สูญเสีย อาจารย์ หยางชางจี้ (73) – การเดินทางไปปักกิ่งของเหมาในเดือนธันวาคม 1919 มีความสำคัญทั้งในทางการเมืองและในทางความคิด เห็นได้จากมีข้อสังเกตจากนักเขียนหลายคนใน กรณีนี้
ไม่ว่าจะเป็น รอเบิร์ต เพน และรวมถึง จุง ชาง จอน ฮัลลิเดย์
ทวีป วรดิลก ได้นำเสนอรายละเอียดของเรื่องราวเหล่านี้อย่างยาวเหยียด รอบด้าน หลายการเคลื่อนไหว เท่ากับเป็นการตอบข้อสังเกตและความสงสัยในทางสังคม
โดยเฉพาะต่อจังหวะก้าวการเคลื่อนไหวของกลุ่มลัทธิมาร์กซ์ในจีน
เมื่อเหมาเดินทางมาถึงปักกิ่งและได้ไปหาครอบครัวหยางชางจี้ก็ได้พบว่าหยางป่วยหนักด้วยโรคกระเพาะมาตั้งแต่ฤดูร้อนปี 1919 ร่างกายบวมพอง ระบบย่อยอาหารใช้การไม่ได้เลย
โรงพยาบาลปักกิ่งเยอรมัน ไม่อาจรักษาพยาบาลได้
เพื่อนๆ ของหยางถือว่าอาการป่วยมีสาเหตุมาจากการทำงานหนักจนเกินไประหว่างอยู่มหาวิทยาลัยปักกิ่งเพราะนอกจากสอนหนังสือ ยังแปลหนังสือและเขียนรายงานสำรวจเรื่องการศึกษาอีก
หยางสิ้นใจเมื่อเวลาย่ำรุ่งของวันที่ 17 มกราคม 1920
ต่อมาในวันที่ 22 มกราคม หลังจากเหมาได้ไว้อาลัยเนื่องในมรณกรรมของมารดาเหมาก็ได้ร่วมลงนามในพจนาลัยเนื่องในมรณกรรมของศาสตราจารย์หยางชางจี้ อาจารย์ที่มีอิทธิพลต่อตนมากที่สุด
ถัดมาอีกเพียงวันเดียวบิดาของเหมาก็ถึงแก่กรรมในบ้านที่เสาซาน
เหมายังคงพำนักอยู่ในปักกิ่งต่อไปแม้ว่าจะมีภารกิจหลายประการในหูหนานที่ตนต้องกระทำ แต่ในปักกิ่งเหมาก็มีหลายภารกิจ เช่นครอบครัวตระกูลหยางที่เหลือแต่ลูกสาว
และมารดาของหยางไค่ฮุ่ย ภรรยาของหยางชางจี้
และที่มีความสำคัญที่สุดต่ออนาคตทางการเมืองของเหมาเองก็ได้แก่หลี่ต้าเจา ซึ่งเหมามีความสนิทสนม คุ้นเคยมากกว่าเมื่อตอนแรกที่มาปักกิ่ง
หลี่ต้าเจามีความเสียใจต่อมรณกรรมของหยางชางจี้ เพื่อนสนิท ไม่น้อยไปกว่าเหมา
ขณะที่ ณ บัดนี้ หลี่ต้าเจาได้จัดตั้งสมาคมศึกษามาร์กซิสต์อย่างเป็นทางการยิ่งกว่าเดิม งานแปล Communist Manifesto ก็กำลังดำเนินไปโดยไม่หยุดชะงัก
บางส่วนก็เสร็จสิ้นไปแล้ว ซึ่งเหมาก็ได้อ่านแล้วด้วย
ควบคู่กันไปยังมีงานด้านเศรษฐศาสตร์ลัทธิมาร์กซ์ ซึ่ง คาร์ล เคาซกี้ นักสังคมนิยมเยอรมันเป็นผู้เขียนในชื่อ Economic doctrine of Karl Marx
สำหรับหลี่ต้าเจานั้นเหมาในวัยหนุ่มมีความประทับใจเช่นไร
จะเห็นได้จากคำพูดของเหมาเองในอีก 30 ปีเศษต่อมาขณะนั่งรถไฟจากทางตอนใต้ของปักกิ่งตรงไปยังเมืองหลวงของจีนในตอนปลายเดือนมีนาคม 1949
ในฐานะผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์และกำลังจะเป็นประมุขสาธารณรัฐประชาชนจีน
เหมากล่าวถึงหลี่ต้าเจากับสหายสนิทในพรรคดังนี้ “เป็นคนดีอย่างแท้จริง เป็นผู้ที่มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อผมอย่างมาก
เป็นครูที่แท้จริงของผมอย่างสมบูรณ์พร้อมตามความหมายของคำว่าครู”
จากบทสรุปของ ทวีป วรดิลก เหมาในวัยหนุ่มแน่นก็เช่นเดียวกับบุรุษหนุ่มในวัยเดียวกันทั้งหลาย เต็มไปด้วยความฝันนานาประการ
เป็นความฝันในเรื่องการศึกษา เป็นความฝันในเรื่องการทำงาน
จดหมายหลายฉบับที่เหมาเขียนถึงเพื่อนมีความคิดมากมายปรากฏ เช่น การตั้งโรงเรียนศึกษา-ทำงานขึ้นบริเวณเนินเขารอบนอกของฉางซาอันเขียวชอุ่ม ความฝันนี้เหมามีมาตั้งแต่ปี 1918
โรงเรียนที่จะตั้งนักเรียนและครูจะต้องศึกษาและทำงานร่วมกัน
นับตั้งแต่ปลูกผักและดอกไม้ ปลูกข้าวและฝ้ายไปจนถึงปลุกต้นหม่อน เลี้ยงปลาและเป็ดไก่ (เหมา) ตั้งข้อสังเกตไว้ด้วยว่าทั้งหมดควรจะถือว่าเป็น “งานศักดิ์สิทธิ์” ถ้าหนักไปสำหรับนักเรียนก็สมควรว่าจ้างคนมาช่วย
ถ้าการทำไร่ไถนาไม่อาจปฏิบัติได้จริงๆ ก็อาจตั้งเป็นมหาวิทยาลัย “ศึกษาด้วยตนเอง” ก่อน โดยทั้งครูและศิษย์
“ลงมือปฏิบัติในการดำเนินชีวิตเยี่ยงคอมมิวนิสต์”