นายกฯลุยตรวจPM2.5 ชัชชาติคุมรถควันดำ

นายกฯ ควงรมว.อุตสาหกรรม ตรวจฝุ่นพีเอ็ม 2.5 แยกราชประสงค์ พบ 29 เขตเมืองกรุงค่าฝุ่นสีแดงอันตราย ส่วน 21 เขต สีส้ม เริ่มมีผลกระทบกับสุขภาพ สั่งหน่วยงานที่รับผิดชอบเร่งแก้ปัญหา เล็งถกประเทศเพื่อนบ้าน ทั้ง เมียนมา-ลาว ร่วมมือลดเผา ลดก่อฝุ่นพิษ จ่อเก็บภาษีเอกชนนำเข้าสินค้า-พืชผลที่ต้องเผากำจัดซาก กรมควบคุมมลพิษ เตือน 28 จังหวัดสำลักฝุ่นพิษยาวถึง 17 ธ.ค. เมืองมหาชัยอ่วมสุด ค่าฝุ่นพุ่ง 95.2 ไมโครกรัม รองลงมา นครปฐม-ระยอง-กทม.-สมุทรปราการ กำชับเลี่ยงกิจกรรมที่โล่งแจ้ง

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 13 ธ.ค. สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ จิสด้า รายงานสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก ไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM 2.5) แบบรายชั่วโมง ด้วยข้อมูลจากดาวเทียมผ่านแอพพลิเคชั่น “เช็คฝุ่น” พบ 5 จังหวัดของประเทศไทย มีค่าฝุ่นเกินมาตรฐานและส่งผลกระทบต่อสุขภาพระดับสีแดง สูงสุดอยู่ที่ สมุทรสาคร วัดได้ 95.2 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (มคก./ลบ.ม.) รองลงมา นครปฐม ระยอง กทม. และสมุทรปราการ ขณะที่อีก 28 จังหวัด เกินค่ามาตรฐานระดับสีส้มที่เริ่มส่งผลต่อสุขภาพ

สำหร้บพื้นที่กรุงเทพฯ พบค่าฝุ่นพีเอ็ม 2.5 เกินมาตรฐานในระดับสีแดง (กระทบต่อสุขภาพ) 29 เขต สูงสุดที่บางกอกใหญ่ ตามด้วย ธนบุรี หนองแขม คลองสาน และบางคอแหลม ส่วนอีก 21 เขต พบค่าฝุ่นเกินมาตรฐานระดับสีส้ม เริ่มกระทบต่อสุขภาพ

ส่วนจุดความร้อน จิสด้า รายงานว่า เมื่อวันที่ 12 ธ.ค. ที่ผ่านมา พบจุดความร้อนทั้งประเทศ 259 จุด เพิ่มขึ้นจากวันที่ 11 ธ.ค.59 จุด ส่วนใหญ่พบในพื้นที่การเกษตร 175 จุด ตามด้วยพื้นที่ชุมชนและอื่นๆ 33 จุด ส.ป.ก. 32 จุด ป่าสงวนแห่งชาติ 14 จุด พื้นที่ริมทางหลวง 3 จุด และป่าอนุรักษ์ 2 จุด สำหรับพื้นที่เกษตรที่พบส่วนใหญ่เป็นพื้นที่นาข้าว 147 จุด และพื้นที่ปลูกอ้อย 22 จุด สำหรับจังหวัดที่พบจำนวนจุดความร้อนสูงสุด 3 อันดับแรก คือ นครสวรรค์ 24 จุด ตามด้วย พิจิตร 21 จุด และพะเยา 14 จุด

ขณะที่ ประเทศเพื่อนบ้านที่พบจุด ความร้อนรองลงมาได้แก่ เมียนมา 116 จุด กัมพูชา 114 จุด เวียดนาม 65 จุด และลาว 20 จุด

ด้านศูนย์แก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) รายงานการติดตามตรวจสอบคุณภาพอากาศ ภาพรวมปริมาณฝุ่นพีเอ็ม 2.5 ในประเทศ พบเกินค่ามาตรฐานในกรุงเทพฯ จ.ปทุมธานี, นนทบุรี, นครปฐม, สมุทรสาคร, สมุทรปราการ, น่าน, ลำปาง, ลำพูน, อุตรดิตถ์, สุโขทัย, พิษณุโลก, ตาก, พิจิตร, เพชรบูรณ์, นครสวรรค์, อุทัยธานี, ชัยนาท, สิงห์บุรี, ลพบุรี, อ่างทอง, สุพรรณบุรี, กาญจนบุรี, ราชบุรี, สมุทรสงคราม, ชลบุรี ระยอง และเลย โดยค่าฝุ่นตามเกณฑ์มาตรฐาน เฉลี่ย 24 ชั่วโมง ไม่เกิน 37.5 มคก./ลบ.ม.

กรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยสถานีตรวจวัดของ คพ. ร่วมกับกทม. เกินค่ามาตรฐานเป็นส่วนใหญ่ ตรวจวัดได้ 28.7 – 73.8 มคก./ลบ.ม. โดยค่าฝุ่นสูงสุดที่ริมถนนมาเจริญ เพชรเกษม 81 เขตหนองแขม กรุงเทพฯ

ทั้งนี้ คพ. คาดการณ์สถานการณ์ฝุ่น พีเอ็ม 2.5 ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลว่าระหว่างวันที่ 14 – 17 ธ.ค. มีแนวโน้มสูง เนื่องจากช่วงเวลาดังกล่าวมีมวลอากาศเย็นแผ่เข้ามาปกคลุม ประกอบกับปริมาณฝนน้อยลง และลมสงบ ทำให้ฝุ่นเริ่มสะสมในพื้นที่ จึงฝากให้ประชาชนควรเฝ้าระวังสุขภาพ ลดเวลาการทำกิจกรรมกลางแจ้ง หรือใช้อุปกรณ์ป้องกันตนเอง

ขณะที่ศูนย์ข้อมูลคุณภาพอากาศกรุงเทพมหานคร สรุปผลการตรวจวัดค่าฝุ่นพีเอ็ม 2.5 เวลา 05.00-07.00 น. ตรวจวัดได้ 32.1-78.3 มคก./ลบ.ม. ค่าเฉลี่ยของกรุงเทพมหานคร 47มคก./ลบ.ม.

โดยค่าฝุ่นพีเอ็ม 2.5 มีแนวโน้มลดลง เกินมาตรฐานจำนวน 59 พื้นที่ อยู่ในระดับแดงมีผลกระทบต่อสุขภาพ จำนวน 1 พื้นที่ คือ เขตหนองแขม วัดค่าฝุ่นได้ 73.8 มคก./ลบ.ม. และระดับสีส้มเริ่มมีผลกระทบ ต่อสุขภาพ จำนวน 58 พื้นที่ อาทิ เขตหนองแขม สามแยกข้างป้อมตำรวจ ถนนมาเจริญ เพชรเกษม 81 วัดค่าฝุ่นได้ 73.8 มคก./ลบ.ม. รองลงมา เขตทวีวัฒนา ทางเข้าสนามหลวง 2 วัดได้ 70 มคก./ลบ.ม., เขตบึงกุ่ม ภายในสำนักงานเขตบึงกุ่ม วัดได้ 69.1 มคก./ลบ.ม., สวนทวีวนารมย์ เขตทวีวัฒนา วัดได้ 61.7 มคก./ลบ.ม. และเขตบางกอกน้อย บริเวณหน้าสถานีตำรวจรถไฟบางกอกน้อย วัดได้ 60.1 มคก./ลบ.ม.

เวลา 09.00 น. ที่ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค ถนนเทพรัตน เขตบางนา นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ฝุ่นพีเอ็ม 2.5 ที่ทวีความรุนแรงขึ้นใน ช่วงนี้ โดยเฉพาะพื้นที่ กทม.และปริมณฑล จนส่งผลกระทบต่อสุขภาพว่า ทราบดีอยู่ และเป็นห่วงอยู่ ได้เรียกเจ้าหน้าที่มาสั่งการว่าต้องทำอย่างไรต่อไป แต่ตรงนี้มันก็เป็นทุกปี ซึ่งเราเองไม่ได้นิ่งนอนใจ น่าจะทราบว่าได้มีการคิกออฟไปแล้ว โดยเฉพาะการรณรงค์ไม่เผาป่า เราทราบดีว่าค่าฝุ่น มันจะต้องขึ้นมาสูง ซึ่งเราไม่ได้ยอมแพ้ จะพยายามที่จะจัดการต่อไป

เมื่อถามว่า นายกฯเคยระบุว่าจะให้ทางกองทัพเข้ามาช่วยเหลือ ตอนนี้ทางกองทัพได้เข้ามาดำเนินการอย่างไรบ้าง นายเศรษฐา กล่าวว่า กองทัพเข้ามาช่วยเหลือตลอด ทางภาคเหนือตนได้คุยกับแม่ทัพภาคที่ 3 และผู้บัญชาการทหารสูงสุด เพื่อให้ช่วยดูแลเฝ้าระวังเรื่องการเผาป่า

ผู้สื่อข่าวถามว่า ได้รับรายงานเกี่ยวกับประเทศเพื่อนบ้าน หรือประสานเพื่อให้มีการลดการเผาหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่มาก ทั้งเมียนมาและสปป.ลาว ก็เป็นส่วนหนึ่ง ซึ่งเราก็พูดมาทุกปี ซ้ำแล้วซ้ำอีก เจอแล้วเจออีก แต่ทาง สปป.ลาวเราคุยกันดีมาตลอดเวลา ซึ่ง ไม่ได้เกี่ยวเฉพาะ สปป.ลาวอย่างเดียว ยังมีภาคเอกชนไปจ้างให้มีการปลูกพืชผลในที่นั่นด้วยเช่นกัน จึงมีการพูดว่าถ้าอย่างนั้นถ้าจะนำพืชผลเข้ามาขายในประเทศไทย หากมีการเผาที่เป็นซากหรืออยู่ที่ สปป.ลาวต้องเสียภาษี เพราะฉะนั้นต้องมีการบริหารจัดการตรงนี้ให้ได้ และต้องพูดคุย ถือเป็นเรื่องที่รุนแรงพอสมควร ส่วนที่เมียนมา ต้องให้ฝ่ายทหารเข้าไปพูดคุยด้วย ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าเขาเผาป่าแต่สร้างปัญหาในบ้านเรา แต่เราไม่ได้นิ่งนอนใจ พยายามพูดคุยตลอดเวลา

เมื่อถามถึงมาตรการภาษีที่จะเก็บจาก ผู้ประกอบการ นายกฯ กล่าวว่า สมมติว่ามีการไปปลูกข้าวโพดที่ สปป.ลาว และมีการนำกลับเข้ามา แล้วถ้าเราพิสูจน์ได้ว่ามีการเผาก็จะมีการเรียกเก็บภาษีเพิ่มกับ ผู้ประกอบการ และนำเงินดังกล่าวมาช่วยในการหยุดไฟป่าหรือการบำบัดซากพืชผลการเกษตรไปพัฒนาทำอย่างอื่นได้ เช่น เรื่องของการขนส่ง และเชื่อว่าทุกคนจะขานรับในการข้อเสนอดังกล่าว

ตรวจฝุ่น – นายเศรษฐา ทวีสิน นายกฯ พร้อมด้วยน.ส.พิมพ์ภัทรา วิชัยกุล รมว.อุตสาหกรรม เดินทางไปติดตามสถานการณ์ฝุ่นพีเอ็ม 2.5 เพื่อหาแนวทางแก้ปัญหา ที่บริเวณแยกราชประสงค์ กทม. เมื่อ วันที่ 13 ธ.ค.

จากนั้น เวลา 11.11 น. นายเศรษฐา นายกฯ พร้อมด้วย น.ส.พิมพ์ภัทรา วิชัยกุล รมว.อุตสาหกรรม ได้เดินลงสังเกตการณ์ปริมาณฝุ่นที่บริเวณแยกราชประสงค์ ภายหลังเสร็จสิ้นภารกิจที่โรงแรมโรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล

นายเศรษฐากล่าวอีกครั้งว่า วันนี้ ฝุ่นละอองเยอะมาก ซึ่งปัญหาดังกล่าว ก็ได้กำชับไปกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะนักธุรกิจต่างๆ ในเรื่องของการก่อสร้าง ตึกและอาคารไหนที่ฉีดน้ำได้ก็ขอให้ช่วยกันฉีดไป ซึ่ง รมว.อุตสาหกรรมได้ยืนยันถึงปัญหาการเผาอ้อยได้มีการกำกับและควบคุมขอร้อง ในเรื่องการเผาอ้อยซึ่งเป็นช่วงฤดูไฮซีซั่นพอดี เชื่อว่า ทุกคนให้ความสำคัญในเรื่องดังกล่าว และเชื่อว่าแนวโน้มจะไปในทิศทางที่ดี เนื่องจากกระทบกับทุกภาคส่วน ทั้งเรื่องของการท่องเที่ยวเรื่องสุขภาพ

