จ่อชงครม.-คาดมีผลม.ค.67 ตม.ออก6แผนรับมือปีใหม่ ‘อนุทิน’ลุยตรวจผับข้าวสาร
ก.คลังชง ครม.ลดภาษีเหล้า-เบียร์ คาดมีผล ม.ค.67 หวังชูเมืองไทยเป็นสวรรค์นักท่องเที่ยวต่างชาติ ใช้ชีวิตกิน อยู่ ดื่ม ท่องเที่ยว เล็งลดภาษีดิวตี้ฟรีขาเข้า หวังจับจ่ายในไทยมากขึ้น ขณะที่ บก.ตม.2 สนามบิน ออก 6 มาตรการรับมือ นักท่องเที่ยวเข้าออกช่วงปีใหม่ คาดเกิน 1.5 แสน/วัน ‘อนุทิน’ลุยตรวจผับต่อเนื่อง หลังสถานบริการเปิดผับถึงตี 4
เมื่อวันที่ 17 ธ.ค. นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ขณะนี้กรมสรรพสามิตอยู่ระหว่างการปรับโครงสร้างภาษีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้มีความเหมาะสม เพื่อสนับสนุนภาคการท่องเที่ยวของไทย คาดว่าจะได้ข้อสรุปและสามารถเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาได้ภายในเดือนธ.ค.66 และมีผลบังคับใช้ได้ภายในเดือนม.ค.67 ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการบริโภคและภาคการท่องเที่ยวของไทยให้เติบโตได้อย่างมีประสิทธิภาพ
“ตอนนี้กรมสรรพสามิตกำลังทำการบ้านเรื่องการปรับโครงสร้างภาษีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รวมถึงสุราชุมชน เพื่อให้ นักท่องเที่ยวต่างชาติรู้สึกว่าเวลามาเที่ยวไทย มีทั้งร้านอาหารดีๆ มีราคาเครื่องดื่มที่เหมาะสม ไม่ใช่ราคาลอยอยู่บนฟ้า ต้องทำให้ราคาจับต้องได้ ให้รู้สึกว่ามาไทยแล้วเป็นสวรรค์ของการใช้ชีวิต กิน อยู่ ดื่ม ท่องเที่ยว โดยการปรับโครงสร้างภาษีครั้งนี้น่าจะเป็นระยะยาว เพราะกระทรวงการคลังมองไปถึงเรื่องการลงทุนในธุรกิจหลายๆ ตัวที่คาดว่าจะมีเข้ามามากขึ้นด้วย”
นายลวรณกล่าวอีกว่า กระทรวงคลังยังเตรียมพิจารณายกเลิกการจัดตั้งคลังสินค้าทัณฑ์บนสำหรับร้านค้าปลอดอากรขาเข้า (ดิวตี้ฟรี) ทุกสนามบิน เพื่อส่งเสริมให้นักท่องเที่ยวต่างชาติหรือคนไทยที่เดินทางกลับเข้ามาในประเทศเกิดการจับจ่ายซื้อของภายในประเทศมากขึ้น แทนการซื้อสินค้าในร้านปลอดภาษีก็จะช่วยให้เกิดการใช้จ่ายมากขึ้น คนที่ได้อานิสงส์มากที่สุดคือร้านค้า เบื้องต้นทราบว่าผู้ประกอบการยินดีให้ความร่วมมือกับนโยบายของรัฐบาล
ส่วนเรื่องที่ดำเนินการแล้ว คือการปรับเพิ่มวงเงินซื้อสินค้าที่ต้องแสดงต่อศุลกากร จากเดิม 5,000 บาทขึ้นไป เป็น 20,000 บาทขึ้นไป จะช่วยลดจำนวนนักท่องเที่ยวที่ต้องแสดงสินค้าลงจาก 1.7 ล้านราย/ปี เหลือประมาณ 500,000 ราย/ปี หรือลดจำนวนคิว การขอตรวจเอกสารที่ต้องตรวจสินค้า จาก 4,800 คน/วัน เหลือเพียง 1,400 คน/วัน และการปรับเพิ่มมูลค่าสินค้าที่ต้องนำไปแสดงต่อสรรพากร 9 รายการ ได้แก่ เครื่องประดับ ทองรูปพรรณ นาฬิกา แว่นตา ปากกา สมาร์ตโฟน แล็ปท็อปหรือแท็บเล็ต กระเป๋า (ไม่รวมกระเป๋าเดินทาง) เข็มขัด จากเดิมมูลค่าต่อชิ้นตั้งแต่ 1 หมื่นบาทขึ้นไป เป็น 4 หมื่นบาทขึ้นไป และของที่ถือขึ้นเครื่องได้ จากเดิมมูลค่าต่อชิ้นตั้งแต่ 5 หมื่นบาทขึ้นไป เป็น 1 แสนบาทขึ้นไป
สำหรับเงื่อนไขการขอคืนภาษีในปัจจุบันนั้น นักท่องเที่ยวต้องมียอดซื้อไม่น้อยกว่า 2,000 บาท/ร้าน/วัน จากการปรับหลักเกณฑ์ข้างต้นนี้จะช่วยลดขั้นตอนการขอคืนภาษีของนักท่องเที่ยวที่ซื้อสินค้ามูลค่ารวมไม่ถึง 2 หมื่นบาท สามารถไปขอรับคืนภาษีจากเจ้าหน้าที่สรรพากรได้โดยไม่ต้องผ่านพิธีการทางศุลกากรแต่อย่างใด ทั้งหมดคือเครื่องมือที่กระทรวงการคลังมีและพยายามใช้เพื่อสร้างบรรยากาศที่ดีให้กับนักท่องเที่ยว ให้เขารู้สึกว่ามีความสุขตั้งแต่มาเที่ยวจนกลับบ้าน
ขณะที่พล.ต.ต.เชิงรณ ริมผดี ผบก.ตม.2 และโฆษก สตม. เปิดเผยถึงความพร้อมการเตรียมรองรับนักท่องช่วงเทศกาลปีใหม่ 2567 ว่า คาดว่าจะมีคนไทยและต่างชาติเดินทางเข้าออกระหว่างประเทศ โดยเฉพาะสนามบินสุวรรณภูมิ กว่าวันละ 1.5 แสนคน/วัน จากเดิมวันละ 1.2 แสนคน/วัน อันเนื่องมาจากนโยบายส่งเสริมการ ท่องเที่ยว วีซ่าฟรี ของทางรัฐบาล ซึ่งจะมียอดคนเข้าประเทศสูงสุดราว 5-6 พันคน/ช.ม. และคนออกประเทศสูงสุดราว 4-5 คน/ช.ม. จึงต้องมีการบริหารจัดการพื้นที่ให้ดี
โดยทางบก.ตม.2 ในฐานะรับผิดชอบการตรวจคนเข้าออกทางด่านตม.สุวรรณภูมิ ดอนเมือง ภูเก็ต เชียงใหม่ และหาดใหญ่ ทำหน้าที่คัดกรองคนเข้าออกประเทศ ภายใต้หลักความมั่นคงของประเทศ ได้กำหนดมาตรการรองรับสำคัญ ได้แก่ 1.จัดกำลังพลเสริมหน้าที่เวร โดยมีเจ้าหน้าที่ตม.จากด่านต่างๆ ทั่วประเทศ และผบช.สตม. อีก 150 นาย เสริมเวรประจำเคาน์เตอร์ก่อนเวลาเข้าเวรปกติ 3-4 ช.ม. 2.ใช้วิธีการเกลี่ยปริมาณผู้โดยสารขาเข้าที่สุวรรณภูมิทั้ง 3 โซน ให้สมดุลกัน เพื่อให้ได้รับการตรวจหนังสือเดินทางได้เร็วขึ้น
3.ผู้โดยสารที่มีเด็กเล็ก มีผู้สูงอายุ ผู้พิการ จะมีการคัดแยกตรวจที่ช่องทาง Priority 4.ผู้โดยสารคนไทย ได้ลดขั้นตอนการสแกนลายนิ้วมือที่ช่องตรวจหนังสือเดินทางไทย ทั้งขาเข้าและขาออก 5.ประสานงานร่วมกับสายการบิน กรณีพบผู้โดยสารที่เสี่ยงตกเครื่องในขาออกให้ประสานกับทางตม. ขาออก เพื่ออำนวยความสะดวกให้ทันขึ้นเครื่อง 6.พัฒนาระบบ Autometic channel ขาออกสุวรรณภูมิ ให้รองรับการตรวจคนต่างชาติที่ใช้ E-passport กว่า 70 ชาติ ทั่วโลก โดยเริ่มใช้งานแล้วตั้งแต่ 15 ธ.ค. 66 เป็นต้นมา พบว่าสามารถระบายความหนาแน่นผู้โดยสารได้ดีขึ้นราว 6,000 คน/ช.ม. จากเดิม 4,100 คน/ช.ม.
พล.ต.ต.เชิงรณกล่าวต่อว่า ในช่วงเที่ยวบินลงที่สุวรรณภูมิพร้อมกัน บางชั่วโมงสูงถึง 25 เที่ยวบิน จะมีคลื่นผู้โดยสารขนาดใหญ่โถมเข้าที่โถงตม. ซึ่งมีการคัดกรองกว่า 7 ขั้นตอนตามมาตรฐานความมั่นคง เพื่อคัดกรองคนร้ายชาวต่างชาติที่อาจแฝงตัวเป็นนักท่องเที่ยว อย่างไรก็ตาม ทันทีที่ยื่นพาสปอร์ตให้เจ้าหน้าที่จะใช้เวลาไม่เกินคนละ 45 วินาทีเท่านั้น นอกจากนั้น ยังทดลองจับเวลาผู้โดยสารที่เดินเข้าโถง รอคิว และรับการตรวจต่อคน พบว่า ใช้เวลารอเข้ารับการตรวจราว 18-20 นาที
ส่วนขาออกสุวรรณภูมิ ต้องเผื่อเวลาในขั้นตอนการเช็กอินที่แอร์ไลน์ การผ่านจุดตรวจค้นตามหลักความปลอดภัยสากล การผ่านตม. และการเดินไปที่หลุมจอดเพื่อขึ้นเครื่อง ควรเผื่อเวลาไว้ล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 3 ช.ม. ทั้งนี้ ยืนยันว่านายกรัฐมนตรี ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รวมถึงผบช.สตม. ให้ความสำคัญกับการอำนวยความสะดวกภายใต้หลักความมั่นคง โดยเฉพาะช่วงเทศกาลปีใหม่ที่จะเรียกคืนบรรยากาศท่องเที่ยวให้กลับมาคึกคักเหมือนเดิม โดยพล.ต.ท.อิทธิพล อิทธิสารรณชัย ผบช.สตม. จะเดินทางมามอบนโยบายแก่ เจ้าหน้าที่ที่สนามบินสุวรรณภูมิในวันที่ 21 ธ.ค. ด้วย

ตรวจผับ – นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และ รมว.มหาดไทย เดินทางมาตรวจสถานบันเทิงย่านถนนข้าวสาร เขตพระนคร กทม. หลังอนุญาตให้เปิดสถานบันเทิงได้ถึงตี 4 เมื่อกลางดึกวันที่ 16 ธ.ค. ต่อเนื่องถึงเช้าวันที่ 17 ธ.ค.
สำหรับการตรวจสอบความเรียบร้อยการให้สถานบริการเปิดถึงตี 4 นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย พร้อมด้วยพล.ต.ต.อัฏธพร วงศ์ศิริปรีดา ผบก.น.1 พ.ต.อ.สนอง แสงมณี ผกกสน.ชนะสงคราม เจ้าหน้าที่ตำรวจนครบาล ชุดปฏิบัติการพิเศษกรมการปกครอง ลงพื้นที่ตรวจสถานบริการย่านถนนข้าวสาร โดยนายอนุทินกล่าวว่า จากการตรวจเยี่ยมแหล่งสถานบริการ 2 วันที่ผ่านมา ทั้งย่านอาร์ซีเอ และถนนข้าวสาร สถานการณ์เรียบร้อยดี ผู้ประกอบการให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี บรรยากาศคึกคัก เชื่อว่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจและ ส่งเสริมการท่องเที่ยว ซึ่งการตรวจเยี่ยมเป็นการสร้างความเชื่อมั่น ไม่ได้มาจับผิด แต่สถานบริการต้องปฏิบัติตามกฎหมาย เน้นย้ำ 3 ข้อ คือ ต้องไม่มีอาวุธ ไม่มียาเสพติด และไม่มีเยาวชนอายุต่ำกว่า 20 ปี เข้าไปใช้บริการ
จากการตรวจสอบย่านถนนข้าวสารมีสถานบริการที่ได้รับอนุญาตถูกต้อง 4 แห่ง ที่สามารถเปิดได้ถึงตี 4 นอกเหนือจากนั้นหลังเที่ยงคืนห้ามจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และห้ามเปิดเพลงเสียงดัง แต่นักท่องเที่ยวสามารถนั่งดื่มกินกันได้ต่อ ทั้งนี้ ในอนาคตมีแผนจะไปตรวจเยี่ยมแหล่งสถานบริการในต่างจังหวัดด้วย แต่ยังไม่เปิดเผยวันเวลาและสถานที่

ชนตร.เจ็บ – ส.ต.ท.เศรษฐกิจ อิ่มกมล ตร.จราจรเชียงใหม่ ถูกรถ จยย. ของนักท่องเที่ยวที่เพิ่งกลับออกจากสถานบันเทิง พุ่งชนได้รับบาดเจ็บสาหัส ขณะเดินทางไปทำหน้าที่ประจำจุด บนถนนซูเปอร์ไฮเวย์ หน้าอำนวยมอเตอร์ 2 อ.เมือง จ.เชียงใหม่ เมื่อวันที่ 17 ธ.ค.
วันเดียวกัน เมื่อเวลา 06.00 น. ศูนย์วิทยุกองบังคับการตำรวจภูธรเชียงใหม่ (191) รับแจ้งเหตุรถจยย.ตำรวจจราจรชนกับรถจยย.ของประชาชนบนถนนซูเปอร์ไฮเวย์ขาเข้าเมือง หน้าอำนวยมอเตอร์แอร์ 2 อ.เมือง จ.เชียงใหม่ เขตรับผิดชอบสภ. แม่ปิง พบรถจยย.ตำรวจจราจรล้มเสียหาย ส.ต.ท.เศรษฐกิจ อิ่มกมล ตำรวจจราจรสังกัดตำรวจจราจรเชียงใหม่ นอนบาดเจ็บสาหัส ไม่สามารถขยับตัวได้ ส่วนรถจยย.คู่กรณี ทะเบียน 2กธ 8662 เชียงใหม่ โดยเป็นหนุ่มที่เพิ่งกลับจากสถานบันเทิงได้บาดเจ็บสาหัสเช่นกัน ทั้งนี้ จะรอสอบปากคำคู่กรณีอีกครั้ง พร้อมทั้งตรวจวัดแอลกอฮอล์ในเลือดด้วย
ส่วนที่สภ.สารภี จ.เชียงใหม่ รับแจ้งมีเหตุจยย.แฉลบ บนถนนพื้นที่ ม.7 ต.ขัวมุง อ.สารภี เสียชีวิต 1 ราย เพื่อนที่มาด้วยบาดเจ็บ จากการสอบถามเพื่อนที่มาด้วย ทราบว่าไปเที่ยวสถานบันเทิงมา และเพื่อนที่ขับขี่เมาอย่างหนัก ทำให้รถเสียหลัก ดังกล่าว
ด้านนายอารุณ ปินตา หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จ.เชียงใหม่ เปิดเผยถึงมาตรการป้องกันอุบัติเหตุในการขยายเวลาเปิดถึงผับตี 4 ว่า จากนี้จะมีการจัดชุดตรวจลาดตระเวน และชุดเคลื่อนที่เร็ว ของทั้งกรมการปกครอง และตำรวจภูธรเชียงใหม่ เพื่อตรวจตราความเรียบร้อยของสถานประกอบการอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะการกวดขันผู้ที่เป็นเยาวชน หรือการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เกินกว่าเวลาที่กำหนด กรณีมีผู้มึนเมาจนไม่สามารถขับขี่ยานพาหนะได้ ให้สถานบริการจัดให้มีจุดพักคอย ประสานญาติให้มารับกลับ และห้ามขับขี่โดยเด็ดขาด