พบ เฉินตุ๊ซิ่ว ก่อนกลับฉางซา(74) – ความจริง สิ่งที่ ทวีป วรดิลก เรียกว่าเป็น”ความฝัน”ของเหมาในที่นี้ ดำรงอยู่ทั้งในด้านอันเป็นความฝันและผ่านการปฏิบัติที่เป็นจริงในกาลต่อมาอย่างเป็นขั้นเป็นตอน
ตอนที่เรียกว่า “ความฝัน”ก็ดังที่ได้กล่าวเอาไว้ใน “จดหมาย”
แท้จริงแล้ว นี่ก็คือ โครงการที่ประสาน “ทฤษฎี” กับ “การปฏิบัติ” เข้าด้วยกัน ระหว่างการสอนของอาจารย์กับการเรียนของนักศึกษา
นั่นก็คือ ด้านหนึ่ง ศึกษา ด้านหนึ่ง ลงมือทำ
รายได้ตามโครงการนี้ทั้งหมดจะต้องเป็นของกลางร่วมกัน เพราะโครงการดังกล่าวถือว่ามาจากสมาคมช่วยเหลือร่วมกันในการ”ทำงาน-ศึกษา”
โดยใช้จ่ายเงินที่ได้จากการสอน การพิมพ์ข้อเขียนตลอดจนจัดทำหนังสือออกจำหน่าย
ผลได้จากการรวมศูนย์ทางภูมิปัญญาจะมาจากการชุมอภิปรายทางวิชาการซึ่งจะเปิดให้มีขึ้นสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง
เป้าหมายและแผนหลังจากการฝึกอบรมเป็นอย่างไร
คำตอบที่กำหนดเอาไว้ในแผนก็คือ หลังจากได้รับการฝึกอบรมและทำงานตามโครงการนี้เป็นเวลา 2 หรือ 3 ปี ครูและศิษย์จะสามารถไปศึกษาและอบรมต่อในรัสเซีย
รัสเซียซึ่งเหมาให้นิยามว่า เป็น”ประเทศอารยะหมายเลข 1 ของโลก”
ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่า เหมาประทับใจและได้รับผลสะเทือนจากการปฏิวัติของพรรคบอลเชวิคในเดือนตุลาคม 1917 เป็นอย่างสูง
ก่อนการรับรู้ลัทธิมาร์กซ์อย่างเป็นระบบ
ไม่ว่าจะมาจากนิตยสาร”ซินซิงเหนียง”(เยาวชนใหม่) ไม่ว่าจะมาจากการทำงานของเฉินตุ๊ซิ่ว ไม่ว่าจะมาจากสมาคมวิจัยลัทธิมาร์กซ์ของหลี่ต้าเจา
หากสรุปตามกระบวนการและแนวทางในแบบ”ความคิดเหมาเจ๋อตง”
ความคิด ความใฝ่ฝันของเหมาในห้วงแห่งปี 1918 ก่อนเดินทางไปปักกิ่งเป็นหนที่ 2 เป็นความคิด ความใฝ่ฝัน ที่เกิดขึ้นและดำรงอยู่ในขั้นของ “ความรู้สึก”
ยังมิได้พัฒนาและยกระดับไปสู่ขั้นของ”เหตุผล”อย่างสมบูรณ์
การที่ ทวีป วรดิลก ประมวลความฝันในวัยหนุ่มของเหมามานำเสนอดำเนินไปในห้วงที่เหมาอยู่ในสถาน การณ์การจากไปของหยางชางจี้ และอยู่ในสถานการณ์ที่สายสัมพันธ์กับหลี้ต้าเจาร้อยรัดอย่างแนบแน่น
ข้อมูลอย่างสำคัญคือเนื้อความของ “จดหมาย”
ในจดหมายอีกฉบับหนึ่งซึ่งเหมาเขียนไปถึงเถาอี้ เพื่อนสนิทอีกคนหนึ่งซึ่งเป็นสตรี ขณะนั้นสอน หนังสืออยู่ฉางซาและก็อยากจะเดินทางมาปักกิ่งเช่นกัน
เหมาย้ำในจดหมายว่า “อยากไปรัสเซีย”
จะอย่างไรก็ตาม เพื่อที่จะทำให้ความฝันเป็นความจริงขึ้นมา หากเมื่อใดหูหนานมีความสงบสุขบังเกิดขึ้นเหมาก็จะได้ก่อตั้ง”สมาคมศึกษาเสรี”ขึ้นในฉางซา
โดยหวังว่าจะสามารถดำเนินการจนมีประสิทธิผลตามเค้าโครงซึ่งวางไว้
จากการศึกษาทั้งบรรพกาลและสมัยใหม่ ทั้งจีนและต่างประเทศด้วย “แล้วจากนั้นผมก็จะจัดตั้งคณะทำงานศึกษาเพื่อไปรัสเซีย”
รัสเซียจึงเป็นเหมือนดินแดนในฝัน เป็นดั่ง”ยูโทเปีย”ของเหมา
ในจดหมายฉบับเดียวกันนี้เหมาบอกกับเถาอี้ด้วยว่า “ผมมีความเชื่อมั่นว่า ผู้หญิงที่ไปรัสเซียจะได้รับการต้อนรับ”เป็นพิเศษ”จากสหายหญิงรัสเซีย”
ไม่ว่าความฝันของเหมา ไม่ว่าความฝันของเถาอี้ สัมพันธ์กับการหารือกับหลี่ต้าเจา
เห็นได้จากเนื้อความที่เหมาเขียนถึงเถาอี้ “ได้ปรึกษาหลี่ต้าเจาในเรื่องนี้และเรื่องอื่นๆแล้ว และก็ได้หยิบยกถึงสาเหตุในการที่ไม่เดินทางไปศึกษาในต่างประเทศ
เนื่องจากเราสามารถอ่านหนังสือแปลจากต่างประเทศได้เร็วกว่าอ่านต้นฉบับภาษาต่างประเทศ
เพราะฉะนั้น อยู่ในจีนก็ย่อมจะศึกษาได้มากกว่าและรวดเร็วกว่าในต่างประเทศย่างไม่ต้องสงสัย อารยธรรมตะวันออกประกอบขึ้นเป็นครึ่งหนึ่งแห่งอารยธรรมของโลก”
ในเมื่อเป็นเช่นนี้ “ทำไมเราถึงจะต้องไปศึกษาที่อื่นอีกเล่า”