหลือครอบครัวผู้สูญเสียทั้ง 5 รายด้วย

ล่าสุด ผู้นำชุมในพื้นที่ อ.สตึก ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ชุมพลบุรี ลงพื้นที่ตรวจสอบจุดเกิดเหตุอีกครั้ง พบลักษณะทางกายภาพบางจุดเป็นเนินทรายบางจุดเป็นร่องลึกจากกระแสน้ำไหลเป็นไปตามธรรมชาติ ขณะเดียวกันนายอนุชิต เยี่ยมรัมย์ ผู้ใหญ่บ้านท่าเรือ ยังทดสอบลงน้ำตรงจุดที่เกิดเหตุพบบางช่วงเป็นเนินทราย แต่พอเดินต่อไปอีกนิดเดียวกลับเป็นร่องน้ำลึก ในน้ำจะไม่ได้เป็นพื้นราบ แต่เมื่อลงไปในน้ำจะไม่สามารถมองเห็นได้ว่าจุดไหนเป็นร่องลึก ดังนั้นอาจเป็นไปได้ว่าเด็กๆ ที่ลงเล่นน้ำช่วงที่ลุงกำลังตักทรายอยู่บนสันตลิ่งอาจจะตกลงไปในร่องลึกแล้วพ่อลูกซึ่งเป็นผู้ใหญ่จะลงไปช่วย จนทำให้จมน้ำเสียชีวิตไปด้วยกันทั้ง 5 คน ส่วนกระแสข่าวที่ว่าถูกทรายดูดนั้น จากการตรวจสอบแล้วไม่พบลักษณะของทรายดูดแต่อย่างใด

ขณะที่นายกฤษณศักดิ์ ศาลางาม ผู้นำชุมชนเขต อ.สตึก ระบุว่า สภาพบริเวณจุดเกิดเหตุพบว่าบางจุดเป็นเนินทราย แต่บางจุดก็เป็นร่องน้ำลึกเป็นไปตามธรรมชาติที่เกิดจากกระแสน้ำไหล และช่วงน้ำขึ้นน้ำลด ทั้งคาดว่าคนที่พาหลานมาตักทรายและเล่นน้ำบริเวณดังกล่าว ซึ่งอยู่ห่างจากบ้านเขาเอง 15 ก.ม. อาจจะไม่คุ้นเคยกับสภาพลำน้ำมูนด้วย จึงทำให้เกิดเหตุสลดดังกล่าวขึ้น จะเร่งประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งฝั่ง อ.สตึก และ อ.ชุมพลบุรี ประชาสัมพันธ์พร้อมติดป้ายแจ้งเตือน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยอีก ส่วนที่ชาวบ้านมาตักเอาทรายตามริมมูนเป็นวิถีปกติมีชาวบ้านมาตักไปใช้ประโยชน์ในครัวเรือนเรื่อยๆ เพราะเขาเอาไปปริมาณไม่เยอะและไม่ได้เอาไปขายหรือเชิงธุรกิจ ผู้ดูแลเขาจึงไม่ได้ห้าม

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน