ปมปาฏิหาริย์-เรี่ยไร แนะศรัทธาอย่างมีสติ ‘แพรรี่’อดีตมหาปธ.9 ยกพุทธประวัติเตือนพุทธเจ้าไม่มี‘เชื่อมจิต’
‘อ.น้องไนซ์ เชื่อมจิต’ เป็นเรื่องแล้ว ตร.เตรียมสอบกราวรูดทั้ง ตัวน้องไนซ์เด็ก 8 ขวบ พ่อแม่และผู้เกี่ยวข้อง ผบ.ตร.ได้รับเรื่องร้องเรียนแล้วสั่งสอบข้อเท็จจริงทุกเรื่องทั้งอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์-ค่าคอร์ส-เรี่ยไรเงิน แนะศรัทธาอย่างมีสติ ‘แพรรี่ ไพรวัลย์’ อดีตพระมหาชื่อดังเปรียญ 9 ออกโรงสอน เหตุใดพระพุทธเจ้าสอนธรรมคนเป็นร้อยเป็นพันโดยไม่ต้องใช้ไมโครโฟน ยืนยันองค์ศาสดาไม่มีการเชื่อมจิต
จากกรณี “น้องไนซ์ เทวานิรมิตจุติ” เด็กชายวัย 8 ขวบ อ้างว่าสามารถเชื่อมจิตได้โดยให้สัมภาษณ์ว่าพระพุทธเจ้าในสมัยที่ท่านสอนธรรมะมีการเชื่อมจิต คือการสอนในสมาธิในยุคนั้นไม่มีไมโครโฟน คนมาฟังท่านตั้งร้อยพันคน ถ้าท่านไม่สอนในจิตจะได้ยินอย่างไรนั้น
เมื่อวันที่ 16 ธ.ค. แพรรี่ ไพรวัลย์ วรรณบุตร อดีตพระมหาไพรวัลย์ พระชื่อดังเปรียญ 9 โพสต์เฟซบุ๊กอธิบายว่าประเด็นเรื่องที่ว่าพระพุทธเจ้าสอนธรรมอย่างไรในกรณีที่คนฟังมีอยู่เป็นร้อยเป็นพัน ท่านเชื่อมจิตไปสอนในสมาธิแบบที่มีคนกล่าวอ้างหรือไม่ขอตอบว่าเรื่องนี้ถ้าคนที่เคยศึกษาคัมภีร์ทางศาสนามาบ้างจะเข้าใจได้ไม่ยากมีหลายที่ในพระสูตรที่พระพุทธเจ้าตรัสชมภิกษุบริษัทของท่านว่ามีกิริยาอาการงดงาม มีความเคารพเป็นอย่างดีทั้งในตัวท่านและในพระธรรมที่ท่านเทศนาสั่งสอน ในสมัยพุทธกาล เวลาที่ภิกษุบริษัทท่านอยู่ในธรรมสภาและเห็นพระพุทธเจ้าเสด็จมา ทุกรูปจะต้องพร้อมใจกันเงียบเสียง ในพระสูตรและอรรถกถากล่าวตรงกัน เป็นเรื่องของพุทธคารวะตา และธรรมคารวะตา คือการแสดงความเคารพต่อพระพุทธเจ้าและพระธรรม
แพรรี่ ไพรวัลย์ ระบุต่อว่าในพระสูตรกล่าวถึงขนาดที่ว่าแม้แต่เสียงจามและเสียงไอยังไม่มีเลย ดังนั้นไม่ต้องพูดถึงว่าภิกษุบริษัทเหล่านั้นจะพากันสนทนาหรือพูดคุยเรื่องอื่นใดๆ ต่อหน้าพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าท่านตรัสเปรียบด้วยว่าถ้าท่านเงียบอยู่อย่างนั้นตลอดกัป ภิกษุบริษัทก็จะพากันเงียบอยู่อย่างนั้น จะไม่มีภิกษุรูปใดรูปหนึ่งกล้ายกเรื่องอื่นขึ้นพูดก่อนที่พระองค์จะแสดงธรรม เป็นเรื่องของมารยาทและอาจาระของภิกษุในสมัยพุทธกาล
“เรื่องนี้พระเจ้าอชาตศัตรูก็เคยพูดถึงไว้อย่างอัศจรรย์พระทัย เมื่อคราวที่ หมอชีวกโกมารภัจจ์พาพระองค์ไปเฝ้าพระพุทธเจ้าครั้งแรกที่อัมพวัน พระพุทธ เจ้าประทับอยู่กับภิกษุ 1,250 รูป แต่พอพระเจ้าอชาตศัตรูไปถึงกลับเหมือนวัดร้าง ไม่มีเสียงเจี๊ยวจ๊าวหรือเสียงพูดคุยกันของภิกษุในอัมพวันนั้นเลย ความเงียบที่ว่านี้ถึงกับทำให้พระองค์สงสัยว่าตัวเองกำลังถูกลวงมาลอบปลงพระชนม์ อันนี้เป็นเรื่องของอาจาระและวัตรปฏิบัติในการอยู่อย่างสมณะในสมัยพุทธกาล ไม่ใช่เรื่องของความวิเศษอะไรเลย”แพรรี่ ไพรวัลย์ ระบุ
อดีตพระมหาไพรวัลย์ระบุต่อว่าถ้าใครศึกษาคัมภีร์ทางศาสนามาบ้างจะทราบดีว่าพระพุทธเจ้าตำหนิการอยู่แบบคลุกคลีตีโมง การเผยแผ่ศาสนาในยุคแรกจึงห้ามการไปทางเดียวกัน 2 รูป นอกจากพระเจ้าอชาตศัตรูยังมีพระเจ้า ปเสนทิโกศลอีกพระองค์หนึ่งที่อัศจรรย์พระทัยกับอากัปกิริยาของภิกษุบริษัทของพระพุทธเจ้า อย่างที่เคยตรัสถึงเหตุที่ทำให้พระองค์เคารพศรัทธามากเหลือเกินในพระพุทธเจ้าและพระธรรมว่าสมัยใดที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงธรรมแก่บริษัททั้งหลายอยู่ ในบริษัทนั้นสาวกทั้งหลายของพระผู้มีพระภาคเจ้าจะไม่มีเสียงจามหรือเสียงไอเลย เป็นเรื่องน่าอัศจรรย์มากที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงฝึกพระสาวกได้ดีแล้วอย่างนี้โดยไม่ต้องใช้อาชญา โดยไม่ต้องใช้ศาสตรา ข้าพระพุทธเจ้าไม่ทรงเคยได้เห็นบริษัทอื่นที่ฝึกได้ดีอย่างนี้นอกจากบริษัทในพระธรรมวินัยนี้ คือแม้แต่พระองค์เองซึ่งเป็นกษัตริย์ มีอำนาจมากก็ยังไม่อาจฝึกข้าราชบริพารไม่ให้พูดสอดขึ้นในระหว่างที่พระองค์กำลังตรัสอยู่ได้เช่นพระพุทธเจ้า
“ดังนั้นการสอนธรรมกับคนจำนวนมากของพระพุทธเจ้าจึงเป็นเรื่องของการสื่อสารจำเพาะระหว่างพระองค์กับกลุ่มสาวกบริษัทที่ได้รับการฝึกหัดด้วยพระธรรมวินัยอย่างดีแล้ว ไม่ใช่เรื่องของการเชื่อมจิต หรือใช้เทคนิคทางอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์แต่อย่างใด แต่ถึงอย่างนั้นการบอกว่าในธรรมสภามีภิกษุจำนวนมาก ก็ได้หมายความภิกษุจำนวนเท่านั้นทั้งหมดต้องเป็นผู้ได้ยินได้ฟังธรรมเท่ากัน ที่สำคัญในกรณีที่ทรงสอนธรรมกับคนทั่วไปเป็นจำนวน มากๆ มีทั้งที่ตั้งใจฟังและไม่ตั้งใจฟังเป็นเรื่องปกติ มีทั้งที่ฟังแล้วเข้าใจและบรรลุธรรมก็มี มีทั้งที่ฟังแล้วไม่เข้าใจและไม่บรรลุอะไรเลยก็มี ไม่ใช่ว่าสอนได้ทั้งหมด บรรลุธรรมทั้งหมด ต้องเข้าใจให้ชัดแบบนี้ก่อน เรื่องการสอนธรรมของพระพุทธเจ้าไม่ใช่พูดส่งเดชไปเรื่อย” แพรรี่ ไพรวัลย์กล่าว
วันเดียวกัน พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษก ตร. กล่าวถึงกรณีกลุ่มเชื่อถือศรัทธาน้องไนซ์ เด็กชาย 8 ขวบ อ้างเป็นร่างอวตารองค์เพชรภัทรนาคานาคราช สามารถเชื่อมจิตได้ เข้ายื่นหนังสือถึงพล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผบ.ตร. ให้ตรวจสอบและดำเนินคดีกลุ่มคนที่ไม่เชื่อและมีการบิดเบือนตัดต่อภาพน้องไนซ์คล้ายพระพุทธเจ้า ขณะที่กลุ่มคนเห็นต่างนำโดย นายนิยม นพรัตน์ หรือ “เค สามถุยส์ และ อี้ แทนคุณ จิตอิสระ ขอให้ตรวจสอบเรื่องที่กลุ่มผู้ศรัทธามีการเรียกเก็บเงินเพื่อเข้าคอร์สฝึกสมาธิเชื่อมจิตหลักเนื่องจากอาจเข้าข่ายหลอกลวงฉ้อโกงประชาชนว่า เรื่องดังกล่าวผบ.ตร.รับทราบแล้ว ส่วนจะเป็นการหลอกลวงหรือไม่ต้องตรวจสอบ เพราะเป็นความเชื่อและศรัทธาของกลุ่มคนที่เห็นว่าการทำพิธีและพบกับน้องไนซ์อาจจะได้ผลตามที่ตั้งมั่นไว้ และเกิดความคิดในทางบวก ขณะเดียวกันก็มีอีกกลุ่มที่มองว่าเป็นการหลอกลวงหรือแสวงหาผลประโยชน์จากเด็กและเยาวชนหรือไม่
รองโฆษก ตร.กล่าวต่อว่า ประเด็นแรกสั่งการให้ตำรวจพื้นที่ลงไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ ประเด็นที่สองตรวจสอบทางสื่อสังคมออนไลน์ เช่น มีการโพสต์โฆษณาเชิญชวน ต้องดูพฤติการณ์ว่าเข้าข่ายความผิดหรือไม่อย่างไร ส่วนจะเข้าข่ายความผิดตามพ.ร.บ. คุ้มครองเด็กฯ หรือไม่นั้นตำรวจต้องตรวจสอบทุกความผิดที่อาจเกี่ยวข้องทั้งหมดอยู่แล้ว สำหรับผู้ปกครองเด็กจะต้องเชิญมา สอบหรือให้ปากคำหรือไม่นั้นเป็นกระบวนการที่ต้องดำเนินการทุกองค์ประกอบ ไม่ว่าจะเป็นการลงพื้นที่เกิดเหตุ เชิญผู้ปกครองหรือผู้ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงพยานที่พบหรือเข้าไปทำพิธีมาสอบสวนปากคำทั้งหมด
พ.ต.อ.ศิริวัฒน์กล่าวอีกว่า ส่วนกลุ่มที่มาร้องเรียนไม่ได้เป็นผู้เสียหายโดยตรงจะดำเนินคดีได้หรือไม่นั้นไม่เป็นปัญหา เพราะหากตรวจสอบพบว่าเป็นความผิดต่อรัฐ เจ้าหน้าที่สามารถร้องทุกข์กล่าวโทษได้เอง แต่หากความผิดส่วนตัวเป็นเรื่องที่ผู้เสียหายจากการกระทำนั้นต้องมาแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษ กรณีเด็กไนซ์ 8 ขวบ ขอเวลาตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อน การที่มีประชาชนหลายคนมาร้องให้ดำเนินคดีต้องยืนยันว่าตัวเองเป็นผู้เสียหายในคดี เช่น สูญเสียทรัพย์สิน ใช้สิทธิร้องทุกข์กล่าวโทษได้
“หากพบว่ามีการแสวงหาผลประโยชน์หลอกลวงจากความเชื่อศรัทธาของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มใด มีกฎหมายบัญญัติไว้อยู่แล้ว ตำรวจบังคับใช้กฎหมายได้ หากประชาชนรู้สึกว่าตนเองถูกหลอกลวงได้รับความเสียหายสามารถแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษกับบุคคลที่ฉ้อโกงได้ทุกสถานีตำรวจทั่วประเทศ เรื่องความเชื่อศรัทธาว่ากันไม่ได้ เป็นสิทธิส่วนบุคคล แต่อยากให้ใช้วิจารณญาณว่าสิ่งที่เราเคารพบูชามีข้อเท็จจริงหรือไม่ อย่างไร และเป็นเรื่องลวงโลกหรือไม่ หากเห็นว่าไม่ดี ดูแล้วแปลกๆ น่าจะเป็นการหลอกลวง ขอให้แจ้งตำรวจตรวจสอบ หรือหากตกเป็นเหยื่อขอให้แจ้งความดำเนินคดีตามกฎหมายเพื่อป้องกันระงับยับยั้งไม่ให้ ไปหลอกลวงคนอื่นต่อไป” รองโฆษก ตร.กล่าว