ผู้สื่อข่าวถามถึงปัญหาในพื้นที่กรุงเทพมหานครจะแก้ไขปัญหาควันดำจากรถยนต์ได้อย่างไร เนื่องจากหลายพื้นที่ของกรุงเทพมหานคร มีสถานการณ์ฝุ่นพีเอ็ม 2.5 เข้าขั้นวิกฤต นายเศรษฐากล่าวว่า ปัญหา ดังกล่าวเป็นเรื่องที่เราต้องดูแลหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องกำกับดูแล โดยเฉพาะการตรวจสอบสภาพเครื่องยนต์ เมื่อถามย้ำว่าบทลงโทษในปัจจุบันอาจจะเบาไปทำให้เกรงกลัวต่อกฎหมาย นายเศรษฐากล่าวว่า ความจริงไม่ใช่ปัญหาเรื่องของควันดำหรือควันขาวอย่างเดียว แต่ยังมีเรื่องของการตรวจสภาพเครื่องยนต์รถยนต์ต่างๆ รวมทั้งการเปลี่ยนถ่ายมาเป็นรถอีวีถือเป็นเรื่องสำคัญ วันนี้ทุกฝ่ายต้องช่วยกันทุกที่ทุกเรื่อง ทั้งเรื่องของการเผาป่า เผาอ้อย เผาตอซังข้าวโพด ต้องดูแลทั้งหมด

เมื่อถามว่าแต่เป็นเหมือนเป็นฤดูกาลเมื่อถึงช่วงเวลานี้ก็จะเกิดปัญหาดังกล่าวรัฐบาลจะแก้ไขปัญหาในระยะยาวได้อย่างไร นายเศรษฐากล่าวว่า ไม่อยากให้ใช้คำว่าเป็นฤดูกาลเพราะถ้าใช้คำดังกล่าวแสดงว่าเรายอมรับปัญหา แต่เป็นเรื่องที่ต้องดูแลอย่างใกล้ชิด และอย่ายอมรับมัน

ต่อมา นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. เดินทางมาตรวจสถานการณ์ฝุ่นที่แยกราชประสงค์ โดย นายชัชชาติกล่าวว่า หากดูการประมวลผลและคาดการณ์ วันที่ 14 ธ.ค. ค่าฝุ่นจะหนักกว่าวันนี้ และไปหนักสุดวันที่ 17 ธ.ค. แต่หลังวันที่ 18 ธ.ค. ค่าฝุ่นก็จะลดลง อากาศจะถ่ายเทดีขึ้น ขณะที่ต้นตอปัญหาฝุ่น คิดว่ามาจากรถยนต์ พื้นที่ไหนที่มีการจราจรแออัด หนาแน่น บวกกับสภาพอากาศที่กดลง มามาก ทำให้อากาศไม่ถ่ายเท จึงฝาก ทุกคนให้ช่วยกัน โดยเฉพาะคนที่ใช้รถเครื่องยนต์ดีเซลที่อายุเกิน 7 ปี ซึ่งตอนนี้มีอยู่ 1 ล้านคัน รถเหล่านี้แม้จะผ่านการตรวจควันดำ แต่ยังปล่อยพีเอ็ม 2.5 ออกมาจำนวนมาก

“ที่ผ่านมา กทม. มีมาตรการร่วมกับกระทรวงพลังงาน แต่ภายในปลายสัปดาห์นี้ จะออกมาตรการเพื่อดึงดูดใจคนที่ใช้รถเครื่องยนต์ดีเซล และเครื่องยนต์เก่า ให้มาเปลี่ยนน้ำมันเครื่องและไส้กรองในราคา ที่ถูกลง โดยจะร่วมมือกับค่ายรถยนต์ และบริษัทผลิตน้ำมัน หลังจากนี้จะติดตามและประมวลผลอย่างเข้มงวด หากอีก 2 วันค่าฝุ่นสูงขึ้นมากก็จะออกประกาศให้ ประชาชนเวิร์กฟรอมโฮม ส่วนคนที่ออกกำลังกายกลางแจ้งก็ขอให้งดก่อน ส่วนผมช่วงนี้ค่าฝุ่นค่อนข้างหนัก จึงเปลี่ยนการออกกำลังกายมาวิ่งในยิมแทน” นายชัชชาติกล่าว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน